ในขณะที่ลั่วอู่หลินกำลังตามล่าหาสมบัติและมรดกอยู่ที่ด้านในดินแดนปีศาจสวรรค์ ในเวลาเดียวกันนี้เองที่ตระกูลเซียนสองหญิงชายกำลังสู้กันอย่างไม่ลดละ โดยเฉพาะฝ่ายหญิงที่ดูจะเอาจริงเอาจังเสียมากๆ แต่ก็ไม่อาจที่จะทำอะไรฝ่ายชายได้
ชายหญิงคู่นี้แน่นอนว่าย่อมไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก เฟยหรงและเซียนหนิงซี ตั้งแต่ในวันนั้นที่เฟยหรงได้สนทนากับลั่วหนิงซินผู้เป็นแม่ยาย เขาก็มาหาหญิงสาวคนนี้ทุกวัน
ในช่วงแรกๆเซียนหนิงซีก็รู้สึกหงุดหงิดมากๆที่เขามากวนใจนาง แต่เมื่อหนึ่งปีผ่านไปความสัมพันธ์ของพวกเขาก็เริ่มพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ จนใตอนนี้จะเรียกพวกเขาว่าคู่รักก็ไม่ผิดนัก
"เปรี้ยง!"
"วันนี้พอเท่านี้เถอะ เจ้าไม่ไหวแล้ว"เฟยหรงกล่าวขึ้นแววตาที่มองนางเต็มไปด้วยความอ่อนโยนยิ่ง
เซียนหนิงซีหอบถี่กระชั้นและนั่งลงกับพื้นในทันที "แห๊กๆ นี่ก็สองปีกว่าแล้วทำไมข้ายังชนะเจ้าไม่ได้อีกล่ะ ทั้งๆที่ข้าก็ฝึกจนบรรลุแก่นแท้หอกอัสนีบาตแล้วแท้ๆ"
นางทำหน้ามุ้ยราวกับไม่อยากยอมรับความจริง ตั้งแต่สู้กับเฟยหรงมาไม่มีวันไหนเลยที่นางจะเห็นโอกาสที่จะชนะเขาได้
เฟยหรงเมื่อเห็นเซียนหนิงซีเริ่มงอแงก็เข้าไปอุ้มนางในทันใด แน่นอนหญิงสาวไม่ได้ขัดขืนอะไร เพราะทุกครั้งที่ซ้อมเสร็จเฟยหรงก็จะเป็นคนอุ้มนางไปส่งในทุกๆวัน ซึ่งมันก็น่าแปลกมากที่ไม่มีใครในตระกูลเห็นการกระทำนี้ของพวกเขา
"ที่เจ้ายังไม่ชนะ เพราะเจ้ายังไม่เป็นภรรยาข้าอย่างเป็นทางการไงล่ะ ถ้าหากเจ้าแต่งกับข้าล่ะก็แน่นอนว่าข้าจะยอมแพ้เจ้าตลอดชีวิตก็ย่อมได้ เหมือนดังพี่หญิงทั้งหลายของเจ้าที่กดขี่ข้าทุกวี่วัน"เฟยหรงกล่าว ถ้อยคำประโยคสุดท้ายเต็มไปด้วยความน่าสงสาร
เซียนหนิงซีทุบอกชายหนุ่มเบาๆด้วยความหมั่นใส้ "ข้าไม่ได้ต้องการชนะเจ้าด้วยวิธีนั้นเสียหน่อย ข้าอยากชนะด้วยฝีมือต่างหาก อีกทั้งการที่เจ้าโดนเหล่าพี่หญิงทั้งหลายกดขี่ก็สมควรแล้ว เพราะเจ้ามันเจ้าชู้เกินไป"
เซียนหนิงซีกล่าวออกมาพร้อมกับหยิกแก้มของชายคนรัก เฟยหรงจึงกล่าวตอบออกไป "เฮ้ๆกล่าวหากันเช่นนี้ได้อย่างไรกัน หากคิดไปถึงเรื่องในอดีตข้าว่าตัวข้าเป็นคนโดนกระทำเสียมากกว่า ถ้าจะโทษก็ต้องโทษที่สามีของเจ้าหล่อเหลาและโดดเด่นเกินไป"
"หึ! ช่างหลงตัวเองเสียจริง"เซียนหนิงซีกล่าวอย่างขบขัน
ตั้งแต่อยู่ด้วยกันมาตลอดสองปีกว่า เฟยหรงไม่ได้บอกเซียนหนิงซีว่าตัวเองเป็นพระเจ้าเพราะกลัวว่าจะผิดข้อตกลงกับลั่วอู่หลิน เขาเพียงแค่เล่าเรื่องราวต่างๆที่นอกเหนือจากพลังของเขาให้นางฟังก็เท่านั้น นั่นก็รวมไปถึงเรื่องภรรยาของเขาทั้งหมดด้วย
ในตอนแรกเซียนหนิงซีก็คิดว่าชายคนนี้ช่างขี้โม้เอามากๆที่บอกว่าตัวเองมีภรรยาถึงยี่สิบกว่าคน แต่เมื่อได้เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสุขในตอนที่เล่าถึงพวกนาง เซียนหนิงซีจึงได้เชื่อสนิทใจว่าชายคนนี้มีภรรยามากขนาดนั้นจริงๆ
"เห้อ ข้าคิดถึงน้องชายยิ่งนัก ไม่รู้เขาจะเป็นอย่างไรบ้าง"ในขณะที่เฟยหรงกำลังเดินไปส่งหญิงงามที่ตำหนัก อยู่ๆนางก็ถอนหายใจและกล่าวประโยคนี้ออกมาจนเขาต้องหยุดชะงักฝีเท้าไป
"เขาไม่เป็นอะไรหรอก ลั่วอู่หลินแข็งแกร่งจะตายไป ท่านก็รู้ โอ้!! แล้วข้าก็ลืมบอกเจ้าไปว่าเจ้ามีหลานสาวแล้วนะแถมยังน่ารักน่าชั่งมากทีเดียว"
คำๆนี้ทำให้เซียนหนิงซีใบหน้าแข็งค้างหันขวับไปมองหน้าของเฟยหรงในทันใดและอดไม่ได้ที่จะกล่าวถาม "หลานหรือ?"
"ใช่! ลั่วซีเซียน เป็นบุตรสาวของลั่วอู่หลิน ถ้านับตามศักดิ์เจ้าก็สมควรเป็นท่านป้าของนาง"เฟยหรงกล่าว ทว่าทันใดนั้นเองเซียนหนิงซีก็พลันลงดิ้นลงจากการอุ้มของชายหนุ่มในทันที
"เฟยหรง เรื่องใหญ่เช่นนี้ เจ้าลืมได้อย่างไรกัน ไม่ได้การข้าจะต้องรีบไปบอกท่านแม่ก่อน ว่าพวกเรามีหลานแล้ว"นางกล่าวอย่างตื่นเต้นดีใจและวิ่งไปหาแม่ของนางในตำหนักทันที ทิ้งไว้เฟยหรงที่ตอนนี้หัวเราะคิกคักให้กับอาการของนาง
หลังจากนั้น แน่นอนว่าลั่วหนิงซินย่อมมาหาเฟยหรงด้วยตนเองและไถ่ถามว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า เมื่อชายหนุ่มกล่าวยืนยันสองแม่ลูกก็อาการไม่ได้ต่างกันเท่าไรนัก พวกนางแทบจะอยากไปรับลั่วอู่หลินกลับมาให้รู้แล้วรู้รอดไป แต่เมื่อคิดถึงสัญญายี่สิบปีพวกนางก็พากันหงอยและห่อเหี้ยวไปตามๆกัน
เมื่อเห็นอาการเช่นนี้ของทั้งสอง เฟยหรงจึงได้ส่งเสียงผ่านจิตบอกลั่วหนิงซีไปว่า 'เฟยหรงจะกลับมาก่อนยี่สิบปีอย่างแน่นอน ไม่แน่อาจจะใช้เวลาเพียงสิบถึงสิบห้าปีเท่านั้น'
เมื่อได้ยินคำยืนยันของเฟยหรงลั่วหนิงซินก็ไม่ทำท่าทางห่อเหี่ยวอีกต่อไป คำพูดของพระเจ้าอย่างเฟยหรงเป็นอะไรที่เช่ือถือได้ เมื่อเฟยหรงบอกไว้แบบนี้นางจะไม่ยินดีได้อย่างไร เพราะถึงอย่างไรแล้วเวลามันก็ลดลงไปอย่างเห็นได้ชัด
ตัดมาทางลั่วอู่หลิน ตอนนี้เขาอยู่หน้าวิหารที่มีลัญลักษณ์พระจันทร์เสี้ยวพร้อมออร่าแห่งความเย็นแผ่ออกมา ซึ่งนอกจากเขายังมีเผ่าพันธุ์อื่นๆที่ใช้ปราณเหมันต์อีกมากมายที่อยู่ที่นี่เพื่อแสวงหาโชคลาภ
และแน่นอนว่าการฆ่ากันก็มีให้เห็นราวกับมันเป็นเรื่องปกติทั่วไป ลั่วอู่หลินนอนอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่ หยิบผลท้อเซียนอัสนีมากินอย่างสบายใจมองดูการฆ่ากันเหล่านั้นราวกับมันเป็นเรื่องบันเทิง
"น้องชาย เจ้ามีปราณหยินแล้วจะสนใจมรดกสืบทอดของวิหารที่มีปราณเหมันต์แผ่ออกมาทำไม แทนที่จะมุ่งหน้าไปยังมรดกปีศาจสวรรค์"ไฉ่เยว่เอ่อร์กล่าวถาม
"พี่สาว มรดกปีศาจสวรรค์ตามการคาดการณ์ของข้าน่าจะเปิดในอีกสามปี ในระหว่างนี้ข้าก็สมควรหามรดกอย่างอื่นไปก่อน เผื่อภรรยาของข้าจะใช้มันได้ วิหารจันทราแห่งนี้เป็นวิหารที่มีออร่าใกล้จะเปิดมากที่สุดที่จิตสำนึกแห่งพระเจ้าของข้าสัมผัสได้ ดังนั้นข้าก็จะเก็บมันกลับไปด้วย ต่อให้มันไร้ประโยชน์กับข้า แต่เหล่าภรรยารวมไปถึงลูกสาวของข้าอาจจะใช้มันได้
"เช่นนั้นก็ตามใจเจ้าก็แล้วกัน พี่สาวจะขอนอนดูความบันเทิงอยู่ข้างในทะเลจิตวิญญาณอย่างเดียวก็พอ ฮิฮิ"
"ท่านพ่อสู้ๆ"ลั่วปิงปิงชูมือน้อยๆแล้วกล่าวอย่างเริงร่าให้กับบิดาของนางเช่นเดียวกัน ทำให้ชายหนุ่มพยักหน้าและยกยิ้มออกมา
ลั่วอู่หลินรออีกหนึ่งก้านธูปเพียงเท่านั้นประตูวิหารจันทราก็ได้เปิดออก ชายหนุ่มที่เตรียมพร้อมอยู่แล้วก็บินแฝงตัวไปตามฝูงชนอย่างเเนบเนียนจนแทบไม่มีใครสงสัย
เมื่อเข้าไปในวิหาร ทุกคนเหมือนหลุดออกไปในมิติแห่งหนึ่งที่มีพื้นที่เต็มไปด้วยทุ่งหญ้าสีขาว ด้านบนประดับไปด้วยพระจันทร์เสียวหนึ่งดวงแต่กลับให้แสงสว่างปกคลุมทั่วดินแดนอย่างน่าพิศวงยิ่ง ลั่วอู่หลินที่ได้เห็นก็ยกยิ้มเยาะออกมาในทันใด เพราะการทดสอบนี้ไม่ได้ต่างจากการทดสอบของหอคอยมหาสมบัติเลย
และอีกไม่นานวิหารแห่งนี้ก็จะปลดปล่อยอสูรออกมาเพื่อกำจัดคนอ่อนแอจนเหลือเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่จะได้ถือครองมรดก นี่คือพื้นฐานปกติของวิหารมรดกประเภทนี้