ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 40 เปิดถุงหยินหยางไม่ออก

            หลังจากพูดกับเสิ่นเหยียนเสร็จตู้เซ่าฝู่ก็หันไปมองกัวหมิงและจูเสวี่ยอีกครั้ง พร้อมกับกล่าวว่า “ข้าไปก่อนนะเทือกเขาอสุรกายอันตรายมาก พวกเจ้าเองก็รีบออกไปเถิด”

            เมื่อพูดจบตู้เซ่าฝู่ก็หมุนตัวเดินจากไปทันที

            “เซ่า…”

            ปากแดงๆของจูเสวี่ยกำลังขยับ ราวกับว่าอยากพูดอะไร ทว่าก็หยุดไปเสียดื้อๆ นางขมวดคิ้วไม่พูดอะไรแลดูมีเรื่องสับสนในใจ

            “เจ้าเด็กบ้าแกมันก็แค่เด็กกะโปโล ต่อไปหากถึงตาข้านะ...” เสิ่นเหยียนมองหลังตามเด็กหนุ่มที่เดินจากไปด้วยความรู้สึกไม่พอใจโมโหจนนัยน์ตาสั่น เขานึกไม่ถึงว่าเด็กหนุ่มคนนี้จะไม่เห็นเขาอยู่ในสายตาหากคราวหน้ามีโอกาส ต้องไม่ปล่อยไว้แน่

            “ไป...”

            ลวี่คุนสีหน้าซีดคนของกลุ่มนักล่าอสูรเสือดาวขาวไม่ตายไป ก็หนีไปแล้ว เขากับศิษย์คนอื่นๆไม่สามารถรับมือกับสำนักกระเงี้ยวนิลและสำนักยันต์ปราณที่ร่วมมือกันได้เขาจึงรีบทำสัญญาณมือเรียกให้ทุกคนรีบหนีไป

            “จะหนีไปไหนพวกเรารีบตามไปเร็ว” เมื่อเสิ่นเหยียนเห็นก็รีบตะโกนเรียกพรรคพวก ลวี่คุนและคนอื่นๆ มีสมบัติติดตัวอยู่เช่นกัน

            “พลังของลวี่คุนร้ายกาจมากและพวกเราต่างก็บาดเจ็บกันแล้ว ต้องรีบฟื้นฟูรักษาตัวจึงจะถูกยิ่งกว่านั้นแม้ที่นี่ตั้งอยู่ที่เขตแดนของเทือกเขาอสุรกายทว่าก็มีอสูรและปีศาจขั้นสูงอยู่ไม่น้อย พวกเราต้องระวังไว้ก่อนจะดีกว่า”

            หลินป๋อกวังไม่ได้คิดจะไล่ตามต่อแม้ว่าขณะนี้พวกเขาคนเยอะกว่า ทว่าหากจะจัดการเจ้าลวี่คุนจริงๆก็เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก และเขาเองไม่อยากถูกหลอกใช้ยืมมือเพื่อฆ่าคน

            “พวกเราหาที่พักรักษาอาการบาดเจ็บกันก่อนเถิดความแค้นของศิษย์น้องทั้งหลาย คราวหน้าค่อยชำระ” จูเสวี่ยเอ่ยเบาๆนางกับกัวหมิงต่างก็ได้รับบาดเจ็บรวมถึงศิษย์น้องคนอื่นอีกหลายคนก็เจ็บกันอยู่ไม่น้อย ในเทือกเขาอสุรกายไม่ใช่สถานที่เหมาะสำหรับการต่อกรกับลวี่คุนแต่อย่างไรก็ดีขณะนี้ลวี่คุนก็ไม่สามารถทำอะไรพวกเขาได้แล้ว

            “ต้องมีสักวันที่ข้าต้องจัดการมันข้าไม่ปล่อยมันไปแน่” กัวหมิงกัดฟันแต่ขณะนี้ก็ทำได้แต่ยอมปล่อยไปก่อน

            คนอื่นก็ไม่มีใครคิดจะตามต่อเสิ่นเหยียนเลยต้องจำใจปล่อยวาง เขาคนเดียวกำราบลวี่คุนไม่ไหวเพียงแต่ในใจรู้สึกเสียดายสมบัติที่ลวี่คุนหามาได้ ขนของวิหคยักษ์ปีกประกายทองและวิหคยักษ์เปลวเพลิงม่วงเป็นสมบัติที่สุดแสนจะไม่ธรรมดาเลยจริงๆ

            ณเทือกเขาอันกว้างใหญ่ที่มียอดเขาสูงกระจายสุดลูกหูลูกตา

            บนแท่นหินในป่าแห่งหนึ่งตู้เซ่าฝู่ที่มีอสูรราชาพยัคฆ์กิเลนที่ย่อส่วนขนาดราวๆ กับลูกแมวอยู่ข้างกายก็ไม่ต้องระวังเรื่องที่ว่าจะมีอสูรมาลอบโจมตีและไม่ต้องกังวลใจว่าอาจมีภยันตรายอื่นๆ เข้ามา

            ตู้เซ่าฝู่ควักเข้าไปในเสื้อทางหน้าอกหยิบเอาถุงหยินหยางที่แย่งมาจากโซ่วหู่ออกมา เขาตรวจสอบมันอย่างละเอียดได้ยินว่าถุงหยินหยาง ในบ้านสกุลตู้มีเพียงท่านลุงใหญ่ ท่านลุงรองที่มีมันติดตัวพูดได้เลยว่าเป็นสิ่งของที่มีจำนวนไม่มาก ถุงหยินหยางที่ถูกที่สุดก็มีราคาสูงถึงหลายพันเสวียนเป็นสมบัติที่มีมูลค่าสูงมาก คนทั่วไปซื้อไม่ไหวและไม่ใช่ของที่ใครอยากซื้อก็จะซื้อได้

            “เจ้าสิ่งนี้เปิดอย่างไรกันนะ?”

            ตู้เซ่าฝู่สำรวจถุงหยินหยางเกือบครึ่งค่อนวันก็ยังงงงวยอยู่กับปัญหายากเรื่องหนึ่ง ถุงหยินหยางนี้ถูกปิดผนึกไว้ ไม่สามารถเปิดได้และไม่รู้ว่าจะเปิดมันอย่างไร นี่ทำให้ตู้เซ่าฝู่เซ็งมากหัวหน้ากลุ่มใหญ่ของกลุ่มนักล่าอสูรเสือดาวขาวต้องมีสมบัติล้ำค่าติดตัวไว้ไม่น้อยเป็นแน่อย่างน้อยๆ ก็น่าจะมีวิชาวิทยายุทธหรือยาวิเศษบ้างเสียดายที่ถุงหยินหยางเปิดไม่ออก แล้วเขาเองก็ไม่รู้วิธีเปิด

            “น้องชายเจ้าเปิดถุงหยินหยางนี้ไม่ออกหรอก ต่อให้เป็นยอดฝีมือคนอื่นก็เปิดไม่ได้หากฝืนเปิดถุงหยินหยางด้วยวิธีผิดๆ ของในถุงหยินหยางนี้ก็จะถูกทำลายโดยตัวมันเอง”

            ขณะนั้นเองก็มีเสียงเสียงหนึ่งลอยเข้ามาในหูของตู้เซ่าฝู่ เมื่อเขาได้ยินก็ตกใจเบิ่งตาโตและรีบลุกขึ้นมากระโดดถอยหลังไป สีหน้าเขาเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกประหลาดใจ

            เมื่อได้ยินเสียงหูของอสูรราชาพยัคฆ์กิเลนที่อยู่ข้างกายของตู้เซ่าฝู่ก็ตั้งขึ้นมาในทันทีรูม่านตาของมันหดเล็กลง และจ้องมองไปที่อกของตู้เซ่าฝู่

            คนและอสูรตรงนั้นพยายามมองหาต้นเสียงทว่าก็เห็นเจดีย์เล็กขนาดประมาณนิ้วหัวแม่มือลอยออกมาจากเสื้อตรงอกของตู้เซ่าฝู่อย่างพิสดารมันคือเจดีย์เล็กที่ตอนนั้นตู้เซ่าฝู่เก็บมาจากหอเก็บคัมภีร์วรยุทธก่อนหน้านั้นของทุกอย่างรวมถึงเสื้อผ้าและโลหิตสกัดจากอสูรหมาป่าเป้าสือก็ถูกเผาทำลายไปหมดแล้วเหลือเพียงเจดีย์เล็กและกระดูกอสูรที่ไม่เป็นอะไรแม้แต่น้อย

            เจดีย์เล็กลอยออกมาเจดีย์เล็กสีโลหะจู่ๆ ก็มีประกายแสงส่องออกมาจากนั้นก็มีอักษรยันต์ไหลเวียนออกมาทั่ว พร้อมกับอากาศบริเวณเจดีย์เล็กนั่นก็เกิดคลื่นมีหมอกลอยฟุ้งอยู่ในบริเวณนั้น สุดท้ายก็กลายเป็นเงาของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่มีลักษณะโปร่งแสง

            ร่างโปร่งแสงนี้เป็นเด็กอายุราวๆสิบสองสิบสามปี ร่างของเขาดูผอมมาก ผอมสุดๆ แบบหนังติดกระดูกที่ใบหน้ามีก้อนเนื้อแปลกๆ งอกออกมาสองก้อนคิ้วมีรูปร่างลักษณะเหมือนอักษรแปดในภาษาจีน รูปทรงของตาเป็นรูปสามเหลี่ยมสามเหลี่ยมก็น่ากลัวพอแล้ว ทว่าแววตาของเขายังดุดันโหดร้ายอีกด้วย

            เด็กหนุ่มอายุเพียงสิบสองสิบสามปีทว่าใบหน้าดูแล้วน่าขนพองเป็นอย่างมาก มองหน้าแล้วรู้สึกไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูกคิดไม่ออกเลยว่าทำไมใบหน้าเขาถึงกลายเป็นเช่นนี้คำที่เหมาะสมมาบรรยายร่างเงาเด็กหนุ่มคนนี้ที่สุดคือคำว่า “อัปลักษณ์น่ารังเกียจ”

            “น้องชายสวัสดี ข้าอยากรู้จักเจ้าหน่อยได้หรือไม่?”

            เด็กหนุ่มอัปลักษณ์ร่างโปร่งแสงคนนี้ยิ้มให้กับตู้เซ่าฝู่ไม่ยิ้มยังไม่เท่าไร พอยิ้มขึ้นมาหน้าตาดูแล้วน่าเกลียดกว่าร้องไห้เสียอีกดวงตาทรงสามเหลี่ยมตั้งอยู่บนใบหน้ายังเอียงๆ ไม่สมมาตรกันเลยคนเห็นคงอยากรีบปิดตากัน หากเด็กคนไหนเห็นคนหน้าตาน่าเกลียดเช่นนี้ต้องร้องไห้ได้ในทันทีเป็นแน่

            ทว่าเด็กหนุ่มคนนี้ยังเป็นแค่เด็กผู้ชายกลับมาเรียกตู้เซ่าฝู่ว่าน้องชาย

            “เจ้าคิดจะทำอะไรอย่าเข้ามา”

            เด็กคนนี้หน้าตาช่างอัปลักษณ์เกินไปแล้วตู้เซ่าฝู่รู้สึกขนลุกจนถอยหลังไปสองก้าวโดยไม่ต้องคิดเด็กคนนี้คงไม่ได้มีงานอดิเรกแปลกๆ ชอบรังแกหยอกเย้าและทรมานคนอื่นหรอกกระมังตู้เซ่าฝู่ตัดสินใจแล้ว หากเจ้าหนุ่มหน้าตาน่าเกลียดคนนี้คิดจะทำอะไรไม่ดีกับตนเขาคงต้องลงไม้ลงมือด้วยแล้ว จากนั้นตู้เซ่าฝู่ก็ยืดอกยืนตัวตรงเมื่อเทียบกับเด็กคนนี้แล้วตู้เซ่าฝู่ยังดูโตกว่าทำไมเขาต้องกลัวเด็กที่ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมด้วย ตู้เซ่าฝู่พูดอย่างอาจหาญไปว่า“เจ้าเป็นใคร ทำไมเจ้าอยู่ข้างในเจดีย์เล็กได้?”

            “น้องชายเจ้าไม่ต้องกลัว ข้าขอแนะนำตัวเองก่อน ข้าแซ่เจิน ชื่อชิงฉุน”

            เด็กอัปลักษณ์มากๆคนนี้แนะนำตัวเอง ทว่าลักษณะการพูดดูเหมือนคนแก่ ทำนองเดียวกับนักปราชญ์เครายาวๆแบบนั้น แต่น้ำเสียงยังคงเป็นเด็กอยู่

            “เจินชิงฉุน?” ตู้เซ่าฝู่มองเด็กหนุ่มร่างโปร่งแสงคนนี้ รู้สึกว่าชื่อนี้ของเขาแปลกมาก

            “ข้าแซ่เจินนามว่าชิงฉุน ชิงที่แปลว่าใส ฉุนที่แปลว่าบริสุทธิ์”

            เจินชิงฉุนอธิบายยิ่งพูดยิ่งให้ความรู้สึกถึงคนชรา ทว่าใบหน้ารูปร่างที่ยังดูเยาว์วัยทำให้รู้สึกไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไร

            “โฮก!”

            อสูรราชาพยัคฆ์กิเลนคำรามใส่เจินชิงฉุนราวกับว่ามันเองก็ตกใจ มันฟื้นคืนร่างขนาดแมวกลับไปเป็นขนาดเดิมของมันมองเจินชิงฉุนด้วยสายตาข่มขู่ อ้าปากกว้างคำรามเสียงดังใหญ่

            “อสูรราชาพยัคฆ์กิเลนที่ฌานอยู่ในขั้นชีพจรประสานวิญญาณในระดับขั้นสร้างรากฐานว้าว เหมือนว่าจะเปลี่ยนไปแล้ว ยังพอมีแววเหมือนกับบรรพบุรุษอยู่ หากอบรมดีๆจะมีประโยชน์อย่างมาก” เจินชิงฉุนมองอสูรราชาพยัคฆ์กิเลนด้วยสีหน้าตะลึงจากนั้นก็ยื่นมือไปหาอสูรราชาพยัคฆ์กิเลนพร้อมกล่าวว่า“อสูรขั้นชีพจรประสานวิญญาณในระดับขั้นสร้างรากฐาน ตอนนั้น ระดับเท่านี้ยังไม่มีคุณสมบัติพอให้ข้าขี่เลยหลีกไปซะ”

            “โฮก!”

            อสูรราชาพยัคฆ์กิเลนไม่ฟังเจินชิงฉุนกระโจนเข้าไปคำรามขู่เจินชิงฉุน เอาแต่จ้องมองด้วยสายตาโหดเหี้ยมทว่าในใจก็แอบกลัวเด็กหนุ่มพิลึกคนนี้

            “เหตุใดเจ้าจึงเข้าไปอยู่ในเจดีย์เล็กล่ะ?”

            ตู้เซ่าฝู่เดินไปอยู่ข้างหน้าอสูรราชาพยัคฆ์กิเลนในที่สุดก็ข่มความรู้สึกประหลาดใจไว้ได้ เขาส่งสายตาบอกให้อสูรราชาพยัคฆ์กิเลนสงบแต่ก็ยังคอยมองเด็กประหลาดคนนี้อย่างระแวง

            “เจดีย์ชิ้นนี้ไม่ใช่ของธรรมดาๆข้าเองก็ไม่ใช่คนธรรมดาเช่นกัน”

            เจินชิงฉุนมองตู้เซ่าฝู่นัยน์ตาสั่นไหว กล่าวว่า “พูดแบบนี้กับเจ้าแล้วกันข้ามีสถานะสูงส่ง เบื้องหลังที่มาก็ไม่ธรรมดา เจ้าก็น่าจะมองออกตอนนี้ข้าคือเทพแห่งจิตวิญญาณ ข้ามีพลังจิตวิญญาณ พิสูจน์ได้ว่าข้าคิดยอดฝีมือมีครั้งหนึ่งข้าไม่ระวังเลยทำให้จิตวิญญาณของข้าหลุดเข้ามาอยู่ในเจดีย์เล็กอันนี้...”

            “เจ้าคือยอดฝีมือหรือเจ้ามีที่มาที่ไปอย่างไร?”

            ตู้เซ่าฝู่ขัดจังหวะการพูดของเจินชิงฉุนเขามองร่างคนอัปลักษณ์ตัวโปร่งแสงคนนี้ด้วยความรู้สึกสงสัยเพราะอย่างน้อยตู้เซ่าฝู่ก็เกิดมาในบ้านสกุลตู้ ตระกูลที่มีชื่อด้านวรยุทธดังนั้นสำหรับเรื่องร่างของจิตวิญญาณจึงพอรู้มาบ้างได้ยินว่าบุคคลที่แกร่งกล้ามีความสามารถมากๆสามารถสร้างร่างที่เกิดจากพลังจิตวิญญาณได้ นี่เท่ากับว่าทำให้ตนมีชีวิตเพิ่มขึ้นอีกชีวิตวิชานี้จอมยุทธทั่วไปไม่มีใครสามารถทำได้

            “แน่นอนข้าคือยอดฝีมือ เบื้องหลังของข้าไม่ธรรมดาเลย!” เจินชิงฉุนพยักหน้าและพูดเสียงดังเพื่อเน้นย้ำคำพูดของตนเอง

            “แต่ว่าดูเจ้าแล้วเหมือนเด็กน้อยอยู่เลย” ตู้เซ่าฝู่กล่าว

            “เอ่อ...”

            เจินชิงฉุนพูดไม่ออกไม่ชั่วขณะแววตาเลิ่กลั่ก ขมวดคิ้วเล็กน้อย เขามองตู้เซ่าฝู่แล้วเอ่ยว่า “นั่นเป็นเพราะว่าตอนที่ข้าฝึกฌานเกิดอุบัติเหตุนิดหน่อยที่จริงข้าอายุหลายร้อยปีแล้ว เดี๋ยวพอข้ากลับไปได้ ข้าก็ฟื้นฟูสภาพเดิมได้แล้ว”

            “เจ้ามีวิชาลมปราณระดับชั้นเทียนหรือ?” ตู้เซ่าฝู่สงสัยจึงลองถามเจินชิงฉุน

            ได้ยินดังนั้นสีหน้าของเจินชิงฉุนก็ดูเศร้าหมอง ทำหน้าบูดบึ้งขึ้นมาจากนั้นเขาก็ยิ้มด้วยสีหน้าที่เหมือนอยากจะร้องไห้ บอกกับตู้เซ่าฝู่ว่า“มีวิชาลมปราณระดับชั้นเทียนก็จริง ทว่าออกข้างนอก ข้าไม่ได้พกไว้”

            “งั้นเจ้าพกวิชาวิทยายุทธอะไรไว้หรือไม่ไม่มีจริงๆ มียาวิเศษหรือยาลูกกลอนก็ได้” ตู้เซ่าฝู่มองเจินชิงฉุนรอคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ

            “เอ่อนี่ก็...ข้าก็ไม่ได้พกไว้”

            เจินชิงฉุนที่ร่างโปร่งแสงหน้าตาอัปลักษณ์คนนี้กว่าจะยิ้มออกมาได้ก็หน้าบึ้งตึงอีกครั้ง นี่ไม่เหมือนกับที่เขาคาดเอาไว้เขาคิดว่า หากอยู่ดีๆ เขาปรากฏตัวขึ้นมา เจ้าเด็กน้อยคนนี้เห็นเขาก็ต้องอยากเกาะแข้งเกาะขาขอให้จิตวิญญาณร่างเงาของเขารับไว้เป็นศิษย์แน่พอถึงตอนนั้นเขาค่อย...ทว่าเจ้าเด็กคนนี้ไม่เล่นตามบทที่เขาคิดจะวางไว้ให้เลยเอาแต่ถามนู่นถามนี่เขา ไม่สนใจในตัวเขาเลยสักนิด พอเจอแบบนี้เขาจึงเซ็งเหลือเกิน

    คล้ายกับเรื่องยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว) ที่คุณอ่าน