พวกเฉียวซีรอได้ไม่นานก็เห็นชายวัยกลางคนตัวเตี้ยดูฉลาดหลักแหลมเดินตามหลังเสี่ยวเอ้อร์คนเดิมออกมา
เมื่อออกมาก็ตรงมาที่ตะกร้าไม้ไผ่ของพวกเขาทันที แล้วเปิดผ้าขาดๆที่คลุมอยู่บนตะกร้าไม้ไผ่ออกอย่างรวดเร็วและผักกาดกวางตุ้งที่สดใหม่ก็เผยสู่สายตาของเขา
เดิมทีเขาไม่เชื่อสิ่งที่เสี่ยวเอ้อร์เอ่ยกับเขาในฤดูหนาวจะมีผักสดได้อย่างไร กระทั่งเสี่ยวเอ้อร์ตบหน้าอกยืนยันว่ามีอยู่จริงๆเขาจึงได้สวมเสื้อผ้าอย่างรวดเร็วและวิ่งออกมาอย่างรีบร้อน เสี่ยวเอ้อร์ผู้นี้อยู่กับเขามาั้แ่ร้านเปิดคำพูดของเขายังคงน่าเชื่อถืออยู่เสมอ
“ข้าเอาผักเหล่านี้ทั้งหมดเลย พวกเ้าบอกราคามาเถอะ” เมื่อเถ้าแก่เ้าของร้านได้เห็นผักเหล่านี้ดวงตาทั้งสองข้างของเขาก็เป็ประกายเขากำลังกลัดกลุ้มอยู่พอดี และพวกเขาก็ส่งมันมาให้เขาแล้วถือเป็การช่วยแก้ปัญหาเร่งด่วนของเขาอย่างแท้จริง
เมื่อเฉียวซีได้ฟังดังนั้น นางจึงแสดงรอยยิ้มอ่อนๆ บนใบหน้าพร้อมดันตัวพี่ชายคนโตผู้อยู่ข้างๆ เพื่อบอกใบ้ให้เขาเข้าไปคุย
เฉียวซงยังคงจมอยู่กับคำพูดของเ้าของร้านอย่างไม่อาจมีสติขึ้นมาได้ หากน้องรองไม่ผลักเขาคงจะน่าอายไม่ใช่น้อย
เฉียวซงประสานมือทำความเคารพเถ้าแก่ของร้านอย่างมีมารยาทแล้วจึงเอ่ยปากพูด“เถ้าแก่ ข้ากับน้องๆ ได้ปรึกษากันไว้ดีแล้ว ผักกาดกวางตุ้งเหล่านี้มีราคาชั่งละ15 อีแปะ” ขณะที่เอ่ยเช่นนี้ ในใจของเขาก็รู้สึกกังวลราคาของผักกาดกวางตุ้งเหล่านี้พอๆ กับราคาของเนื้อแดง 1 ชั่งไม่รู้ว่าเถ้าแก่เ้าของร้านจะรับได้หรือไม่
เขาตั้งใจจะขาย 10 อีแปะ ทว่าน้องสาวของเขากล่าวว่า้าขาย 15 อีแปะหากน้อยกว่านี้จะไม่ขายทั้งยังบอกอีกว่าผักเหล่านี้มีเพียงครอบครัวของพวกเขาเท่านั้นที่มีในตอนนี้หาก้าอีกก็ยังต้องรออีกสองถึงสามวัน สินค้ามีน้อยจำขายต้องแพง
เมื่อคิดๆ ดูแล้วคำพูดของน้องสาวก็มีเหตุผลแต่ในใจก็ยังคงกระวนกระวายเป็อย่างยิ่ง
เมื่อเถ้าแก่เ้าของร้านได้ยินราคาของผักกาดกวางตุ้งเขาก็เหลือบไปมองมันเล็กน้อยแต่ไม่ได้มีท่าทีเปลี่ยนแปลงไปเท่าไรนัก เขาแอบคิดอยู่ในใจ เด็กเหล่านี้ฉลาดไม่เบาราคาที่ให้มาช่างเหมาะเจาะพอดิบพอดี ทั้งอยู่ในขอบเขตที่เขารับได้แม้ในใจจะตอบตกลงไปแล้ว แต่ก็คิดอยากจะแกล้งพวกเขาสักเล็กน้อย“ราคานี้ไม่แพงไปหรือ แทบจะเป็ราคาของเนื้อแล้ว”
เฉียวซีมองอยู่ข้างๆนางมองออกอย่างชัดเจนว่าเถ้าแก่จงใจจะแกล้งพี่ชายใหญ่แต่แรกแล้วอยากลองฟังว่าพี่ชายใหญ่มีทัศนะอย่างไร ดังนั้นนางจึงมองพี่ชายใหญ่ของตนแสดงความสามารถอย่างสงบเยือกเย็นระหว่างทางนางได้บอกกับพี่ชายไปแล้ว และเชื่อว่าเขาจะรับมือได้
“เถ้าแก่ขอรับ สินค้ามีน้อยย่อมราคาแพงในฤดูหนาวเช่นนี้การมีผักสดเหล่านี้ได้ เชื่อว่าท่านก็เพิ่งจะเคยเห็นเป็ครั้งแรกดังนั้นราคานี้แท้จริงแล้วจึงไม่แพงเลย” ทำไมน้องรองจึงให้โจทย์ยากกับเขาเช่นนี้เล่ายามที่เขาเอ่ยคำพูดเ่าั้ออกไป ฝ่ามือของเขาก็เหงื่อไหลเต็มไปหมด
“ฮ่าๆ ใช่แล้ว ถูกต้อง ของมีน้อยย่อมมีราคาแพง บ้านเ้ายังมีผักอีกหรือไม่หากยังมีอยู่ครั้งหน้าก็เอามาส่งให้ข้าที่นี่อีกนะ ข้ารับราคานี้เช่นเดิม”เถ้าแก่เ้าของร้านเพียงอยากฟังว่าเขาจะกล่าวเช่นไรหลังจากฟังเฉียวซงอธิบายแล้วเขาก็ไม่อยากแกล้งอะไรอีกเกรงว่าต่อไปพวกเขาจะไม่ขายผักให้ตน หากเป็เช่นนั้นจะได้ไม่คุ้มเสีย
และสิ่งที่เขาพูดก็ถูก ถือเป็ครั้งแรกที่ได้เห็นผักในฤดูหนาวเช่นนี้จริงๆไม่รู้ว่าพวกเขาได้มาอย่างไร
“จะว่ามีก็มี แต่ต้องรออีกสองสามวันถึงจะได้” เฉียวซงกำมือแน่นขายได้แล้วจริงๆ ทั้งยังได้ราคาแพงถึงเพียงนี้คิดดูแล้วก็รู้สึกว่าน่าเหลือเชื่อมากทีเดียว
“หากมีก็ขอให้เ้าส่งมาให้ข้าเถิด” ผักที่ดีถึงเพียงนี้เขาจะต้องรวบไว้ในมือของตนให้ได้
“ขอบพระคุณมากขอรับเถ้าแก่”
“เสี่ยวเอ้อร์ ไปชั่งเสีย” เสี่ยวเอ้อร์รออยู่ข้างๆ อยู่แล้วเมื่อได้ยินเถ้าแก่เ้าของร้านเรียกเขา เขาจึงหิ้วตะกร้าไม้ไผ่ไปชั่งทันที
“เถ้าแก่ขอรับ ทั้งหมด 65 ชั่ง” หลังจากชั่งเสร็จเรียบร้อย เสี่ยวเอ้อร์ก็รีบรายงานยอดรวมให้เถ้าแก่เ้าของร้านทราบ
เมื่อเถ้าแก่ได้ยินน้ำหนัก ราคาก็ปรากฏขึ้นในสมองเป็ที่เรียบร้อย “ทั้งหมด975 อีแปะ มาที่นี่ข้าให้ไปเลย 1 ตำลึง” เงินอีก 25 อีแปะถือเป็น้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ที่พวกเขาเลือกมาที่ร้านเรา
“อย่าดีกว่าขอรับเถ้าแก่ ราคาเท่าไรก็ให้เท่านั้นเถิดจะเอาเปรียบท่านไม่ได้หรอก” เฉียวซงไม่รับเงินหนึ่งตำลึงนั้นเป็คนต้องซื่อสัตย์จริงใจ อะไรที่ไม่ควรได้รับก็ไม่ควรรับไว้
“แหม เ้าหนูคนนี้ ดีๆ ตกลงตามที่เ้าพูด” เถ้าแก่หัวเราะแล้วเก็บเงิน 1ตำลึงกลับไป แล้วจึงนับเหรียญทองแดงให้กับเฉียวซงอีกครั้ง 975 เหรียญ
เมื่อรับเหรียญทองแดงมาแล้ว สามพี่น้องก็บอกลาเถ้าแก่เ้าของร้านมีเงินจำนวนนี้แล้ว พวกเขาสามารถซื้อของกลับไปได้มากมายแต่เมื่อนึกถึงสิ่งของที่้าซื้อ ก็รู้สึกว่าเงินเหล่านี้เพิ่งได้มาสดๆ ร้อนๆก็จะหมดไปแล้ว คิดคำนึงดูแล้วก็รู้สึกใจหายพอควร แต่ทำอย่างไรได้เล่าถึงอย่างไรก็ต้องใช้ชีวิตอยู่ต่อไปดังสุภาษิตที่ว่าอาวรณ์กุมารพานจะจับหมาป่าไม่ได้ (หมายถึงการจะบรรลุเป้าหมายบางอย่างจำต้องแลกมาด้วยราคาที่สัมพันธ์กัน)
หลังจากที่ออกจากจวี้เซียนโหลวแล้ว เฉียวซงจึงรู้สึกโล่งใจขึ้นมาจริงๆได้เสียที เมื่อครู่นี้ตื่นเต้นมากทีเดียว ทว่าเวลานี้เขาก็ยังคงตื่นเต้นมากอยู่ดีในมือมีเหรียญทองแดงอยู่เกือบหนึ่งตำลึงแหนะ เขาจะไม่รู้สึกตื่นเต้นได้อย่างไร
เมื่อนึกถึงผักที่ยังเหลืออยู่ในสวน อย่างน้อยที่สุดก็มีมากกว่าวันนี้ถึง 3เท่า สามเท่าเชียวแหนะ เช่นนั้นก็เกือบ 3 ตำลึงเชียวหากในฤดูหนาวนี้พวกเขาสามารถขายผักกาดกวางตุ้งได้ตลอดพวกเขาก็จะสามารถรวบรวมเงินได้เยอะพอควรทีเดียว
“น้องรอง เ้าสามารถปลูกผักกาดกวางตุ้งให้งอกงามได้อีกไหม”
“เื่นี้ข้าไม่รู้ ก่อนหน้านี้ก็เพียงแค่ลองดูอย่างไรเสียหลังจากกลับไปแล้วข้าจะลองดูอีกครั้ง ไม่แน่ว่าอาจจะสำเร็จอีกก็ได้หากสำเร็จ อาศัยการขายผักกาดกวางตุ้งในฤดูหนาว พวกเราก็น่าจะเก็บเงินได้ไม่น้อย”นางมีดัชนีทองคำอยู่ในมือ จะปลูกไม่ขึ้นได้อย่างไร แต่เพื่อไม่ให้พี่ชายใหญ่และน้องชายคนเล็กรู้สึกสงสัยจึงจำต้องเอ่ยอย่างกำกวม
“ปลูกไม่ขึ้นก็ไม่เป็ไร อย่างไรก็อย่าให้ตัวเองต้องเหนื่อยล่ะ”เงินเป็สิ่งสำคัญ แต่น้องรองสำคัญกว่า ไม่อาจคิดแต่เื่หาเงินจนทำให้น้องรองต้องเหนื่อยนางและน้องสามยังเด็กมาก
“ไม่หรอก ข้าจะไม่ฝืนตัวเอง”
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว ไปเถอะ ไปดูว่าพวกเราจำเป็ต้องซื้ออะไรบ้าง”
“พี่ใหญ่ ทางนั้นมีร้านของชำ เราไปซื้อเกลือกับเครื่องปรุงอื่นๆ กันเถอะ”เครื่องปรุงรสต่างๆ ในบ้านใกล้หมดเต็มทีแล้ว หากไม่มีของสิ่งอื่นอาจพอไปวัดไปวาได้แต่จะไม่มีเกลือไม่ได้เด็ดขาด หากปราศจากเกลือคนก็ไม่อาจทำงานได้ทั้งยังจะอ่อนแอลงเรื่อยๆ แม้จะแพงถึงเพียงใดก็จำต้องซื้อเพิ่มสักหน่อย
“ฟังคำเ้าก็แล้วกัน เ้าอยากซื้อสิ่งใดก็ซื้อได้เลย”เื่ในครัวที่บ้านล้วนมีแต่น้องรองเป็ผู้ควบคุมดูแล สิ่งใดขาดไป อะไรมีน้อยนางย่อมรู้ดีที่สุด
ร้านขายของชำมีขนาดใหญ่มาก มีทั้งหมดสามคูหาด้านในมีสิ่งของหลายหลากมากมายวางขายอยู่ ของกินของใช้ครบครันการจัดวางยังชัดเจนมาก ไม่จำเป็ต้องรื้อหาของไปทั่วทุกจุด
สถานที่แรกที่เฉียวซีไปคือซื้อเครื่องปรุงรสและเครื่องเทศ กุ้ยพ้วย(เปลือกอบเชย) โป๊ยกั้ก (จันทน์แปดกลีบ) ราคาไม่แพงแม้แต่น้อย ทว่าเกลือนั้นแพงมากนึกไม่ถึงเลยว่าจะมีราคาสูงถึงชั่งละ 15 อีแปะ แต่จะแพงสักเท่าไรนางก็ต้องซื้อ
“พี่ใหญ่ เราซื้อเกลือ 5 ชั่ง กุ้ยพ้วยกับโป๊ยกั้กอย่างละชั่งแล้วก็น้ำมันอีก 2 ชั่ง” เมื่อเห็นเกลือ เฉียวซีก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยออกมา
“จำเป็ต้องซื้อมากถึงเพียงนี้เลยหรือ” ชั่งละ 15 อีแปะ 5 ชั่งก็ 75 อีแปะเขาตั้งใจจะซื้อเพียงแค่ชั่งเดียว รอให้ใช้หมดแล้วจึงซื้อใหม่อีกครั้ง
“เกลือเป็สิ่งจำเป็ในการดำรงชีวิตของเรา เราสามารถขาดทุกอย่างได้แต่เกลือเป็สิ่งเดียวที่ไม่อาจขาดไปได้ หากไม่กินเกลือจะมีแรงทำงานได้อย่างไร”เฉียวซีเอ่ยอย่างมีน้ำหนัก สำหรับเื่การซื้อเกลือนั้นนางไม่ยอมถอยให้เป็อันขาด