ภายในจวนตระกูลเซียวบริเวณห้องด้านท้ายจวน
หวางเจียเหอกับเซียวหลงกำลังสนทนากันอยู่ บรรยากาศในห้องดูเหมือนจะไม่ค่อยสู้ดีนัก รัชทายาทแม้จะนั่งเอียงตัวไขว่ห้าง มือข้างหนึ่งยังยกขึ้นมาเท้าคางกับพนักเก้าอี้ แต่สีหน้ากลับมิได้สู้ดีเฉกเช่นท่าทางที่แสดงออกมา
เซียวหลงที่กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียงกลับมีสีหน้าที่ผ่อนคลายกว่า ประหนึ่งทั้งสองคนไม่ได้กำลังสนทนาอยู่ในหัวข้อเดียวกัน และคนที่นั่งๆนอนๆอยู่ก็ดูเหมือนไม่ได้ให้ความสำคัญกับท่าทีกรุ่นโกรธของรัชทายาทด้วยซ้ำ
“ เจ้าคิดจะไปจากเมืองหลวง ? “ หวางเจียเหอถามย้ำอีกรอบอย่างคนที่ได้ยินเรื่องตลกร้าย
“ ข้าหวังจะไปที่ด่านหน้าจริงๆ “ บุรุษร่างสูงบนเตียง แม้ตอนนี้จะมีสีหน้าซีดเซียวกระทั่งตอนเอ่ยออกมาแต่ละประโยคยังต้องหยุดหายใจเพื่อระบายความเจ็บปวดออกมาเป็นระยะ แต่ใบหน้าขณะพูดคุยกลับดูผ่อนคลายกว่ามาก
ต้องย้อนไปเมื่อห้าวันก่อน ขณะที่เซียวหลงนำกำลังไปจับกุมขุมกำลังบางส่วนที่ยังหลงเหลืออยู่จากเหตุการณ์ก่อความไม่สงบบริเวณหน้าประตูเมือง หลังจากใช้เวลาสืบข่าวนานกว่าสองเดือนจึงรู้แหล่งกบดานที่อยู่ห่างออกจากเขตเมืองหลวงไม่ถึงห้าลี้ เขาตั้งใจไปจับคนเหล่านั้นกลับมาสอบสวนให้กระจ่างถึงเป้าหมายที่คลุมเครือ ดังนั้นก่อนที่จะนำกำลังไปล้อมจับ เซียวหลงจึงได้กำชับทหารให้เหลือทางรอดไว้ให้กับกลุ่มคนเหล่านี้บ้าง แต่ไหนเลยจะคิดว่าสถานการณ์กลับไม่เป็นไปอย่างที่เขาคิด
ตอนที่เขานำกำลังทหารบุกเข้าไปภายในเรือนขนาดใหญ่ที่ตอนแรกเหมือนมีคนอยู่แค่ไม่กี่หยิบมือ กลับปรากฏคนวิ่งกรูกันออกมาต่อสู้กว่าครึ่งร้อย บางส่วนยังออกมาจากป่ารอบๆบริเวณโอบล้อมกรอบกลุ่มของเซียวหลงไว้ ตอนนั้นเองเขาถึงตระหนักได้ว่าติดกับเข้าเสียแล้ว ฝ่ายของเขามีกำลังอยู่เพียง 30 กว่าคนเท่านั้น เพราะจากรายงานของสายสืบคาดว่าสถานที่แห่งนี้มีคนอยู่ไม่ถึงสี่ยิบ จากที่คาดหวังว่าจะไปจับโจรกระจอก กลับกลายเป็นว่าเขาแทบจะถูกล้อมจับเสียเอง ยังโชคดีที่เขาเหลือกำลังทหารบางส่วนไว้รอบนอก เมื่อส่งสัญญาณควันขอความช่วยเหลือออกไป กลุ่มทหารที่คอยดูแลพื้นที่รอบนอกเหล่านั้นก็วิ่งกรูกันเข้ามาร่วมต่อสู้ และช่วยเซียวหลงตีฝ่าวงล้อมออกมาได้ อีกทั้งยังสามารถจับเป็นคนที่เหมือนกับหัวหน้าของกลุ่มคนเหล่านี้ไว้ได้อีกด้วย เมื่อสถานการณ์ไม่ได้เปรียบทหารกลุ่มที่เหลือจึงค่อยๆ ล่าถอยออกมา ส่วนโจรกลุ่มนั้นก็วิ่งหายไปในความมืดมิดของผืนป่าอย่างไร้ร่องรอย และเป็นเซียวหลงเองที่ไม่ได้ติดตามต่อ ลำพังตอนนั้นตัวเขาเองก็บาดเจ็บสาหัสจากการปะทะกันจนแทบจะไม่สามารถพยุงตัวสั่งการต่อได้ บนร่างกายปรากฏรอยมีดฟันเข้าที่กลางหลังเป็นแผลยาว ธนูดอกหนึ่งปักเข้าที่ไหล่และยังมีบาดแผลเล็กๆอีกหลายแห่งทั่วลำตัว ไม่เว้นแม้แต่บนใบหน้า บริเวณหางคิ้วข้างหนึ่งปรากฏรอยจากลูกธนูที่ยิงถากศีรษะเขาไปเพียงนิดเดียว
แม้หลังจากทำแผลเสร็จเขาจะฝืนร่างกายไปสอบปากคำคนร้ายที่จับมาได้ด้วยตัวเอง แต่คำตอบที่เขาต้องการกลับได้มาหลังจากใช้วิธีทรมานสารพัดรูปแบบแล้วไม่ได้ผล ในสภาพที่นักโทษอ่อนแอทั้งร่างกายและจิตใจ เขาจึงเปลี่ยนมาใช้ยากล่อมประสาทผสานด้วยวิชามารอย่างพิณสะกดใจ จึงสามารถง้างปากเขาให้สารภาพออกมาบางส่วนได้ในอีกสองวันถัดมา
แท้จริงแล้วเหตุการณ์ในวันนั้นที่หน้าประตูเมืองเป็นการส่งสัญญาณหมายข่มขู่บรรดาพ่อค้าที่ยังไม่ยอมสวามิภักดิ์หรือกลุ่มผลประโยชน์ที่เหลืออื่นๆในเมืองหลวงให้เห็น ประหนึ่งเชือดไก่ให้ลิงดู อีกทั้งกลุ่มคนที่บงการก็เดาทิศทางได้อย่างแม่นยำว่าเนื้อเรื่องจะต้องดำเนินไปโดยมีมือขวาขององค์รัชทายาทตามสืบคดีนี้ พวกเขาจึงวางแผนซ้อนแผน รอให้เซียวหลงไปติดกับจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด นี่นับได้ว่าปาหินก้อนเดียวได้นกถึงสองตัว
ตลอดหลายวันที่ผ่านมา เซียวหลงใช้อาการบาดเจ็บเป็นข้ออ้างในการเก็บตัวเงียบ เพื่อคิดทบทวนเหตุการณ์ต่างๆ แม้ว่าหลายปีมานี้ ตัวเขาและรัชทายาทจะร่วมมือกันปราบปรามกลุ่มต่อต้านไปไม่น้อย รวมถึงขั้นตัดเส้นทางท่อน้ำเลี้ยง และเส้นทางขนส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ แต่เขากลับรู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้เป็นแค่ปลายเหตุเท่านั้น ไม่ว่าจะใช้ความพยายามในการปราบปรามอย่างไร ก็ไม่อาจทำให้หมดลงได้ กลับยังลุกลามขยายวงออกไปนอกราชสำนัก ทำให้ชาวบ้านที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่พาลโดนรวบเข้าไปอยู่ในแหด้วย
ไม่เข้าถ้ำเสือหรือจะได้ลูกเสือ บางทีเขาอาจต้องเปลี่ยนวิธีการแยกกันทำงาน คนหนึ่งอยู่เมืองหลวงคอยสืบข่าวและก่อกวนไม่ให้ฝ่ายต่อต้านทำงานได้โดยสะดวก และอีกคนหนึ่งมิสู้เข้าถ้ำเสือไปที่จุดศูนย์กลางของขุมอำนาจของฝ่ายตรงข้าม ก่อกวนฝั่งต้นน้ำจนกระทั่งไม่มีเวลามาวุ่นวายที่เมืองหลวงน่าจะดีกว่า อีกทั้งเขาเองก็อยากทำให้ตัวเองก้าวกระโดดให้เร็วมากขึ้นไปกว่านี้ แม้ตอนนี้การยืนข้างฝั่งรัชทายาทจะเป็นผลดีกับเขามากก็ตามเพียงแต่เขาก็ยังไม่มีกองกำลังในมือ ไม่มีลูกน้องสายตรงที่ไว้ใจได้และทำงานให้แค่เขาเท่านั้น ที่ผ่านมาจะทำอะไรก็ไม่อาจตัดสินใจได้ด้วยตนเอง ตอนนี้เป็นช่วงจังหวะเวลาที่ดีที่จะแยกออกไปแสวงหาโอกาสให้กับตนเอง เพื่อให้เขาไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น
ระหว่างที่เซียวหลงนอนพักรักษาตัวอยู่ในเรือนของตัวเอง รัชทายาทก็ดึงดันจะมาเยี่ยมให้ได้ เรื่องราวทั้งหมดจึงกลายเป็นเช่นตอนนี้
“ พูดมา เจ้าต้องการอะไรกันแน่ “ หวางเจียเหอยังคงดึงดันถามคำถามเดิมอยู่
‘ สิ่งที่ข้าต้องการคือการมีกองกำลังของตัวเอง ประโยคนี้ข้าพูดกับท่านได้หรือ’ เซียวหลงคิดอยู่เงียบๆในใจ แต่ปากกลับตอบออกไปว่า
“ รัชทายาท เราสองคนแยกกันโจมตีออกเป็นสองทาง ท่านอยู่ที่นี่ คอยดูทิศทางของวังหลวงให้ดี ส่วนทางด้านชายแดนที่อยู่ใกล้กับกลุ่มต่อต้าน ข้าจะหาทางตีตลบหลัง พวกเราร่วมกันโจมตีสองด้านหากทางโน้นวุ่นวาย ข้าไม่เชื่อว่าที่เมืองหลวงคนที่เหลือจะมีเขี้ยวเล็บอะไรมาก่อกวนได้อีก “
รัชทายาทมองหน้าสหายของเขา ก่อนเอ่ยขัดขึ้น “ คนพวกนี้ฝังรากหยั่งลึก ลำพังเจ้าเนี่ยนะ “ เขาเหล่มองไปที่เซียวหลง บุรุษรูปร่างแบบบางเยี่ยงเขา สุขภาพยังอ่อนแอ กลับจะไปแนวหน้าเข้าสู่สนามรบ แบบนี้เรียกว่าฆ่าตัวตายก็ไม่ผิด แม้ว่าคนคนนี้จะมีวรยุทธอยู่บ้างกระทั่งก็ไม่ได้อ่อนด้อย แต่นับเป็นอะไรได้เมื่ออยู่ท่ามกลางสนามรบ วรยุทธ์ของเขาคงมิต่างจากการเล่นป่าหี่ของเด็กน้อย หวังเจียเหอเองก็เคยสูญเสียแม่ทัพที่เก่งกาจไปหลายคนในสนามรบ เขาไม่คิดว่าคนอย่างสหายเบื้องหน้าที่มีลักษณะของบัณฑิตมากกว่าแม่ทัพจะสามารถเอาชีวิตรอดกลับมาได้
ที่สำคัญพวกเขาเป็นสหายร่วมปรึกษาหารือกันมาเนิ่นนาน การขาดคนใดคนหนึ่งไป เสมือนขาดสหายคู่คิด ประเด็นนี้ต่างหากที่ทำให้หวางเจียเหอรู้สึกร้อนรนประหนึ่งมดที่ไต่อยู่ในกะทะที่ดันไปตั้งอยู่บนเตาไฟอีกที นี่เป็นเพราะเซียวหลงทำให้เขาติดนิสัยไม่สามารถตัดสินใจอะไรได้ด้วยตัวเองมานานหลายปีแล้ว พอตอนนี้กลับจะมาทิ้งเขาไปเสียช่างไร้คุณธรรมเกินไปแล้ว
เซียวหลงมองไปที่รัชทายาท เพียงแต่สายตาไม่ได้จับจ้องไปที่จุดใดจุดหนึ่งโดยเฉพาะ เขาเอ่ยขึ้นประหนึ่งคนที่อ่านใจได้
“ ท่านไม่ต้องกังวลว่าท่านจะไม่มีสหายช่วยคิด ข้างกายท่านจะยังมีคนจากสำนักบัณฑิตเน่ยเกออีกสองคน พวกเขามีประวัติขาวสะอาดเชื่อถือได้ มิสู้ท่านเรียกใช้งานพวกเขาดู “ คนสองคนที่พูดถึงนี้ คนหนึ่งคือเซียวซวี่หลานชายของเขา และอีกคนหนึ่งก็เป็นอาจารย์ของเซียวหลงที่สำนักบัณฑิตนั่นเอง ถึงอย่างไรเขาก็ไม่วางใจที่จะวางคนที่ไม่รู้จักไว้ข้างกายองค์รัชทายาท
“ เจ้าหมายถึงหลานชายไม่เอาไหนของเจ้า กับอาจารย์คนนั้น “ รัชทายาทเลิกคิ้วขึ้น
“ เขาสองคนอยู่ข้างกายข้ามาหลายปี ข้าย่อมรู้จักพวกเขาดี และเซียวซวี่ยังเป็นหลานของข้า ถึงอย่างไรก็เป็นคนที่คอยประสานงานให้ท่านกับข้าได้ อย่างอื่นข้าเองก็ไม่ได้คาดหวังจากเขาเช่นกัน “
“ เอาไว้ข้าจะคิดดู” หวางเจียเหอยกมือขึ้นแล้วเอ่ยตัดบทเซียวหลง
รัชทายาทแม้จะพยายามพูดจาโน้มน้าวเขาอยู่ตลอด แต่สหายหน้าตายก็ไม่มีทีท่าจะเปลี่ยนใจ ไม่รู้ว่าชายแดนมีอะไรดึงดูดเขามากกว่าการเป็นสหายสนิทและที่ปรึกษาของรัชทายาทอยู่ที่เมืองหลวงกันแน่
“ แล้วเจ้าจะเอาอย่างไรกับหลานสาวของกั๋วกง” หวังเจียเหอเปลี่ยนเรื่องคุย แต่นับว่ายังเป็นหัวข้อที่เกี่ยวพันกันอยู่
“ ข้ากับนางล้วนไม่เกี่ยวข้องกัน เพียงแต่ท่านต้องระวังกั๋วกงเอาไว้บ้าง ตอนนี้กระทั่งพวกเรายังดูไม่ออกว่าเขาอยู่ฝั่งไหน ตราบใดที่ราชสำนักยังเข้มแข็ง ฮ่องเต้ยังทรงรักษาสมดุลอำนาจไว้ได้ ข้าคิดว่ากั๋วกงคงจะเป็นเช่นนี้ต่อไป แต่หากสถานการณ์เปลี่ยน ต่อไปเขาน่าจะเลือกข้าง ถึงตอนนั้นคงไม่เป็นผลดีแก่ท่าน “ เซียวหลงไล่เรียงสิ่งที่คิดให้รัชทายาทฟังอย่างยืดยาว
“ ข้าถึงคิดว่าการที่เจ้าหมั้นหมายกับนาง อย่างน้อยก็เป็นหลักประกันให้ทั้งเจ้าและข้า ยังสามารถเดินต่อไปบนเส้นทางสายนี้ได้อย่างมั่นคง พวกเราไม่จำเป็นต้องเพิ่มศัตรูโดยไม่จำเป็นนี่ หรือเจ้าไม่เคยคาดหวังถึงขุมกำลังของกั๋วกงเลยหรือ หากเจ้าได้มาบางทีอาจไม่ต้องไปไกลถึงชายแดนด้วยซ้ำ “ หวางเจียเหอพูดพลางกระหวัดไปถึงสิ่งที่สหายกำลังคิดจะทำ ‘ สวรรค์มีทางไม่เดิน นรกทางตันดันฝ่า’ ช่างพูดยากพูดเย็นเสียจริงๆ
เซียวหลงไม่ได้รู้สึกประหลาดใจที่รัชทายาทสามารถคาดเดาความต้องการของเขาได้บางส่วน อย่างไรพวกเขาก็อยู่ด้วยกันมานาน
“ การไปชายแดน ไม่ใช่เพื่อหวังกอบกุมอำนาจทางทหาร ท่านเป็นถึงองค์รัชทายาท ท่านคิดว่าการดึงอำนาจทหารชายแดนมาไว้ในมือนั้นง่ายดายเพียงนั้นเชียวหรือ อีกทั้งข้ายังมีเหตุผลอื่นด้วย “ เซียวหลงเอ่ยแก่รัชทายาทไปตามตรง
รัชทายาทพลันเลิกคิ้วขึ้น “ เหตุผลอะไรบอกข้าได้หรือไม่ “ แต่สิ่งที่ได้ยินกลับมา ทำให้เขาอยากจะเข้าไปบีบคอชายหนุ่มเบื้องหน้าขึ้นมาทันที
“เหตุผลส่วนตัว ท่านจะอยากรู้ไปทำไม “ คำตอบแบบนี้ มิใช่หมายความว่ารัชทายาทเช่นเขากำลังสอดรู้สอดเห็นเรื่องของชาวบ้านอยู่หรือ
เขาข่มความรู้สึกอึดอัดไว้ในใจ แต่ก็ยังวกกลับมาเรื่องเดิม “ ข้าจะกลับตำหนัก หลังจากที่ได้ยินคำตอบเกี่ยวกับเย่วโลว “ เขาพูดพลางนั่งเอียงตัวกลับไปท่าเดิมอีกครั้ง
คราวนี้เซียวหลงเป็นฝ่ายจับจ้องไปที่ใบหน้าของรัชทายาทโดยตรง เขาพลันจับความรู้สึกบางอย่างจากคำพูดของรัชทายาทหนุ่มได้ แม้สีหน้าและน้ำเสียงจะติดขุ่นเคืองเวลาที่เอ่ยเรื่องพวกนี้กับเขา แต่ในแววตานั้นกลับมีความอาลัยอาวรณ์ซ่อนอยู่
“ ดูท่านเป็นห่วงนางมาก ไยไม่หมั้นหมายกับนางเสียเอง หากเกรงฮ่องเต้จะหวาดระแวงก็แค่มอบอำนาจทางการทหารที่ท่านมีในมือคืนให้กับฮ่องเต้เสียก็สิ้นเรื่อง “ เซียวหลงเอ่ยขึ้นมายิ้มๆ สายตายังมองไปที่รัชทายาทที่กำลังมีท่าทีประหลาดใจกับคำแนะนำเสมือนผายลมของเขา “ เจ้าก็ช่างคิดได้นะ “ หวางเจียเหอเอ่ยแย้งขึ้นเบาๆ อย่างไม่จริงจัง
“ เสด็จพ่อเนรเทศน้องสี่ น้องห้าเพียงแค่จับได้ว่าสะสมกำลังทหารเอาไว้เป็นการส่วนตัว แม้จำนวนจะมีเพียงไม่กี่สิบร้อย แต่เสด็จพ่อยังคงหวาดระแวงกับเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้มาตลอด ข้าไม่อาจทำตัวเยี่ยงน้องชายทั้งสองได้ หมากกระดานนี้ ไม่อาจผิดพลาดได้อีกเพราะมันหมายถึงชีวิตของข้ากับเสด็จแม่ รวมถึงเจ้าและครอบครัวของเจ้าด้วย “
เซียวหลงเข้าใจเรื่องนี้ดี แต่ก็ไม่อาจยอมรับความตั้งใจของรัชทายาทได้ เค้ารู้ว่าช่วงนี้ภายนอกมีข่าวลือระหว่างเขากับคุณหนูเย่วโลวอยู่มาก สิ่งเหล่านี้ไม่ได้กระทบกับเขาแม้แต่น้อย แต่กับสตรีในห้องหอนั้นการถูกกล่าวอ้างว่าเป็นคู่หมั้นของบุรุษผู้หนึ่งไปแล้วย่อมไม่เป็นผลดีกับนาง
“ เช่นนั้น ท่านควรหาคน ไปปิดข่าวลือพวกนั้นซะ “ เซียวหลงเอ่ยขึ้น โดยไม่ต้องสาธยายต่อว่าข่าวลือที่ว่าคือข่าวลืออะไร
หวางเจียเหอขมวดคิ้วมุ่น “ มิใช่นางเป็นคนปล่อยเองหรือ ดูท่านางน่าจะถูกใจเจ้ามากจริงๆ ถึงกับใช้วิธีเช่นนี้ “
“ เซียวหลง ข้าบอกเจ้าตามตรง กั๋วกงเคยสอบถามข้าเกี่ยวกับเจ้าหลายครั้ง แม้จะไม่ได้เอ่ยตามตรงแต่ข้าก็รู้ว่าเขาคาดหวังในตัวเจ้ามาก หากเจ้าไม่ตอบตกลงไปซะ มิใช่จงใจจะสร้างศัตรูเพิ่มหรอกหรือ” หลังคำพูดประโยคนี้ของหวางเจียเหอ ในห้องก็ถูกปกคลุมไปด้วยความเงียบอยู่ชั่วขณะ
“ ความหมายของท่านคือ ท่านต้องการให้ข้าหมั้นหมายกับนาง “ เซียวหลงถามย้ำขึ้นอีก
“ใช่ข้าหมายถึงเช่นนั้น “ รัชทายาทเอ่ยตอบน้ำเสียงทุ้มต่ำเก็บกดความรู้สึกบางอย่างไว้ในใจ เขาตระหนักดีว่าเส้นทางของเขานั้นซับซ้อน ไม่อาจก้าวพลาด และไม่อาจทำตามใจได้ทุกเรื่อง อย่างน้อยสหายในวัยเยาว์ของเขาให้เซียวหลงดูแลนาง เขายังสบายใจกว่าที่จะมองเห็นนางแต่งให้คนอื่น
หวางเจียเหอเงยหน้าสบตาเซียวหลง ราวกับได้ตัดสินใจอนาคตของพวกเขาและนางแล้ว
“ ข้าถือว่าเจ้าตกลง ก่อนเจ้าออกเดินทางข้าจะเป็นพ่อสื่อหมั้นหมายเจ้ากับนางให้ “ เขากล่าวรวบรัดตัดความ
แต่เซียวหลงกลับเอ่ยตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงจริงจังไม่ต่างกัน “ลำพังตัวข้าเองจะเอาชีวิตรอดไปในแต่ละวันก็ยากลำบากพออยู่แล้ว ไม่มีกำลังเหลือไปดูแลใครเพิ่มได้อีก ต่างจากท่านที่สามารถปกป้องคนของตัวเองได้ ท่านไตร่ตรองเอาเองก็แล้วกัน “ เซียวหลงเอ่ยจบก็พยุงตัวเองก้าวลุกลงจากเตียง เดินผ่านหน้ารัชทายาทไปเปิดประตูเป็นนัยส่งแขก
หวางเจียเหอค่อยๆลุกขึ้น ปากยังคงบ่นงึมงำแต่ขาก็ก้าวเดินตามเซียวหลงออกไป “ ไม่ต้องส่ง “ เขาพูดขึ้นอย่างหัวเสียก่อนสะบัดชายเสื้อกลับไป
บริเวณเส้นทางสัญจรมุ่งลงใต้ รถม้ากลางเก่ากลางใหม่คันหนึ่งกำลังวิ่งอยู่ท่ามกลางขบวนคาราวานของรถม้าและเกวียนเทียมวัวของกลุ่มคนค้าขายและคนอพยพย้ายถิ่นอีกหลายคันต่อเนื่องเป็นแนวยาว
กู้เซียนเซียนกำลังนั่งดีดฉินตัวเล็กที่อาหญิงซื้อไว้ให้ฝึกซ้อมฆ่าเวลาระหว่างเดินทาง นางดีดเพลงที่เพิ่งจะฝึกขึ้นมาใหม่ด้วยปลายนิ้วที่ไม่คล่องเคล่ว เสียงพิณจึงดังขึ้นลงไม่ถูกจังหวะ แม้ว่าฝีมือของนางจะอยู่ในระดับทั่วไป แต่สำหรับเพลงใหม่บทนี้ก็ทำให้คนที่อยู่ร่วมกันภายในรถม้ากลับรู้สึกเหมือนเป็นการถูกลงฑันณ์ด้วยเสียงพิณแหลมบาดหูอยู่ตลอด
“ คุณชาย ไยท่านไม่ฝึกเพลงที่ท่านดีดเป็นอยู่แล้วเล่า เพลงที่ท่านฝึกสมัยก่อนมีตั้งหลายเพลง” ตอนที่เฝิงหลานเอ่ยประโยคนี้จบ นางก็ชะงักไปเล็กน้อย ‘ ทำไมต้องไปย้ำให้คุณหนูรู้สึกคิดถึงบ้าน คิดถึงบรรยากาศเก่าๆด้วย ‘ เพียงเพราะพลั้งปากไปยังรู้สึกไม่ดีถึงเพียงนี้ แล้วกับคุณหนูเล่า. เฝิงหลานเหล่มองไปยังหนุ่มน้อยตัวเล็กเบื้องหน้าที่ยังคงตั้งอกตั้งใจดีดฉินอย่างเก้ๆกังๆอยู่เหมือนเดิม กู้เซียนเซียนเหมือนจะรู้สึกได้ถึงการจับจ้อง นางจึงหันมาส่งยิ้มกว้างให้เฝิงหลานก่อนก้มหน้าก้มตาฝึกซ้อมต่อ
“ จริงๆท่านฝึกเพลงใหม่ๆก็ดีเหมือนกัน ทักษะของท่านจะได้ก้าวหน้าไม่วนอยู่แต่กับเรื่องเดิมๆ แล้วจริงๆ ข้าก็แอบเบื่อจะฟังเพลงพวกนั้นของท่านแล้ว “ เฝิงหลานรีบเอ่ยแก้อย่างเคอะเขิน
“ อื้ม ก็จริง กว่าจะเดินทางถึงบ้านใหม่ของพวกเรา ข้าก็น่าจะฝึกได้อีกเพลงสองเพลงแล้ว “ กู้เซียนเซียนเงยหน้ามองหน้าเฝิงหลานแว่บหนึ่งก่อนก้มหน้าก้มตาต่อ ท่ามกลางสายตาขบขันที่มองดูการกระทำของสองนายบ่าวอย่างเอ็นดูของไป๋เลี่ยงหลิน
ระหว่างที่อาศัยเดินทางร่วมขบวนมากับกลุ่มคาราวานนี้ พวกนางก็รู้สึกได้ว่าคนกลุ่มนี้มีอัทธยศัยที่ไม่เลวจนแทบเรียกได้ว่าดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งปันสิ่งของเครื่องใช้ รวมถึงการดูแลเล็กๆน้อยๆโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน แต่ยิ่งทำให้ไป๋เลี่ยงหลินเพิ่มความระแวดระวังตัวมากขึ้น เพราะสิ่งต่างๆในโลกล้วนไม่ได้มาเปล่าๆโดยไม่มีเหตุผล
นางเคยปรึกษากับคนขับรถม้า ‘ คนเดิม ‘ ที่อาสาติดตามพวกนางมาด้วย เขาเพียงบอกให้นางดูต่อไป เพราะหากพวกเขามีเจตนาไม่ดี ก็ไม่น่าปล่อยให้กลุ่มของนางที่มีเพียงเด็กและสตรีอยู่รอดมาได้นานหลายสิบวันเช่นนี้ และสำหรับคนที่แอบลอบติดตามพวกเขานั้น คนพวกนี้มีจำนวนไม่มาก อีกทั้งวรยุทธยังอ่อนด้อยดูแค่จากการสะกดรอยแล้วยังถูกจับได้ก็พอ แม้ว่าจะไม่ใช่นักฆ่าแต่ก็ควรระวังไว้มากหน่อยก็ดี
ไป๋เลี่ยงหลินได้ยินคำตอบจึงค่อนข้างเบาใจ แต่ไม่คลายระแวง นางแอบเก็บสะสมยาสลบและยาพิษอ่อนๆไว้กับตัวเมื่อมีโอกาสแวะระหว่างทาง เพียงหวังว่าจะใช้ป้องกันตัวยามจำเป็น การกระทำเล็กๆน้อยๆเหล่านี้กลับถูกคนขับรถม้าสังเกตุเห็น เขาเพียงรู้สึกขบขันกับความคิดของนาง ช่างดูขัดกับบุคคลิกเขร่งขรึมวางตัวเย็นชาของนางยิ่งนัก
ระหว่างเดินทางนอกจากกู้เซียนเซียนจะฝึกดีดฉินแล้ว ไป๋เลี่ยงหลินยังถือโอกาสนี้สอนให้หลานสาวรู้จักดูแลอาการบาดเจ็บ และอาการป่วยไข้เบื้องต้น รวมถึงยังสอนนางแยกประเภทของสมุนไพรที่หาได้ทั่วไปเพื่อบรรเทาอาการต่างๆไปด้วย กู้เซียนเซียนไม่นับว่าเป็นคนที่ฉลาดช่างจดจำนัก แต่นางก็รับฟังอย่างตั้งใจ ตรงไหนควรจดก็จด บางครั้งนางยังเก็บตัวอย่างพืชสมุนไพรไว้ที่สมุด เพื่อใช้ศึกษามันในภายหลัง แม้ว่าอีกหลายวันต่อมา นางอาจจำได้บ้างไม่ได้บ้างก็ตาม แต่ไป๋เลี่ยงหลินก็พอใจกับความคืบหน้าของหลานสาวแล้ว ผิดกับเฝิงหลานที่นั่งอยู่ภายในรถม้าคันเดียวกัน เพียงครูพักลักจำ นางกลับจดจำได้ดีกว่ามาก สำหรับเรื่องนี้ไป๋เลี่ยงหลินกลับไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไร ตั้งแต่ที่เฝิงหลานสามารถจดจำหน้าตาของคนที่ผ่านตาเพียงครั้งเดียวได้อย่างแม่นยำแล้ว ความสามารถในการจดจำเรื่องอื่นๆของนางก็ไม่อ่อนด้อยเช่นกัน
ระหว่างที่ไป๋เลี่ยงหลินกำลังสอนบทต่อไปจากตำราสมุนไพรให้กู้เซียนเซียนอยู่ เพราะรู้สึกว่ามีเสียงดังประหลาดอยู่ภายนอกรถม้า มือขาวบอบบางจึงยื่นไปเปิดหน้าต่างที่ด้านข้างของนาง ก่อนรีบหันมาบอกกับคนอีกสองคนที่เหลือในรถม้า “ พวกเจ้ามาดูเร็ว “ นางพูดพลางชี้ออกไปที่หน้าต่าง
กู้เซียนเซียนและเฝิงหลาน รีบชะโงกดูทันที
ตรงบึงน้ำเบื้องหน้า ฝูงนกกระเรียนกว่าร้อยตัว กำลงบินร่อนลงมาหยุดอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ บางตัวกำลังสยายปีกกว้างแหงนหน้าชูคอส่งเสียงร้องดัง บางตัวถึงกับร่อนถลาไปบนผิวน้ำ ส่วนเจ้าตัวเล็กที่ยังไม่ผลัดขนหลายตัวทำเพียงกระโดดเล่นไปมาปะปนอยู่กับกระเรียนตัวใหญ่อยู่แถวริมบึง อีกหลายตัวกำลังหาปลาหรือสัตว์น้ำเล็กๆกิน ส่งเสียงดังอึงอลอยู่ทั่วบริเวณ ตัดกับภาพพื้นหลังของบึงใสและเทือกเขาทีมีหิมะปกคลุมทอดตัวยาวจากเหนือจรดใต้ กู้เซียนเซียนและเฝิงหลานถึงกับอยู่ในภวังค์ เช่นเดียวกับกลุ่มคนอื่นๆในขบวนรถม้า ต่างก็ออกมาชะโงกดูภาพฝูงนกกระเรียนเหล่านี้ บางคนถึงกับกระโดดลงมาจากรถเพื่อเดินเข้าไปดูใกล้ๆกันเลยทีเดียว
“ ว่ากันว่านกกระเรียนถือเป็นสัตว์นำโชค หากได้พบเห็นพวกมัน แปลว่าพวกเรากำลังจะโชคดีแล้ว “ เฝิงหลานเอ่ยขึ้นมาลอยๆ
กู้เซียนเซียนพยักหน้ารับเร็วๆหลายทีและหันกลับไปมองฝูงนกเหล่านั้นอีก ในใจก็วาดหวังว่าจากนี้ไปพวกนางจะมีโชควาสนาและได้กลับมาอยู่รวมกันเป็นครอบครัวอีกครั้งหนึ่ง ในหัวของนางพลันกระหวัดไปคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อหลายวันก่อน
“ เราจะเดินทางลงใต้ ตามประสงค์ของมารดาเจ้า นางตระเตรียมทุกอย่างให้เจ้าไว้ที่นั่นแล้ว “ ไป๋เลี่ยงหลินเอ่ยแก่นางหลังจากที่นางไปปรึกษาเรื่องที่จะเดินทางไปยังชายแดนทิศตะวันออก
“ ส่วนเรื่องของครอบครัวเจ้า ล้วนมีคนดูแลอยู่แล้วเรื่องนี้ไม่ใช่ธุระกงการอะไรให้เด็กเช่นเจ้าต้องมาเป็นกังวล “ อาหญิงยังคงเอ่ยต่อ โดยมีเฝิงหลานที่นั่งอยู่ข้างๆ พยักหน้างึกงักตามไปด้วย ประหนึ่งยืนยันคำพูดของนาง เพราะประโยคนี้เป็นคำพูดของชายคนขับรถม้าบอกกล่าวแก่พวกนางทั้งสองเอง
ในครั้งแรกไป๋เลี่ยงหลินคิดว่าจะต้องพูดโน้มน้าวกู้เซียนเซียนอีกสักหลายสิบประโยค แต่กลายเป็นว่าในวันนั้น หลานสาวกลับพยักหน้าอย่างว่าง่าย เพียงตอบกลับมาประโยคเดียว “ ข้าเชื่อว่าท่านไม่หลอกข้า ข้าเชื่อฟังอาหญิง”
ไป๋เลี่ยงหลินมองดูพวกเขาสองคนที่แย่งกันโผล่หัวออกไปนอกหน้าต่างเพื่อดูฝูงนกกระเรียนอย่างตื่นเต้น นางพลันยิ้มออกมาก่อนค่อยๆคลานออกไปเปิดประตูทางด้านหน้ารถม้า ขยับนั่งลงด้านหลังคนขับ เพื่อมองไปยังฝูงนกกระเรียนกลุ่มนั้น ตลอดชีวิตของนางแม้เคยเห็นนกกระเรียนมาบ้างแต่ก็ไม่เคยเห็นฝูงใหญ่ขนาดนี้มาก่อน
ยามอาทิตย์อัสดงอาบแสงสีทองไปทั่วใบหน้าของไป๋เหลียงหลิน ผนวกกับรอยยิ้มพิสุจน์อ่อนโยนประดุจเรื่องวุ่นวายต่างๆในโลกล้วนไม่เกี่ยวข้องกันกับนาง ตอนที่ชายหนุ่มไว้หนวดเขราบังคับรถม้าอยู่ด้านข้างหันกลับมามองตรงที่นางนั่งอยู่ นี่จึงเป็นภาพที่เขาเห็น จังหวะเดียวกับที่ไป๋เลี่ยงหลินก็หันหน้ามาสบตากับเขาก่อนพยักหน้าให้เล็กน้อย ทำให้บุรุษร่างใหญ่กำยำรีบหลุบสายตาลงและหันหน้ากลับไปอย่างเสียอาการแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ดวงตาสีนิลของเขาเพ่งมองตรงไปยังถนนเบื้องหน้าเพื่อรวบรวมสมาธิปกปิดความสับสนและจังหวะหัวใจที่เต้นอย่างผิดปกติทันที