จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 54 จบในคราเดียว

            ในอดีต เมื่อตอนที่ฉินอวี่โดนพิษยมโลกคืนชีพ เขาเคยนึกคำถามได้คำถามหนึ่งว่าคนแบบไหนกันที่น่ากลัวที่สุด

            ในฐานะของผู้ดูแลหอตำราสำนักเทียนฉี ฉินอวี่จึงได้ติดต่อกับศิษย์ในสำนักเทียนฉีมาแล้วเกือบทั้งสิ้นทั้งยังได้พบปะกับผู้คนมามากมายหลายประเภท พรสวรรค์หลากหลายรูปแบบรวมไปถึงคนธรรมดาในแต่ละประเภท

            แล้วคนแบบไหนกันที่น่ากลัวที่สุด?

            สิ่งนี้ไม่ได้ถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจนนัก ไม่อาจพูดได้ว่าผู้มีพรสวรรค์น่ากลัวหรือคนธรรมดาสามัญคือผู้น่ากลัว

            แต่คนที่น่ากลัวจะมีลักษณะอย่างหนึ่งที่เหมือนกันในสายตาของพวกเขาไม่มีครอบครัว ไม่มีความรัก ไม่มีพี่น้อง มีเพียงผลประโยชน์เท่านั้นไม่ว่าอย่างไรก็สามารถสงบสติไว้ได้ตลอดเวลาความสงบที่กล่าวถึงไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่แสดงออกภายนอกเท่านั้นแต่ยังเยือกเย็นถึงในจิตใจ

            คนประเภทนี้มักมีความเฉลียวฉลาดเป็นพิเศษ มีความละเอียดลึกซึ้งสามารถระงับอารมณ์ของตนเองไว้ได้อย่างดี เช่นเดียวกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลาแต่หัวใจมิอาจเคลื่อนไหวดุจดั่งภูผา จอมอสูรหลินอวี่ก็เป็นคนเช่นนี้ถงอวิ๋นเฟยก็เป็นคนเช่นนี้ แต่เขายังไม่ถึงระดับของจอมอสูรหลินอวี่

            หากมีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับคนประเภทนี้ จะต้องใช้วิธีอย่างหนึ่งเพื่อทำลายเหตุผลและความสงบของเขาสิ่งนั้นคือความโกรธความโกรธเป็นหนทางที่ง่ายที่สุดที่จะทำให้มนุษย์ไร้เหตุผลและหยาบคาย

            ก่อนหน้านี้จื่อซวินเอ๋อได้บอกให้ตนเองระวังอี้จ้านเทียนเอาไว้แต่อันที่จริงฉินอวี่อยากจะบอกนางว่า นางยิ่งต้องระวังถงอวิ๋นเฟย

            นับตั้งแต่เริ่มต้นฉินอวี่คิดว่าถงอวิ๋นเฟยนั้นมีอคติตั้งตัวเป็นศัตรูกับตนเองเพราะสาเหตุเรื่องจื่อซวินเอ๋อ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ ทำให้ฉินอวี่สรุปได้ว่าสิ่งต่างๆ ไม่ได้ธรรมดาอย่างที่เขาคิด

            เมื่อมองจากความหวาดกลัวที่ถงอวิ๋นเฟยมีต่อสยงท่าเทียน คาดว่าเขาคงจะรู้จักตัวตนของสยงท่าเทียนแล้วและคงได้ฟังเรื่องของตระกูลขวงสยงมาบางทีเขาอาจจะได้กลับไปถามตระกูลของเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้มาแล้วและข่าวที่ได้มาก็ทำให้เขาเกรงกลัวสยงท่าเทียนยิ่งนัก

            ในส่วนนี้ ฉินอวี่ได้สังเกตเห็นจากตอนที่เขาต่อสู้กับสยงท่าเทียนซึ่งเขาไม่แม้แต่จะพลาดสายตาเพื่อหาความแน่ใจในเรื่องนี้

            ถงอวิ๋นเฟยเป็นคนฉลาด หากพบเจอสถานการณ์เช่นนี้เขาคงคิดว่าจะสามารถแก้ไขความขัดแย้งของตนเองที่เกิดขึ้นได้หรือไม่ อย่างน้อยๆเขาก็น่าจะเห็นว่าสยงท่าเทียนยังคงไร้เดียงสา และคงจะเชื่อฟังคำพูดของตน เมื่อแก้ไขความขัดแย้งที่มีกับตนเองจากนั้นก็ต้องแก้ไขความขัดแย้งกับสยงท่าเทียนอย่างแน่นอน และด้วยเหตุผลนี้ถงอวิ๋นเฟยย่อมรู้ดีเช่นกัน

            ไม่เพียงแต่จะไม่พยายามแก้ไข แต่ในทางกลับกันเขากลับทำให้รุนแรงขึ้นแม้ว่าเขาจะแสดงท่าทีสงบ แต่ลึกๆ แล้วกลับพยายามเสี้ยมให้เกิดเรื่องมากขึ้นเขามีเจตนาที่จะให้ตนเองมีความขัดแย้งกับสำนักโบราณเทียนหลงแต่ฉินอวี่ก็มั่นใจว่าเป้าหมายของเขาก็คือตนเอง

            ฉินอวี่รู้ดีว่าเหตุผลที่ถงอวิ๋นเฟยต้องการให้สำนักโบราณเทียนหลงจัดการตนเองและสยงท่าเทียนนั่นเพราะหมายจะยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวซึ่งหากสังหารตนเองได้ก็จะไม่มีการล่วงเกินสยงท่าเทียนแต่เพราะตนเองกับเขามีความแค้นกันมา เขาจึงยืนกรานที่จะต้องสังหารตนเองให้ได้เขาไม่กล้าที่จะล่วงเกินตระกูลขวงสยง? แต่ล่วงเกินอี้จ้านเทียน?

            เรื่องนี้ จะต้องมีการไตร่ตรองมาก่อนแล้วอย่างแน่นอน!

            หลังจากครุ่นคิดดูได้เช่นนี้ ฉินอวี่จึงสั่งให้สยงท่าเทียนหยุดโจมตีเพื่อสร้างความโกรธให้กับถงอวิ๋นเฟย ด้วยเหตุนี้เขาจึงจะเผยความคิดกับเป้าหมายที่แท้จริงออกมา

            ถึงอย่างนั้น ฉินอวี่ก็ตกอยู่ในอันตรายอย่างมากเช่นกันในสองสามวันนี้ถงอวิ๋นเฟยที่กำลังหงุดหงิดคงเตรียมความพร้อมในการสังหารตนเองเอาไว้แล้วดังนั้น ระยะเวลาสองสามวันนี้ก็สำคัญกับเขาเป็นอย่างมากเช่นเดียวกัน

            หลังจากกลับมาถึงจวนตระกูลฉิน ฉินอวี่ก็เริ่มการเก็บตัวฝึกฝนทันทีเมื่อมีสยงท่าเทียนอยู่ด้วย ฉินอวี่จึงไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัยของฉินเสวี่ย

            ในเวลาเดียวกัน

            ณ ตระกูลชุย

            หลังจากเกิดปัญหาระหว่างสยงท่าเทียนและถงอวิ๋นเฟยผู้นำศิษย์รุ่นหนุ่มสาวของสำนักเทียนหั่วจะเอาจิตใจที่ไหนไปร่วมงานเลี้ยง? พวกเขาต่างกลับไปยังตระกูลชุยพร้อมกับชุยซั่วที่ได้รับบาดเจ็บ

            หลังจากที่ศิษย์น้องที่เหลือออกไปจนหมดหวังผิงก็หยิบยาเม็ดหนึ่งออกมาจากวงแหวนมิติ และใส่เข้าไปในปากของชุยซั่วพร้อมพูดช้าๆ “รักษาแผลให้หายดีก่อน จะได้ฆ่ามันได้ในอีกหกวันข้างหน้า”

            “ศิษย์... ศิษย์พี่ใหญ่... อีกหกวัน ยังต้องสู้กันอีกหรือ? ข้า... ข้าคิดจะถอนตัวจากการต่อสู้”ชุยซั่วที่นอนอยู่บนเตียงพูดด้วยหน้าซีดเผือดและโรยแรงม่านตาของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว หลังจากได้พบกับฉินอวี่และยังได้เห็นความแข็งแกร่งของสยงท่าเทียน ชุยซั่วจะกล้าสู้กับพวกเขาได้อย่างไร?ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ว่าจะชนะหรือไม่ แม้ว่าจะชนะ... ก็เกรงว่าเจ้าคนป่าเถื่อนคนนั้นก็คงไม่มีวันปล่อยตนเองไปแน่นอน

            ประกายแสงที่แหลมคมปรากฏขึ้นในดวงตาของหวังผิง เขาจ้องมองชุยซั่วอย่างเย็นชาและพูดขึ้น“ถอนตัว? เช่นนั้นวันนี้ข้าก็โดนดูถูกเปล่าๆ เลยสินะ?สำนักเทียนหั่วจะต้องเสียหน้าเปล่าเลยสินะ? เจ้าเป็นต้นเหตุของเรื่องที่เกิดขึ้นฉะนั้น เจ้าจะต้องนำหน้าตาแห่งชัยชนะของสำนักเทียนหั่วกลับคืนมา!”

            ชุยซั่วจ้องมองไปยังหวังผิงอย่างหวาดกลัวอย่างไม่สามารถระงับความกลัวในหัวใจของเขาไว้ได้

            เมื่อเห็นท่าทางของชุยซั่ว หวังผิงก็หรี่ตาทั้งสองลงทันทีพลางเปลี่ยนน้ำเสียงคำพูด “มีเพลิงแอ่งธรณีอยู่กับเจ้า เจ้ายังจะกลัวอะไร? อีกอย่าง ข้าจะให้เกราะยุทธ์ป้องกันระดับสูงชั้นที่สามกับเจ้าต่อให้ฉินอวี่จะแข็งแกร่งแต่เขาทำลายเกราะยุทธ์ป้องกันระดับสูงชั้นที่สามได้หรือ?ส่วนเรื่องคนป่าเถื่อนอย่างสยงท่าเทียน เจ้ายิ่งไม่ต้องเป็นกังวลแม้ข้าจะอยากเอาชนะเขาแต่เจ้าคงยังไม่ลืมว่าผู้อาวุโสสำนักเทียนหั่วของเรายังคงอยู่ในแดนสุสานอสูร”

            “แต่เจ้าจะฆ่าเขาไม่ได้ ขอเพียงให้เพลิงแอ่งธรณีเข้าสู่ร่างกายของเขาขอเพียงแค่ทำได้สำเร็จ เมื่อเสร็จเรื่อง รับรองได้เลยว่าเจ้าจะต้องกลายเป็นศิษย์สำนักในที่แท้จริงของสำนักเทียนหั่ว”

            เมื่อได้ยินคำพูดของหวังผิง ดวงตาของชุยซั่วก็ดูมีประกายศิษย์สำนักในที่แท้จริง? หลังจากชั่งความคิดเป็นเวลานานชุยซั่วก็พยักหน้าทันที

            “ในตอนนี้ เจ้าทำความคุ้นเคยกับเพลิงแอ่งธรณีเสียก่อนเถอะ”พูดจบหวังผิงก็ยกมือขวาขึ้น เปลวไฟอันดูมืดมนก็โผล่ออกมาจากมือด้านขวาของเขา...

            อีกด้านหนึ่งของจวนตระกูลชุย

            ชุยซั่วกำลังเล่นแก้วน้ำชาที่อยู่ในมือ จ้องตรงไปทางด้านหน้าใบหน้าอันแก่ชราของเขาแสดงถึงความลังเลและดิ้นรนยิ่งนัก หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็พูดขึ้นทันที“พาตัวแทนของข้ามาที่นี่”

            “รับทราบ!” อุณหภูมิในห้องลดลงอย่างรวดเร็ว และมีคำพูดที่ดูมืดมนดังขึ้น

            ณ วังหลวงแคว้นอู่

            “ตระกูลขวงสยง? นี่มันกลยุทธ์ยืมดาบฆ่าคนเจ้ากล้าดีนักนะถงอวิ๋นเฟย คนอย่างข้าอี้จ้านเทียนเป็นคนที่เจ้าจะมาทำเยี่ยงนี้ได้หรือ?!”อี้จ้านเทียนพึมพำกับตนเอง

            ในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง

            ชายหนุ่มชุดขาวคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่ในห้องมีผ้าไหมสีขาวผืนหนึ่งวางไว้อยู่ตรงหน้าเขาบนผ้าขาวผืนนั้นมีลวดลายที่แปลกประหลาดเรียงตัวกันอย่างหนาแน่นดวงตาของชายหนุ่มเปล่งประกายราวกับจะสาดส่องปกคลุมไปทั้งผืนผ้า ผ่านไปเป็นเวลานานชายหนุ่มชุดขาวก็ตกใจและส่งเสียงพูดพึมพำ “เป็นไปได้อย่างไร? ถ้าเช่นนั้น ถงอวิ๋นเฟย... มีที่มาที่ไปอย่างไรกันแน่?”

            หกวันต่อมา

            สนามประลองทางทิศตะวันตกของเมืองหลักเทียนอู่

            หากมีความคับข้องใจกับศิษย์ในแต่ละตระกูลของเมืองหลักเทียนอู่ทุกคนล้วนต้องมาประลองยังลานทางทิศตะวันตกเพื่อตัดสินแพ้ชนะ เมื่อเวลาผ่านไปที่แห่งนี้ก็กลายเป็นสถานที่ที่ขึ้นชื่อเรื่องการใช้ตัดสินข้อข้องใจและข้อพิพาทของเมืองหลักเทียนอู่เมื่อขึ้นไปยังลานประลองนั่นแล้ว ความเป็นความตายก็จะขึ้นอยู่กับโชคชะตา

            สนามประลองมีรูปร่างเหมือนทรงกรวย มีความสูงเกือบสามสิบจ้างสามารถรองรับผู้คนได้นับหมื่นเพื่อรับชมการต่อสู้

            นับตั้งแต่ทำสร้างขึ้นมา มีน้อยครั้งอย่างยิ่งที่จะพบว่าที่นั่งเต็มแต่ในวันนี้ ที่นั่งทั้งสนามประลองกลับเต็มทั้งหมดผู้คนเกือบทุกคนที่มีหน้ามีตาในเมืองหลักเทียนอู่ต่างมารวมตัวกันที่นี่รวมถึงเหล่าผู้นำที่มีความสามารถของแดนนภาชิงเหลียนทางตะวันออกต่างมาที่นี่ด้วยตนเองเช่นกัน

            ฉินอวี่ท้าทายชุยซั่วและถงอวิ๋นเฟยอย่างต่อเนื่องทำให้เกิดความโกลาหลขึ้นอย่างมากในเมืองหลักเทียนอู่และเหตุผลที่ผู้คนจำนวนมากถูกดึงดูดให้มาร่วมชม ส่วนใหญ่น่าจะเป็นเพราะถงอวิ๋นเฟย

            หลายวันมานี้เรื่องของถงอวิ๋นเฟยได้สร้างกระแสคลื่นอันน่าตกใจไปทั่วเมืองหลักเทียนอู่ทำให้คนทั่วไปและผู้ฝึกฝนยุทธ์จำนวนนับไม่ถ้วนเข้ามายังที่แห่งนี้เพื่อได้พบกับเผ่ายุทธ์ทองคำในตำนาน!

            ในเวลานี้ ถงอวิ๋นเฟยนั่งขัดสมาธิลงบนลานชั้นที่หนึ่งและหลับตารวบรวมพลังราวกับว่าไม่ได้สนใจต่อการประลองที่กำลังจะเกิดขึ้นเลย และตอนนี้ จื่อซวินเอ๋ออี้จ้านเทียน หวังผิง และคนอื่นๆต่างนั่งอยู่กันพร้อมหน้าบนที่นั่งชั้นที่หนึ่งแล้วทุกคนต่างพูดคุยและมองไปยังฉินอวี่ที่อยู่ด้านล่าง

            บนที่นั่งชั้นสาม ฉินเสวี่ยนั่งอยู่กับสยงท่าเทียนแต่สิ่งที่แตกต่างจากใบหน้าที่เฉยเมยของสยงท่าเทียนคือ ฉินเสวี่ยที่กำลังกำหมัดแน่นพร้อมสีหน้าที่วิตกกังวลอย่างยิ่งส่วนองค์ชายและองค์หญิงต่างนั่งกันอยู่ในที่นั่งชั้นที่สองหนึ่งในนั้นคือหลงอวี่ที่กำลังมองไปเบื้องล่างด้วยความเป็นกังวล

            ขณะที่ฉินอวี่และชุยซั่วเดินเข้าไปในสนามประลองเสียงทั่วทั้งสนามประลองก็เงียบลงทันที

            ฉินอวี่จ้องไปที่ชุยซั่วและพบว่ามีความตื่นเต้นที่ควบคุมไม่ได้อยู่ในการแสดงออกของเขาเขาสวมชุดเกราะสีดำสนิทไว้บนร่างมองเพียงพริบตาเดียวก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นของที่ไม่ธรรมดาซึ่งนั่นทำให้ฉินอวี่ขมวดคิ้วเล็กน้อย

            หลังจากที่ทุกอย่างพร้อมแล้ว อี้จ้านเทียนก็ค่อยๆ ยืนขึ้น และพูดว่า“เปิดค่ายกลเวท!”

            “วึง!”

            เสียงดังขึ้นวนเวียนไปทั่วสนามประลอง จากนั้นก็วนขึ้นไปด้านบนม่านแสงของค่ายกลเวทก็ปรากฏขึ้นล้อมลงไปถึงพื้นล่างของลานประลอง

            “การประลองเริ่มได้!”

            หลังจากสิ้นเสียงของอี้จ้านเทียนฉินอวี่และชุยซั่วจึงเริ่มเคลื่อนไหวในเวลาเดียวกัน

            ฉินอวี่มีท่าทีเฉยเมย โผเข้าหาชุยซั่วราวกับเสือดาวที่ดุร้ายชุยซั่วเรียกกระบี่วิญญาณระดับสูงชั้นที่สองซึ่งเขาได้มาจากแดนสุสานอสูรออกมาและเริ่มโจมตีด้วยใบหน้าที่แสยะยิ้ม

            ครั้งนี้ร่างกายของเขาได้ถูกปกป้องด้วยอาวุธวิญญาณป้องกันที่ไม่ธรรมดาถึงสองชิ้นชิ้นหนึ่งคือเกราะอ่อนเทียนฉานซึ่งเป็นอาวุธวิญญาณป้องกันระดับล่างชั้นที่สามที่ชุยหงผู้เป็นปู่ได้มอบไว้ให้และบนร่างยังมีเกราะยุทธ์ป้องกันระดับสูงชั้นที่สามที่ยืมมาจากหวังผิง เพียงแค่สองสิ่งนี้หัวใจของเขาก็ไร้ซึ่งความกลัว ด้วยพละกำลังของฉินอวี่ไม่มีทางทำลายมันลงได้แม้ว่าจะทำได้ถึงตอนนั้นเขาก็ยังมีเวลามากพอที่จะถ่ายทอดเพลิงแอ่งธรณีสู่ร่างกายของฉินอวี่

            ขอเพียงเพลิงแอ่งธรณีแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายของฉินอวี่ฉินอวี่ก็จะสูญเสียพลังการต่อสู้ของเขาไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้และเมื่อถึงตอนนั้น...

            เมื่อนึกถึงคำสัญญาของหวังผิงเรื่องของศิษย์สำนักในชุยซั่วก็ยิ่งรู้สึกตื่นเต้นจนอดทนรอไม่ไหวที่จะสังหารฉินอวี่!

            “ปัง!” เสียงวัตถุกระทบโลหะดังขึ้น ฉินอวี่คว้ากระบี่วิญญาณของชุยซั่วไว้ได้ด้วยมือเปล่าจากนั้นก็ต่อยออกไปทันทีห้าหมัด

            หมัดระเบิดฟ้า!

            พลังที่รุนแรงเหมือนดั่งน้ำป่าไหลหลากถูกปล่อยออกมาเดิมทีชุยซั่วคิดว่าจะได้หยอกล้อกับฉินอวี่มากกว่านี้เขาที่กำลังระบายความแค้นที่มีภายในใจมาเป็นเวลานานออกมารู้สึกได้เพียงหัวใจที่เต้นรัวของตนเองเขาเกือบจะเห็นว่าหมัดระเบิดฟ้าที่ฉินอวี่ปล่อยออกมาแฝงไปด้วยภาพมายาของเงาร่างจำนวนมากมาย

            “นี่คือการโจมตีแบบไหนกัน?”

            ชุยซั่วสะพรึงกลัวอย่างมากอยู่ในใจ มือขวาของเขาเริ่มคลายกระบี่ออกไฟสีดำอันมืดมนได้ปรากฏขึ้นบนมือขวาของเขาจากนั้นจึงคว้ามือซ้ายของฉินอวี่เอาไว้ด้วยพลังของสายฟ้าที่รุนแรง

            “ปัง ปัง ปัง!”

            เกิดแรงกระแทกอย่างต่อเนื่องขึ้นหลายครั้งและในขณะนี้เองม่านแสงป้องกันของชุยซั่วก็ปรากฏขึ้น พลันแตกแยกออกจากกันเกิดเป็นเสียงฟ้าร้องขึ้นสองครั้งดังก้องไปทั่วท้องฟ้า

            ร่างกายของชุยซั่วเริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรง ดวงตาของเขาเบิกโพลงและเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกอย่างไม่รู้จบสิ้น จนสุดท้ายก็ล้มลงไปกับพื้น...

            จบในคราเดียว!

            ลานประลองทั้งหมดเงียบสนิททุกคนมองไปที่ชุยซั่วที่ล้มลงกับพื้นอย่างน่าเหลือเชื่อ

            ขณะที่ทุกคนกำลังตกใจ จู่ๆ เสียงแหลมเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น “ท่านแม่ทัพ!”