ตอนที่ 46 ชีวิตของเขา ข้าจะชิงมาเอง
ในขณะที่ผู้คนทั้งหมดบนกำแพงเมืองกำลังตะลึงลานกันอยู่ กองทัพทางฝ่ายของแมนจูก็หยุดลงอย่างกะทันหัน ท่ามกลางทัพแมนจู ได้มีนายทัพนายหนึ่งควบอาชาออกมาจากภายในกองทัพ ทางด้านหลังของนายทัพนายนี้ แล้วตามมาด้วยชายฉกรรจ์ที่ดูแล้วมีกำลังวังชาที่เหนือธรรมดาตามมากันอีกสองคน ที่ด้านหลังของนายทัพผู้นั้น กลับเป็นชายฉกรรจ์หัวโล้นผู้หนึ่ง บนแผ่นหลังสะพายเอาไว้ด้วยขวานยักษ์อันเท่าประตูบานใหญ่สองด้าม เพียงแต่พบเห็นเขาที่เปลือยร่างท่อนบน เผยให้เห็นถึงกล้ามเนื้อที่ดูเกินจริงกันอยู่บ้าง พร้อมกับกล้ามเนื้อแต่ละชิ้นแต่ละส่วน ที่ได้รวมกันจนเป็นมัด ๆ รวมถึงแขนขาที่ทั้งยาวและกำยำ คนทางด้านซ้ายผู้นั้น กลับเป็นชายฉกรรจ์สีดำร่างผอมคนหนึ่ง อีกทั้งยังมีรูปร่างที่ยาวเหยียด แขนดั่งลิงยักษ์เอวดุจหมาป่า สองแขนยังได้กำลังเหวี่ยงควงค้อนดาวตกชุดหนึ่งเอาไว้ เขาที่เหวี่ยงค้อนดาวตกที่มีขนาดประมาณลูกแตงโมเหมือนกับเป็นที่ไร้น้ำหนักก็ไม่ปาน จนแค่ดูก็พอที่จะรู้ได้ว่าเป็นยอดฝีมือคนหนึ่ง “บนหัวเมือง ใช่เป็นนายทัพเหอนามเหอหยงฝูหรือไม่?” นายทัพทางฝ่ายแมนจูได้ขยับเข้ามาใกล้เบื้องล่างกำแพงเมืองพร้อมกับตะโกนเสียงดังกังวาน คนผู้นี้ไว้หนวดไว้เคราอยู่เต็มใบหน้า อีกทั้งยังอัปลักษณ์ตั้งแต่กำเนิด แต่กลับมีเสียงที่ก้องกังวานเป็นพิเศษ แค่พบเห็นก็ทราบได้ว่าเป็นบุรุษที่ดุร้ายซึ่งมีชาติกำเนิดมาจากทุ่งหญ้าทางตอนเหนือ เหอหยงฝูมือกุมเข้าไปที่บนกำแพงเมือง เมื่อเหม่อมองลงไป ถึงกับอดไม่ได้ที่จะหัวเราะอย่างเย็นชาแล้วตอบกลับไป : “ผู้ที่อยู่เบื้องล่างเป็นผู้ใดกัน? จงแจ้งชื่อเสียงเรียงนามมา!” “เหอะแหอะ นายทัพเหอ เมื่อหลายวันก่อนพวกเราได้ประมือกันอยู่หลายครั้ง ยังไม่อาจทราบผลแพ้ชนะได้ เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่รู้จักข้าซูเหอไท่กันหรอกนะ?” คนที่อยู่ด้านล่างกำแพงเมือง แท้จริงแล้วก็คือหัวหน้าทัพหน้าซูเหอไท่ เหอหยงฝูได้มองไปที่เขาอย่างเป็นมั่นเป็นเหมาะ พร้อมทั้งหรี่ตาลงทั้งสองข้าง แสยะยิ้มออกอย่างเย็นชา : “ในสายตาของข้า เจ้ากลับไม่ได้มีความแตกต่างอะไรไปจากเจ้าผมเปียคนอื่น ๆ ไม่ ล้วนแต่ก็เป็นสุกรสุนัขที่ไม่ได้มีค่าอะไร” “เหอหยงฝู!แม้เจ้าจะทำเป็นไม่รู้จัก นี่ถือเป็นองค์รัชทายาทใหญ่ฉู่อิงนำทัพมุ่งหน้ามาด้วยตัวเอง หากว่า……” ซูเหอไท่ที่ถูกเหอหยงฝูด่าทอเหยียดหยาม ถึงกับบังเกิดโทสะขึ้นในทันที จึงได้เอ่ยปากคุกคามออกไป โดยที่ไม่รั้งรอให้เขาพูดจนจบ เหอหยงฝูก็ได้เติมดินปืนเข้าไปในปืนไฟเอาไว้มาตั้งแต่แรกแล้ว อีกทั้งยังได้เล็งปืนเข้าไปที่หน้าอกของซูเหอไท่ “เปรี้ยง!” กระสุนปืนหลุดลอยออกไป เหมือนกับคมธนูหลุดออกจากแหล่งมุ่งหน้าเข้าหาซูเหอไท่ที่อยู่ทางด้านล่างกำแพงเมือง ระหว่างวิกฤตอันใหญ่หลวง จึงรีบชักขวานยักษ์เท่าประตูบานหนึ่งตั้งในแนวทแยงมุมออกมา อีกทั้งยังต้านทานการโจมตีถึงแก่ชีวิตเอาไว้ ตึง! ลูกตะกั่วร่วงหล่นกับพื้นทันที ตัวขวานเองชายฉกรรจ์หัวล้านร่างเปลือยผู้นั้นที่กุมขวานเอาไว้เป็นมั่นเหมาะ บนใบหน้ายังได้แสดงสีหน้าไม่แยแสสนใจเลยด้วยซ้ำ “แข็งแกร่งมาก!ถึงกับกล้าใช้ขวานยักษ์ที่มีน้ำหนักมากขนาดนี้มาขวางกระสุนปืน นี่จึงถือได้ว่าเป็นยอดฝีมือกันได้อย่างแท้จริง!” กองทัพหมิงทั้งหลายต่างก็เกิดอาการแตกตื่น หวาดกลัวขึ้นในใจ จนไม่อาจที่จะไม่ยอมรับนับถือได้ โดยที่ไม่ทันรู้ตัว กำลังใจของกองทัพหมิงถึงกับเป็นที่ผิดหวังขึ้นอย่างกะทันหัน ถึงแม้ซูเหอไท่จะได้รับการช่วยชีวิตจากชายฉกรรจ์ที่ด้านข้างช่วยชีวิตเอาไว้ ภายใต้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ถึงกับต้องแตกตื่นตกใจจนเหงื่อไหลพลั่ก “โจรสุนัข กระสุนนัดนี้ยังไม่ทันเอาชีวิตเจ้ามาได้ ก็นับว่าเจ้ามีโชคอยู่บ้าง!ไสหัวไป!!” เหอหยงฝูใช้น้ำเสียงกล่าวออกมาอย่างเรียบเฉย แต่กลับเผยจิตสังหารออกมาอย่างไร้ขีดจำกัด “เหอหยงฝู เจ้าที่ใช้แต่ธนูลอบทำร้ายผู้คน ยังนับเป็นความสามารถอะไรได้? หากว่าแน่จริงก็ออกมาดวลกันตัวต่อตัว พวกเรา มาปะทะกันหนึ่งต่อหนึ่งกันเลย!” ซูเหอไท่เองก็ถือได้ว่าเป็นขุนศึก หากโอ้อวดถกถึงศิลปะการต่อสู้ก็ย่อมไม่ได้ด้อยไปกว่าใครอยู่แล้ว โดยพึ่งพาสองยอดฝีมือข้างกายเข้าปัดป้องเอาไว้ จึงได้กล่าวท้าทายออกมาอย่างไม่เกรงกลัวต่อสิ่งใด “ท่านย่าเจ้าเถอะ เจ้ารอข้าเอาไว้เถอะ!” เหอหยงฝูที่มีนิสัยเลือดร้อนอยู่แล้ว มีอย่างที่ไหนที่จะปล่อยให้ถูกท้าทายเช่นนี้ได้ พลันด่าทอออกไปอีกประโยค และเตรียมที่จะลงจากกำแพงเมืองเพื่อเข้าต่อสู้ ในยามนี้ ก็พลันมีมืออันขาวผ่องและนิ่มนวลยื่นออกมาขวางไว้ จากนั้นก็กดเข้าไปที่หัวไหล่ของเหอหยงฝูเอาไว้ “ชีวิตของเขา ข้าจะเป็นคนไปหยิบฉวยมาเอง” เหอหยงฝูที่กำลังมองไปที่เจวี๋ยหวู่หมิง ถึงกับทอสีหน้าชาด้าน พึ่งจะตวาดห้ามปรามออกไป ทันใดนั้นก็พลันรู้สึกว่าเจวี๋ยหวู่หมิงได้ปลดปล่อยแรงกดดันจนแทบจะไม่ต่างอะไรไปจากขุนเขาที่หนักอึ้งทับร่างกายของเขาเอาไว้ ด้วยวิถีพลังที่หนักหน่วง ถึงกับทำให้เขาไม่อาจที่จะขยับได้เลยแม้แต่น้อย “ยอดฝีมือ!ไม่แน่ว่าเขาอาจจะเก็บซ่อนเอาไว้โดยที่ไม่ได้เปิดเผยออกมาโดยตลอดอย่างงั้นหรือ?” เหอหยงฝูเองก็ถือมีต้นกำเนิดมาจากขุนศึก ย่อมต้องเข้าใจว่าบรรยากาศเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร ก็ได้เห็นว่าเจวี๋ยหวู่หมิงได้ใช้เท้าเหยียบอยู่บนขอบกำแพงเมืองไปแล้ว ต่อมาเหล่าผู้คนก็ถึงกับแสดงแววตาแตกตื่นตกใจออกมา ถึงกับกระโดดลงไปแล้ว ในตอนนี้จึงค่อยมีเสียงดังออกมา: “ท่านมีหน้าที่รักษาเมือง ข้าก็มีหน้าที่ในการฆ่าคนเอง!” คำพูดนี้ดังก้องสะท้อนไปทุกพื้นที่ อีกทั้งยังเย็นชาอย่างไร้ที่เปรียบ แต่ก็ปลอดโปร่งเหมือนกับการกินข้าวดื่มน้ำตามปกติ “ให้ตายเถอะ นี่เป็นกำแพงเมืองที่มีความสูงถึงสามจั้งเลยเชียวนะ การกระโดดลงไปเช่นนี้มิใช่มีแต่จะทำให้ร่างแหลกกระดูกละเอียดจนเป็นผงกันแล้ว” กองทัพหมิงทั้งหมดต่างก็อดไม่ได้ที่จะชะโงกหัวมองออกไป จนภายในแววตาก็อดไม่ได้ที่จะแสดงอาการแตกตื่นกันออกมา ในหมู่คนพวกนี้ไม่แน่ว่าคงจะมีแต่แค่ฉินอวิ๋นที่ดูจะสงบนิ่งมากที่สุด เมื่อเขาได้นึกถึงฉากที่เจวี๋ยหวู่หมิงกระโดดเข้าปัดกระสุนปืนใหญ่นั้น ทันใดนั้นในใจคล้ายกับได้เกิดเป็นอาการเฝ้ารอลุกโหมขึ้นเล็กน้อย “ไม่แน่ว่า จอมยุทธ์น้อยผู้นี้อาจจะเป็นผู้ช่วยชีวิตที่สวรรค์ส่งมาให้จริงก็เป็นได้……” เจวี๋ยหวู่หมิงที่แทบจะไม่ได้สนใจในผลลัพธ์ของสงครามแต่อย่างไร แต่กระนั้นเพื่อที่จะปกป้องครอบครัวตว่อเอ๋อพวกเขา ย่อมไม่มีทางที่ปล่อยให้เกิดอันตรายกับพวกเขาได้อยู่แล้ว หากว่าเขาคิดที่จะทำความปรารถนาของกู่ยี่ให้สำเร็จ ก็มีแต่ต้องทำสิ่งเหล่านี้กันอยู่แล้ว “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เช่นนั้นก็มาสู้กันเถอะ! จงทำให้อุปสรรคทั้งหมด ล้วนแต่ถูกทำลายไปจนหมดสิ้น!” “เปรี้ยง!” ก็เหมือนกับกระสุนปืนใหญ่ที่ทอดลง จุดที่สองเท้าของเจวี๋ยหวู่หมิงลงสู่พื้น ถึงกับได้เกิดรอยเท้าประทับจนจมลึก ตรงส่วนของใจกลางรอยประทับเท้าสองข้าง โดยที่เกิดเป็นรอยแตกที่ไม่อาจใช้กฎเกณฑ์มาอธิบายได้ก็ค่อย ๆ กระจายตัวออกไปโดยรอบ เจวี๋ยหวู่หมิงกำลังมองไปที่รอยแตกที่อยู่บนพื้น ส่ายหน้าไปมา แล้วกล่าว: “การใช้พลังด้วยความเร็วก็ถือว่ามีข้อเสียอยู่เหมือนกัน ยังไงก็ไม่ปล่อยใช้ได้ตามแต่ใจนึกได้ ดูเหมือนว่าน่าจะยังต้องใช้เวลาทำความคุ้นเคย ก็น่าจะปรับตัวเข้าได้” เหอหยงฝูแม้แต่จะฝันเองก็คิดไม่ถึงตัวเองถึงกับมองข้ามไป แค่พลทหารสำรองตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง ถึงกับมีฝีมือติดตัวเช่นนี้ ถึงกับเก่งฉกาจได้ถึงเพียงนี้เชียว “ชิ!เขาถึงกับยังไม่ตาย!” ทุกคนที่เห็นเจวี๋ยหวู่หมิงกระโดดลงจากกำแพงเมืองก็คล้ายกับเกิดความคิดต่างๆ นานาผุดขึ้นจากภายในหัว กำแพงเมืองของเมืองหวู่หลิงถึงแม้จะไม่อาจเทียบกับหัวเมืองใหญ่ได้ แต่ก็ยังถือว่ามีความสูงกว่าสิบหมี่อยู่ ถ้าเป็นคนธรรมดาตกลงไป ถ้าไม่ตายก็คงจะพิการ แต่เมื่อเห็นสภาพที่ผ่อนคลายขนาดนี้ของเจวี๋ยหวู่หมิง ก็พอที่จะรู้ได้ว่าความสูงประมาณสิบกว่าหมี่นั้นในมุมมองของเขา แม้แต่ลมหายใจติดขัดก็ยังไม่มี ยิ่งอย่าได้พูดถึงว่าจะบาดเจ็บกันแล้ว...