ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 59 สังหารมนุษย์
ร่างของชายหนุ่มพุ่งเข้าหาอีกฝ่ายทันทีพร้อมกับขวานในมือ
แต่สิ่งที่อีกฝ่ายเห็นคือร่างของชายหนุ่มที่พุ่งกระจายตัวมาจากหกทิศทาง มันจะไม่เป็นอะไรเลยหากอีกฝ่ายเป็นอเวกระดับต่ำ เขาก็แค่กำราบมันให้หมด แต่กับอเวกระดับที่เจ็ดที่มีอาวุธอันทรงพลังอยู่ในมือ การรับมือผิดพลาดอาจหมายถึงความตาย
ชายผมเงินพยายามหลบอย่างเต็มที่ แต่มีเงาร่างหนึ่งที่เขาหลบไม่พ้นจึงต้องเหวี่ยงมือปัดการโจมตีที่เข้ามาใกล้
“อึก” หัวหน้าตระกูลเดสมอนกัดฟันแน่น กล้ำกลืนความเจ็บปวดเอาไว้ภายใน
แม้จะสามารถปัดป้องการโจมตีของอีกฝ่ายได้ แต่ความร้อนแรงที่แผ่ออกมาจากขวานทำเอาฝ่ามือของเขาไหม้พอง กลายเป็นสีแดงราวกับนำมือไปนาบกับเตาร้อนๆ
และด้วยการแลกกับอาการบาดเจ็บที่ฝ่ามือ มันทำให้ชายผมเงินมีจังหวะดีดตัวออกห่างจากศัตรู
“หยุดก่อน พวกเราไม่เคยมีเรื่องบาดหมางอะไรกัน เหตุใดจึงต้องห้ำหั่นหมายเอาชีวิตกันเช่นนี้ด้วย.....บอกมาว่าใครส่งเจ้ามา บางทีอาจจะมีพื้นที่ให้พูดคุยตกลงกันได้” หัวหน้าตระกูลเดสมอนเป็นคนที่ไม่หุนหันพลันแล่น ในสถานการณ์คับขัน จิตใจของเขาเริ่มกลับมาสงบนิ่งอีกครั้ง
เมื่อได้เห็นความสามารถและพลังทำลายล้างของอีกฝ่าย เขารู้ตัวว่าตนเองในสภาพไม่สมบูรณ์เช่นนี้ไม่มีทางเป็นคู่ต่อสู้ของอีกฝ่ายได้เลย จะหนีออกจากตึกนี้ก็ใช่ทำได้ง่ายๆ เพราะเขาสร้างขึ้นมาเองด้วยวัสดุอย่างดี กำแพงหนาเป็นเมตร สร้างไว้เพื่อป้องกันการรบกวนจากภายนอก ไม่คิดเลยว่ามันจะกลายมาเป็นอุปสรรคในการหลบหนีของตนเองไปเสียได้
คาลอสมองหน้าอีกฝ่ายนิ่งๆ ก่อนจะเอ่ยปากพูดออกมา
“ไม่ใช่เรื่องเข้าใจผิดอะไรกันทั้งนั้น และจะไม่มีการเจรจาอะไรทั้งสิ้น กับสิ่งที่เจ้าทำกับตระกูลของข้า เคยให้พื้นที่ในการพูดคุยตกลงหรือไม่เล่า?” สายตาไร้อารมณ์สาดไปที่อีกฝ่าย
“หยุดก่อน ตระกูลเจ้าคือตระกูลอะไร ข้าทำอะไรกับตระกูลเจ้า?” ชายผมเงินลนลานไปหมด พยายามจะหนีแต่ปากก็พูดออกมาด้วย เขาพยายามนึกหัวแทบแตก ก็นึกไม่ออกว่าตนไปยั่วยุขุมกำลังที่แข็งแกร่งตั้งแต่เมื่อไหร่ ถึงขนาดทำให้อีกฝ่ายส่งอัจฉริยะรุ่นเยาว์มากำจัดเขา
เขาเป็นหัวหน้าตระกูลมาเกือบสามสิบปี ทุกก้าวเดินทำด้วยความระมัดระวัง สำหรับกองกำลังปลายแถวนั้น เขาไม่เห็นหัวพวกมันอยู่แล้ว จะบดขยี้มดปลวกพวกนั้นหาใช่เรื่องยากไม่ แต่กับกองกำลังที่มีอำนาจในระดับหนึ่ง เขาไม่เคยสร้างความขุ่นเคืองให้แก่กัน นี่เป็นสิ่งที่เขายึดมั่นมาตลอดเพื่อรักษาอำนาจของตระกูลจนรุ่งเรืองมาถึงปัจจุบัน
เช่นนั้นแล้วเขาพลาดตรงไหนกันแน่? เขาไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจเลยจริงๆ
ฝรึบ
ร่างในชุดคลุมสีขาวจู่ๆ ก็โผล่เข้ามาจากช่องทางที่คาลอสทำทิ้งไว้ เป็นชายชราเครายาวถึงหน้าอก พุ่งตัวเข้ามาด้วยความเร็วสูง ตรงมาอย่างไม่ลังเล
เขาได้รับเสียงสัญญาณจากคาลอส......จะว่าเป็นสัญญาณก็ไม่เชิง เป็นการเปิดตัวอย่างเอิกเกริกก็ว่าได้ อีกฝ่ายเล่นทำลายประตูคฤหาสน์ของหัวหน้าตระกูลจนไม่เหลือชิ้นดี เสียงดังขนาดนี้ให้ตายอย่างไรเขาก็ต้องรู้ตัว และไม่ใช่แค่เขาคนเดียว แต่เป็นผู้อาวุโสคนอื่นๆ ด้วยที่ตื่นตัวกับสถานการณ์นี้
ดีว่าเขาได้บอกให้ผู้อาวุโสห้าไปขัดขวางผู้อาวุโสอีกสามคนเป็นที่เรียบร้อย ไม่เช่นนั้นเห็นทีการสังหารหัวหน้าตระกูลในครั้งนี้จะยากเสียหน่อย
“อาวุโสสาม! ดี ดีมาก มาช่วยข้าจัดการมันซะ!” สายตาของหัวหน้าตระกูลเดสมอนพลันเป็นประกายเมื่อเห็นสมาชิกในตระกูลของตนเองปรากฏตัว แม้ตนกับอีกฝ่ายจะมีข้อขัดแย้งกันมากในช่วงที่ผ่านมา แต่ในสถานการณ์ความเป็นความตายเช่นนี้ เขาก็ยินยอมก้มหัวให้อีกฝ่ายหากจำเป็น
“โจมตีมัน! เอาเลือดหัวมันออกมาให้ข้า! นี่คือคำสั่งของหัวหน้าตระกูล!” ชายชราผมเงินชี้นิ้วไปยังชายหนุ่มที่ควงขวานอยู่ในมือ ดวงตาวาวโรจน์ราวกับเขากลายเป็นผู้ชนะแล้ว ทว่า...
“อัก...นี่เจ้า!” หัวหน้าตระกูลเดสมอนหันกลับไปมองอีกฝ่ายด้วยความตกใจ นอกจากอีกฝ่ายจะไม่ช่วยแล้ว ยังซัดหมัดใส่กลางอก จนร่างกระเด็นเข้าไปกระแทกเข้ากับกำแพง
สีหน้าของหัวหน้าตระกูลเดสมอนซีดเซียว ใบหน้าบิดเบี้ยวบ่งบอกถึงความทรมานได้อย่างชัดเจน ดวงตาของมันเบิกกว้าง ดวงตากลายเป็นแดงฉาน มันจับจ้องมาที่คนทั้งสองด้วยความหวาดผวาและค้างคาใจ
“ใคร...เจ้าเป็นใคร......แล้วก็เจ้า.....เจ้าทรยศต่อตระกูล!” มันพยายามเปล่งเสียงออกมาเป็นครั้งสุดท้าย ความอัดอั้นตันใจเหมือนคาแน่นอยู่ในอก ผนวกกับความสับสนวุ่นวายภายในจิตใจ
คาลอสมองร่างไร้แขนนอนตะเกียกตะกายอยู่กับพื้น หยุดยั้งการกระกระทำของตนเองเอาไว้ เฝ้าดูฉากที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไป
“หึ ข้าไม่เคยคิดทรยศตระกูล แต่เจ้าไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหัวหน้าตระกูลสักนิด”
ผลั่กๆๆ
“นี่สำหรับลูกสาวของข้า” ชายชราเครายาวบรรจงปล่อยหมัดเข้าใส่ใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างเอาเป็นเอาตายก่อนจะหยุดมือ
ผลั่ก
“นี่สำหรับน้องชายของเฟรดดี้”ผู้อาวุโสสามเหวี่ยงหน้าแข้งกระแทกท้องอีกฝ่ายอย่างรุนแรง
“ไอ้สารเลวเอ้ย! ตำแหน่งนี้มันควรจะเป็นของข้า! หากตระกูลอยู่ในมือข้ามันจะยิ่งใหญ่มากขึ้นไปกว่านี้อีกหลายเท่า จงเฝ้ามองตระกูลที่เจริญเติบโตด้วยตาของตนเองอยู่ในปรโลกเสียเถอะ!”
ฉับ
เมื่อพูดจบ ชายชราเครายาวดึงอาวุธที่ข้างเอวออกมาบั่นคอของหัวหน้าตระกูลเดสมอนทันที ไม่แม้แต่จะกะพริบตา
การแสดงความเมตตาที่ดีที่สุดต่อศัตรู ก็คือการสังหารด้วยความรวดเร็วโดยไม่ต้องให้อีกฝ่ายทนทุกข์ทรมานนานจนเกินไป
สีหน้าที่ทั้งเจ็บปวด ทั้งตกใจ ยังคงประดับอยู่ใบหน้าของผู้ตาย
เมื่อการสังหารสำเร็จ คาลอสที่มองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่งก็หลับตานิ่ง รวบรวมสติทั้งหมดมาอยู่กับตนเอง ผ่อนลมหายใจเข้าออกเป็นจังหวะ
นี่เป็นครั้งแรกที่เขามีส่วนร่วมในการสังหารมนุษย์ เป็นธรรมดาที่มันอาจจะเกิดความปั่นป่วนขึ้นเล็กน้อยภายในจิตใจ
คราแรกเขาก็คิดไว้ว่ามันคงจะเป็นเรื่องง่ายสำหรับตัวเองที่ไม่ได้สนใจใส่ใจผู้คนสักเท่าไหร่ แต่พอเอาเข้าจริงๆ แล้วมันก็ยังส่งผลกับจิตใจไม่น้อย ทำให้เขาต้องรวบรวมสติกลับมาทบทวนตนเองอีกครั้ง
คาลอสยืนนิ่งไว้อาลัยให้กับศัตรูคนแรกที่เขาสังหารครู่หนึ่งก่อนจะควงขวานสีเพลิงเดินออกจากคฤหาสน์ของหัวหน้าตระกูลเดสมอน ทิ้งศพอีกฝ่ายให้นอนตายไม่สมประกอบอยู่อย่างนั้น ไม่แม้แต่จะหันกลับไปดูซ้ำสอง
แม้จะมีความรู้สึกติดค้างอยู่ในใจ แต่เขาจำเป็นต้องกระทำ เมื่อเกิดความบาดหมางถึงขนาดนี้ การปล่อยศัตรูไปก็มีแต่จะถูกแว้งกลับมาตลบหลังเท่านั้น
ร่างของคาลอสพุ่งเข้าไปยังเรือนหลักของตระกูลเดสมอนพร้อมกับผู้อาวุโสสามโดยไม่มีปิดบัง เขาต้องการจะจบเรื่องนี้ให้ได้เร็วที่สุด ตอนนี้เขากำจัดหัวหน้าตระกูลที่เป็นอเวกระดับเจ็ดไปได้คนหนึ่งแล้ว ที่เหลือน่าจะไม่มีอะไรเกินมือ
เพียงแค่ฆ่าผู้อาวุโสที่อยู่ฝั่งเดียวกับหัวหน้าตระกูลเสีย ทุกอย่างก็จะจบ และหากไอ้พวกที่ต้องการความร่วมมือจากเขามันเล่นตุกติกอะไร...หากได้เห็นความสามารถในการทำลายล้างระดับนี้แล้วยังไม่ทำตามข้อตกลง พวกมันก็คงโง่มากจนเกินทน
ฉะนั้นเขาได้เพียงแต่หวังว่าพวกนั้นไม่ควรจะโง่เกินไป กล้าคิดมาเล่นตุกติกอะไรกับเขา ไม่เช่นนั้นชีวิตเล็กๆ เขาพวกมันจะไม่มีเหลืออีกต่อไป!
ร่างของชายหนุ่มมุ่งหน้าต่อมาเรื่อยๆ โดยไม่สนใจสายตาที่มองมาของข้ารับใช้บางคน ในที่สุดก็เห็นเหตุการณ์วุ่นวายที่ด้านหน้า
“ข้าบอกให้เจ้าถอยออกไปเดี๋ยวนี้ ออกไปก่อนที่ข้าจะหมดความอดทน” เสียงของชายชราดังขึ้น ตวาดใส่คนตรงหน้าที่ขวางทางพวกเขาเอาไว้
“ข้าเข้าใจความเดือดเนื้อร้อนใจของท่านนะ ผู้อาวุโสหนึ่ง แต่ข้าปล่อยให้เจ้าเข้าไปทำลายการปลีกวิเวกของหัวหน้าตระกูลไม่ได้จริงๆ รู้หรือไม่ว่าการขัดขวางช่วงฝึกฝนพลังของอเวกระดับสูงมีโอกาสทำให้พลังตีกลับได้ ข้าเป็นห่วงหัวหน้าตระกูลอย่างยิ่ง ไม่อาจปล่อยให้เจ้าทำอะไรตามอำเภอใจ” ชายชราชุดดำพูดขึ้นด้วยเสียงเรียบนิ่งใจเย็น
“บัดซบ! เป็นห่วงกับผีมารดาเจ้าน่ะสิ! ร้อยวันพันปีข้าไม่เคยเห็นเจ้าเป็นห่วงหัวหน้าตระกูล ซ้ำยังหาเรื่องมาขัดแย้งกับข้าและหัวหน้าตระกูลได้ทุกวี่วัน อย่ามาทำพูดว่าเป็นห่วงให้น่าหัวร่อดีกว่า!” ชายชราอาภรณ์เหลืองที่ยืนอยู่ด้านข้างของชายชราคนแรกเปิดปากตวาดกลับไป
“ใจเย็นๆ ก่อนผู้อาวุโสสี่ เมื่อไหร่กันที่ข้าไม่เป็นห่วงหัวหน้าตระกูล ท่านอย่าได้ปากพล่อย” ชายชราชุดดำกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ เขาเป็นผู้ที่มีไอพลังต่ำที่สุดในกลุ่มผู้อาวุโสที่อยู่ที่นี่ แต่ด้วยศักดิ์ศรีความเป็นผู้อาวุโส ตัวเขาก็มีอำนาจอยู่ไม่น้อย
ดูจากสถานการณ์ดูเหมือนว่าชายชราชุดดำจะเป็นผู้อาวุโสห้า ส่วนฝั่งตรงข้ามที่ปะทะคารมกันอยู่คงจะเป็นผู้อาวุโสหนึ่ง อาวุโสสอง และคนสุดท้ายคืออาวุโสสี่ที่ยืนอยู่เงียบๆ คอยสังเกตสถานการณ์
ทั้งสองฝ่ายปลดปล่อยพลังออกมาปะทะกันอย่างดุเดือด หากยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป ต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งลงมือเป็นแน่
ในที่สุดก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งพุ่งตัวเข้ามาพร้อมอาวุธคู่ใจที่อยู่ในมือ สีหน้าของเขาสงบนิ่ง กระชับขวานในมือแน่น
“หืม เจ้าเป็นใคร?” ผู้อาวุโสหนึ่งตวาดเสียงดังทันทีที่เห็นชายหนุ่มคนนี้ปรากฏตัวขึ้น เหมือนว่าชายคนนี้จะเดินทางมาจากจุดที่มีเสียงอึกทึก หรือก็คือมาจากคฤหาสน์ส่วนตัวของหัวหน้าตระกูล บางทีสิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะเกี่ยวข้องกับชายคนนี้?
ชายหนุ่มผู้นั้นมองกลับไปเงียบๆ ไม่ได้โต้ตอบกลับไปแต่อย่างใด ขณะเดียวกันผู้อาวุโสสามก็พุ่งติดตามมาถึง ความเร็วของชายชราเครายาวดูจะน้อยกว่าชายหนุ่มอยู่เล็กน้อย