โครตพลังดวงตาเทพเจ้า

    ตอนที่ 46 งานเลี้ยง

    ตอนที่ 46 งานเลี้ยง

    ตู้อวี้หมิงหัวเราะฮ่าฮ่าเสียยกใหญ่ : "ไม่สายหรอก เวลากำลังดีเลย"

    เมื่อคนที่มาที่หลังได้นั่งตามตำแหน่งแล้ว ก็ย่อมที่จะต้องทำการแนะนำตัวขึ้นมาอีกรอบหนึ่ง

    ทั้งห้องส่วนตัวนั้นมีคนนั่งอยู่ราวสิบกว่าคน โชคดีที่ห้องส่วนตัวนี้ใหญ่เพียงพอ ดังนั้นคนสิบกว่าคนนี้นั่งลงครบแล้วก็ไม่ได้ดูแออัดมากจนเกินไปนัก

    คนที่อยู่ภายในห้องส่วนตัวต่างก็มีอายุเฉลี่ยอยู่ที่สามสิบกว่าปีขึ้นไปทั้งนั้น สำหรับนักเรียนมัธยมปลายที่อายุพึ่งจะเต็มสิบเเปดปีอย่างเซิงห่าว มันก็กลายเป็นภาพที่พิเศษไปในชั่วพริบตา

    เซิงห่าวจำเป็นที่จะต้องมีรอยยิ้มแสดงอยู่บนใบหน้าตลอดเวลา แต่ทว่าภายในใจกลับรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมากที่รับปากศิษย์พี่มางานเลี้ยงในครั้งนี้ เพราะความจริงแล้วเขาต้องดูอึดอัดมากอย่างแน่นอน

    คนหนึ่งที่นั่งถัดไปจากฉีเจา เป็นคนที่มีทรงผมสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน เป็นชายวัยกลางคนที่ดูมั่งคั่งร่ำรวยได้กล่าวขึ้นมาว่า : "เถ้าแก่ฉี ศิษย์น้องคุณอายุยังน้องก็ประสบความสำเร็จแล้วสิ อายุยังน้อยขนาดนี้ก็ได้มาออกงานด้วยกันกับคุณแล้ว การที่เขาสามารถสะสมประสบการณ์ได้เร็วขนาดนี้ ดูเหมือนว่าหลังจากวันนี้อนาคตคงไม่จำกัดอย่างแน่นอน"

    เขาไม่คาดคิดว่าจะได้ยินคนกล่าวถึงตัวเองเซิงห่าวจึงได้เงยศีรษะขึ้นมาเล็กน้อย แต่ทว่าก็ต้องเบี่ยงเบนสายตาไปในทิศทางอื่นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากว่าชายวัยกลางคนคนนั้นถึงแม้ว่าจะกำลังพูดถึงเขา แต่กลับไม่ได้มองมายังทิศทางที่เขาอยู่เลยแม้แต่น้อย อีกทั้งก็เอาแต่มองไปที่ฉีเจาอยู่ตลอดเวลา และเห็นได้ชัดว่าเขาเพียงแค่คิดที่จะเปิดหัวข้อสนทนากับฉีเจาเท่านั้น

    เมื่อฉีเจาได้ยินคำพูดนั้น ก็ได้หัวเราะฮ่าฮ่าออกมายกใหญ่ : "ก็ดีนะ เพราะเป็นคนหนุ่มสาวไง ก็ควรที่จะออกมาหาประสบการณ์มากสักหน่อย ไม่อย่างนั้นก็คงได้กลายเป็นเพียงแค่กบในกะลา ใครจะเหมือนพวกคุณเกือบทั้งหมดนี้ที่ต่างก็มีประสบการณ์มาอย่างโชกโชนมาแล้วทั้งนั้น"

    เซิงห่าวได้ฟังคำพูดของเขาแล้ว ก็แอบพูดอยู่ในใจว่า ศิษย์พี่ช่างพูดจาได้ลื่นไหลจริงๆ

    เมื่อชายวัยกลางคนได้ยินเช่นนั้น ก็ได้หัวเราะออกมายกใหญ่

    สักพักหนึ่งอาหารจานแรกและจานอื่นๆ ก็ได้ยกขึ้นมาเสิร์ฟ แน่นอนว่าสุราก็ขาดไม่ได้เช่นกัน และเขาก็ได้มองไปเห็นเหล้าเหมาไถที่มีปริมาณแอลกอฮอล์สูงตั้งอยู่บนโต๊ะ

    หัวใจของเซิงห่าวราวกับตีกลอง ดูเหมือนว่าคืนนี้ ศิษย์พี่จะต้องเมาอย่างไม่ต้องสงสัย

    ตู้อวี้หมิงได้เริ่มรินเหล้าให้ รวมไปถึงของเซิงห่าวด้วย ทุกคนต่างก็เต็มที่ ตอนนี้ตู้อวี้หมิงกำลังรินเหล้าให้ตัวเองอยู่นั้น เดิมทีเซิงห่าวก็คิดที่อยากจะปฏิเสธแบบอ้อมๆ แต่ตู้อวี้หมิงเป็นคนมีความกระตือรือร้นมากจนเกินไปจริงๆ ไม่มีโอกาสที่จะให้เขาได้ปฏิเสธก็รินเหล้ามาให้แล้ว

    ตู้อวี้หมิงก็ได้ยกแก้วเหล้าขึ้นมา แล้วพูดว่า : "มา ทุกคนชนแก้ว! "

    คนหนึ่งภายในนั้นได้หยิบขวดเหล้าเหมาไถขึ้นมามองอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็พูดออกมาอย่างยิ้มๆ ว่า : "เหมาไถนี้มีดีกรีสูงมากเลยทีเดียว เถ้าแก่ตู้สั่งเหล้าขวดนี้มา หรือว่าคิดอยากจะทำให้พวกเราทั้งหมดเมาแน่นอนเลยใช่ไหม? "

    วันนี้ภายในใจของฉีเจ้านั้นมีความสุขมากจริงๆ และเขาก็กลับเป็นคนแรกที่พูดขึ้นมาว่า : "ไม่ว่าเหล้าจะมีดีกรีเท่าไร แต่การดื่มสุราก็เพื่อให้สดชื่นขึ้นมาบ้าง" เขามองไปที่คนอื่น : "ทุกคนคิดว่าใช่ไหม? "

    หลายคนตอบกลับมาว่า : “เถ้าแก่ฉีพูดถูกแล้ว”

    ทุกคนยกแก้วขึ้นมาพร้อมกัน เซิงห่าวก็ต้องยกมันขึ้นมาตามคนอื่นๆ ด้วยเช่นกัน ทุกคนต่างชนแก้วของกันและกัน เซิงห่าวที่เห็นเหล้าที่อยู่ในแก้วก็ได้ดื่มหมดในรวดเดียว

    เขารู้สึกได้เพียงแต่ความเผ็ดร้อนไหลเข้าไปในลําคอ

    ตู้อวี้หมิงก็ได้ดื่มไปอึกหนึ่ง เมื่อได้เห็นท่าทางของเขา ก็รู้สึกประหลาดใจอยู่ครู่หนึ่ง พลางพูดและหัวเราะไปด้วยว่า : "ฮ่าฮ่า ไม่คิดเลยว่าเซิงห่าวน้องเล็กที่มีอายุน้อยแค่นี้ กลับดื่มเหล้าได้สดชื่นขนาดนี้"

    เมื่อฉีเจาได้ยินคำพูดของตู้อวี้หมิงก็ได้หันหน้ากลับมามองที่เซิงห่าว แล้วพูดอย่างประหลาดใจว่า : “ทำไมเธอดื่มหมดในรวดเดียวละ? ”

    เซิงห่าววางแก้วเหล้าลง ทนไม่ไหวจนสะอึกเหล้าออกมา รู้สึกแปลกเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำพูดของฉีเจา หรือว่าไม่ควรที่จะดื่มหมดในรวดเดียวอย่างนั้นหรือ?

    เขาหันไม่มองแก้วเหล้าของคนที่อยู่รอบด้าน เห็นเพียงแต่ในแก้วของทุกคนยังมีเหล้าเหลืออยู่มากกว่าครึ่ง

    นอกจากเขาที่ดื่มไปรวดเดียวแล้ว คนอื่นต่างก็แค่จิบเหล้าไปเพียงอึกเดียวเท่านั้น

    "ผมคิดว่าต้องดื่มทีเดียวหมด" การดื่มแอลกอฮอล์ที่มีดีกรีสูงเช่นนี้ในรวดเดียว ทำให้หน้าของเซิงห่าวที่ไม่รู้ว่าเหตุผลเป็นเพราะรู้สึกขัวเขินหรือว่าเป็นเพราะเหล้ากันแน่ ที่ทำให้มันแดงขึ้นมาในทันที

    ตู้อวี้หมิงได้ยินคําพูดของเขาแล้วก็ยิ้มขึ้นมา : “ทุกคนชนแก้วจิบอึกเดียวก็พอแล้ว ไม่ต้องดื่มรวดเดียวหมด”

    เซิงห่าวเกาหัวเพราะรู้สึกเขินอายต่อทุกคน แล้วยิ้มออกมาอย่างเขินอาย หลังจากดื่มเหล้าไปรวดเดียวอย่างนั้น เขาก็รู้สึกว่าในหัวของตัวเองนั้นเริ่มที่จะมึนขึ้นมาเล็กน้อย

    ทุกคนต่างก็นั่งลงด้วยรอยยิ้ม หลังจากดื่มเหล้าแล้วทุกคนก็ย่อมเริ่มเปิดอกสนทนากันอย่างแล้วอย่างแน่นอน

    ตู้อวี้หมิงกล่าวว่า : "เถ้าแก่ฉี วันนี้แจกันทวิมุกจวีชิงของคุณแทบจะกลายเป็นจุดสนใจของผู้คนทั่วทั้งงาน ครั้งนี้ต้องขอแสดงความยินดีกับคุณแล้ว และฉันจะบอกว่ามีคนอยู่ไม่น้อยที่ยอมจ่ายในราคาสูงเพื่อซื้อแจกันทวิมุกจวีชิงของคุณ"

    แม้ว่าแจกันทวิมุกจวีชิงจะประเมินราคาไว้ประมาณสามสิบสองล้านหยวนก็ตาม แต่ในความเป็นจริงแล้วถ้าหากเอาออกมาขายแล้วละก็ ขอเพียงแค่มีคนมากมายต้องการราคาก็สามารถสูงขึ้นได้อีก ราคาในท้ายที่สุดก็ต้องดูว่าที่จริงแล้วตกไปอยู่ในมือของใคร

    และคำพูดของตู้อวี้หมิงรอบนี้มีความหมายเหมือนเป็นการหยั่งเชิง เขานั้นอยากจะดูว่าฉีเจาในความหมายนี้มีความต้องการจะขายออกไปหรือไม่

    ฉีเจาถอนหายใจพลันพูดว่า : "แจกันทวิมุกจวีชิงใบนี้ฉันรู้สึกชอบเป็นอย่างมาก วัตถุโบราณที่ตกทอดมาจากเกาซางก็มีไม่มากนัก และไม่ต้องพูดถึงของที่ใช้ภายในพระราชวังเลย"

    ความจริงแล้วคนส่วนใหญ่ที่อยู่ในห้องส่วนตัวนี้ ต่างก็มาเพื่อแจกันทวิมุกจวีชิงทั้งนั้น เมื่อได้ยินว่ามีการกล่าวถึงเรื่องที่เกี่ยวกับแจกันทวิมุกจวีชิง ต่างก็เริ่มที่จะสอบถามกันขึ้นมา

    "เถ้าแก่ฉี ไม่ทราบว่าแจกันทวิมุกจวีชิงมีความหมายว่าไม่วางแผนที่จะเอาออกจำหน่ายหรือไม่? "

    ฉีเจาพูดว่า : "ไม่ไม่ไม่ แจกันทวิมุกจวีชิงนี้พึ่งจะมาอยู่ในมือผมเพียงไม่กี่วัน ถึงยังไงผมก็ต้องขอตรวจสอบดูจนพอใจก่อน แน่นอนว่าตอนนี้คือยังไม่วางแผนที่จะเอาออกจำหน่าย"

    แน่นอนว่าเขายังไม่ได้วางแผนที่จะนำออกมาจำหน่าย และยังวางแผนว่าจะวางแสดงไว้ภายในร้าน วัตถุโบราณที่มีภูมิหลังและยังมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาอย่างนี้ ไม่ต้องพูดถึงว่าเมื่อวางไว้ภายในร้านจะเป็นหน้าเป็นตามากแค่ไหน

    แต่เขาก็รู้ว่าไม่สามารถที่จะปฏิเสธทุกคนได้ตรงๆ อย่างนั้นได้ ครั้งนี้ก็เลยได้ให้คำตอบที่คลุมเครือไว้อย่างหนึ่ง อย่างไรก็ตามจะมีใครที่จะสามารถรู้ได้ว่าเมื่อไรเขาถึงจะชื่นชมจนพอใจกัน

    แน่นอนว่าเมื่อทุกคนได้ฟังแล้วภายในใจก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แต่ทว่าท้ายที่สุดแล้วฉีเจาก็ไม่ได้พูดว่าจะไม่ขาย ดังนั้นภายในใจก็จะยังคิดถึงเรื่องนี้อยู่เสมอ

    ชายวัยกลางคนที่มีสไตล์เมดิเตอร์เรเนียนเมื่อก่อนหน้านี้ ก็ได้ยกแก้วเหล้าขึ้นมา : "ถ้าอย่างนั้นเถ้าแก่ฉี รอคุณดูจนพอใจแล้ววางแผนที่จะนำออกจำหน่ายเมื่อไร ต้องอย่าลืมที่จะแจ้งผมสักคำ ผมยังอยู่ตรงนี้ขอบคุณมาก"

    ฉีเจาชนแก้วกับเขาไปครึ่งหนึ่ง คนอื่นๆ ต่างก็ไม่ได้ล้าหลัง จนสุดท้ายฉีเจาจำเป็นที่จะต้องพูดออกมาประโยคหนึ่งว่า : "ถ้าหากเมื่อถึงเวลาที่ผมต้องการจะนำออกมาจำหน่ายแล้วละก็ ผมก็สามารถที่จะปล่อยข่าวออกไป เมื่อถึงเวลาพวกคุณก็มากันได้อย่างตามใจชอบก็แค่นั้นเอง"

    “อย่างนั้นก็ดี”

    เมื่อพูดเรื่องราวของแจกันทวิมุกจวีชิงเสร็จสิ้น ทุกคนต่างก็เปลี่ยนหัวข้อไปที่เรื่องวัตถุโบราณบางอย่างที่น่าสนใจในการประชุมผู้ประเมินวันนี้

    เซิงห่าวกลายเป็นคนเดียวบนโต๊ะอาหารที่ไม่ได้พูดอะไรสักคำ เป็นเพียงแต่คนที่ใส่ใจกับกินอาหารเท่านั้น เนื่องจากพื้นฐานแล้วก็ไม่มีโอกาสที่เขาจะแทรกเข้าไปได้ และทุกคนต่างก็เห็นเขาอย่างชัดเจนว่าเป็นเพียง "เด็กน้อย" เลยไม่คิดที่อยากจะพูดคุยเรื่องอะไรกับเขา

    ดังนั้นเขาจึงสามารถเป็นได้เพียงแค่ผู้ชม และได้แต่มองดูฉีเจาถูกคนกรอกเหล้าให้ดื่มแก้วแล้วแก้วเล่า

    อาหารมื้อนี้ได้กินกันต่อเนื่องมาจนถึงกลางดึก และเซิงห่าวรู้สึกดีใจที่ช่วงบ่ายเขาได้นอนมาอย่างเต็มที่ดีแล้ว

    "ต้องเป็นอย่างนั้นแน่นอน เมื่อถึงเวลาที่ฉันจะเอาออกมาขายจะต้องแจ้งให้พวกคุณรู้อย่างแน่นอน พวกคุณแค่รอข่าวคราวจากฉันก็พอแล้ว! " ฉีเจาลุกขึ้นยื่นอย่างเอียงไปเอียงมาไม่มั่นคงเท่าไรนัก และใบหน้าก็ยังแดงก่ำ เซิงห่าวรีบเข้าไปประคองเขาเอาไว้

    "อย่างนั้นก็ดี พวกเราคุยกันเสร็จแล้วนะ" ตู้อวี้หมิงต่างรอให้คนอื่นๆ ลุกยืนขึ้นมา ทุกคนต่างดื่มเหล้ากันจนหน้าแดงไปหมดอย่างไม่มีข้อยกเว้น

    ทั้งโต๊ะอาหารนั้นมีเพียงเซิงห่าวคนเดียวเท่านั้นที่ยังมีสติอยู่ เขาประคองฉีเจาคนที่มีกลิ่นเหล้าคละคลุ้งไปทั่วทั้งตัว และได้เรียกรถแท็กซี่กลับโรงแรม

    เมื่อกำลังที่จะรอขึ้นลิฟต์อยู่ เขาก็พบกับเจียงรุ่ยที่พึ่งกลับมาจากข้างนอกเหมือนกันโดนบังเอิญ เมื่อเจียงรุ่ยมองไปที่เขาทั้งสองคนเขาย่อมที่จะไม่แสดงสีหน้าที่ดีอะไรอยู่แล้ว

    กลิ่นเหล้าบนตัวของฉีเจาได้ลอยเข้ามา เจียงรุ่ยก็ขมวดคิ้วแล้วพูดว่า : "กลิ่นบนตัวพวกเธอมีแต่กลิ่นเหล้าฉุนเกินไปแล้วไปไกลๆ เลยไป"

    เซิงห่าวไม่ได้ให้ความสนใจกับเขามากนัก มีทางขึ้นลิฟต์แค่เพียงทางเดียว เขายังต้องการที่จะขึ้นลิฟต์อยู่ เจียงรุ่นนั้นยืนอยู่ด้านหน้าสุดของทางเข้าลิฟต์ ถ้าเขาไม่เข้าไปใกล้แล้วจะขึ้นลิฟต์ได้ยังไง

    ฉีเจาได้ยินเสียงนั้น เขาก็ได้ใช้สายตาจ้องมองไปที่เจียงรุ่ย ใช้เวลาแยกแยะไปเกือบครึ่งวันถึงได้รู้เขาคือใคร : "ที่แท้ก็คือคุณนั่นเอง ฉันจะบอกให้นะ ที่นี่ไม่ใช่บ้านช่องของคุณที่จะมาสั่งให้พวกผมอยากจะอยู่ตรงไหนก็ไปอยู่ตรงนั้นได้หรอกนะ คุณควบคุมมันได้ด้วยเหรอ? หากว่าคุณทนดมกลิ่นไม่ได้แล้วละก็คุณก็เดินไปไกลๆ ได้นะ ไม่มีใครบังคับให้คุณอยู่ตรงนี้อยู่แล้ว"

    กลิ่นเหล้าเฮือกหนึ่งกระทบไปที่ใบหน้าของเจียงรุ่ย ตอนที่เจียงรุ่ยคิดที่จะหลีกทางไปนั้นประตูลิฟต์ก็ได้เปิดออกมาพอดี เขาก็ได้เดินตรงเข้าไป แล้วก็ได้กดปุ่มปิดประตูอย่างรวดเร็ว

    เซิงห่าวได้สอดเท้าข้างหนึ่งของเขาเข้าไปขวางประตูลิฟต์ที่กำลังจะเปิดได้อย่างทันท่วงที หลังจากนั้นก็ประคองฉีเจาเข้าไปในลิฟต์ ในเมื่อเจียงรุ่ยไม่ชอบกลิ่นเหล้าบนตัวของฉีเจา อย่างนั้นก็ให้เขาได้ดมมันเข้าไปเลยก็แล้วกัน

    ให้ตายเหอะ

    เจียงรุ่ยรู้สึกว่าอากาศช่างเลวร้ายอึดอัดเกินไปแล้ว

    หลังจากที่ประตูลิฟต์เปิดออก ทั้งสามก็ก้าวออกมาในเวลาเดียวกัน เซิงห่าวชะงักไปครู่หนึ่ง ทันใดนั้นเองเขาก็คิดขึ้นมาได้ว่าเมื่อวานนี้เขาก็เจอกับเจียงรุ่ยที่ประตูลิฟต์ของอาคารนี้

    หรือว่าเจียงรุ่ยก็พักอยู่ในชั้นเดียวกัน?

    คล้ายกับเมื่อได้คำยืนยันจากสิ่งที่เขาบอกมา เจียงรุ่ยก็ได้เดินออกไปจากประตูลิฟต์ หลังจากนั้นก็เดินไปถึงห้องที่อยู่ตรงข้ามกับของพวกเซิงห่าว หยิบกุญแจออกมาแล้วเปิดประตูห้องพักแล้วเดินเข้าไป

    เมื่อถึงตอนนั้นเซิงห่าวถึงได้รู้ว่า ความรู้สึกที่คิดไม่ถึงว่าเจียงรุ่ยอยู่ในห้องตรงข้ามของพวกเขา วาสนาแบบนี้ ไม่มีเสียยังจะดีกว่า

    ฉีเจาเองก็ต้องเห็นเจียงรุ่ยเดินเข้าไปในห้องแน่นอน เขาก็ได้ส่ายหน้าแล้วมุ่งหน้าเดินไปยังด้านหน้า : “พวกเราเองก็ไปกันเถอะ ไม่คิดเลยว่าเขาจะพักอยู่ห้องตรงข้ามพวกเรา นี่มันก็ช่างโชคร้ายกันเกินไปแล้ว

    ..

    .

    คล้ายกับเรื่องโครตพลังดวงตาเทพเจ้า ที่คุณอ่าน