บทที่23
ยังเป็มนุษย์อยู่อีกหรือ
เซี่ยอันอวี่จ้องมองหนานกงจิ่นอวี่เขม็งดวงตาคู่งามเบิกกว้างราวกับกำลังมองสิ่งมีชีวิตที่ไม่ควรปรากฏอยู่บนโลกนี้ ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความตกตะลึงปนระแวดระวังอย่างห้ามไม่ได้
'คนผู้นี้...ยังเป็มนุษย์อยู่จริงหรือ?' ความคิดนี้ผุดขึ้นมาในหัวอย่างควบคุมไม่อยู่
หนานกงจิ่นอวี่ที่ยืนหันข้างให้คล้ายจะััได้ถึงสายตา "จับผิด" ของสตรีข้างกายเขาหันหน้ากลับมาเล็กน้อย ริมฝีปากบางกระตุกยิ้มเย็น ๆ พร้อมกับกล่าวเสียงเรียบ
“เื่เช่นนี้...ถือว่าเป็เื่ธรรมดา” น้ำเสียงนั้นราวกับกำลังพูดถึงเื่เล็กน้อยอย่างการเดินเล่นยามเช้าไม่มีความรู้สึกใด ๆ แฝงอยู่เลย
ก่อนที่ปลายนิ้วยาวของเขาจะยกขึ้นชี้ไปยังสายตาของเซี่ยอันอวี่ที่ยังคงจับจ้องตนเองอยู่แล้วตามด้วยการเคลื่อนนิ้วไปชี้ยังแปลงผักด้านหน้า
“แต่ถ้าเ้าคิดว่าข้าเป็สัตว์ประหลาด...”หนานกงจิ่นอวี่เหลือบมองนางเล็กน้อย แววตาเ็าแฝงรอยหยอกล้อบาง ๆ“...สิ่งที่เ้าเพิ่งทำไปเมื่อวาน ก็มิต่างจากสัตว์ประหลาดเช่นกัน”
เซี่ยอันอวี่ถึงกับชะงักดวงตากระพริบถี่ ๆ ก่อนจะหันไปมองแปลงผักที่เขาชี้อย่างอัตโนมัติ
ภาพพืชผักเขียวขจีสามร้อยต้นที่เติบโตสมบูรณ์ในชั่วข้ามคืนสะท้อนเข้าสู่ดวงตาของนางมุมปากของเซี่ยอันอวี่กระตุกทันที พลางได้แต่สบถในใจอย่างอดกลั้น
‘ข้าต่างหากที่อยากจะเรียกพวกเ้าว่าสัตว์ประหลาด!ตัวข้าน่ะไม่มีอะไรพิเศษหรอก คนที่ทำทั้งหมดมันคือเ้ามู่ซานต่างหาก!’
แต่แน่นอนว่านางไม่มีทางพูดสิ่งเหล่านี้ออกไปได้เพราะในสายตาของหนานกงจิ่นอวี่ตอนนี้ นางคือ "ยอดสตรีผู้มีความสามารถลี้ลับ"ที่สามารถหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนได้
เมื่อเห็นท่าทางของเซี่ยอันอวี่ที่เงียบงันและแสร้งทำเป็ยิ้มแหยๆ หนานกงจิ่นอวี่ก็ละสายตากลับไปยังแปลงผัก ราวกับตัดบทสนทนาเื่นี้โดยสิ้นเชิง
เขายืนนิ่งครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เอาล่ะ...” หนานกงจิ่นอวี่กล่าว พลางใช้สายตากวาดมองพืชผักที่พร้อมเก็บเกี่ยว“ข้าจะให้แบ่งผักเหล่านี้บางส่วนไว้สำหรับพวกเราที่เหลือจะนำไปหล่อเลี้ยงทหารของข้า”
สิ้นคำเขาหันกลับมามองใบหน้างดงามของสตรีตรงหน้าก่อนจะถามต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่แฝงความหนักแน่น
“เ้ามีปัญหาหรือไม่?”
เซี่ยอันอวี่เมื่อได้ยินคำถามนั้นนางก็หลุดจากห้วงความคิดทันที ดวงตากลอกไปมาเล็กน้อยก่อนจะรีบยกยิ้มบาง ๆ ตอบกลับ
“ไม่มีปัญหาแน่นอน!”นางกล่าวออกมาอย่างคล่องแคล่ว
เซี่ยอันอวี่ส่ายหน้าไปมารวดเร็วรอยยิ้มบางปรากฏขึ้นบนใบหน้าเพื่อแสดงออกอย่างชัดเจนว่านางไม่มีปัญหาใด ๆกับข้อเสนอของหนานกงจิ่นอวี่
แน่นอน... นางรู้ดีว่าสถานการณ์ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่พืชผักหรือทรัพย์สินเงินทอง แต่คือ"ความปลอดภัย" ของตัวนางเองต่างหาก!
ในดินแดนแห้งแล้งอย่างฮั่วโจวเมืองรกร้างเช่นนี้ ต่อให้มีทองคำเต็มเรือนก็ไร้ค่า หากไม่มีคนคุ้มกันชีวิต เซี่ยอันอวี่จึงเข้าใจดีว่าทหารของหนานกงจิ่นอวี่คือกำแพงสุดท้ายที่ปกป้องนางจากโลกอันโหดร้ายภายนอก
การแบ่งผักไปเลี้ยงเหล่าทหารเพื่อเสริมกำลังให้พวกเขาเข้มแข็งขึ้น...นั่นไม่ใช่การขาดทุน แต่เป็การลงทุนเพื่อชีวิตของนางโดยแท้!
หนานกงจิ่นอวี่มองท่าทีคล่องแคล่วในการตอบรับของเซี่ยอันอวี่เขาพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงนิ่งเฉยตามแบบฉบับของเขา
“ข้านึกว่า...อาจจะต้องควักเงินส่วนตัวซื้อผักพวกนี้จากเ้าเสียแล้ว”
สิ้นคำ เสี้ยวรอยยิ้มบางเฉียบก็ผุดขึ้นตรงมุมปากของหนานกงจิ่นอวี่ราวกับกำลังหยอกล้ออย่างเงียบ ๆ
เซี่ยอันอวี่หัวเราะแห้ง ๆพลางยกมือปัดไปมาอย่างลนลาน ใบหน้าของนางแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มประจบประแจงเล็กน้อย
“จะเป็เช่นนั้นได้อย่างไรเล่า...”นางรีบกล่าวแก้ “พวกเราเป็สามีภรรยากันนะท่านดูแลข้าอย่างดี ข้าย่อมต้องตอบแทนท่านสิ!”
“งั้นหรือ?” หนานกงจิ่นอวี่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยสายตาเรียบนิ่งจับจ้องมาที่นางอย่างพินิจ
เซี่ยอันอวี่พยักหน้ารัว ๆยืนยันคำพูดของตนด้วยความมั่นใจ ทั้งที่ในใจกำลังคิดว่า 'แค่ไม่ปล่อยให้ข้าตายก็ถือว่าตอบแทนบุญคุณแล้ว!'
บรรยากาศระหว่างทั้งสองเงียบลงเพียงครู่ก่อนที่เซี่ยอันอวี่จะนึกขึ้นได้ถึงสิ่งสำคัญนางจึงรีบเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อย่างแท้จริง
“จริงสิ...” ดวงตาของนางหันไปมองแปลงผัก แล้วหันกลับมาจ้องใบหน้าของหนานกงจิ่นอวี่“ท่านจะบอกพวกทหารในกองทัพของท่านอย่างไรเกี่ยวกับ...ผักพวกนี้?”
น้ำเสียงของเซี่ยอันอวี่เต็มไปด้วยความสงสัยและเฝ้ารอคำตอบนางรู้ดีว่าผักเหล่านี้ไม่ได้โผล่มาจากอากาศ อยู่ ๆก็มีอาหารสดใหม่ให้คนทั้งเมืองกิน มันย่อมต้องมีคำอธิบายที่สมเหตุสมผลไม่เช่นนั้นความลับอาจรั่วไหลได้ง่ายดาย
หนานกงจิ่นอวี่ปรายตามองนางเล็กน้อยริมฝีปากขยับเอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ
“ก็ไม่มีอะไรมาก...”หนานกงจิ่นอวี่เอ่ยเสียงเรียบ สายตายังคงจับจ้องแปลงผักเบื้องหน้า“ข้าเพียงแค่บอกพวกเขาว่า ข้าหาวิธีเพาะปลูกผักได้แล้วก็พอทหารในกองทัพที่ข้าคัดเลือกมา ต่างเป็คนที่ไว้ใจได้ทุกคน เพราะเช่นนั้น...พวกเขาจะไม่ซักถามเื่นี้มากนัก”
คำพูดนั้นเรียบง่ายราวกับเป็เื่ปกติแต่เซี่ยอันอวี่กลับมุมปากกระตุกทันที นางหันไปมองอีกฝ่ายด้วยแววตาไม่อยากจะเชื่อก่อนจะพูดประชดประชันออกมาอย่างอดไม่ได้
“ไว้ใจได้ทุกคนงั้นหรือ...แต่ครั้งก่อน ทหารของท่านคนหนึ่งก็เกือบจะเฉือนคอข้าอยู่แล้วนะ!”
น้ำเสียงของเซี่ยอันอวี่เจือไปด้วยความขุ่นเคืองปนหยอกเย้านางยังจำเหตุการณ์ลอบสังหารเมื่อวันแรกที่มาถึงเมืองนี้ได้ดีแผลใจยังสดใหม่อยู่เลยแท้ ๆ
หนานกงจิ่นอวี่เหลือบสายตามองนางแวบหนึ่งแต่แทนที่จะตอบกลับหรืออธิบายสิ่งใด เขากลับเลือกที่จะหันหลังเดินจากไปอย่างเฉยชาราวกับไม่ได้ยินถ้อยคำประชดประชันนั้นเลยแม้แต่น้อย
เซี่ยอันอวี่ยืนอ้าปากค้างมองแผ่นหลังของหนานกงจิ่นอวี่ที่เดินออกไปจากแปลงผักด้วยความงุนงง
“นี่... เดินหนีดื้อ ๆแบบนี้เลยหรือ?” นางพึมพำกับตัวเองด้วยสีหน้าขุ่นเคืองแต่ก็จนปัญญาจะทำอะไร
สุดท้ายก็ได้แต่ถอนหายใจยาวก่อนจะหันหลังกลับเข้าเรือนไม้เช่นเดียวกันปล่อยให้เื่ทั้งหมดผ่านพ้นไปโดยไม่เซ้าซี้อีก
เวลาผ่านไปไม่นานทหารสองสามนายก็ทยอยเข้ามายังแปลงผักด้านหลังตามคำสั่งของหนานกงจิ่นอวี่พวกเขาเริ่มทำหน้าที่ของตนอย่างคล่องแคล่ว ทั้งเก็บเกี่ยวพืชผักที่พร้อมส่งต่อให้กองทัพและลงมือพรวนดินเตรียมพื้นที่สำหรับการเพาะปลูกในรอบถัดไป
เซี่ยอันอวี่ซึ่งคอยสังเกตการณ์อยู่จากหน้าต่างเรือนไม้ลอบยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ นางแทบไม่ต้องออกแรงอะไรเลยนอกจากรอให้ทุกอย่างพร้อมสำหรับขั้นตอนสำคัญของนางเท่านั้น
เมื่อทหารจัดการทุกอย่างเรียบร้อยและขนผักออกไปจากแปลงนางจึงเดินออกไปยังพื้นที่ที่ถูกเตรียมไว้แล้วอย่างดีเมล็ดพันธุ์หลากหลายชนิดวางเรียงรายอยู่ข้างแปลงรอเพียงแค่มือของนางหยิบมันขึ้นมาโปรยลงหลุมทีละเมล็ด
เซี่ยอันอวี่ลงมือหว่านเมล็ดตามกิจวัตรประจำวันด้วยความชำนาญจากนั้นก็เคาะเบา ๆ ที่กำไลหยกบนข้อมือ เป็สัญญาณเรียกเ้ามู่ซานให้ปรากฏตัว
ไม่กี่อึดใจร่างเล็กของมนุษย์จิ๋วสีเขียวก็ลอยออกมาอย่างเคยพร้อมกับเริ่มแสดงพลังหล่อเลี้ยงพืชผักอย่างรวดเร็ว
ทุกขั้นตอนเสร็จสิ้นอย่างเรียบร้อยและราบรื่นไม่ต่างจากวันก่อน ๆ
เซี่ยอันอวี่ยืนเท้าเอวมองแปลงผักด้วยความภาคภูมิใจ แม้ความจริงจะเป็ฝีมือของเ้ามู่ซานทั้งหมดแต่นางก็มองว่าตัวเองคือ "คนลงมือเอง" อยู่ดี
เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ นางก็หันหลังเดินกลับเข้าเรือนไม้อย่างสบายใจเตรียมตัวพักผ่อนตามอัธยาศัยปล่อยให้เวลาของวันล่วงเลยไปอย่างสงบในดินแดนแห้งแล้งแห่งนี้