บรรยากาศในห้องเงียบสงัดลงชั่วขณะจนน่าอึดอัดมีเพียงเสียงหอบหายใจอย่างตื่นตระหนกของเอ็ดมันด์ที่ยังคงยืนกำปืนค้างไว้ด้วยมือที่สั่นเทาภาพหลักฐานตรงหน้ามัดตัวเขาแ่าเสียจนแขกคนอื่นๆที่แอบมองอยู่หลังประตูต่างปักใจเชื่อไปแล้วว่าชายหนุ่มผู้นี้คือฆาตกรที่เพิ่งลั่นไกสังหารร่างที่ฟุบอยู่บนโต๊ะต่อหน้าต่อตา
ผมยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมสายตาจดจ้องไปยังภาพความโกลาหลที่ดูเหมือนจะสรุปคดีได้ในวินาทีเดียว
แต่ทว่า...สัญชาตญาณของผมกลับร้องเตือนว่ามีบางอย่าง ‘ไม่ถูกต้อง’ อย่างรุนแรง
มันไม่ใช่ความผิดปกติที่มองเห็นด้วยตาเพราะผมยังไม่ได้ก้าวเท้าเข้าไปสำรวจจุดเกิดเหตุหรือแตะต้องศพด้วยซ้ำแต่มันคือความรู้สึกขัดแย้งที่รบกวนจิตใจ กลิ่นควันปืนที่คลุ้งกระจายเสียงกรีดร้องของพยาน และท่าทางของเอ็ดมันด์ทุกอย่างมันดูประจวบเหมาะและรวดเร็วราวกับถูกจัดวางไว้อย่างเป็ระเบียบเกินไป
ผมหรี่ตาพิจารณาร่างที่ไร้ิญญาบนโต๊ะอาหารอีกครั้งมันแปลกจริงๆด้วย ท่าทางการตายของเขามันดูสงบนิ่งราวกับคนกำลังงีบหลับมากกว่าจะเป็คนที่เพิ่งถูกะุปืนขนาดกลางเจาะเข้าที่หน้าอก
โต๊ะแรกทางด้านซ้ายของผู้ตายมีชายคนหนึ่งนั่งอยู่ เขาแต่งกายด้วยชุดที่ดูทะมัดทะแมงผิดกับแขกคนอื่นเสื้อโค้ทสีดำตัวยาวคลุมมิดชิดั้แ่หัวไหล่จนถึงเข่ารูปร่างสมส่วนดูแข็งแรงเกินกว่าจะเป็คนธรรมดาทั่วไป ส่วนโต๊ะทางด้านขวา มีชายหนึ่งคนและหญิงสาวอีกหนึ่งคนนั่งอยู่ด้วยกันทั้งคู่แต่งกายตามแบบฉบับชาวลอนดอนผู้มั่งคั่งปกติ
สีหน้าของทั้งสามคนเต็มไปด้วยความช็อกและตื่นกลัวพวกเขาจ้องมองร่างไร้ิญญาบนโต๊ะสลับกับปืนในมือของเอ็ดมันด์ราวกับไม่เชื่อสายตา
“เอ็ดมันด์ วางปืนลงเดี๋ยวนี้!” ผมสั่งเสียงเข้ม
เอ็ดมันด์สะดุ้งก่อนจะค่อยๆลดมือลงแล้ววางปืนลงบนโต๊ะข้างตัวอย่างคนเสียขวัญ ผมหันไปหาพ่อบ้านเคนที่ยืนคุมสถานการณ์อยู่ข้างๆด้วยใบหน้าเคร่งเครียด
“คุณเคนครับ รบกวนรีบแจ้งเ้าหน้าที่ตำรวจให้มาที่นี่ด่วนที่สุดครับแล้วช่วยกันพื้นที่ห้ามใครเข้าออกห้องนี้เด็ดขาด”
“รับทราบครับท่านที่ปรึกษา” พ่อบ้านเคนรับคำด้วยความรวดเร็ว เขารีบออกไปจัดการตามคำสั่งทันทีแต่ไม่ลืมที่จะหันไปกำชับพนักงานหนุ่มที่ยืนหน้าซีดอยู่ข้างประตู “จูเลียนนายอยู่ที่นี่คอยช่วยเหลือท่านที่ปรึกษาทุกอย่าง ห้ามห่างไปไหนเด็ดขาด!”
จูเลียนพยักหน้าเกร็งๆพลางก้าวเข้ามาประคองตัวอยู่ใกล้ๆ ผม ในขณะที่เ้าเกียร์ร่อนลงมาเกาะที่พนักเก้าอี้ว่างตัวหนึ่งเลนส์ตาของมันหดขยายเพื่อมองภาพทุกอย่างในห้อง
ผู้ตายหนึ่งคน...พยานสามคน... และเพื่อนเก่าที่เพิ่งเจอกันวันนี้และกำลังถือปืนค้างไว้อย่างดีคดีนี้ท่าทางจะยาวกว่าที่คิดแฮะ
"เกี๊ยะ! เห็นไหมนายท่าน คนที่ชอบใส่ร้ายข้าเื่นกหัวขโมยตอนนี้กลับกลายเป็ฆาตกรเองซะงั้นผลกรรมมันตามทันเร็วกว่าเครื่องจักรไอน้ำอีกนะเกี๊ยะ!"เกียร์ส่งเสียงแซวเอ็ดมันด์อย่างอารมณ์ดีพลางขยับปีกไปมา
"เงียบเถอะเกียร์! นี่ไม่ใช่เวลามาล้อเล่น"ผมดุมันเสียงเข้มจนมันรีบหดคอเข้ากับลำตัวทันที
ผมก้าวเข้าไปในห้องและส่งสัญญาณให้จูเลียนยืนเฝ้าหน้าประตูไว้เพื่อกันไม่ให้แขกคนอื่นเข้ามาทำลายที่เกิดเหตุสายตาของผมจ้องมองเอ็ดมันด์ที่ยังคงสั่นไม่หยุดถ้าอาการช็อกที่เขาแสดงออกมาคือการแสดงจริงๆผมว่าเขาคงต้องได้รับรางวัลนักแสดงชายยอดเยี่ยมแห่งลอนดอนไปแล้วล่ะเพราะความหวาดกลัวในดวงตานั่นมันของจริงชัดๆ
ผมเดินเข้าไปหาร่างไร้ิญญาบนเก้าอี้เขาเป็ชายวัยกลางคนร่างท้วม แต่งกายด้วยชุดที่เหมือนข้าราชการระดับสูงตัดเย็บอย่างดีสภาพศีรษะพิงพนักเก้าอี้เอียงไปด้านข้างเล็กน้อยดูเผินๆ เหมือนคนงีบหลับแต่รอยะุนัดเดียวที่เจาะทะลุกลางอกเสื้อสูทหรูหรานั้นคือความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้
แม่นยำ...นัดเดียวจอด รอยเืไม่กระจายวงกว้างมากนัก แสดงว่าะุต้องมีความเร็วสูงมาก
"เอ็ดมันด์ ตั้งสติแล้วมองหน้าฉัน ตอบมา ผู้ชายคนนี้คือใคร แล้วนายมาทำอะไรที่นี่"ผมถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่กดดันเพื่อดึงเขากลับมาจากความช็อก
เอ็ดมันด์สะดุ้งสุดตัวเขาพยายามจะกลืนน้ำลายที่เหนียวหนืดลงคอพลางชี้มือที่สั่นจนควบคุมไม่ได้ไปที่ศพ"คะ... คือเขา... เขาชื่อ เซอร์ไอแซก เพนดรากอน ครับ...เขาเป็หัวหน้าผมที่กระทรวงฯ วันนี้... วันนี้เขานัดผมมา... มาคุยเื่งาน...งานสำคัญมาก แต่ผม... ผมแค่... แค่ขอตัวออกไปข้างนอกครู่เดียวเองนะครับ!"
เขาหอบหายใจถี่กระชั้นเหมือนคนกำลังจะขาดใจ"พอผม... พอก้าวเท้ากลับเข้ามาในห้อง... ผมเห็นปืน! ใช่!ปืนกระบอกนั้นมันตกอยู่ที่พื้น ผมนึกว่าเป็ของท่านเซอร์...เพราะท่านเคยเป็ทหารเก่า ผมเลยก้มลงไป... ก้มลงไปจะเก็บคืนให้..."
เอ็ดมันด์เบิกตาโพลงด้วยความสยดสยองเมื่อนึกถึงวินาทีนั้น"แต่จู่ๆ... ปัง! เสียงมันดังสนั่นจนหูผมอื้อไปหมด!ผมสาบานได้ว่าผมยังไม่ได้แตะไกปืนเลยด้วยซ้ำ! แต่พอผมเงยหน้าขึ้นมา... ท่านเซอร์...ท่านเซอร์ก็..."
เขาพูดต่อไม่ได้และเริ่มสะอึกสะอื้น"ผมไม่ได้ทำ... ผมไม่ได้เหนี่ยวไก! มันดังขึ้นเอง!ผมยังไม่ทันตั้งตัวเลยครับท่านที่ปรึกษา!"เอ็ดมันด์ละล่ำละลักบอกพลางถอยกรูดไปจนหลังชนฝา
"อย่าไปเชื่อเขานะคะ! เราทุกคนในห้องนี้เห็นกันเต็มสองตาว่าเขาเป็คนถือปืน!"
เสียงของหญิงสาวจากโต๊ะด้านขวาดังขึ้นทำลายความเงียบเธอคือหญิงสาวที่ดูสง่างามในชุดราตรีแต่บัดนี้ใบหน้าของเธอกลับบิดเบี้ยวด้วยความตื่นตระหนก มือทั้งสองข้างเกาะกุมแขนของสามีไว้แน่นจนเนื้อผ้าสูทขยับย่นร่างกายของเธอสั่นเทาอย่างรุนแรงทว่าสายตาที่จ้องมองมาทางเอ็ดมันด์นั้นกลับแข็งกร้าวและเต็มไปด้วยการพิพากษาไปเรียบร้อยแล้ว
"มันก็จริงของเธอละนะ..." ผมพึมพำในใจพลางปรายตามองสภาพการณ์โดยรอบในห้องปิดตายที่มีคนตายด้วยะุปืน แล้วมีชายคนหนึ่งยืนถือปืนอยู่เพียงคนเดียวต่อให้เป็เด็กอมมือที่ไหนก็ชี้ตัวฆาตกรได้ไม่ยากหรอก ถ้ามองแค่เปลือกนอกน่ะนะ
ผมก้าวเดินเข้าไปหาพวกเขาช้าๆก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเพื่อดึงสติ "ใจเย็นๆ ก่อนครับในสถานการณ์ที่น่าสลดแบบนี้ ผมจำเป็ต้องทราบชื่อของคุณกับสุภาพบุรุษข้างๆเพื่อบันทึกไว้ในฐานะพยานสำคัญครับ"
"ดิฉันชื่อ เอลิซ่า ค่ะ ส่วนนี่ โธมัส สามีของดิฉัน"เธอแนะนำตัวด้วยเสียงที่พยายามจะให้มั่นคงพลางเบียดตัวเข้าหาชายข้างกายที่นั่งหน้านิ่งสนิท"เราตั้งใจมาทานอาหารที่นี่เพื่อฉลองวันครบรอบแต่งงานหนึ่งปีแท้ๆแต่กลับต้องมาเจอเื่อัปมงคล เจอฆาตกรใจโฉดแบบนี้!ได้โปรดจับเขาทีเถอะค่ะ!"
"ยินดีด้วยครับ... หมายถึงเื่วันครบรอบน่ะนะ" ผมตอบรับสั้นๆด้วยใบหน้าที่ตายด้านขัดกับคำยินดีก่อนจะทิ้งะเิคำถามสำคัญที่ทำให้บรรยากาศในห้องเย็นเยียบลง"แล้วคุณเอลิซ่า หรือคุณโธมัส ในวินาทีที่เสียงปืนดังขึ้นพวกคุณเห็นจังหวะที่เขาเหนี่ยวไกด้วยตาตัวเองเลยหรือเปล่า หรือเห็นแค่ตอนที่เขายืนถือปืนอยู่แล้ว?"
โธมัสขยับแว่นสายตาเล็กน้อยพลางหรี่ตามองผมอย่างไม่ไว้วางใจเขาปกป้องเอลิซ่าไว้ข้างหลังก่อนจะแค่นเสียงตอบ
"ไม่เห็นวินาทีที่เหนี่ยวไกหรอกครับเพราะตอนนั้นพวกเรากำลังสนใจอาหารบนโต๊ะอยู่ แต่จู่ๆก็มีเสียงปืนดังสนั่นมาจากทางที่เขายืนอยู่ พอเงยหน้าขึ้นมาเขาก็ถือปืนค้างไว้คนเดียวในห้องนี้แล้วมันจะเป็คนอื่นไปได้ยังไงกันล่ะครับ!"
โธมัสหยุดนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะขมวดคิ้วจ้องหน้าผมตรงๆ"ว่าแต่ คุณเป็ใครกัน? จู่ๆก็พังประตูพรวดพราดเข้ามาแล้วยังมาทำตัวไล่ถามชื่อพวกเราเหมือนเป็เ้าหน้าที่ตำรวจเสียเองแบบนี้ผมว่ามันเสียมารยาทไปหน่อยนะครับสำหรับแขกที่มาทานอาหารเหมือนกัน"
แขกคนอื่นๆที่ยืนมุงอยู่หน้าห้องต่างพากันพยักหน้าเห็นด้วยส่งเสียงซุบซิบสนับสนุนคำพูดของโธมัส เพราะตอนที่ผมพังประตูเข้ามาทุกคนก็เห็นภาพเดียวกัน คือเอ็ดมันด์ที่ยืนเซ่อถือปืนอยู่กลางกลุ่มควันดินปืน
"ผมชื่อ ดัสก์บอร์น เป็ที่ปรึกษาพิเศษของกรมตำรวจลอนดอนครับ"ผมตอบพลางชูตราสัญลักษณ์ที่เฮย์สเคยทำไว้ให้ (แบบกึ่งทางการ) ออกมาให้ดูแวบหนึ่ง"และที่ผมต้องถาม เพราะพยานในห้องปิดตายแบบนี้ทุกคนคือผู้บริสุทธิ์และผู้ต้องสงสัยไปพร้อมๆ กันจนกว่าความจริงจะปรากฏครับ"
"ที่ปรึกษาตำรวจงั้นเหรอ? เหอะ...สภาพดูไม่ค่อยเหมือนเท่าไหร่นะคะ"
เอลิซ่าปรายตามองชุดที่ผมใส่ด้วยสายตาเหยียดหยามก่อนจะกอดแขนสามีแน่นขึ้นพลางทำท่าทีเหมือนจะอาเจียนกับภาพศพตรงหน้า"แถมยังดูจะมาเข้าข้างฆาตกรที่ถือปืนคาหนังคาเขาแบบนี้อีกรสนิยมการเลือกคนของตำรวจลอนดอนนี่ตกต่ำลงจริงๆ"
"ไม่ใช่ผม! ผมบอกแล้วไงว่าไม่ใช่ผม!"เอ็ดมันด์ะโก้องอย่างจนตรอกจนเสียงหลง น้ำตาเริ่มคลอเบ้าด้วยความอัดอั้น"ผมแค่ก้มลงไปเก็บมันขึ้นมาจริงๆ! ท่านที่ปรึกษา... ท่านต้องเชื่อผมนะ!ช่วยผมด้วย!"
ท่ามกลางเสียงโวยวายของเอลิซ่าและการคร่ำครวญของเอ็ดมันด์ที่ดังสลับกันจนชวนปวดหัวผมกลับรู้สึกถึง ‘ความว่างเปล่า’ ที่ผิดปกติมาจากอีกด้านหนึ่งของห้อง
ผมจึงละสายตาจากคู่รักที่กำลังส่งเสียงดังแล้วหันไปมองชายชุดโค้ทดำที่นั่งอยู่อีกโต๊ะหนึ่งแทนเขาเป็คนเดียวในห้องที่ยังคงนิ่งเงียบจนน่าขนลุก ไม่มีการผสมโรงกล่าวโทษเอ็ดมันด์และไม่มีท่าทีตื่นตระหนกเหมือนแขกคนอื่นที่พยายามจะหนีออกจากห้องสายตาของเขายังคงจับจ้องไปที่ร่างของเซอร์ไอแซกด้วยแววตาที่เรียบเฉยจนอ่านไม่ออก
ความนิ่งของเขาในขณะที่ทุกคนกำลังสติแตกมันทำให้บรรยากาศรอบตัวชายคนนี้ดูเหมือนพายุที่สงบนิ่งแต่พร้อมจะทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้า
"เกี๊ยะ! นายท่าน พยานปากแข็งขนาดนี้แถมหลักฐานยังมัดตัวแน่นยิ่งกว่าโซ่ล่าม นายท่านจะช่วยเขาจริง ๆ หรือเกี๊ยะ?"เกียร์กระซิบข้างหูผม น้ำเสียงของมันดูแฝงความี้เี "หรือว่าเราจะยอมรับความจริงแล้วไปกินสเต็กต่อดีข้าหิวจนจะกินนอตตัวเองเข้าไปแล้วนะเกี๊ยะ!"
ผมไม่ได้ตอบเกียร์สายตาของผมยังคงจับจ้องไปที่ชายในชุดโค้ทดำที่นั่งลึกเข้าไปในมุมห้องท่ามกลางเสียงกรีดร้องของเอลิซ่าและการคร่ำครวญของเอ็ดมันด์ชายคนนี้กลับนิ่งสนิทราวกับร่างสลักหิน เขาไม่ได้ดูตื่นตระหนก ไม่ได้ดูสงสัยและที่สำคัญเขาไม่ได้ดูเหมือนแขกที่บังเอิญมาติดอยู่ในเหตุการณ์ฆาตกรรมเลยสักนิด
ผมเดินตรงเข้าไปหาเขากลิ่นอายบางอย่างที่แผ่ออกมาจากตัวชายคนนี้ทำให้ผมต้องแอบเกร็งกล้ามเนื้อเตรียมพร้อมโดยไม่รู้ตัว
“ขอประทานโทษครับสุภาพบุรุษ...”ผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงการหยั่งเชิง“ในสถานการณ์ที่คนตายอยู่ตรงหน้าแบบนี้ ผมคงต้องขอทราบชื่อของคุณ และจุดประสงค์ที่คุณมาที่นี่หน่อยครับ”
เขานิ่งเงียบไปอึดใจหนึ่งดวงตาภายใต้เงาหมวกที่กดต่ำจับจ้องมาที่ผมอย่างเ็าและว่างเปล่ามันเป็ดวงตาของคนที่ผ่านความเป็ความตายมาจนชินชาก่อนที่เขาจะเอ่ยแนะนำตัวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่ฟังดูมีอำนาจอย่างประหลาด
“ผมชื่อ ‘อีธาน ฮันท์เลย์’ ครับผมมาทานอาหารที่นี่เพราะมีธุระบางอย่างที่ต้องจัดการในย่านนี้พอดี”
“ธุระที่ว่านั่น... รวมถึงการเห็นเหตุการณ์ตอนที่หัวหน้ากระทรวงฯถูกยิงด้วยหรือเปล่า?” ผมยิงคำถามตรงไปที่เป้าหมาย
อีธานส่ายหน้าช้าๆ ท่าทางเขานิ่งสงบจนน่าขนลุก “น่าเสียดายที่ผมไม่เห็นอะไรเลยครับคุณที่ปรึกษาเพราะในวินาทีที่เกิดเสียงดังนั่น ผมกำลังจดจ่ออยู่กับการอ่านจดหมายฉบับนี้”
เขายกกระดาษแผ่นหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาให้ผมดูประกอบคำพูดท่าทางของเขาดูไร้พิรุธแต่มันกลับสมบูรณ์แบบจนเกินไปจนผมอดคิดในใจไม่ได้จดหมายงั้นเหรอ? ในห้องที่คนยิงกันตายเนี่ยนะ
ผู้ชายคนนี้อันตรายสัญชาตญาณของผมร้องเตือนว่าเขาไม่ใช่คนธรรมดาที่แค่มานั่งกินข้าวแน่ ๆ แต่ในเมื่อเขามีเกราะกำบังเป็ความนิ่งเฉยและหลักฐานที่ดูใสสะอาดผมคงต้องเก็บความสงสัยนี้ไว้ในใจก่อนแต่เชื่อเถอะว่าผมจะไม่คลาดสายตาจากเขาเด็ดขาด
ผมเดินผละจากโต๊ะของอีธานเพื่อกลับไปสำรวจร่างของเซอร์ไอแซกอีกครั้งผมระมัดระวังไม่ให้รองเท้าเหยียบย่ำลงบนจุดสำคัญและพยายามไม่ขยับศพโดยไม่จำเป็เพื่อรักษาหลักฐานไว้ให้เ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานสิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือการใช้สายตารีดเอาความจริงออกมาจากภายนอกเท่านั้น
สายตาของผมสะดุดลงที่มือทั้งสองข้างของผู้ตายที่วางทิ้งดิ่งอยู่ข้างลำตัวมือคู่นั้นหยาบกระด้าง มีรอยด้านหนาชัดเจนตามข้อนิ้วและง่ามมือมันคือรอยนิ้วมือของคนที่ผ่านการฝึกฝนเคี่ยวกรำและจับอาวุธมาอย่างยาวนานเหมือนที่เอ็ดมันด์บอกว่าเขาเป็ทหารเก่า
ทหารอาชีพ... แต่กลับถูกยิงตายง่ายๆ โดยที่ยังไม่ทันได้ตั้งตัวเลยความย้อนแย้งนี้เริ่มทำให้ผมขมวดคิ้ว
ผมเริ่มเดินวนรอบโต๊ะวงกลมอย่างช้าๆพยายามมองหาเศษเสี้ยวของสิ่งที่เรียกว่า ‘ความผิดปกติ’ และนั่นเอง...แสงไฟจากโคมระย้าก็สะท้อนเข้ากับบางอย่างบนพรมด้านหลังเก้าอี้ที่ผู้ตายนั่งอยู่บนพรมสีแดงเข้มมีรอยเปื้อนขนาดใหญ่เป็วงกว้างมีคราบของเหลวสีน้ำตาลข้นที่ยังดูชุ่มชื้นและเมื่อเพ่งมองผ่านกลุ่มควันที่เริ่มเบาบางผมก็พบเศษกระเบื้องเคลือบสีขาวแตกกระจายเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อย
“เกี๊ยะ! นายท่านดูนั่นสิ เศษจานแตกงั้นเหรอ? หรือว่าตอนที่โดนยิงท่านเซอร์จะใจนทำจานซุปหลุดมือ?” เกียร์บินถลาลงมาเกาะขอบโต๊ะพลางยื่นจะงอยปากเหล็กเข้าไปมองใกล้ๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ผมไม่ได้ตอบคำถามเ้านกปากมากแต่กลับขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิม ‘ถ้ารอยเปื้อนอยู่ด้านหลังเก้าอี้...มันไม่มีทางตกจากโต๊ะได้เลย นอกจากจะมีคนทำหกจากด้านหลัง’
ผมขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางหันไปหาจูเลียน“จูเลียน รอยเปื้อนพรมตรงนี้คืออะไร?”
“อ๋อ... เื่นั้นต้องขออภัยจริงๆ ครับท่านที่ปรึกษา”พนักงานเสิร์ฟคนหนึ่งรีบก้าวเข้ามาตอบด้วยท่าทางรู้สึกผิด “คือก่อนเกิดเหตุได้สักพักผมกำลังยกซุปหัวหอมมาเสิร์ฟให้โต๊ะคุณโธมัสกับคุณเอลิซ่าครับ แต่จู่ๆคุณผู้หญิงเธอก็ลุกพรวดขึ้นมาพอดีจนชนเข้ากับแขนของผมเต็มแรงจานซุปเลยตกแตกกระจายแบบที่เห็น ผมนี่ซุ่มซ่ามจริงๆ ครับ!”
ผมปรายตามองเอลิซ่าที่กำลังซบไหล่สามีร้องไห้อยู่ครู่หนึ่ง‘อ๋อ... มิน่า กลิ่นซุปหัวหอมถึงได้หอมคลุ้งจนกลบกลิ่นอาหารจานอื่นไปหมด’
“จานแตกก่อนที่เสียงปืนจะดังใช่ไหม?” ผมถามย้ำเพื่อเช็ก่เวลา
“ใช่ครับท่าน! ตอนนั้นคุณเอ็ดมันด์ยังเดินสวนออกไปข้างนอกอยู่ก่อนแล้วผมมัวแต่รีบขอโทษขอโพยและรีบเก็บเศษจานใหญ่ๆ ออกไปก่อนเพราะกลัวแขกคนอื่นจะเดินสะดุดกะว่าเดี๋ยวเสิร์ฟอาหารเสร็จจะรีบเอาผ้ามาซับรอยเปื้อนที่เหลือไม่นึกเลยว่าจะเกิดเื่ยิงกันขึ้นหลังจากนั้น!”
คำบอกเล่าของพนักงานเสิร์ฟฟังดูสอดคล้องกับสถานการณ์ร้านอาหารที่วุ่นวายแขกที่ตื่นเต้นกับวันครบรอบอาจจะรีบลุกไปจัดการธุระส่วนตัวจนเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนกันได้เป็เื่ปกติ
“เกี๊ยะ! นายท่าน... แค่ซุปหกอย่าไปใส่ใจเลยน่า!”เกียร์บ่นพึมพำพลางบินกลับมาเกาะไหล่ผม “สนใจเื่ปืนในมือเอ็ดมันด์ดีกว่าว่ามันไปลั่นใส่หน้าอกคนได้ยังไง ในเมื่อเ้าตัวบอกว่าแค่เก็บปืนจากพื้น”
ผมขยับเข้าไปหาเอ็ดมันด์ที่ยังยืนตัวสั่นผมหยิบปืนพกเ้าปัญหาขึ้นมาพิจารณาอย่างละเอียดด้วยถุงมือผ้าที่พกติดตัวไว้ความรู้สึกแรกที่ััได้คือความเย็นเฉียบของโลหะซึ่งขัดกับ "เสียงปืน"ที่เพิ่งดังสนั่นเมื่อครู่จนน่าประหลาด
ไม่มีความร้อน...
ผมขมวดคิ้วปืนที่เพิ่งลั่นไกย่อมต้องมีความร้อนสะสมอยู่ที่ลำกล้องบ้าง แต่นี่มันกลับเย็นชืดผมยกปากกระบอกปืนขึ้นดมเบาๆ ไม่มีกลิ่นเขม่าดินปืนตกค้างเลยสักนิดแถมกลไกนกสับก็ดูเหมือนจะไม่ได้ขยับมาพักใหญ่แล้ว สรุปได้ว่าเอ็ดมันด์ถูกจัดฉากจริงๆด้วย
ถ้าเอ็ดมันด์ไม่ใช่คนยิงแล้วใครในห้องนี้ที่มีความสามารถพอจะ "สังหาร"ได้เงียบกริบและแเีขนาดนี้?
ผมปรายตาไปทางคู่สามีภรรยาโธมัสและเอลิซ่า พวกเขายังคงสติแตก เอลิซ่าเอาแต่กอดแขนสามีแน่นและร้องไห้ฟูมฟายท่าทางดูไร้พิษสงเกินกว่าจะสังหารอดีตทหารอย่างเซอร์ไอแซกได้ แต่พอผมหันไปมองอีธาน ฮันท์เลย์ ความรู้สึกค้างคาใจก็พุ่งขึ้นมาจุกที่อกทันที
อีธานยังคงนั่งอยู่ในท่าเดิมแผ่นหลังของเขาตั้งตรงสง่างามผิดธรรมชาติของคนทั่วไปที่มักจะห่อไหล่เมื่อเจอสถานการณ์ตึงเครียดแววตาที่จ้องมองมาที่ผมมันไม่ได้มีความสงสัย หรือแม้แต่ความกลัวแต่มันคือการประเมินราวกับเขากำลังดูชั้นเชิงของผมอยู่
เขานิ่งเกินไป ผมสังเกตเห็นนิ้วมือของเขาที่วางอยู่บนโต๊ะมันไม่ได้สั่นเลยสักนิด แถมยังวางอยู่ในตำแหน่งที่พร้อมจะขยับตัวได้ทุกวินาทีใต้โค้ทตัวยาวนั่นอาจจะซ่อนอะไรบางอย่างที่ร้ายแรงกว่าปืนของเอ็ดมันด์ไว้ก็ได้
การฆ่าที่แม่นยำและไร้เสียงชายคนนี้ดูมีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะเป็มือสังหารระดับสูงได้เลย และธุระที่เขาบอกว่าต้องจัดการในย่านนี้หรือแท้จริงแล้วเป้าหมายของเขาก็คือชายที่กลายเป็ศพอยู่ตรงหน้ากันแน่
เดิมทีผมตั้งใจจะส่งสัญญาณให้เกียร์บินไปสำรวจใกล้ๆเพื่อดมหา "กลิ่นดินปืน" ที่อาจหลงเหลืออยู่ตามสาบเสื้อของเขาเพราะจมูกของมันแยกแยะโมเลกุลสารเคมีได้แม่นยำกว่ามนุษย์หลายเท่า
แต่ทว่าผมก็ต้องล้มเลิกความคิดนั้นลงทันที เพราะในตอนนี้ทั่วทั้งห้อง VIPกลับตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นกำมะถันและควันไฟสีเทาหม่นจาก"ปืน" ที่ดังขึ้นเมื่อครู่ มันไม่ได้เข้มข้นมากแต่กลิ่นของมันรุนแรงเสียจนกลบกลิ่นอย่างอื่นไปจนหมด
ฉลาดมากผมสบถในใจ พลางหรี่ตามองม่านควันที่ยังลอยอ้อยอิ่ง
ใครก็ตามที่จัดฉากเื่นี้ไม่ได้้าแค่จะยิงให้ตายแต่พวกเขาจงใจใช้ "เสียง" เพื่อดึงความสนใจ และใช้ "ควัน"จำนวนมหาศาลนี้เป็เครื่องมืออำพรางความจริงมันคือการลบร่องรอยกลิ่นดินปืนที่แท้จริงออกจากตัวฆาตกรและป้ายสีทุกอย่างลงบนปืนพกที่เอ็ดมันด์บอกว่าเก็บได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ในระหว่างที่ผมกำลังใช้ความคิดอย่างหนักเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ของกลุ่มคนจำนวนมากก็ดังใกล้เข้ามาพ่อบ้านเคนคงพาเ้าหน้าที่มาถึงแล้ว
และเสียงที่ดังฟังชัดนำหน้ามาแต่ไกลก็ไม่ใช่ใครอื่นนั่นคืออาเธอร์ นายตำรวจหนุ่มไฟแรง (แต่ดูจะผิดจังหวะไปนิด) เขาเดินนำเ้าหน้าที่อีก 4 นายเข้ามาในห้องด้วยท่าทางกระตือรือร้นก่อนจะตรงปรี่มาหาผมด้วยใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความภูมิใจ
"ท่านที่ปรึกษาครับ! ผมจัดการเก็บน่องไก่ทอดที่ท่านบอกไว้ในห้องทำงานให้เรียบร้อยแล้วนะครับไม่มีใครกล้าแตะต้องมันแน่นอนครับ" อาเธอร์พูดออกมาหน้าตาเฉยด้วยรอยยิ้มกว้างเหมือนคนที่ไม่รู้เลยว่าบรรยากาศในห้องนี้มันมาคุขนาดไหนเขาคงอยากได้คำชมจากผมจนลืมดูไปว่าตรงหน้าเขาน่ะมีศพวางอยู่ที่โต๊ะ
"อาเธอร์... ขอบใจนะเื่ไก่"ผมถอนหายใจยาวพลางชี้นิ้วไปที่ร่างของเซอร์อาร์เธอร์"แต่ตอนนี้เรามีของที่ใหญ่กว่าน่องไก่ให้นายจัดการแล้วล่ะ"
อาเธอร์ชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อเห็นสภาพห้องเขาพยายามปรับสีหน้าให้ดูจริงจังขึ้นทันที ขณะที่สายตาของผมยังคงแอบชำเลืองมองไปที่อีธานชายคนนั้นยังคงนั่งนิ่งไม่สะทกสะท้านแม้ตำรวจจะมาถึงแล้วก็ตาม
"ต้องขอโทษด้วยครับท่านที่ปรึกษา! ผมเสียมารยาทไปจริงๆ"อาเธอร์รีบก้มหัวขอโทษพัลวัน ก่อนจะพยายามยืดอกทำหน้าเคร่งขรึมเหมือนตำรวจมือโปร
“จับสิ! ตำรวจมาแล้วก็จับคนร้ายไปเลยสิครับ”
โธมัสะโแทรกขึ้นมาอย่างเกรี้ยวกราดท่ามกลางเสียงฝีเท้าของเ้าหน้าที่ที่กรูเข้ามาเขาชี้นิ้วที่สั่นเทาไปยังเอ็ดมันด์ที่บัดนี้ยืนหน้าซีดตัวแข็งราวกับหุ่นปั้น“พวกเราเห็นกันคาตา! ทั้งห้องมีแค่เขาคนเดียวที่ถือปืนอยู่ จะรอให้เขายิงใครตายเพิ่มอีกหรือยังไง”
“นั่นสิคะ! ได้โปรดรีบเอาเขาออกไปที ฉันจะหัวใจวายตายอยู่แล้ว!”เอลิซ่าแผดเสียงร้องไห้โฮพลางพยายามจะวิ่งไปทางประตูแต่ถูกเ้าหน้าที่กันตัวไว้บรรยากาศในห้อง VIP กลายเป็ความโกลาหลในพริบตาเมื่อแขกที่มุงอยู่ด้านนอกเริ่มะโด่าทอและผลักดันกันเพื่อจะดูศพ
“ใจเย็นๆ ก่อนทุกท่าน ทุกคนถอยไป!”อาเธอร์ะโแข่งกับเสียงอึกทึกพลางพยายามคุมสถานการณ์ แต่เสียงของเขากลับถูกกลืนหายไปกับเสียงประณามเอ็ดมันด์ที่ดังมาจากรอบทิศทาง
ผมที่กำลังจะอ้าปากบอกอาเธอร์ว่าเอ็ดมันด์ถูกจัดฉากกลับต้องหยุดชะงักไปกะทันหัน สายตาของผมกวาดมองผู้ต้องสงสัยทั้งสามคนอีกครั้ง...อีธานที่นิ่งสงัด, โธมัสที่ดูตื่นตระหนกและเอลิซ่าที่ยังคงกุมมือสามีแน่น ที่สำคัญหนึ่งในสามคนนี้มีอะไรบางอย่างที่แปลกไปจากเื่ราวที่พวกเขาบอกกับผม
ในวินาทีนั้นเองภาพข่าวในหนังสือพิมพ์ที่ผมเพิ่งอ่านไปก่อนหน้านี้ พนักงานราชการที่ถูกสังหารด้วยะุปริศนาที่ระบุชนิดไม่ได้มันพุ่งกลับเข้ามาในหัวเหมือนกระแสไฟฟ้าที่เชื่อมต่อกันจนสว่างวาบสิ่งที่คนร้ายกำลังโกหก และความไม่สมเหตุสมผลของเสียงปืนที่ดังสนั่นมันเริ่มร้อยเรียงกันเป็เส้นเดียว
ผมปล่อยให้อาเธอร์คุมสถานการณ์ที่ทุกคนรุมชี้ตัวเอ็ดมันด์ไว้อย่างนั้นท่ามกลางเสียงเอะอะโวยวาย ผมเดินกลับไปที่ศพของเซอร์ไอแซกอีกครั้ง ครั้งนี้ผมไม่สนกฎเกณฑ์การรักษาสภาพศพที่เกิดเหตุของตำรวจหน้าไหนทั้งสิ้นผมเริ่มสำรวจศพอย่างละเอียดในจุดที่คนธรรมดามองข้าม
และแล้ว...ผมก็เจอสิ่งนั้น
หลักฐานชิ้นเล็กๆที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความปกติที่ถูกปั้นแต่งขึ้นสิ่งที่ยืนยันความคิดของผมอย่างเป็เอกฉันท์ว่าใครกันแน่ที่เป็มือสังหารและใครที่กำลังหลอกใช้ความซื่อบื้อของหน่วยงานราชการลอนดอนเป็เครื่องมือ
ผมลุกขึ้นยืนช้าๆจัดสูทให้เข้าที่พลางคลี่ยิ้มเย็นเยือก สายตาของผมไม่ได้มองไปที่เอ็ดมันด์อีกต่อไปแต่มันจับจ้องไปยัง "คนร้ายตัวจริง" ที่ยังคงคิดว่าตัวเองชนะในเกมนี้
"เกียร์..." ผมกระซิบเบาๆ แววตาคมปราบ "เตรียมตัวให้พร้อมมื้อค่ำของเรายังไม่จบลงแค่นี้หรอก"