ตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book)

    บทที่3 ตอนที่ 5 บททดสอบของสุสาน

           “แล้วเจ้า...ยังสู้ได้ใช่หรือไม่ หากไม่มีสัตว์อสูร” ไป๋หลันฮวาถาม เพราะอีกฝ่ายเป็นนักฝึกสัตว์ที่แข็งแกร่ง แต่กลับไม่อาจใช้สัตว์อสูรภายในสุสานแห่งนี้ได้ เท่ากับว่าความแข็งแกร่งจะหายไปอย่างมหาศาล

            “ข้ายังสู้ได้แน่นอน อย่างน้อยข้าก็ยังเป็นมือกระบี่ที่บรรลุระดับจิตกระบี่ ความเชี่ยวชาญกระบี่ของข้ายังอยู่สูงกว่ามาตรฐานคนทั่วไป และข้ายังสามารถใช้วิชายันต์และชิกิงามิได้เช่นเดิม” อูหลินเฟิงกล่าว แต่ถึงอย่างนั้นภายในใจของเขาก็เกิดความกังวลอยู่ดี สายพลังทั้งสามด้านที่เขามี ลมปราณ จิต วิญญาณ

    พลังจิตและพลังวิญญาณเป็นพลังที่เขาถนัดที่สุด แต่ก็เป็นพลังที่ฟื้นฟูพลังได้เชื่องช้ายิ่งนัก หากเทียบกับลมปราณเมื่อใช้ออกไปห้าส่วนอาจใช้เวลาฟื้นฟูประมาณสามสิบนาที แต่หากใช้พลังจิตและพลังวิญญาณจะเสียเวลามากว่าหนึ่งชั่วโมงในการฟื้นฟูพลังจนกว่าจะเต็ม ยิ่งตอนนี้การเชื่อมต่อกับดอกปทุมปรโลกก็ถูกตัดเช่นกัน ทำให้แหล่งเติมพลังวิญญาณถูกตัดออกไปด้วย หลังจากนี้เขาจะต้องใช้พลังวิญญาณอย่างระมัดระวัง ไม่อาจใช้มากเกินไปได้ แต่ในขณะเดียวกันพลังที่สามารถฟื้นฟูได้ไวที่สุดกลับเป็น ลมปราณ สายพลังที่อ่อนที่สุดจากสายพลังทั้งสาม

            “ก็ถือว่ายังดีที่เจ้ามีความสามารถหลากหลาย” ไป๋หลันฮวากล่าว นางถามไปเช่นนั้นแต่ก็ไม่ได้เป็นห่วงอีกฝ่ายมากมายนัก เพราะดูจากการวิธีการต่อสู้ของอีกฝ่ายที่เคยใช้กับนาง หากเกิดการต่อสู้ขึ้นมาจริงๆ อีกฝ่ายย่อมไม่ออกไปสู้เองง่ายๆแน่ คงใช้นางหรือไม่ก็เซี่ยชิงเอ๋อร์ออกไปสู้ก่อนเพื่อวิเคราะห์พลังของศัตรู

            “ยินดีต้อนรับเข้าสู่สุสานของข้า....คงหมิง” ในตอนนั้นเองเสียงอันทรงพลังดังขึ้นภายในอากาศ คิดว่านี่คงเป็นเสียงของเศษเสี้ยวดวงวิญญาณอันยิ่งใหญ่ของเทพกระบี่ในอดีต ที่ถูกสลักไว้ยังสุสานแห่งนี้เพื่อรอคอยคนที่จะมาค้นหามรดกภายในสุสานแห่งนี้

            “หากคิดจะครอบครองมรดกที่ข้าทิ้งไว้ ก็จงตามหากันเอาเองภายในสุสานแห่งนี้ แล้วแต่โชควาสนาและความสามารถของพวกเจ้าจะสามารถหาพวกมันพบได้หรือไม่” เสียงอันทรงพลังได้กล่าวผ่านอากาศขึ้นมาอีกครั้งหลังจาก ใต้เท้าของทุกคนต่างมีแสงสว่างเกิดขึ้นสร้างความตกใจให้แก่ทุกคนเป็นอย่างมาก

            “ค่ายกลเคลื่อนย้าย??” อูหลินเฟิงกล่าว ความรู้สึกนี้เป็นความรู้สึกเดียวกับตอนที่อูหลินเฟิงใช้ค่ายกลของตระกูลโอวหยางเคลื่อนที่ คงเป็นค่ายกลเคลื่อนย้ายของเทพกระบี่แน่นอน ทันทีที่แสงปรากฏที่ใต้เท้า ทั้งอูหลินเฟิง เซี่ยชิงเอ๋อร์ และ ไป๋หลันฮวา ต่างพยายามเคลื่อนตัวเข้าหากันเพื่อที่จะคว้าตัวกันไว้ให้ได้เร็วที่สุด  แต่ว่ามีเพียงอูหลินเฟิงและเซี่ยชิงเอ๋อร์เท่านั้นที่คว้าตัวกันได้ก่อนที่ค่ายกลจะทำงาน  ส่วนไป๋หลันฮวาที่อยู่ไกลที่สุดไม่อาจกลับมาคว้าทั้งสองได้ทัน แสงสว่างสว่างขึ้นส่งคนทั้งหลายร้อยเกือบหนึ่งพันคน ถูกส่งกระจายไปยังที่ต่างๆ ภายในสุสานของเทพกระบี่

            ..

            “ที่นี่ที่ไหนกัน” ทันทีที่ลืมตาออกมาหลังจากแสงสว่างได้หายไป ไป๋หลันฮวาได้มองไปรอบๆ กับสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยสหายร่วมกลุ่มสองคนของตนเอง หายไปอย่างง่ายดาย

            “โอ้ นี่แม่นางน้อยที่ไหนกัน” เสียงของนักสู้ระดับหกผู้หนึ่งได้ดังขึ้นหลังจากที่สังเกตเห็นตัวของไป๋หลันฮวา ทันทีที่เขาได้เห็นใบหน้าอันงดงามของไป๋หลันฮวา ได้ตรงเข้ามาหานางทันทีกล่าวกับนางด้วยแววตาที่หื่นกระหาย

            “เจ้าควรรีบไปก่อนที่จะเจ็บตัว” เสียงของไป๋หลันฮวากล่าวขึ้นมาอย่างเย็นชาและแฝงด้วยน้ำเสียงที่อารมณ์เสียของนาง ตอนนี้นางอารมณ์เสียอย่างมากที่ต้องพลัดหลงกับกลุ่ม

            “แหมๆ ทำไมถึงรีบปฏิเสธอย่างนั้นล่ะ สาวน้อย ไม่มาสนุกกับข้าหน่อยหรือ” นักสู้คนนั้น พร้อมๆ กับที่พยายามเดินเข้ามาใกล้ไป๋หลันฮวา แต่ว่าเขากลับโดนสะกิดจากด้านหลังก่อนที่จะได้เข้าไปใกล้มากกว่านี้

            “นี่พี่ชาย สุภาพบุรุษไม่ควรที่จะคุกคามสตรีเช่นนั้น” เสียงของลี่เจียงได้กล่าวออกมา เขาและอูหมินจิงได้ถูกส่งมาใกล้ๆ กับไป๋หลันฮวาและชายตรงนี้ ในตอนที่เขาพยายามจะเดินสำรวจกับได้ยินเสียงของชายคนนี้ดังขึ้นมาก่อน ตอนแรกเขาพยายามจะเดินหาคนเพื่อที่จะหาสมาชิกร่วมทางแต่ว่า ได้มาพบว่าชายตรงหน้าพยายามคุกคามสตรีนางหนึ่ง

            “แล้วเจ้าเป็นใคร... เป็นเพียงนักสู้ระดับห้า สองคน คิดจะท้าทายนักสู้ระดับหกอย่างข้างั้นหรือ” ชายคนดังกล่าวหันมาตะคอกใส่ลี่เจียงอย่างหัวเสีย ในตอนนั้นเองที่อูหมินจิงได้สะกิดให้ลี่เจียงดูใบหน้าของสตรีที่สวมชุดฟ้าให้ชัดเจน เมื่อลี่เจียงสังเกตดีๆ จึงพบว่าสตรีคนนั้นคือไป๋หลันฮวา

            “พี่ชายข้ามาช่วยท่านด้วยความหวังดี เกรงว่าหากท่านไปยุ่งกับคุณหนูท่านนี้ ท่านคงจะศพไม่สวยอย่างแน่นอน” ลี่เจียงกล่าว เขาก็ไม่นึกไม่ถึงว่าสตรีที่ตนคิดจะช่วยคือไป๋หลันฮวา เมื่อเขาทราบจึงคิดว่าควรช่วยชายตรงหน้ามากกว่า

            “อะไรแม่นางน้อยแบบนี้หรือ จะทำอะไรดะ…” ยังไม่ทันที่เขาจะกล่าวจบ เสียงพิณได้ดังขึ้นหนึ่งจังหวะ

            วิชาสำเนียงเก้าชั้น บทเพลงที่ห้า สดับเสียงนิทรา

    ทันทีที่เสียงพินดังขึ้นนักสู้ตรงหน้าก็หลับไปทันที จากนั้นคนตรงหน้าก็สลบลงไปทันที แต่ว่าใบหน้าของเขา กลับแสดงความทรมานออกมาราวกับกำลังฝันร้ายอยู่

            “พวกเจ้าเองนั้นหรือ” ไป๋หลันฮวาเองก็สามารถจำทั้งสองได้ว่าเป็นคนกลุ่มเดียวกับอูหลินเฟิงในงานประลองล่าอสูร

            “ยินดีที่ได้พบคุณหนูไป๋/ “ยินดีที่ได้พบคุณหนูไป๋” ลี่เจียงและอูหมินจิงกล่าวออกมาพร้อมกัน

            “ตอนนี้ข้าพลัดหลงกับกลุ่ม จะเป็นไปได้หรือไม่ที่จะเข้าร่วมกลุ่มของพวกเจ้า” ไป๋หลันฮวาถาม แม้จะรู้จักอีกฝ่ายเพียงผิวเผิน แต่นางกลับคิดว่าคนทั้งสองสามารถเชื่อใจได้ เพราะนางเองก็เคยเดินทางกลับสองคนตรงหน้าในระยะเวลาสั้นๆ ในเทือกเขาหมื่นอสูร

            “ยินดีเป็นอย่างยิ่ง หากได้คนแข็งแกร่งอย่างท่านเข้าร่วมการสำรวจสุสานครั้งนี้” อูหมินจิงกล่าว เขายินดีที่จะมีคนแข็งแกร่งมาร่วมกลุ่ม

            “ข้าเองก็คิดอย่างนั้นเช่นกัน” ลี่เจียงกล่าวเสริม

    เมื่อตกลงร่วมกลุ่มกันได้แล้วไป๋หลันฮวานำพิมพ์ของตัวเองขึ้นมา เริ่มบรรเลงเพลงของตัวเอง วิชาสำเนียงเก้าชั้น บทเพลงที่หก สดับฟังสรรพสิ่ง เสียงของพิณกระจายไปทั่ว นางอาศัยคลื่นเสียงที่สะท้อนกันไปมาสร้างเป็นภาพแผนที่ภายในหัว

            “ใหญ่โตมาก” ไป๋หลันฮวากล่าวออกมาอย่างตกใจ คลื่นเสียงของนางแม้จะสามารถสร้างแผนที่คร่าวๆ ได้แต่ว่าไม่สามารถส่งไปทั่วทั้งสุสานได้ ทำได้เพียงสร้างแผนที่รอบๆ ตัวไม่ไกลมากเท่าไหร่นัก

            ..

            ..

            “ที่ไหนกัน” เซี่ยชิงเอ๋อร์กล่าวขึ้นมาหลังจากที่แสงสว่างได้หายไป เมื่อลืมตาขึ้นมาพบว่าบริเวณนี้มีนาง อูหลินเฟิง นักสู้ระดับห้าและหกเกือบห้าสิบหรือหกสิบคน จอมยุทธ์อีกหลายสิบคน มีจอมยุทธ์ชุดฟ้าที่ได้เข้ามายังสุสานเป็นคนแรก และชนชั้นราชันอีกเกือบหกคน หนึ่งในนั้นมีราชันชุดแดง ราชันกระบี่สังหาร ที่คอยยุยงคนให้สังหารกันแต่ตนเองกลับสามารถเข้ามายังสุสานได้ คนพวกนี้ก็ถูกส่งมาอยู่บริเวณเดียวกับเขาเช่นกัน ตอนนี้พวกเขามาอยู่ที่โถงขนาดใหญ่กว่าเดิมและยังมีทางเดินไปอีกหลายทางคนทั้งหมดต่างยืนงงอยู่กลับที่ หลายคนที่มาพร้อมสหายถูกแยกกันโดยไม่ทันตั้งตัว

            “ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน..มีแต่ต้องเดินสำรวจเราถึงจะทราบได้” อูหลินเฟิงกล่าว พร้อมๆ กับที่เขาสร้างชิกิงามิระดับต่ำ ชิกิงามินกกระจอกขึ้นมาหลายสิบตัว ส่งตัวออกไปสำรวจเส้นทางไว้ก่อนในขณะที่หลายคนยังยืนงงอยู่

    แผนที่อันใหญ่โตของสุสานได้ถูกสร้างภายในหัวของอูหลินเฟิง ชิกิงามินกกระจอกต่างบินสำรวจอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งมีชิกิงามิโดนทำลายลงไป ภาพก่อนโดนทำลายถูกส่งมาในหัวของอูหลินเฟิง ภาพนั้นทำให้สีหน้าของอูหลินเฟิงเปลี่ยนทันที

            'ถึงกับมีสิ่งมีชีวิตระดับนี้เชียวงั้นหรือ'อูหลินเฟิงคิดอย่างตื่นตะลึง

    แต่ในตอนนั้นเองเขาก็คิดบางอย่างออกมาได้ การปรากฏตัวของสุสานเทพกระบี่คงหมิง เกิดขึ้นโดยอาศัยวิชาค่ายกลจากฉายา เจ้าแห่งค่ายกล ถ้าหากว่าสิ่งที่ทำลายชิกิงามิของเขาคือหนึ่งในบททดสอบของสุสานแห่งนี้เท่ากับว่าเขาต้องชนะสิ่งที่ทำลายชิกิงามิของเขาเมื่อสักครู่

            “เกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นหรือ??” เซี่ยชิงเอ๋อร์ที่เห็น ใบหน้าของอูหลินเฟิงเปลี่ยนแปลงไปจึงได้ถามออกมา อูหลินเฟิงที่ได้ยินก็พยายามเดินเข้ามาใกล้ๆ แล้วทำเป็นกระซิบกับเซี่ยชิงเอ๋อร์ว่า

            “เส้นทางที่อยู่ข้างหลังซ้ายมือ สุดปลายทางของเส้นทางนั้นมีสัตว์อสูรโบราณเฝ้าประตูบานหนึ่งอยู่เป็นไปได้ว่าประตูบานนั้นอาจเป็นเส้นทางที่ถูกต้องหรือเป็นเส้นทางที่ซ่อนมรดกบางอย่าง เช่นพวก.....” อูหลินเฟิงที่พยายามพูดเสียงเบาแล้วแต่ว่าเขายังพูดไม่ทันจบ ผู้ฝึกยุทธ์ทั้งหมดเกือบหกสิบชีวิตที่แอบฟังบทสนทนานั้นอยู่ต่างพุ่งตรงไปยังเส้นทางที่ได้ยิน

            “มรดกนั้นต้องเป็นของข้า!!....ไม่ว่าจะเป็นสัตว์อสูรอะไรข้าจะฆ่ามันให้หมด” นักสู้คนหนึ่งที่ออกตัวเร็วที่สุดได้กล่าวออกมา

            “ไม่มรดกนั้นต้องเป็นของข้าเท่านั้น!!” คราวนี้เป็นเสียงของจอมยุทธ์อีกผู้หนึ่งดังขึ้นพร้อมกับเร่งความเร็วแซงนักสู้ที่ออกตัวได้ไวที่สุดไป ผู้ฝึกยุทธ์แต่ละคนต่างพยายามเร่งความเร็วสูงสุดของตัวเองเพื่อให้ไปถึงปลายทางให้ไวที่สุด

            “เจ้าต้องการให้พวกนั้นได้ยินใช่หรือไม่” เซี่ยชิงเอ๋อร์ถาม นางที่เคยเห็นการต่อสู้ของอีกฝ่ายย่อมรู้นิสัยบางอย่างของอูหลินเฟิงคนรอบคอบแบบนี้  ย่อมไม่มีทางพูดออกมาด้วยเสียงอย่างแน่นอน หากเป็นเรื่องที่สำคัญควรส่งเสียงผ่านลมปราณมาแล้ว การที่พูดออกมาแบบนี้ทางเดียวที่เป็นไปได้คือต้องการให้คนอื่นได้ยินแล้วไปสู้แทน

            “ถูกต้อง ข้าเพียงแค่อยากรู้ว่าที่ปลายทางนั้นนอกจากสัตว์อสูรตัวนั้นแล้ว จะยังมีกับดักอื่นอีกหรือไม่” อูหลินเฟิงตอบ เขาที่ได้เห็นร่างของสัตว์อสูรตนนั้นย่อมไม่คิดว่ากลุ่มคนทั้งร้อยกว่าคนที่พยายามไปยังเส้นทางนั้นจะสามารถล้มสัตว์อสูรตัวนั้นได้ต่อให้ร่วมมือกันก็ตาม

            “สัตว์อสูรที่เจ้าเห็น คือตัวอะไรงั้นหรือ” เซี่ยชิงเอ๋อร์ถาม

            “หนึ่งในสิบฉายาที่เทพกระบี่คงหมิงได้รับ มีฉายาที่ถูกเรียกว่า ผู้สังหารมังกร” อูหลินเฟิงกล่าวเพียงเท่านั้น อูหลินเฟิงสามารถเห็นดวงตาที่เบิกกว้างของผู้ฟังได้อย่างดี

            “มังกร!! เจ้าจะบอกว่าที่ปลายทางนั้นมีสัตว์อสูรอย่างมังกรงั้นหรือ” เซี่ยชิงเอ๋อร์ ถามอย่างตกตะลึงมังกรคือสัตว์อสูรสายเลือดโบราณ และยังเป็นสายพันธุ์ของสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งที่สุดมีความแข็งแกร่งทั้งระดับกายจิตและวิญญาณ

            “ถูกต้อง จุดที่เหล่านักสู้กำลังมุ่งตรงไปด้วยความโลภถูกปกป้องไว้ด้วย มังกรเหมันต์ จอมอสูรขั้นต้นที่มีสายเลือดโบราณอันแข็งแกร่ง เป็นมังกรแบบเดียวกันกับที่เทพกระบี่คงหมิงเคยสังหารตอนที่ตัวเขามีระดับเพียงแค่นักสู้ระดับหกขั้นต้นเท่านั้น” อูหลินเฟิงอธิบาย ตัวเขาเองรับรู้ความแข็งแกร่งของสัตว์อสูรตัวนี้ ตั้งแต่ที่ชิกิงามิโดนทำลายอย่างง่ายดายแล้ว แต่เขายังไม่รู้ว่าแถวๆ นั้นจะมีกับดักอื่นอีกหรือไม่ จึงได้ทำเป็นพูดเบาๆ ราวกับต้องการ ให้เซี่ยชิงเอ๋อร์ได้ยินเพียงผู้เดียว แต่การกระทำแบบนั้นย่อมต้องสร้างความสงสัยให้กับเหล่านักสู้ที่เห็นเขาสร้างชิกิงามิสำรวจเส้นทางการพยายามดักฟังของอีกฝ่ายจึงกลายเป็น ตกหลุมพรางของอูหลินเฟิงอย่างง่ายดาย

            "การหลอกล่อของเจ้าอาจทำให้มีคนจำนวนมากต้องเสียชีวิต นี้อาจเป็นสิ่งที่แดนจันทราโลหิตต้องการ"เซี่ยชิงเอ๋อร์กล่าว การส่งผู้อื่นไปเปิดทางนั้นเท่ากับว่าการส่งผู้อื่นไปตายก่อนเป็นการกระทำที่โหดร้ายน่าดู ถ้าไป๋หลันฮวาอยู่ตรงนี้ต้องโวยวายวิธีการของอูหลินเฟิงแน่

            "ท่านลองสังเกตดูดีๆ ในบรรดาคนทั้งหมดที่อยู่บริเวณเดียวกับเรา ไม่ได้สวมเครื่องแบบของพรรคหรือสำนักระดับกลางหรือสูงเลย คนพวกนั้นส่วนมากเป็นเพียงโจรปล้นสุสาน และ นักฆ่าที่ต้องการหาโชคหรือสมบัติเท่านั้น เป็นพวกที่หากมีเงินมากพอก็สามารถซื้อได้ แดนจันทราโลหิตไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องของคนพวกนี้ เพราะว่าหากมีค่าจ้างที่มากพอย่อมสามารถซื้อคนพวกนี้ได้ กลับกันเป็นพวกเราที่ต้องกังวลว่าจะโดนคนพวกนี้ แทงข้างหลังเมื่อไหร่มากกว่า"อูหลินเฟิงกล่าว หากคนที่อยู่บริเวณเดียวกันเป็นคนที่สามารถเชื่อใจได้เขาย่อมไม่ใช้วิธีนี้

            ..

            ..

            จบตอน

    คล้ายกับเรื่องตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book) ที่คุณอ่าน