ตอนที่ 1
ความเย็นเยียบของผนังหินในถ้ำร้างที่เทือกเขาไร้นามนั้น กัดกินลึกลงไปถึงกระดูก กลิ่นดินที่ชื้นแฉะผสมปนเปกับกลิ่นคาวเืที่คละคลุ้งจนน่าสะอิดสะเอียน
แสงเทียนสลัวที่ปักอยู่บนโขดหินวูบไหวตามแรงลมพัดผ่านซอกหิน ราวกับดวงิญญาที่กำลังจะดับสูญ
หนิงเสวี่ยเวยนอนหอบหายใจรวยรินอยู่บนกองฟางแห้งที่ชุ่มไปด้วยเื ร่างกายของนางสั่นเทาจากการตรากตรำคลอดบุตรเพียงลำพัง
ความเ็ปที่กึ่งกลางลำตัวยังไม่จางหาย แต่น้ำตาที่ไหลอาบแก้มนั้นกลับรินไหลออกมาเพราะความจริงที่โหดร้ายยิ่งกว่า
“อุแว้... อุแว้...” เสียงทารกร้องไห้จ้าดังก้องถ้ำ
ทารกชายที่นางเพิ่งคลอดออกมามีผิวพรรณแดงก่ำและแข็งแรงนัก แต่นางกลับไม่มีโอกาสแม้แต่จะอุ้มเขาไว้ในอ้อมอก
ยามเมื่อหลินฉยง ชายผู้เป็สามีเดินเข้ามาและพรากบุตรของนางไปอย่างหน้าตาเฉย ในมืออีกข้างของเขาโอบอุ้มทารกหญิงที่ตัวเล็กผอมและซีดเซียว ซึ่งเป็บุตรสาวของหนิงเสวี่ยหราน พี่สาวฝาแฝดของนางเอง
“ท่านพี่... นั่นลูกของข้า... ท่านจะพาเขาไปไหน… คืนเขามา... คืนเขามาให้ข้า…” เสียงของหนิงเสวี่ยเวยแหบพร่าจนแทบเป็เสียงกระซิบ
หลินฉยงในชุดเกราะที่เปื้อนคราบเขม่าดินปืนหันมามองนาง แววตาที่เคยนิ่งเฉยบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความเด็ดขาดที่ไร้หัวใจ
“เสวี่ยเวย บัดนี้องค์ชายสามสิ้นพระชนม์แล้ว สายเืเดียวที่เหลืออยู่จึงจำต้องเป็บุตรชายเท่านั้น พวกเราถึงจะมีเหตุผลในการกอบกู้ราชบัลลังก์ได้ พระชายาเสวี่ยหรานคลอดบุตรสาว... ดังนั้น ข้าจึงต้องใช้บุตรชายของเ้าแทน ไม่ต้องห่วงไป ข้าจะประกาศออกไปว่าพระชายาคลอดทารกฝาแฝดัหงส์ บุตรชายของเ้าจะได้รับการเลี้ยงดูอย่างดี และมีอนาคตอันยิ่งใหญ่เหนือผู้ใดในใต้หล้า”
“ท่านรักนางถึงเพียงนี้... รักจนต้อง… พรากลูกของตัวเองเชียวหรือ?” หนิงเสวี่ยเวยแค่นเสียงกระซิบถามอย่างสิ้นหวัง
“นางคือยอดดวงใจของข้ามาโดยตลอด” หลินฉยงตอบสั้นๆ ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้สาวใช้ที่ถือชามยาใบหนึ่งรออยู่ด้านนอกให้เข้ามา
“ยาชามนี้จะช่วยให้เ้าไม่ต้องทรมานอีกต่อไป เสวี่ยเวย... ข้าต้องขอโทษเ้าด้วย”
สาวใช้นางนั้นวางชามยาลง รับทารกทั้งสองมาแล้วเดินออกไปอย่างเฉยชา พวกชนชั้นสูงก็เช่นนี้เอง ล้วนเป็พวกไร้ใจไร้รัก นางเห็นมามากพอแล้ว จึงคร้านจะใส่ใจอีก
ด้านนอกถ้ำมีหญิงงามที่เปล่งรัศมีสูงศักดิ์รออยู่ นางเอื้อมมือไปรับทารกชายตัวอวบอ้วนมาโอบกอดไว้แนบอก นางแย้มยิ้มงดงาม
“ลูกแม่ ลูกชายของแม่…”
หลินฉยงมองเงาร่างนั้นอย่างรักใคร่ ก่อนจะหยิบชามยาขึ้นมา เขาจะเป็คนส่งหนิงเสวี่ยเวยเดินทางด้วยตนเอง ถือว่าเป็การให้เกียรติความรักของนางเป็ครั้งสุดท้าย
“มาเถอะ เสวี่ยเวย ว่าง่าย ๆ แล้วออกเดินทางเถิด” มือหนาที่เคยโอบกอดนางตามหน้าที่ บัดนี้กลับบีบคางนางแน่นแล้วกรอกยาสีดำสนิทรสขมปร่าลงไปในลำคอ
หนิงเสวี่ยเวยดิ้นรนสุดชีวิต เล็บของนางจิกไปที่แขนเสื้อของเขาจนขาดวิ่น แต่มันก็ไร้ผล
ยาพิษเริ่มออกฤทธิ์เผาไหม้ทรวงอกของนางราวกับไฟนรก นางล้มลงนอนกับพื้น มองดูหลินฉยงโอบอุ้มพี่สาวของนางและทารกทั้งสองเดินจากไปในม่านหมอก ทิ้งให้นางตายอย่างโดดเดี่ยวในถ้ำที่มืดมิด
พรึ่บ!
แสงแดดจ้าที่ส่องผ่านหน้าต่างไม้แกะสลักฉลุลายโบตั๋นทำให้นางต้องหยีตา กลิ่นคาวเืในถ้ำหายไปสิ้น แทนที่ด้วยกลิ่นหอมกรุ่นของชาหลงจิ่งและเครื่องหอม ‘หนิงเสินเซียง’ ที่ช่วยให้จิตใจสงบ
หนิงเสวี่ยเวยสะดุ้งตื่นขึ้นมา แผ่นหลังของนางเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นๆ นางพบว่าตนเองกำลังกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเก้าอี้ไม้พะยูงบุแพรไหมนุ่มลื่น ภายในร้าน ‘เป่าอวี้ไจ’ ที่ตกแต่งอย่างหรูหราโอ่อ่า ผนังร้านประดับด้วยภาพวาดพู่กันจีนและตู้กระจกที่จัดวางเครื่องประดับล้ำค่า
บนถาดกำมะหยี่ตรงหน้ามีปิ่นปักผมทองคำฝังทับทิมรูปหงส์สยายปีก และสร้อยข้อมือหยกมันแพะเนื้อเนียนละเอียดวางอยู่ แสงตะวันสะท้อนกับอัญมณีจนเกิดเป็รัศมีระยิบระยับไปทั่วห้อง
“คุณหนูรอง ท่านตื่นแล้วหรือเ้าคะ? สงสัยเมื่อคืนจะนอนน้อยไปหน่อยกระมัง” ชุ่ยจู สาวใช้คนสนิทในวัยเด็กเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มสดใส
เสวี่ยเวยมองมือน้อยๆ ของตนเองที่ยังไม่มีรอยแผลเป็จากการทำงานหนัก นางยกมือขึ้นลูบใบหน้าที่ยังเนียนละเอียดไร้ริ้วรอยแห่งความทุกข์ระทม
‘นี่ข้า... ย้อนกลับมา… ตอนอายุสิบสี่ปีแล้วจริง ๆ หรือ?’
“เสวี่ยเวย ดูนี่สิ ปิ่นมุกอันนี้เหมาะกับเ้าหรือไม่?” เสียงหวานหยดย้อยดังขึ้นข้างกาย
หนิงเสวี่ยหรานในวัยสิบสี่ปี สวมชุดกระโปรงสีชมพูกลีบบัวดูอ่อนหวานบริสุทธิ์ นางชูสร้อยข้อมือมุกระยิบระยับขึ้นมาบังใบหน้าครึ่งหนึ่งพลางส่งยิ้มที่ดูไร้เดียงสามาให้
แต่ในสายตาของหนิงเสวี่ยเวยตอนนี้ รอยยิ้มนั้นกลับดูเหมือนงูพิษที่ซ่อนเขี้ยวอันแหลมคมไว้ใต้ความใสซื่อบริสุทธิ์และความงามอันไร้เดียงสาของนางเท่านั้น
“พี่ใหญ่ชอบสิ่งใด ข้าก็ชอบสิ่งนั้นเ้าค่ะ” หนิงเสวี่ยเวยตอบกลับเสียงเรียบ พยายามระงับอารมณ์โกรธแค้นที่กระเพื่อมไหวอยู่ในอก
“เ้าช่างว่าง่ายนัก เช่นนั้นข้าจะขอให้ท่านแม่ซื้อชิ้นนี้ให้เ้า... อ๊ะ! ข้างนอกนั่นเกิดอะไรขึ้นน่ะ?” หนิงเสวี่ยหรานทำท่าทีใเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ และเสียงโลหะกระทบกันดังมาจากตรอกด้านหลังร้าน
‘เริ่มแล้ว’ หนิงเสวี่ยเวยคิดในใจ
ในชาติก่อน หนิงเสวี่ยหรานจะอาศัยจังหวะนี้แสร้งทำเป็ใจกล้าออกไปดูสถานการณ์ แล้วจึงได้พบกับองค์ชายสามที่าเ็ ช่วยอำพรางเขาไว้จนได้รับความช่วยเหลือจากกองทหารรักษาเมือง แต่นางจะไม่ยอมให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ครั้งนี้นางจะต้องตัดโอกาสของหนิงเสวี่ยหราน และเป็ฝ่ายช่วยองค์ชายสามเสียเอง
“พี่ใหญ่! ท่านอย่าออกไปเลยนะเ้าคะ ข้ากลัวเหลือเกิน” หนิงเสวี่ยเวยคว้าแขนเสื้อของพี่สาวไว้แน่น แสร้งทำเป็ตัวสั่น
“เอ่อ… อีกอย่าง ท่านมาช่วยข้าเลือกต่างหูก่อนได้ไหมเ้าคะ? ข้าตัดสินใจไม่ได้จริง ๆ”
นางลากหนิงเสวี่ยหรานไปยังมุมที่ลึกที่สุดของร้าน ซึ่งมีฉากกั้นไม้แกะสลักบดบังทัศนียภาพภายนอก
ในขณะที่หนิงเสวี่ยหรานกำลังห่วงหน้าพะวงหลังและพยายามจะปลีตัวออกไป หนิงเสวี่ยเวยก็ส่งสัญญาณให้สาวใช้อีกคนแสร้งทำน้ำชาหกใส่ชุดของหนิงเสวี่ยหราน จนเกิดความวุ่นวายย่อมๆ ขึ้น
อาศัยจังหวะนั้น เสวี่ยเวยรีบวิ่งมุดออกทางประตูหลังร้านที่เป็ทางสำหรับขนส่งสินค้าทันที
ลมฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านใบหน้าจนรู้สึกเย็นวาบ หนิงเสวี่ยเวยวิ่งลัดเลาะไปตามทางเดินแคบๆ ที่ขนาบข้างด้วยกำแพงอิฐสีเทาสูงชัน จนกระทั่งถึงจุดที่นางจำได้ดีจากความทรงจำอันขมขื่น
ชาติก่อนนางบังเอิญเห็นหนิงเสวี่ยหรานทำทีลับ ๆ ล่อ ๆ จากหน้าต่างบนชั้นสองของเป่าอวี้ไจ และเห็นชายเสื้อสีน้ำเงินมุมหนึ่งซึ่งควรจะเป็สีฉลองพระองค์ขององค์ชายสาม
และที่นั่นก็คือ...
หลังกองถังไม้เก่าๆ ที่ส่งกลิ่นเหม็นอับ นางเห็นฉลองพระองค์สีน้ำเงินเข้มปักลายเมฆมงคลขาดวิ่น ร่างของเด็กหนุ่มอายุราวสิบเจ็ดปีคนหนึ่งกึ่งนั่งกึ่งนอนพิงกำแพง ใบหน้าคมสันซีดเผือดจากการเสียเื ลมหายใจของเขาหอบถี่และติดขัด
เขาคือองค์ชายสามโจวเฉิงอวี้ ผู้ที่จะกลายเป็บุรุษที่ทรงอำนาจที่สุดในอนาคต
เขาลืมตาขึ้นเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า แววตาที่ดุดันและเ็าประดุจพยัคฆ์จ้องเขม็งมาที่เด็กหญิงตัวน้อย เขากระชับกระบี่สั้นในมือด้วยนิ้วมือที่สั่นเทา
“ออกไปซะ... ถ้าเ้าไม่อยากตาย” เสียงของเขาทุ้มต่ำทว่าทรงพลังแม้ในยามาเ็
หนิงเสวี่ยเวยไม่ถอยหนี นางเดินเข้าไปใกล้แล้วคุกเข่าลงข้างๆ เขาอย่างไม่กลัวเกรง
“หม่อมฉันไม่ได้มาเพื่อทำร้ายพระองค์ แต่มาเพื่อช่วยชีวิตพระองค์เพคะ องค์ชายสาม”
คำว่า ‘องค์ชายสาม’ ทำให้โจวเฉิงอวี้ชะงักไปครู่หนึ่ง
“เ้ารู้จักข้า?”
“นั่นไม่สำคัญเท่ากับาแที่ขาของพระองค์ หากปล่อยไว้มือสังหารจะตามรอยเืมาถึงที่นี่” เสวี่ยเวยพูดพลางดึงผ้าเช็ดหน้าผ้าไหมชั้นดีออกมาจากแขนเสื้อ นางไม่รอช้า เข้าไปช่วยกดปากแผลที่ต้นขาของเขาอย่างคล่องแคล่ว
ความอบอุ่นจากมือน้อยๆ ของเด็กหญิงคนหนึ่งทำให้หัวใจที่เ็าและระแวดระวังของโจวเฉิงอวี้สั่นไหวอย่างประหลาด
เขามองใบหน้าจิ้มลิ้มที่ตั้งอกตั้งใจช่วยเขาอย่างไม่ถือตัว ทั้งที่เขายังเป็คนแปลกหน้าสำหรับนาง
“เ้าเป็ใคร?” เขาถามซ้ำอีกครั้ง แววตาเริ่มอ่อนลง
เสวี่ยเวยเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาของนางในยามนี้ไม่มีความไร้เดียงสาของเด็กสาวอายุสิบสี่ปีเหลืออยู่เลย มันกลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและความแค้นที่ลึกสุดหยั่ง
“หม่อมฉันคือคนที่จะช่วยพระองค์ขึ้นสู่บัลลังก์อย่างราบรื่น... และเมื่อถึงวันนั้น ก็ขอให้พระองค์ช่วยทำลายคนที่ทำลายหม่อมฉันให้สิ้นซากด้วยเพคะ”
เสียงฝีเท้าของมือสังหารดังใกล้เข้ามา
หนิงเสวี่ยเวยมองไปทางปากตรอกด้วยรอยยิ้มเย็นที่มุมปาก
ชาตินี้... นางคือผู้กุมชะตาชีวิตขององค์ชายสามไว้ในมือ และนางจะใช้เขาเป็หอกที่ทิ่มแทงหัวใจของหลินฉยงและหนิงเสวี่ยหรานให้เ็ปมากกว่าที่นางเคยได้รับเป็พันเท่า!
เสียงฝีเท้าของมือสังหารหนักหน่วงและรวดเร็ว ดังใกล้เข้ามาจนได้ยินเสียงหอบหายใจของพวกมันอยู่เพียงอีกฟากของกำแพงดิน
โจวเฉิงอวี้พยายามจะพยุงตัวลุกขึ้น แต่พิษจากาแทำให้ขาของเขาไร้เรี่ยวแรงจนเกือบจะล้มลงไปกองกับพื้นอีกครั้ง
“อย่าเพิ่งขยับเพคะ!” เสวี่ยเวยกระซิบเสียงต่ำแต่มั่นคง
นางมองไปยังถังไม้เก่าๆ ที่วางระเกะระกะอยู่ท้ายซอย ในชาติก่อนนางจำได้ว่าซอยนี้มีห้องเก็บฟืนร้างของร้านอาหารที่ถูกทิ้งไว้ และยากนักที่จะมีใครหาพบ
นางใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีพยุงร่างที่สูงกว่านางเกือบหนึ่ง่ศีรษะให้หลบเข้าไปในซอกเล็กๆ หลังกองฟืนนั้น
นางหยิบขวดน้ำมันหอมขนาดพกพาที่นางเพิ่ง 'หยิบ' มาจากหลังร้านเป่าอวี้ไจออกมา แล้วเทลงบนพื้นหญ้าที่เปื้อนเืของเขา กลิ่นหอมฉุนของดอกกุหลาบและไม้กฤษณาตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ บดบังกลิ่นคาวเืสีสดจนมิดชิด
“เ้า... เ้าเป็ใครกันแน่?” โจวเฉิงอวี้จ้องมองเด็กหญิงในชุดสีฟ้าอ่อนที่บัดนี้เลอะเทอะไปด้วยฝุ่นดินและคราบเื
แววตาของนางนิ่งสงบราวกับบ่อน้ำโบราณที่ไร้ก้นบึ้ง มันไม่ใช่แววตาของเด็กสาววัยสิบสี่ปีเลยแม้แต่น้อย
หนิงเสวี่ยเวยไม่ได้ตอบในทันที นางแนบหูกับผนังไม้ รอจนกระทั่งเสียงฝีเท้าเ่าั้วิ่งผ่านตรอกไปทางทิศตะวันออกซึ่งเป็ทางไปสู่ตลาดสด เมื่อแน่ใจว่าปลอดภัยแล้ว นางจึงหันกลับมามองเขา
“หม่อมฉันเป็เพียงคนเดินดินธรรมดาที่ไม่อยากเห็นคนดีต้องตายด้วยน้ำมือคนชั่วเพคะ” นางพูดพลางฉีกชายกระโปรงชั้นในของตนเองออกมามัดปากแผลให้เขาเพิ่ม
“องค์ชายสาม าแนี้ลึกนัก แต่อีกไม่นานกองกำลังทหารรักษาเมืองจะมาถึงที่นี่ ท่านต้องทนอีกนิด”
“เ้ารู้ได้อย่างไรว่าทหารจะมา?” โจวเฉิงอวี้หรี่ตาลง แววตาที่เต็มไปด้วยความระแวดระวังเริ่มเปลี่ยนเป็ความพิศวง
“เพราะหม่อมฉันเห็นสัญญาณควันจากหอระฆังเมื่อครู่เพคะ” หนิงเสวี่ยเวยโกหกคำโต
แท้จริงแล้วนางรู้เพราะในชาติก่อน พี่สาวของนางเล่าให้ฟังว่าทหารมาถึงหลังจากที่นางพบเขาเพียงครึ่งชั่วยาม
“ท่านพักที่นี่ก่อน หม่อมฉันต้องรีบกลับไปที่ร้านเป่าอวี้ไจ หากมีคนพบว่าหม่อมฉันหายไปเป็เวลานานจะเป็เื่ใหญ่”
นางลุกขึ้นยืน จัดแจงเสื้อผ้าให้ดูเรียบร้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนจะทิ้งท้ายด้วยประโยคที่ทำให้โจวเฉิงอวี้ต้องจดจำนางไปชั่วชีวิต
“จำชื่อของหม่อมฉันไว้เพคะ... หนิงเสวี่ยเวย ธิดาคนรองแห่งจวนหนิงหย่วนโหว หากวันหน้าท่านอยากตอบแทนบุญคุณ... ขอเพียงอย่าเชื่อในสิ่งที่ตาเห็น และอย่าฟังในสิ่งที่หูได้ยินจากคนในตระกูลหนิงมากนักก็พอเพคะ”
นางย่อกายคำนับอย่างงดงาม ราวกับสตรีที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีในวังหลวง แล้ววิ่งหายไปในม่านหมอกของตรอกแคบ ทิ้งให้โจวเฉิงอวี้มองตามแผ่นหลังเล็กๆ นั้นด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจบรรยายได้