ดอกเหมยสีชาด

    นางเป็นสตรีของข้า

            ทัพเซิ่งมองหลินเฟยหลันอย่างระแวงพร้อมกับชักดาบขึ้นพาดลำคอระหงเอาไว้ พลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา“หมายความว่าอย่างไร ที่ว่ารู้วิธี”

            แต่หลินเฟยหลันกลับเหลือบมองดาบบนบ่าตนเองด้วยแววตาเรียบเฉย“ก็ตามที่บอก ข้ารู้วิธีแก้พิษ”

            พิษนี้เป็นพิษชนิดเดียวกับที่ลู่หว่านเหลียนใช้นางย่อมเรียนรู้วิธีปรุงยาแก้พิษจากอาจารย์อยู่แล้ว

            ทั้งยังสามารถเปลี่ยนเป็นพิษชนิดอื่นได้อีกด้วย

            ท่าทางที่ไม่ยินดียินร้ายของหญิงสาวทำให้รองแม่ทัพเซิ่งแปลกใจ

            สตรีทั่วไปแค่เห็นดาบก็แทบจะเป็นลมไปแล้ว แต่หญิงสาวร่างน้อยที่ถูกดาบพาดคอเอาไว้กลับยังคงยืนนิ่งเฉยอยู่ได้

            สายตาหลายคู่ของเหล่าบุรุษต่างหันไปจ้องมองหญิงสาวเป็นตาเดียวกัน

            ข่าวที่ว่าแม่ทัพว่านซุกซ่อนสตรีเอาไว้คงไม่ใช่เพียงข่าวลือแล้วกระมัง

            แถมยังเป็นสตรีที่งดงามอีกด้วย

            มิน่าเล่าจึงหวงนักหวงหนา

            รองแม่ทัพเซี่ยที่กำลังสาปแช่งให้แม่ทัพว่านตายไปเร็วๆ ก็ถึงกับตะลึงงัน จนพูดไม่ออก

            แม้ว่าเสื้อผ้าที่สวมใส่จะเก่าไปบ้างใบหน้ามีรอยขีดข่วน ตามเนื้อตัวก็เปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นดินหากแต่ความงามของนางก็มิได้ด้อยลง

            ถ้าหากว่าเหลือเพียงเรือนร่างเปลือยเปล่าจะเย้ายวนแค่ไหนกัน

            คิดแล้วก็อยากจะดึงร่างบางนั้นมากดลงใต้ร่างตัวเองเสียเดี๋ยวนี้

            “แม่นางน้อยอย่าได้กล่าววาจาเลื่อนลอย ชีวิตของท่านแม่ทัพ ท่านรับผิดชอบไม่ไหวหรอก”เป็นหมอทหารที่เอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงเข้ม ดึงสติของทุกคนกลับมา

            ก่อนที่รองแม่ทัพเซิ่งจะสั่งให้คนนำหลินเฟยหลันไปขังเอาไว้เสียงแหบแห้งของแม่ทัพว่านก็เอ่ยขึ้น “นางทำ...ได้ เชื่อ...นาง”

            รองแม่ทัพเซิ่งไม่เห็นด้วย“ท่านแม่ทัพ แต่...”

            แต่แม่ทัพว่านก็ยกมือปรามเสียก่อน

             

            หลังจากที่รองแม่ทัพทั้งหมดหารือกันครู่หนึ่งก็เป็นรองแม่ทัพจิ้งที่นำทหารบางส่วนเพื่อออกไปค้นหาสมุนไพรตามที่หลินเฟยหลันบอก

            ท่ามกลางทหารที่ยืนเกะกะภายในเรือนน้ำเสียงถากถางจากปากของรองแม่ทัพเซี่ยก็ดังขึ้นอีก “ดูท่าว่าท่านแม่ทัพจะเชื่อใจแม่นางผู้นี้ยิ่งนักไม่ทราบว่านางกับท่านมีความสัมพันธ์อย่างไรแน่”

            ไม่ว่าสตรีตรงหน้าจะรักษาได้หรือไม่เขาก็ไม่ปรารถนาให้คนที่นอนบนเตียงมีชีวิตอยู่

            ยิ่งเห็นว่าอีกฝ่ายได้ครอบครองสตรีที่งดงาม เขายิ่ง อยากเร่งวันตายของแม่ทัพว่านเร็วขึ้น

            หลินเฟยหลันไม่ได้สนใจผู้อื่นในเมื่อเจ้าตัวเลือกที่จะเชื่อใจนาง นั่นก็เพียงพอแล้ว

            นางจึงส่งสายตาขอบคุณทั้งยังเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจให้แก่เขา

            หากแต่ยังไม่ทันจะเอ่ยปากเพื่อให้คำมั่นแก่เขาน้ำเสียงเข้มจากปากคนป่วยที่ตอบกลับ ทำเอานางถึงกับตัวแข็ง

            “นางเป็นสตรีของข้ามีปัญหาหรือไม่”

             

            หลินเฟยหลันนอนแช่น้ำอย่างเหม่อลอย

            เผ่าอวี้เจ๋อพิษหมื่นสุริยัน กำจัดตระกูลเสวียน

            นี่มันอะไรกัน

            แน่แท้แล้วว่า พิษในกายของแม่ทัพว่านในตอนนี้เป็นฝีมือของม่อเยี่ยน

            ตระกูลลู่เป็นเพียงหมอมีเส้นสายขนาดติดต่อกับชนเผ่าทางเหนือได้เชียวหรือ?

            ไหนจะนายท่านผู้นั้นและสิ่งที่นางได้ยินในตอนนั้นอีก

            สายเลือดดั้งเดิมมันคืออะไรกันนะ

            เป็นผู้ใดกันแน่ที่คิดจะกำจัดตระกูลเสวียน

            ท่านตาบอกว่าฮองเฮาสูญเสียองค์ชายผู้เป็นทายาทไปแล้ว จึงขอสละตำแหน่ง ไปบวชชีที่อาราม

            พระสนมอันจึงถูกแต่งตั้งเป็นฮองเฮาแทน

            แม้ว่าตระกูลเสวียนจะกุมราชโองการของปฐมกษัตริย์และมีง้าวมังกรคำรามแต่การที่คิดกำจัดตระกูลเสวียนในตอนนั้น ไม่น่าจะเกิดผลดีกับผู้ใด

            แต่ว่า...ถ้าหากปีนั้นสามารถกำจัดตระกูลเสวียนได้ ก็ย่อมต้องมีคนได้ประโยชน์

            พวกเรามองข้ามสิ่งใดไปกันแน่

             

            จนเกือบฟ้าสาง ระหว่างที่รอคนของแม่ทัพว่านออกไปค้นหาสมุนไพร หลินเฟยหลันจึงยังไม่มีอะไรทำ

            นางนั่งเหม่อลอยอยู่ข้างเตียงของแม่ทัพว่าน

            ในเมื่อเขามั่นใจในตัวนางถึงขั้นออกปากรับรองไม่เอาผิดผู้ใดทำให้นางรู้สึกซึ้งใจยิ่งนัก

            แต่ขัดใจประโยคเดียวนี่แหละ

            ‘นางเป็นสตรีของข้า’

            แม่ทัพบ้ากล้าพูดออกมาได้อย่างไร

            น่าแปลก...ทันทีที่ได้ยินประโยคนี้หัวใจดวงน้อยของนางกลับเต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะ ราวกับว่ามันจะหลุดออกมาจากอก

            คิดวนไปวนมาสายตาก็เหลือบไปเห็นเด็กสาวตัวมอมแมมที่นั่งหลบอยู่ในมุมห้อง มองมาด้วยสายตาที่หวาดกลัว

            ไม่รู้ว่าแอบเข้ามาในห้องนี้ตอนไหน

            หลินเฟยหลันจึงเอ่ยถาม“หิวหรือไม่”

            น้ำเสียงที่อ่อนโยนของสตรีใบหน้างามทำให้เด็กสาวตัวผอมพยักหน้าตอบอย่างว่าง่าย

            “กินนี่เถิด”พร้อมกับชี้ไปยังถ้วยข้าวบนโต๊ะ

            ข้าวหนึ่งถ้วยกับผัดผักในยามนี้นับว่าเป็นอาหารอย่างดีที่สุดแล้ว

            องครักษ์ได้เตรียมไว้ให้นางแต่นางก็ล้าเกินกว่าที่จะกลืนลงท้องได้

            ดีที่ได้อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าจึงเบาตัวไปมากทีเดียว

            เสี่ยวเชียนยังไม่กล้าขยับตัวแม้พี่สาวตรงหน้าจะงดงามและอ่อนหวานมากก็ตาม

            หลินเฟยหลันเห็นเช่นนั้นก็ไม่ใส่ใจ

            นางแสดงน้ำใจแล้วใครจะรับหรือไม่ ก็ไม่ใช่เรื่องของนางอีก

            จากนั้นนางก็นำผ้ามาชุบน้ำแล้วบิดหมาดเพื่อเช็ดเหงื่อที่ผุดขึ้นมาบนใบหน้าของผู้เป็นแม่ทัพอย่างแผ่วเบา

    คล้ายกับเรื่องดอกเหมยสีชาด ที่คุณอ่าน