หนิงเทียน ราชันจักรพรรดิ ฉบับรีไรท์ จบแล้ว

    เล่มที่4 บทที่ 138 เหนือการควบคุม

    ตอนนี้มีโปรโมชั่น อ่านจนจบเพียง 1ม่วงเท่านั้นน ทักเฟสมาได้เลย

    สิบวันต่อมา ...บนถนนแห่งสายน้ำ อาชาหมื่นลี้แสดงศักยภาพในขอบเขตขั้น9ขั้นเก้าแห่งแดนปราชญ์ออกมา มันทะยานตัวตัดผ่านพื้นสมุทร มุดอ้อมล้อมถ้ำและขุนเขาที่คดเคี้ยว

    หลบหลีกสัตว์อสูรดุร้ายนับสิบชนิดและมีบางครั้งที่อี้เหวินตงต้องลงไปทำลายสิ่งกีดขวางด้วยตัวเอง

    แม้การเดินทางจะมีอุปสรรคเล็กน้อยแต่มันไม่เคยมีเรื่องใดให้หนิงเทียนและเสี่ยวซวงต้องย่างเท้าลงจากเกี้ยวอีกเลย

    อาชาหมื่นลี้ค่อยๆๆ ไต่บันไดลาวาขึ้นมายังจุดสูงสุด ในที่สุดพวกมันก็ขึ้นมาถึงที่หมาย

    “พวกเราถึงแล้วประตูมิติจูอี้เฉียน รอยต่อของดินแดนรอบนอกและอาณาจักรฟ้าสวรรค์ คุณชายหนิงโปรดตามข้ามา” กล่าวจบอี้เหวินตงก็โบกมือเก็บอาชาหมื่นลี้ลงไปในแหวนมิติอสูรก่อนจะพุ่งตัวนำทั้งสองเข้าไปใน ซอกหินเล็กๆๆ

    เมื่อผ่านซอกหินเล็กๆๆ ที่เต็มไปด้วยตะไคร่น้ำสีเขียวแล้ว มันพบว่าด้านหลังความแคบของก้อนหินกลายเป็นพื้นที่โล่งกว้าง

     

    “พวกเราต้องรอผู้ถูกเลือกของเมืองจี้และเมื่องไห่ จึงจะสามารถรวมจดหมายแนะนำทั้งสามฉบับเป็นค่าผ่านทางประตูมิติได้

    ไม่เช่นนั้นพวกเราจะต้องจ่ายค่าตอบแทนเป็นหยกนิลจำนวนที่น่าหวาดกลัวเกินกว่าที่ท่านจะจินตนาการได้แน่”

    ถ้าอี้เหวินตงรู้ว่าหนิงเทียนเคยใช้หนึ่งพันหยกนิลเพื่อเป็นการเปิดประตูมิติไปยังเมืองจี้หลิน มันจะต้องไม่กล้ากล่าวคำนี้ออกมาอย่างแน่นอน

    จากนั้นอี้เหวินตงก็นำหนิงเทียนมายังจุดนัดพบพร้อมกับกล่าวขึ้นมาว่า “พวกเรานั้นออกเดินทางมาก่อนกำหนดก็จริงแต่ด้วยระยะห่างของทั้งสามเมืองแล้ว พวกเขาน่าจะมาถึงก่อนตะวันตกดินของวันนี้เป็นแน่”

    เวลาค่อยๆๆ ผ่านไปทีละน้อย ในที่สุดดวงตะวันก็อยู่ในตำแหน่งขนานกับสายตาเป็นสัญญาณสุดท้ายว่ามันจะตกลงสู่พื้น เสียงของกลุ่มคนเดินตรงมายังพวกของหนิงเทียน

    หนิงเทียนหันมองไปยังผู้ที่กำลังมาถึงทั้งสองคน มันคือชายวัยกลางคนและเด็กสาวในชุดคลุมสีดำ ใบหน้าของนางไม่สามารถมองเห็นได้ถนัดตาเพียงเพราะนางได้ใช้ผ้าดำปกปิดใบหน้าเอาไว้

    พร้อมๆๆ กันนั้นเสียงของอี้เหวินตงก็ดังขึ้นมา “โอ้ คาดไม่ถึงว่าตัวแทนจากเมืองจี้หลินจะเป็นสำนักคุ้มภัยอันดับหนึ่งแห่งเมืองจี้ สำนักกุญแจเหล็ก”

    “หืมม์หืม ลมอะไรหอบผู้พิทักษ์ฟ้าแห่งเมืองฉางผิงให้เดินทางมาถึงที่หมายก่อนหน้าพวกเราได้ หรือว่าตัวแทนของเมืองฉางผิงจะตื่นเต้นจนนอนไม่หลับเลยต้องรีบออกเดินทางมาก่อนเช่นนี้” ชายวัยนกลางคนที่สวมเสื้อผ้าสีขาวกล่าวอออกมาด้วยรอยยิ้ม

    แม้อี้เหวินตงจะหวาดกลัวหนิงเทียน แต่มันไม่ได้หมายความว่าอี้เหวินตงกจะขลาดกลัวคนอื่นๆ ๆ ด้วยคำพูดเสียดสีของชายชุดขาว มีหรือที่อี้เหวินตงจะยอมนิ่งเฉย

    มันเปิดปากพร้อมกล่าวด้วยรอยยิ้ม

    “ฮ่าฮาฮ่าๆๆๆๆ ๆ พี่ลู่เอิน ท่านกล่าววาจาล้อเล่นแล้ว ว่าแต่ข้าต้องขอยินดีกับพี่ด้วยจริงๆๆ เพราะการตายของขุนพลอัคคี ทำให้ตำแหน่งผู้ถูกเลือกตกมาอยู่ในมือสำนักกุญแจเหล็กของท่าน”

    ดวงตาของลู่เอินหรี่ลงพร้อมมองไปยังอี้เหวินตง “แม้ว่าขุนพลอัคคีจะยังมีชีวิตอยู่แต่ผู้ถูกเลือกของเมืองจี้หลินก็ไม่มีทางเปลี่ยนแปลง เพราะว่าบุตรสาวของข้าเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งของเมื่องจี้หลินอย่างแท้จริง”

    ลู่เอินกล่าวด้วยความภาคภูมิใจก่อนจะมองไปยังเด็กสาวในชุดดำที่ยืนอยู่ด้านข้าง

    อี้เหวินตงมองตามไปยังเด็กสาวที่มีผ้าสีดำปิดหน้าอยู่ มันพินิจอยู่เพียงสองสามลมหายใจ ดวงตาของมันก็ต้องหรี่ต้องลงในทันที

    “แดนแห่งวีรชนขั้นที่3ขั้นที่สาม เด็กสาวผู้นี้ไม่ว่าจะมองยังไงอายุก็ไม่น่าจะเกินสิบห้าสิบหก 15-16ปี แต่เหตุใดถึงมีพลังบ่มเพาะสูงเช่นนี้

    ถ้าไม่นับตัวประหลาดอย่างหนิงเทียนและเสี่ยวซวงแล้ว เด็กสาวนางนี้เป็นผู้เยาว์ที่แข็งแกร่งที่สุดตั้งแต่อี้เหวินตงเคยพบเลยก็ว่าได้”

    หนิงเทียนมองไปยังชายวัยกลางคนและเด็กสาวชุดดำครู่หนึ่งก่อนจะมองไปยังอี้เหวินตงด้วยสายตาที่ต้องการคำอธิบาย

    อี้เหวินตงเห็นเช่นนั้นมันรีบกล่าวออก “คุณชาย ชายวัยกลางคนผู้นี้คือ เจ้าสำนักคุ้มภัยกุญแจเหล็ก สมญานามของมันคือหยกทลายหิมะ ลู่เอิน พลังของมันอยู่ในระดับครึ่งก้าวเข้าสู่ดินแดนทรราช

    ตัวมันจึงถูกจัดให้เป็นอันดับหนึ่งของเมืองจี้หลิน ส่วนเด็กสาวที่อยู่ด้านข้างคงจะเป็นบุตรสาวตามที่มันได้กล่าวออกมา”

    ลู่เอินเห็นอี้เหวินตงกับหนิงเทียนกำลังกระซิบกระซาบถึงมันอยู่ มันแสดงสีหน้าไม่ค่อยพอใจนักก่อนจะกล่าวออกมา “ข้าจะต้องรออีกนานเท่าไร ผู้ถูกเลือกของเมืองไห่หนานถึงจะโผล่หัวออกมาได้”

    “ลู่เอินเจ้ายังคงชอบนินทราคนลับหลังเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยนเลยน่ะ” สิ้นคำกล่าวนั้น ร่างของบุรุษในชุดคลุมสีทองปรากฏออกมา

    บุคคลที่เพิ่งพึ่งมาถึงนี้คือตัวตนที่หนิงเทียนรู้จักดี เพราะพวกมันเคยปะทะกับในงานประลองเลือกคู่มาก่อน มันคือพ่อลูกไห่จิ้นอิ้งและไห่เทียนตี้นั้นเอง

    ไห่จิ้นอิ้งปรายสายตามองลู่เอินด้วยแววตาหยิ่งยโสราวกับว่ามันมองลงมายังคนที่ระดับต่ำกว่า แต่ครั้นเมื่อมันกวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วๆ

    มันต้องหุบยิ้มและโค้งศีรษะลงเล็กน้อยพร้อมกล่าวออก “เป็นอย่างที่ข้าคิดไม่ผิด ผู้ถูกเลือกของเมืองฉางผิงคงจะเป็นใครอื่นนอกจากน้องชายหนิงเทียนไม่ได้”

    และทันทีที่มันเงยหน้าขึ้นมาจับจ้องหนิงเทียนอีกครั้งใบหน้าของมันต้องแข็งค้าง มุมปากของมันกระตุกอย่างไม่สามารถเก็บอาการได้

    ภายในใจของมันร่ำร้องด้วยความสงสัย ‘'ไม่ใช่ว่าเมื่อสามเดือนก่อน คนๆคนนี้ยังอยู่ในดินแดนนักรบขั้นที่9ขั้นที่เก้าหรอกหรือ คงจะเป็นอย่างที่ข้าคิดจริงๆๆ ตัวตนลึกลับเช่นนี้จะต้องมีความลับและวิธีแอบซ่อนพลังไม่ให้ตกเป็นเป้าสายตาผู้อื่นอยู่แน่’'

    การแสดงออกด้วยท่าทีตกใจของไห่จิ้งอิ้งไห่จิ้นอิ้งนั้นเกิดขึ้นเพียงครู่เดียวเท่านั้น ลู่เอินที่ไม่ได้ตั้งใจสังเกตมันจึงไม่เห็นถึงความผิดปกตินี้

    หลังจากผู้ถูกเลือกทั้งสามคนได้มาถึงพร้อมกันแล้ว พวกมันได้เดินเข้าไปยังส่วนลึกของประตูมิติจู้อี้เฉียน เพียงเดินเข้าไปได้ไม่นาน หนิงเทียนก็มองเห็นบุรุษหนุ่มตรงมายังกลุ่มของพวกมัน

    “ข้าคือผู้เฝ้าประตูจู้ี้อี้เฉียน ถ้าท่านต้องการใช้มันล่ะก็ท่านต้องจ่ายมาคนละ1000หนึ่งพันหยกนิล” บุรุษหนุ่มกล่าวออกด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยจะเป็นมิตรเท่าใดนัก

    ลู่เอิน ชูหยกตัวแทนขึ้นมาพร้อมกล่าวออก “พวกเรามาตามคำเชิญของดอยเทพอาคม”

    เมื่อบุรุษหนุ่มเห็นหยกตัวแทน

    ท่าทีที่ไม่ค่อยเป็นมิตรได้หายไป มันโค้งศีรษะลงเล็กน้อยก่อนจะผายมือไปทางประตูมิติ

    “เชิญผู้ถูกเลือกและผู้ติดตาม พวกท่านสามารถใช้ประตูมิติได้หนึ่งครั้งโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆๆ” กล่าวจบบุรุษหนุ่มก็เดินนำกลุ่มของหนิงเทียนไปยังวงแหวนมิติ

    ประตูมิติจู้อี้เฉียนนั้นต่างจากประตูมิติที่หนิงเทียนเคยใช้ ดูเหมือนว่าประตูมิติจู้อี้เฉียนจะเป็นการเคลื่อนย้ายมิติเดินทางจากความสามารถของอาคมประดิษฐ์หาใช่ด้วยฝีมือของผู้ฝึกตนธาตุมิติไม่.......

    ระหว่างทางเดิน ไห่เทียนตี้มองไปยังแผ่นหลังของหนิงเทียนพร้อมกับกระซิบเสียงไปยังบิดาของมัน “ท่านพ่อ พวกเราจะเอายังไงดี ด้วยนิสัยของผู้ชายคนนี้แล้ว ลูกคิดว่าถ้าเราไม่เข้าข้างเขา เราก็ควรจะถอยห่างเสียดีกว่า”

    “คำพูดของเจ้ามีเหตุผล แต่พ่อคิดว่าซือหม่า หนิงเทียนซือหม่าหนิงเทียนผู้นี้ไม่ใช่คนที่จะใช้แต่อารมณ์เท่านั้น เขาน่าจะเป็นคนที่รู้ว่าสถานการณ์ไหนควรทำเช่นใด

    และพ่อก็ไม่คิดว่าเขาจะทำตัวให้เป็นปัญหา สร้างความวุ่นวายให้กับดอยเทพอาคม” ไห่จิ้งอิ้งไห่จิ้นอิ้งวิเคราะห์พร้อมกล่าวตอบลูกของมัน

    หลังจากเดินอีกเพียงไม่กี่ก้าว พวกมันมาหยุดยืนอยู่ด้านหน้าวงแหวนมิติ จากนั้นกลุ่มของพวกมันค่อยๆๆ ก้าวเท้าเดินเข้าไปด้านในทีละคน ร่างของพวกมันค่อยๆๆ ถูกหลุมดำกลืนกินหายไปอย่างไร้ร่องรอย

    เมื่อถึงคราวของหนิงเทียน มันก้าวเดินเข้าไปในวงแหวนมิติ ทันใดนั้นทัศนียภาพโดยรอบของมันก็ดำมืดลงและเพียงไม่นานเกินลมหายใจเข้าออกแสงสว่างก็วูบผ่านมาทางสายตาของหนิงเทียน

    มันปรากฏเป็นทัศนียภาพใหม่ พื้นที่โดยรอบเต็มไปด้วยต้นไม้ใบหญ้านานาพันธุ์ สิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่สูงเสียดฟ้ามีให้เห็นอยู่ไกลสายตาเป็นจุดๆๆ

    “คุณชายหนิงเทียนทางนี้” อี้เหวินตงที่เข้ามาก่อน ตะโกนเรียกออกไป

    ได้ยินเช่นนั้นหนิงเทียนก็มองไปยังอี้เหวินตงและเสี่ยวซวงที่ยืนรออยู่ก่อนแล้ว มันค่อยๆๆ เดินเข้าไปรวมกลุ่มอีกครั้ง

    เมื่ออี้เหวินตงเห็นหนิงเทียนกวาดสายตามองซ้ายขวาอย่างไม่หยุดพักมันจึงกล่าวขึ้นมาว่า “คุณชาย สถานที่แห่งนี้คือจุดเริ่มต้นแห่งตะวันออก เวลานี้พวกเราได้เหยียบอยู่บนพื้นที่ของอาณาจักรฟ้าสวรรค์แล้ว”

    อี้เหวินตงยังคงกล่าวต่อ “จากที่นี่้ไปยังสำนักขนส่งวิหคเหินใช้เวลาราวๆๆ ครึ่งชั่วยาม ถ้าพวกเราออกเดินทางกันตอนนี้ พวกเราจะไปถึงที่นั่้นก่อนตะวันตกดิน”

    หนิงเทียนพยักหน้าตกลงพร้อมกับพุ่งร่างตามติดอี้เหวินตงไป เวลานี้คนของเมืองไห่และเมืองจี้ได้แยกย้ายกันเดินทางไปก่อนหน้าหมดแล้ว มันจึงกลายเป็นการเดินทางของทั้งสามคนอีกครั้งหนึ่ง

    ทั้งสามเดินทางอย่างไม่ช้าไม่เร็วนัก จนเวลาผ่านไปราวๆๆ ครึ่งชั่วยามตามที่อี้เหวินตงเคยกล่าวไว้ ในที่สุดพวกมันก็มาถึงหมู่บ้านเล็กๆๆ ที่ถูกประดับป้ายไว้ว่า ‘'วิหคเหินฟ้าทะยานทั่วดินแดน’'

    เมื่อทั้งสามเข้าไปด้านใน สิ่งแรกที่มันพบคือใบหน้าที่ปั่นยากปั้นยากของไห่จิ้งอิ้งไห่จิ้นอิ้ง และคิ้วที่ขมวดกันเป็นปมของลู่เอิน

    “สหายกั่วฉาน ท่านจะทำเช่นนี้กับข้าไม่ได้นะ” ลู่เอินกล่าวออก แม้ว่าใบหน้าของมันจะฉายแววโทสะออกมาแต่คำพูดของมันก็มิได้ใช้ออกด้วยวาจาล่วงเกินชายวัยกลางคนตรงหน้ามันเลย

    “ท่านกั่วโปรดช่วยเหลือพวกเราด้วย ท่านเองก็รู้ว่าพวกเราต้องเดินทางไปที่ดอยเทพอาคมเพื่อสิ่งใด ถ้าพวกเราไม่มีพาหานะเดินทาง การทดสอบครั้งนี้ของลูกหลานพวกเราคงจะเป็นได้แค่ฝัน”

    เมื่อก้าวเข้ามาในอาณาจักรฟ้าสวรรค์ ตำแหน่งเจ้าผู้ครองเมืองของไห่จิ้งอิ้งไห่จิ้นอิ้งนั้นไม่ได้สำคัญอีกต่อไป มันจึงไม่สนใจที่จะกล่าวคำร้องขอชายวัยนกลางคนผู้นี้

    หนิงเทียนมองไปยังชายแซ่กั่ว ที่ ทั้งลู่เอินและไห่จิ้งอิ้งไห่จิ้นอิ้งกำลังพัวพันร้องขอความช่วยเหลือนั้น มันเข้าใจได้คร่าวๆๆ เลยว่า ชายแซ่กั่วผู้นี้คงจะเป็นกั่วฉาน อาคันตุกะที่ฉางเหล่ยกล่าวถึง

    “พวกท่านทั้งสองอย่าได้กล่าวอะไรออกมาอีกเลย ข้าขอพูดย้ำให้ท่านฟังอีกครั้งก็แล้วกัน พวกเราไม่สามารถนำวิหคตัวใดขึ้นบินบนฟ้าได้อีก

    แม้โอกาสของมันจะมีไม่มากแต่มันก็ไม่คุ้มกันแน่ ถ้าพวกเราต้องบินขึ้นไปแล้วเจอ พญาราชสีห์ปีกดำที่หลุดออกมาจาก สำนักขุนเขาสีเลือด

    ตราบใดที่พวกเขายังไม่สามารถจับมันคืนไปได้ล่ะก็พวกเราจะไม่ขึ้นไปเสี่ยงบนน่านฟ้าอย่างแน่นอน” กั่วฉานกล่าวออกมาเสียงแข็ง

    เมื่อได้ยินถึงสาเหตุที่ทำให้ทั้งสองมีใบหน้าที่ปั่นยากปั้นยาก อี้เหวินตงกขมวดคิ้วเข้าหากันทันที มันไม่รีรอที่จะก้าวเดินเข้าไปร่วมกลุ่มเพื่อสนทนากับกั่วฉาน

    ทั้งสามคนต่างรบเร้า ขอร้องกั่วฉานเพื่อที่จะได้เดินทางต่อ อยู่พักใหญ่ ก่อนที่กั่วฉานจะระบายลมหายใจยาวและพยักหน้าเป็นการตอบตกลง

     

    ที่พวกมันทั้งสามดื้อดึงจะเดินทางต่อให้ได้นั้น ไม่ใช่เพราะว่าพวกมันไม่กลัวพญาราชสีห์ปีกดำสัตว์อสูรลมปราณขั้นที่4ขั้นที่สี่

    แต่เป็นเพราะว่าพวกมันไม่คิดว่าดวงตัวเองจะย่ำแย่ถึงขนาดพบเจอกับพญราชสีห์ปีกดำได้ และอีกไม่นานพวกมันทั้งสามจะได้รู้ว่านั่้นเป็นความคิดของคนโง่เขลา

    “แต่ข้ามีข้อแม้ เพื่อที่จะลดความสูญเสีย ข้าจะนำวิหคปีกไม้ สัตว์อสูรลมปราณขั้นที่สองในการออกบินครั้งนี้และที่สำคัญ... ...ถ้าเกิดพบเจอสิ่งที่ข้าคิดว่าเป็นอันตราย

    ข้าจะใช้ยันต์ม่านฟ้าเมฆหมอกในการหลบหนีโดยไม่สนใจพวกเจ้าทันที นั่้นเป็นสิ่งที่พวกเจ้าทั้งสามต้องยอมรับมัน...

     

    ถึงพวกเจ้าจะไม่รักชีวิตแต่อย่าคิดว่าข้าจะไม่รักชีวิตไปกับพวกเจ้าด้วย” กั่วฉานกล่าวออก มันนั้นทำได้แต่ส่ายหน้าไปมา

    ถ้าเป็นการขอร้องหนึ่งหรือสองคน แน่นอนว่ากั่วฉานจะปฎิเสธปฏิเสธเสียงแข็ง แต่ทว่านี่เป็นการร่วมกันขอร้องของอาคันตุกะทั้งสาม มันจึงต้องจำใจทำตามที่สหายของมันต้องการ

    ลู่เอิน ไห่จิ้งอิ้งไห่จิ้นอิ้ง และอี้เหวินตงรีบตบปากรับคำตกปากรับคำอย่างพร้อมเพียงพร้อมเพรียง

    ได้ยินเช่นนั้นกั่วฉานก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้า คนไม่รู้ย่อมไม่มีความกลัว นี่้คือคำกล่าวที่อยู่ภายในใจของกั่วฉาน

    แม้จะคิดเช่นนั้นแต่มันก็ไม่ได้พูดออกมา “ตะวันใกล้จะตกดินแล้วจะเป็นการปลอดภัยกว่าถ้าพวกเราออกเดินทางกันในวันพรุ่งนี้”

    ทั้งสามคนพยักหน้าเห็นด้วย พร้อมเดินแยกย้ายกันไปในทิศทางของตัวเอง อี้เหวินตงกลับเข้ามารวมกลุ่ม มันรีบกล่าวรายงานทุกเรื่องที่กั่วฉานเล่ามา

    เมื่อหนิงเทียนได้ยินเช่นนั้นดวงตาของมันก็หรี่เล็กลง ถึงคนพวกนี้จะไม่ฉุกคิด แต่หนิงเทียนบอกได้เลยว่าสิ่งที่กั่วฉานต้ากำลังกลัวไม่ใช่ไม่มีเหตุผล

    ไม่มีหมองูคนไหนกลัวงู เช่นเดียวกัน ไม่มีใครหวาดกลัวในสิ่งที่มันกระทำอยู่ทุกวันนอกเสียจากว่า มันเป็นเรื่องที่เหนือการควบคุมจริงๆๆ

    คล้ายกับเรื่องหนิงเทียน ราชันจักรพรรดิ ฉบับรีไรท์ จบแล้ว ที่คุณอ่าน