โคตรมวยไทยถล่มโลกเซียน

    ตอนที่ 117 สระสุริยันจันทรา

    “น้ำในสระสุริยันจันทรานี้ช่วยให้เจ้าเพิ่มพลังยุทธ์ได้ แต่ว่าเจ้าต้องลงไปแช่จุดที่ร้อนที่สุดฝั่งสุริยัน พอได้รับพลังถึงขีดสุดแล้ว เจ้าก็มาที่ฝั่งสระจันทรา เจ้าได้รับพลังที่มากกว่าใคร” หินเจ้าปัญญาเอ่ย ขจรก็พุ่งตัวไปตรงจุดที่ร้อนที่สุดทันที

    ทำให้ศิษย์วังน้ำทิพย์อ้าปากค้างตกใจยิ่ง

    “ แย่แล้วศิษย์พี่หลิง ถูกความร้อนฝั่งสระสุริยันเผาไหม้ตายแน่ๆ”

    “ ผู้อาวุโสหลิง หาใช่คนธรรมดาไม่ พวกเจ้าไม่ต้องกังวลไป รีบดูดซับพลังให้มากที่สุด ก่อนที่พวกสำนักอื่นจะขึ้นมา” รองเจ้าสำนักหลินรั่วฉีเอ่ยกับทุกๆ คน

    ขจรในตอนนี้พอลงมาในสระน้ำสุริยัน ความร้อนก็แทรกเข้าไปในร่างกายของเขารูขุมขนเปิดกว้าง พลังแห่งสุริยันไหลเข้าไปหลอมรวมกับ พลังเพลิงกิเลนในร่างของเขา ทำให้พลังแฝงของเขาทั้งสองหลอมรวมกันกลายเป็นขุมพลังแฝงใหม่  เรียกว่า พลังกิเลนไฟสุริยัน

    อ๊ากกกกกกกกกกก !!!

    ขจรระเบิดพลังกิเลนไฟสุริยันออกมา น้ำรอบตัวเขาลอยขึ้นบนท้องฟ้า มีเงากิเลนไฟ บินรอบๆ ตัวของขจร ศิษย์สำนักวังน้ำทิพย์ถึงกับ มองดูด้วยความตกใจ

    ยังไม่หยุดแค่นั้น ขจรยังลอยตัวเข้าไปตรงจุดกลางของสระจันทรา แล้วดำดึ่งลงไปใต้สระจุดกำเนิดพลังไอเย็น ซึ่งเป็นหินจันทรา ขจรนั่งสมาธิอยู่บนหินจันทราใต้น้ำ แสงแห่งจันทราไหลเข้ามารวมในร่างกาย สายน้ำรอบๆตัวขจรหมุนเป็นวงกลมพลังสุริยัน หลอมรวม กลับ พลังแห่งจันทรา  หน้าอกของขจรมีแสงออกมาเป็นรูปสัญลักษณ์แห่งสถาบันพรต รูปหยินหยางปรากฏ สีขาวเป็นพลังแห่งสุริยัน สีดำเป็นพลังแห่งจันทรา พลังทั้งสองหมุนติ้วๆ  อยู่กลางอกของขจร แล้วมันก็พุ่งขั้นไปบนท้องฟ้า กลายเป็นสัญลักษณ์หยินหยางครอบครุมไปทั่วสระ พลังยุทธ์ของเขาที่อยู่ในขั้นปราณพรหมยุทธ์ ก็พุ่งขึ้นไปอีกสองขั้น ผ่านพลังวิญญาณ พรหมยุทธ์ ผ่านเข้าไปที่พลังอัศวินพรหมยุทธ์อยู่ในระดับสูงสุดแล้ว

    ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงเข้ามาในหัวของขจรเพียงคนเดียวว่า

    “ ในที่สุด ก็มีคนรับพลังจักรวาลทั้งสองที่ข้าค้นพบจนได้  หวังว่าต่อไปเจ้าจะใช้พลังจักรวาลหยินหยางที่ข้ามอบให้ใช้ในเพื่อใช้ปกป้องผู้อ่อนแอ ปราบปรามคนชั่ว”

    “ ท่านเป็นใคร?” ขจรส่งเสียงย้อนกลับไป

    “ ข้าคือหลิงเป่าเทียนจุน  แต่ผู้คนเรียกข้าว่า เทพนครฟ้า ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

    “ หลิงเป่าเทียนจุน หนึ่งในสามมหาเทพเซียน ที่ค้นพบพลังจักรวาลหยินหยาง เจ้าโชคดีจริงๆ ”

    หินเจ้าปัญญาอธิบายให้ขจรได้ฟัง

    ทันใดนั้นเอง ประตูเทพนครฟ้า ก็เปิดออกมา มีคนของสำนักวังค้างคาว เดินเข้ามา10 คนที่เหลือไม่สามารถมาถึงที่นี่ได้

    “ ฮ่า ฮ่า ในที่สุดพวกเราก็มาถึงจนได้ สาวๆ วังน้ำทิพย์โอ้โห นี่พวกเจ้ายังอยู่กันครบเลยนี่”  เทพบุตรวังค้างคาวหวังเซียว เห็นสาวๆ อยู่ในสระสุริยันจันทราก็ตาโตเท่าไก่ห่าน มองด้วยความหื่นกระหาย ก่อนที่พวกมันกำลังจะเดินเข้าไป ขจรก็ลอยตัวมาขวางหน้าทุกคนไว้

    “ ไสหัวกลับไป สระสุริยันจันทราตอนนี้ คนของวังน้ำทิพย์ยึดครองเอาไว้เรียบร้อยแล้ว”

    “ ไอ้หนู นี่แกเป็นเจ้าของสระสุริยันจันทรา ตั้งแต่เมื่อไรกัน” หวังโค่ว รองเจ้าสำนักเอ่ยแล้วแสดงสีหน้าหยามหยันขจรยิ่ง

    “ ท่านอาโค่ว มันนี่แหละเคยจับ ค้างคาวเทพของเรามาปิ้งกันด้วย”

    “ อะไรนะ ดี วันนี้ข้าจะสั่งสอนมัน แล้วให้เจ้า จัดการกับ ธิดาเทพของวังน้ำทิพย์ซะเลย ดูซิต่อไป จะยินยอมแต่งกับเจ้าหรือไม่”

    “ ขอบคุณท่านอาโค่วล่วงหน้าขอรับ”

    หวังโค่ว เคลื่อนตัวเข้าใกล้ขจร แล้วกระแทกฝ่ามือค้างคาวพลังเซียนจักรพรรดิใส่ร่างของขจร อย่างรวดเร็ว แต่ขจรนั้นตอนนี้แม้พลังยุทธ์จะต่ำชั้นกว่า แต่ว่าเขามีพลังแฝงที่เปี่ยมล้น ใช้พลังเทพมิติ หลบออกไปด้านข้าง แล้วเข่าสวนเข้าที่กลางหน้าอกของ หวังโค่ว จนหวังโค่วถึงกันตาเหลือก ขณะจะโคจรพลังออกมาต้าน ก็ถูกขจรวาร์ปเข้ามา แล้วใช้ท่าหมัดปืนกลของพลังเทพมิติ  รัวใส่ลำตัวเป้าใหญ่ของ หวังโค่วไม่ยั้ง

    ร่างหวังโค่วที่ถูกอัด จนกระดูกหน้าอกป่นเป็นชิ้นๆ ไม่คิดว่าขจรจะร้ายกาจป่านนี้ ร่างค่อยๆ ร่วงหล่นไปกับพื้น สิ้นลมหายใจ ถูกส่งตัวไปนอกเขาเทพนครฟ้าทันที

    ส่วนเทพบุตรหวังเซียว กับลูกน้องอีกประมาณ 10 คนแก้ผ้าโทงๆ นำหน้าลูกน้องกำลังจะกระโดดลงน้ำ สาวๆ วังน้ำทิพย์ต่างร้องกรี๊ด กันลั่น ที่เจอคนอุบาทย์เช่นนี้

    ก่อนที่รองเจ้าสำนักจะลงมืออัดคนพวกนี้ ขจรก็วาร์ป ผ่านหน้าคนทั้งสิบ แล้วกรีดมีดเสือบินเข้าคอของพวกมันทุกคน  ร่างของพวกมันก็กลับไปสู่ภายนอกทันที

    เหลือแต่เทพบุตรหวังเซียว ที่มองขจรเหมือนเห็นผี

    “ แก ยังไม่ตายอีกหรือนี่ ท่านอาโค่วไปไหนแล้ว”

    “ ดีนะที่ โลกนี้ไม่มีการตายจริงๆ แต่ข้าไม่ปล่อยให้แกตายไปง่ายๆ หลอกเว้ย”

    ขจรเคลื่อนไหวเข้าใกล้ เทพบุตรหวังเซียว เกร็งพลังปล่อยฝ่ามือค้างคาวใส่ แต่ถูกขจบใช้เท้าตวัดเตะเข้าชายโครง ถึงกับสะดุ้ง รีบถอยห่างแต่ขจรยังพุ่งตัวเข้ามาหาแล้วเตะตัดขา ทำให้เทพบุตรหวังเซียวถึงกับเดินขาเป๋ พยายามจะปล่อยพลังค้างคาวเข้ากระแทกหน้า แต่ถูกถีบเข้าท้องน้อย ถึงกับจุกลงไปนั่งกับพื้น ขจรเข่าเสยเข้าปลางคางลอยลิ่วกลางอากาศ แล้วกระโดนลังกาเตะแบบตะกล้อ เข้าพวงสวรรค์ของมันที่ลอยคว้าง  ตูม !!

    เทพบุตรหวังเซียวสะดุ้งเฮีอก เอามือจับพวกสวรรค์ของตนหน้าเขียว คุกเข่าต่อหน้าขจรอีกครั้ง คราวนี้ขจร ตวัดเตะเข้าก้านคอ เทพบุตรหวังเซียวถึงกับคอหัก

    ตายไปอย่างน่าสยดสยอง แต่ก็ไปเกิดใหม่ที่ด้านนอกภูเขาทันที

    ทันใดนั้นเอง ประตูเทพนครฟ้า ก็ถูกเปิดออกมาอีก เป็นคนของสำนักวังทักษินผ่านเข้ามา ห้าคน มีรองเจ้าสำนักป๋อคุณ อ๋องน้อยทักษิน และคนสนิทอีกสามคนเดินเข้ามา

    “ มันนี่แหละท่านอาจารย์ ที่ลอบทำร้ายข้าลับหลัง ทำให้ข้าไม่ทันได้ชักดาบมังกรทองออกมาเลย ทำให้ข้าพ่ายแพ้ต่อมัน” อ๋องน้อยรีบเอ่ยทันที ที่เห็นหน้าของขจร

    “ จัดการมันเลย ข้าอยู่ตรงนี้แล้วมันไม่กล้าเล่นตุกติกแน่ๆ”

    “ ได้เลยท่านอา ข้าจะจัดการกับมันด้วยตัวเอง”

    อ๋องน้อย ชักดาบมังกรทองออกมา มีวิญญาณมังกรเลื้อยอยู่รอบๆ ดาบมังกรทองจริง อย่างที่ร่ำลือกัน ขจรมองเห็นแล้ว ก็ไม่ได้กลัวอะไร เห็น อ๋องน้อย กระโจนจับดาบสองมือ พุ่งเข้ามากะฟันหัวของเขาให้แบะออกเป็นสอง ขจรก็ไม่ได้ประมาท

    ปล่อยมีดเสือบินพุ่งออกไป ปักเข้าที่สองแขนของ อ๋องทักษิน ทำให้ไม่สามารถถืดดาบมังกรทองได้ ปล่อยให้หลุดมือ มาปักตรงหน้าขจรพอดี

    “ แก..เล่นสกปรกนี่” อ่องน้อยกำลังจะด่าขจร แต่ไม่ทันแล้ว ขจรเตะดาบมังกรทองพุ่งเข้าลำตัวของ อ๋องน้อยทันที แต่ทว่า อาจารย์ป๋อคุน พุ่งตัวมาจับดาบมังกรทองเอาไว้ได้ทัน

    “ ฮึ่ม..แกนี่เจ้าเล่ห์นักใช่ไหม วันนี้ข้าจะสั่งสอนคนเจ้าเล่ห์อย่างแกเอง”

    อาจารย์ป๋อคุนใช้พลังขั้นมหาเซียน ปล่อยออกมากดดันขจรเอาไว้ ซึ่งปกติแล้วในเขาเทพนครฟ้านี้ จะมีพลังธรรมชาติคอยป้องกัน ไม่ให้ใครใช้พลังถึงขั้นมหาเซียนเพื่อให้การแข่งขันเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย แต่ว่าอาจารย์ป๋อคุนนั้นมีเครื่องรางที่ใช้ต่อต้านค่ายกลธรรมชาติเอาไว้ จึงสามารถใช้พลังมหาเซียนของตนได้

    ขจรถูกพลังขั้นมหาเทียนปล่อยออกมากดดัน ถึงกับหยุดชะงักด้วยความแปลกใจ แต่ก็รีบคลายพลังสะกดอย่างรวดเร็ว แล้วในหัวของเขาก็มีเสียงของเทพนครฟ้าบอกออกมาว่า

    “ เจ้าผู้นี้กล้าฝืนกฏที่ข้าสร้างเอาไว้ เจ้าสามารถใช้พลังของ เขาเทพมังกรฟ้านี้จัดการกับมันได้ อย่างไม่มีขีดจำกัดผ่านพลังหยินหยางที่เจ้ามี”

    และแล้วก็มีพลังมหาศาล พุ่งเข้ามาในร่างของขจร ท้องฟ้ามีรูปหยินหยางปิดไปทั่วท้องฟ้า

    “ ตาเฒ่า เจ้าฝ่าฝืนกฏห้ามใช้พลังมหาเซียน ข้านี่แหละ จะเป็นคนลงโทษเจ้าเอง”

    “ เฮอะ อย่างเจ้าเนี่ยนะ”

    อาจารย์ป๋อคุณปล่อยพลังมหาเซียนทั้งหมดออกมาเป็นรูปฝ่ามือ ปล่อยออกไปพุ่งใส่ร่างของขจร ที่คิดว่าโดนกดดันไม่อาจเคลื่อนไหวได้ 

    “ พลังฝ่ามือทักษินา”

    แต่อาจารย์ป๋อคุนคิดผิด ขจรกลับเคลื่อนไหวได้ แล้วปล่อยพลังฝ่ามือสวนออกไปเช่นกัน ใจกลางฝ่ามือ มีรูปหยินหยางขาวดำ 

    “ พลังฝ่ามือหยินหยางเทพนครไฟ” 

    ฝ่ามือทั้งสองปะทะกัน ฝ่ามือทักษินาสูญสลายหายไปสิ้น แต่ฝ่ามือหยินหยางกลับพุ่งทะลวงผ่านร่างของ อาจารย์ป๋อคุน จนร่างค่อยๆ แตกร้าวกลายเป็นเถ้าธุลีหายไป

    “ อาจารย์”

    อ๋องน้อยทักษินกับลูกน้องอีกสามคน คิดจะวิ่งหนี แต่ไม่ทันแล้วมีฝ่ามือใหญ่ตรงกลางมีสัญลักษณ์หยินหยาง ลอยมากระแทกใส่ทั้งหมดจนแบนติดดิน ทั้งหมดถูกส่งออกไปด้านนอกภูเขา

    แล้วประตูก็เปิดออกมาอีกครั้ง คราวนี้ มีคนผ่านเข้ามาสามคน เป็นเทพบุตรและเทพธิดาของ วงนพเก้า แล้วรองเจ้าสำนักวังนพเก้า

    “ คำนับท่านรองเจ้าสำนักหลิน ข้ารองเจ้าสำนักวังนพเก้าเฟยหลาง ขอให้ศิษย์ทั้งสองเข้าไปเพื่อแช่ตัวในน้ำศักดิ์สิทธิ์ได้หรือไม่”

    รองเฟยหลาง เป็นชายหนุ่มวัย 40 ปี ดูหนุ่มแน่นหน้าหล่อเหลา เจรจามีมารยาท

    ท่านรองเจ้าสำนักหลินรั่วฉี แช่ตนเสร็จแล้วเลยเดินออกมา พร้อมมองไปที่ขจรเพื่อสอบถามความคิดเห็น

    ขจรเองก็พยักหน้าแล้วแต่รองเจ้าสำนักหลินรั่วฉีตัดสินใจ

    “ ท่านรองเจ้าสำนักเฟยหลาง ท่านเหลือศิษย์เพียงสองคนเท่านั้นเองหรือ?”

    “ พอดีข้าด้อยความสามารถ ไม่อาจช่วยพวกเขาได้ ละอายใจยิ่งนัก”

    แล้วทันใดนั้น ศิษย์ของสำนักวังน้ำทิพย์ ก็แช่ตัวกันเสร็จหมดแล้ว ก็ขึ้นจากสระสุริยันจันทรา เดินออกมาจนครบ ทั้งสามคนถึงกับตื่นตะลึง ไม่คิดว่าศิษย์วังน้ำทิพย์จะอยู่กันจนครบ แล้วได้รับพลังกันอย่างเต็มที่กันทุกคน

    “พวกท่านทำได้อย่างไรกันนี่”

    “ พวกเราโชคดีมากกว่า เชิญท่านพาพวกเขาไปแช่สระสุริยันจันทราได้ พวกเราได้รับพลังสุริยันจันทรา มากพอแล้ว คงต้องขอตัวกลับเสียที”

    ก่อนที่จะเดินออกมา เทพบุตรของวังนพเก้าก็เอ่ยออกมาว่า

    “ รอก่อนท่านรองเจ้าสำนัก ก่อนที่ข้าขึ้นมา ข้าเห็นคนของวังค้างค้าว กับ วังทักษินขึ้นมาก่อนพวกเรา พวกเขาไปไหนแล้วตอนนี้”

    “ คนพวกนั้น ถูกศิษย์ของเราจัดการออกนอกภูเขาไปจนหมดแล้ว” ท่านรองเจ้าสำนักหลินรั่วฉีปรายสายตามาที่ขจร เหมือนจะบอกว่า เขาเป็นคนทำ

    “ พี่ชายท่านนี้คือ?”

    “ ข้าหลิงเทียน”

    “ หรือว่า ท่านเป็นคนจัดการกับ คนเหล่านั้นทั้งหมด?”

    “ ใช่ ข้าเอง” ขจรไม่มีปิดบัง แต่ก็ไม่รู้ไอ้หมอนี่จะถามไปทำไม

    “ ข้าเฟยเจี้ยน ใฝ่ฝันท้าสู้ยอดยุทธ์รุ่นเดียวกัน มาตลอดสิบปี ไม่เคยพ่ายแพ้ใครมาก่อน หากศิษย์พี่หลิงไม่รังเกียจ ข้าขอท้าประลองกับท่านสัก สองสามกระบวนท่า”

    “ เฟยเจี้ยน อย่าเสียมารยาท เจ้ามีพลังขั้นเซียนอัศวิน แต่เขาเพิ่งจะมีพลังแค่ขั้นอัศวินพรหม์ยุทธ์  ห่างกันถึง 1 อาณาจักร เป็นการเอาเปรียบเขามากเกินไปแล้ว หากคิดสู้ เจ้าต้องลดพลังลงมาให้เท่ากับเขาก่อนจะดีกว่า”

    “ พวกท่านไม่ต้องห่วงเรื่องนั้น ศิษย์หลิงเทียนของเรา ไม่ใช่คนธรรมดา แม้นพลังยุทธ์เขาอ่อนด้อย แต่เขามีพลังแฝงที่ลึกล้ำ หากอยากต่อสู้กันจริงๆ ก็เชิญได้ ไม่ต้องลดพลังอะไรให้เขาเลย” รองเจ้าสำนักหลินรั่วฉี ได้ยินแล้วก็เริ่มหมั่นไส้ เลยพูดแทน ขจรไปเลย

    “ ข้าเฟยเจี้ยน ขอให้ศิษย์พี่หลิงเทียน ช่วยชี้แนะด้วย”

    ขจรจำใจเดินออกมา แล้วพูดคำว่า

    “ อยากต่อสู้ ก็เริ่มกันได้เลย จะได้ไม่เสียเวลา”

    ขจรพูดจบ ก็ปล่อยพลังเทพมิติออกมา เฟยเจี้ยนชักกระบี่สีขาวออกจากฝักมีประกายกระบี่พุ่งออกมาเป็นแสง ขจรใช้พลังเทพมิติหยุดเวลาเอาไว้ได้ตอนนี้ 3 วินาที บรรยากาศรอบๆ นั่นหยุดการเคลื่อนไหว

    “ เท่านี้ก็คงจะพอ”

    ขจรเคลื่อนตัวผ่านเข้าไป กระทุ้งเข่าเข้าใส่หน้าอกของเฟยเจี้ยน ร่างของเฟยเจี้ยนลงไปนอนจุกกับพื้น  บรรยากาศรอบๆ กลับมาเป็นปกติ แต่เฟยเจี้ยนรูปหล่อสำอางตอนนี้ลงไปนอนกระอักเลือด อยู่กับพื้น กุมหน้าอกแน่นพูดไม่ออก ลุกไม่ขึ้น

    ทุกคนมองไม่ทัน ไม่มีใครเห็นว่า เฟยเจี้ยนโดนอะไร ได้แต่เห็นเฟยเจี้ยนลงไปนอนสภาพนี้แล้ว

    “ เจ้าแพ้แล้ว พวกเรากลับกันเถอะ”

    ขจรกับ ศิษย์สำนักวังน้ำทิพย์ ก็เดินตามขจรออกจากเขาเทพนครฟ้าไป ทันที

    เทพบุตรเฟยเจี้ยนหายจุกก็รีบถามทันทีว่า

    “ อาจารย์อา ข้าถูกอะไรกระแทกใส่ ท่านเห็นหรือไม่?”

    “ ไม่เห็น ชายผู้นี้เคลื่อนไหวราวกับฉีกมิติออกมาได้ ช่างน่ากลัวยิ่งนัก บางทีคนของสองสำนักเหล่านั้น ก็ได้สู้กับเขาแล้ว และถูกสังหารจนต้องออกจากที่แห่งนี้ไป น่ากลัวจริงๆ พวกเรารีบเข้าไปในสระสุริยันจันทรากันเถอะ โชคดี ที่เราไม่ได้เป็นศัตรูกับพวกเขา มิเช่นนั้น คงไม่ได้ดูดซับพลังสุริยันจันทราแน่”

    ด้านนอกเขาเทพนครฟ้าในตอนนี้ สองสำนักต่าง หันมามองเจ้าสำนักวังน้ำทิพย์ด้วยความโกรธแค้น แต่ว่าทำอะไรไม่ได้ เพราะว่า ด้านในนั้น เป็นเรื่องของศิษย์และคนคุม ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น ทุกคนต้องยอมรับ

    พอศิษย์ของวังน้ำทิพย์ออกมา ศิษย์ของอีกสองสำนัก ก็ต่างจะเข้ามาเอาเรื่อง

    แต่พอเห็นขจร เดินออกมาขวาง ก็ไม่มีใครกล้าหือ อีกเลย

    “ นึกไม่ถึงปีนี้ ศิษย์สำนักวังน้ำทิพย์จะโดดเด่นเช่นนี้ ฝากเอาไว้ก่อน อีกสามปี พวกเราต้องได้เจอกันแน่” สำนักวังค้างคาว กับ สำนักวังทักษิน ต่างก็สะบัดหน้าเดินทางกลับกันไปในทันที

    “ ขอบคุณท่านผู้อาวุโสหลิง นี่คือ หยดน้ำทิพย์ศักดิ์สิทธ์ของเรา”

    ขจรรับมอบมาแล้วก็ถือว่าหมดภารกิจเสียที ขณะกำลังจะกล่าวลากับทุกๆ คน

    ธิดาเทพก็เป็นตัวแทนศิษย์วังน้ำทิพย์ทั้งหมด เข้ามากล่าวคำขอบคุณ ซึ่งตอนนี้นางได้พลังเพิ่มขึ้นมาถึงสองขั้น เป็นขั้นเซียนอัศวินแล้ว

    “ ขอบคุณศิษย์พี่ที่ได้ช่วยเหลือพวกเรา วันใดหากศิษย์พี่กลับมาอีก ศิษย์วังน้ำทิพย์และว่านเอ๋อ ยินดีต้อนรับท่านเสมอ”

    “ ข้าต้องกลับไปรักษาคน มีโอกาสข้าจะแวะมาเยี่ยมใหม่” พลันมีสายลมพัดวูบหนึ่งพัดพาเอาผ้าปิดหน้าของ ธิดาเทพว่านเอ๋อออกไป ทำให้ขจรได้เห็นหน้าว่านเอ๋อชัดๆ ถึงกับรำพึงออกมาว่า

    “อาหง” 

    ที่แท้อาหงภรรยาของซ่านจื่อในอดีตก็กลับมาเป็นธิดาเทพของ วังน้ำทิพย์หรือนี่

    ขจรสะบัดหัวไม่คิดอะไร เรื่องชาติก่อนก็ให้มันผ่านไป แล้วประสานมือ อำลาทุกคน แล้วพุ่งตัวขึ้นไปบนอากาศกลายเป็นนกเหยี่ยวบินไปที่ประตูเซียน เพื่อกลับโลกมนุษย์ทันที....

    คล้ายกับเรื่องโคตรมวยไทยถล่มโลกเซียน ที่คุณอ่าน