กำเนิดจอมราชันสะท้านภพ Re

    บทที่ 32 เจ้าคิดว่าใช่หรือป่าว?(2)

            พระราชวังชนเผ่าโบราณ...สถานที่ลึกลับที่ถูกกลบซ่อนให้อยู่ภายใต้ผืนพิภพในอดีตนั้นก่อนจะเข้าสู่ยุคสมัยแห่งความวุ่นวาย...ย้อนกลับไปก่อนหน้านั้นก็คือยุคโบราณยุคที่กฎแห่งพลังโบราณเปิดออกอย่างอิสระยุคของชนเผ่าโบราณนั้นคือยุคที่รุ่งโรจน์ที่สุดของโลกมนุษย์และเป็นเพียงยุคเดียวที่โลกใบนี้ฝ่าทะลุขึ้นไปอยู่ในดินแดนระดับกลาง!

            ก่อนที่แผ่นดินจะถูกแบ่งแยกออกเป็นแปดส่วนในยุคนั้นได้มีการดำรงอยู่ของสี่ราชวงศ์โบราณหมิง กู่ โหยว และขุ่ยทั้งสี่ราชวงศ์นี้คือจุดสูงสุดของโลกที่นำโดยสี่จักรพรรดิแห่งแดนเหนือ ใต้ตะวันออก และตะวันตกจักรพรรดิทั้งสี่นั้นถูกขนานนามว่าคือตัวตนที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของโลกมนุษย์ตั้งแต่การถือกำเนิดของโลกจนกระทั่งปัจจุบันนี้ก็ยังไม่เคยมีผู้ใดซึ่งถือกำเนิดมาจากโลกมนุษย์สามารถก้าวผ่านเพดานอันยิ่งใหญ่นี้ไปได้!

            สถานที่ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของรอยแยกเปลือกโลกนั้นก็ตั้งอยู่ในทิศตะวันออกและเป็นดินแดนของจักรพรรดิขุ่ยในอดีตอีกทั้งจักรพรรดิขุยพระองค์แรกนั้นยังถูกขนานนามว่าเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาจักรพรรดิทั้งสี่พระองค์!ภายใต้นามของจักรพรรดิขุ่ยที่ปกครองดินแดนทางตะวันออกนั้นยังมีผู้ยิ่งใหญ่อีกสิบสองคนที่เป็นคนสนิทและทหารกล้าของจักรพรรดิขุ่ยพวกเขาทั้งสิบสองถูกเรียกขานกันว่าแปดอ๋องสี่ราชาแห่งฟ้าบูรพา!

            เบื้องหลังประตูยักษ์ที่สูงเสียดฟ้า...พระราชวังโบราณอันใหญ่โตที่ถูกสร้างขึ้นจากหินอ่อนและสลักตัดด้วยอักขระสีทองจำนวนมากภายใต้ความยุ่งเหยิงของตัวอักขระเหล่านั้นยังแฝงไว้ด้วยประกายแสงระยิบระยับราวกับมีอันญมณีล้ำค่าถูกฝังไว้ด้านในอย่างไรก็ตามเมื่อมองไปยังภาพเหล่านี้กลับกลายเป็นว่าทุกส่วนประกอบนั้นถูกสร้างขึ้นมาอย่างประณีตและเต็มไปด้วยศิลปะที่งดงาม

            ภายในพระราชวังแห่งนี้ประกอบไปด้วยปราสาทสามหลังโดยตรงส่วนกลางคือปราสาทหลังใหญ่และถูกขนาบด้วยปราสาทหลังเล็กทั้งสองข้างรอบๆ ปราสาททั้งสามหลังนี้ยังมีศาลาหินอ่อนตั้งล้อมรอบอยู่อีกแปดแห่ง!หากมองจากด้านบนจะเห็นว่ารูปแบบการตั้งของศาลานั้นจะเหมือนกับก้นหอยโดยมีศาลาหลังสุดท้ายเชื่อมต่อกับเขตแดนค่ายกลเวทที่กั้นขวางระหว่างส่วนนอกและส่วนในของพระราชวัง

            ทางเดียวที่จะเข้าไปยังส่วนในอันเป็นที่ตั้งของปราสาททั้งสามหลังก็จำเป็นต้องเดินผ่านศาลาทั้งแปดเท่านั้น!

            หลังจากราตรีผ่านพ้นยามดวงตะวันทอแสงเสียงครื่น! ที่เกิดจากการขยับของสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ก็ดังขึ้นเสียงนี้ดังกังวานออกไปพร้อมกับการสั่นสะเทือนของแผ่นดินที่เกิดขึ้นภายในรอยแยกของเปลือกโลก…เวลานี้ประตูยักษ์ของพระราชวังชนเผ่าโบราณได้เปิดออกแล้ว!

            เบื้องหน้าประตูบานใหญ่เย่ฉียืนอยู่โดยที่ด้านข้างคือหลี่หลิงเทียนที่ดวงตาเป็นประกายขณะที่มองลอดผ่านม่านพลังของค่ายกลเวทเข้าไปยังด้านในเสี่ยวเฮยนั้นแม้จะไม่รับรู้ถึงตัวตนที่แน่ชัดของชายชุดฟ้าแต่ก็พอจะคาดเดาได้ว่าชายคนนี้ต้องไม่ด้อยไปกว่าผู้เป็นนายของตนมากนักอย่างแน่นอนถัดจากเสี่ยวเฮยเป็นศิษย์ของนิกายมังกรนพเก้าที่เหลืออยู่และกองกำลังอื่นๆที่นำโดยตระกูลต้วนและสำนักเสวี่ยเยี่ย

            เสียงลากที่ดังจนสั่นสะเทือนฟ้าดินของประตูบานใหญ่หยุดลงหลังจากบานประตูอ้าออกจนสุดที่ตรงกลางระหว่างเสาของประตูทั้งสองด้านก็ค่อยๆเกิดเป็นแสงสีขาวนวลขึ้นมาจนสว่างจ้าราวกับดวงอาทิตย์เมื่อแสงสีขาวนั้นหายไปจึงเผยให้เห็นเป็นศิลาหยกขนาดใหญ่ลอยเด่นอยู่ภายในม่านพลัง บนศิลานั้นมีตัวอักษรหลายบรรทัดถูกสลักไว้

            เราคือ’มู่’ หนึ่งในสี่ราชาผู้ติดตามจักรพรรดิขุ่ย!พระราชวังแห่งนี้คือมรดกของเราที่ถูกทิ้งเอาไว้ภายในปราสาทหินอ่อนทั้งสามหลังนั้นเต็มไปด้วยสมบัติมากมายที่สามารถพลิกคว่ำผืนฟ้าและรวมไปถึงหนึ่งในเจ็ดมรดกของจักรพรรดิขุ่ย!

            ผู้ที่มีคุณสมบัติเหยียบย่างเข้าไปภายในปราสาททั้งสามหลังจำเป็นต้องผ่านการทดสอบจากศาลาทั้งแปดและได้รับการยอมรับจาก‘ตราประทับมู่’จึงจะมีสิทธิ์เหยียบย่างเข้าไปในเขตปราสาทศาลาทั้งแปดนั้นจะมอบตราประทับให้กับผู้ที่ผ่านการทดสอบโดยตัดสินจากผลการทดสอบ

            แปดศาลาแปดสิบตราประทับนั่นคือจำนวนตราประทับที่สามารถเก็บเกี่ยวได้ภายในเขตนอก ส่วนภายในเขตในนั้นยังมีตราประทับอีกยี่สิบชิ้นซ่อนอยู่ด้วยเช่นกัน

            สี่สิบตราประทับคือคุณสมบัติในการเข้าสู่ปราสาทอ๋อง

            ห้าสิบตราประทับคือคุณสมบัติในการเข้าสู่ปราสาทราชา

            สิบตราประทับเพื่อใช้เปิดห้องทองแดง

            ยี่สิบตราประทับเพื่อใช้เปิดห้องเงิน

            สามสิบตราประทับเพื่อใช้เปิดห้องทอง

            สี่สิบตราประทับเพื่อใช้เปิดห้องมรดกอ๋อง

            ห้าสิบตราประทับเพื่อใช้เปิดห้องมรดกราชา

            จำนวนผู้เข้าทดสอบทั้งสิ้นหนึ่งล้านเก้าแสนเจ็ดหมื่นพันหนึ่งเจ็ดร้อยหกอิบสอง คน

            รายชื่อผู้เข้าสู่ปราสาทชั้นใน....

            สายตาของทุกคนไล่อ่านไปตามตัวอักษรที่ถูกสลักไว้ในแผ่นศิลาด้วยความตื่นเต้นอย่างไรก็ตามเมื่ออ่านมาจนถึงบรรทัดสุดท้ายใบหน้าของพวกเขาหลายคนก็ต้องหมองลงในจำนวนผู้เข้าร่วมการทดสอบทั้งหมดเกือบสองล้านคนนั้นรายชื่อผู้ที่เข้าสู่เขตปราสาทมีเพียงแปดสิบหกรายชื่อเท่านั้น!โดยนอกจากรายชื่อด้านบนสุดที่เป็นสามลำดับแรกคนอื่นๆตั้งแต่ลำดับที่สี่ถึงแปดสิบหกนั้นสามารถเปิดได้เพียงห้องเงินและห้องทองแดงอีกทั้งส่วนใหญ่ยังเพียงเป็นปราสาทอ๋อง!ส่วนลำดับที่สามนั้นเปิดห้องเงินของปราสาทราชาลำดับที่สองนั้นเปิดห้องทองของปราสาทอ๋อง และลำดับที่หนึ่งนั้น...

            ‘จางเส้าเทียนจำนวนตราประทับ 80 ปราสาทอ๋องฝั่งซ้ายห้องมรดกอ๋อง’

            นั่นหมายความว่าในจำนวนคนเกือบสองล้านคนนั้นมีเพียงสองคนที่ได้รับเจ็ดสิบตราประทับและมีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ได้รับคะแนนเต็มแปดสิบตราประทับ!

            ยิ่งไปกว่านั้นการจะเข้าสู่ห้องมรดกราชาจำเป็นต้องใช้ถึงหนึ่งร้อยตราประทับ!

            เย่ฉียิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะเป็นคนแรกที่เดินผ่านม่านพลังเข้าไปด้านในโดยมีหลี่หลิงเทียนที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นเดินตามเข้าไปติดๆเช่นเดียวกันเมื่อผู้นำนิกายเคลื่อนไหวเสี่ยวเฮยก็นำศิษย์ของนิกายมังกรนพเก้าที่เหลืออยู่เข้าสู่พระราชวังในเวลานี้ภายนอกจึงเหลือเพียงตัวแทนจากหกแผ่นดินและกลุ่มผู้ฝึกตนเร่ร่อนเท่านั้นที่ยังคงพูดคุยกันอยู่สำหรับพวกเขากฎการแข่งขันภายในพระราชวังนั้นไม่ได้มีปัญหาใดๆเพียงแต่ในใจของทุกคนยังมีความสงสัยอยู่หนึ่งข้อที่ผุดขึ้นมา ข้อสงสัยนี้เองที่ทำให้ใบหน้าของหลายคนปรากฏเป็นความลังเลไม่กล้าก้าวเท้าตามนิกายมังกรนพเก้าเข้าไปในพระราชวัง

            “ตระกูลต้วนทั้งหมดได้รับอนุญาตให้ตัดสินใจด้วยตัวเองหากผู้ใดไม่ต้องการเข้าไปก็ให้ตั่งค่ายรออยู่ด้านนอก!”

            ต้วนหลิงเทียนเข้าใจถึงสถานการณ์ได้เป็นอย่างดีเขากวาดสายตามองไปยังผู้ติดตามหลายร้อยคนที่อยู่เบื้องหลังก่อนจะพยักหน้าให้กับผู้หนุนเต๋าที่เป็นชายชราสองคนข้างกายเดินหายลับเข้าสู่ม่านพลังตามนิกายมังกรนพเก้าไปหลังจากนั้นทั้งผู้สืบทอดของสำนักเสวี่ยเยี่ยและอีกสี่แผ่นดินก็กล่าวในทำนองเดียวกันก่อนจะนำพาผู้หนุนเต๋าของตัวเองเข้าสู่ด้านในของพระราชวัง

            ข้อสงสัยเพียงหนึ่งเดียวที่ทำให้หลายคนเกิดความลังเลก็คือ...นอกจากรายชื่อของแปดสิบหกคนที่ผ่านเข้าสู่เขตปราสาทนั้นแล้วอีกเกือบสองล้านคนที่เข้ารับการทดสอบไม่มีบันทึกว่าพวกเขารอดหรือตาย!

            สุดท้ายแล้วหลังจากเวลาผ่านไปผู้ที่เลือกจะอยู่ด้านนอกของพระราชวังก็มีมากถึงสามพันคนซึ่งเป็นจำนวนครึ่งหนึ่งของคนทั้งหมดรวมถึงนิกายมังกรนพเก้าด้วยพวกเขาไม่มีความกล้าพอที่จะเสี่ยงชีวิตเข้าไปด้านในถึงแม้ว่าจะยังไม่แน่ใจในก็ตามเพราะหากเป็นไปตามที่พวกเขาคิด...สองล้านคนรอดเพียงแปดหกคนนั้นแสดงให้เห็นว่าการทดสอบภายในนั้นน่ากลัวมากแค่ไหน

            นี่คือมรดกของอ๋องฟ้าบูรพาในตำนานเชียวนะไม่มีทางที่จะได้มาโดยไร้ความเสี่ยงอยู่แล้ว!

            ภายในพระราชวังนั้นถูกตกแต่งอย่างเรียบง่ายเย่ฉีและหลี่หลิงเทียนเดินมาหยุดอยู่ที่ด้านหน้าของศาลาหลังใหญ่ที่สร้างด้วยไม้แดงทั้งหลังตรงด้านหน้าของศาลามีป้ายสลักไว้ว่า ศาลาห้าธาตุและที่ทางเข้านั้นยังมีศิลาหยกตั้งอยู่ด้วย บนศิลานั้นเต็มไปด้วยรายชื่อมากมายของผู้ที่เข้าร่วมทดสอบโดยหนี่งหมื่นรายชื่อแรกนั้นคือผู้ที่ได้รับตราประทับเต็มสิบ!

            “พวกเรามาลองแข่งขันกันดูหน่อยไหมเจ้ามังกรเฒ่า?หึหึ ถ้าข้าชนะเจ้าจะต้องบอกความลับของคัมภีร์จักรพรรดิหยางให้ข้ารู้”

            หลี่หลิงเทียนมองไปยังเย่ฉีด้วยสายตาขี้เล่นแต่ก็ยังแฝงไว้ด้วยความท้าทายอย่างเห็นได้ชัดเย่ฉีเหลือบมองมาที่เขาด้วยใบหน้าเรียบเฉยครู่หนึ่งก่อนจะหันกลับไปราวกับว่าเรื่องที่หลี่หลิงเทียนกล่าวออกมานั้นเป็นเรื่องไร้สาระการกระทำเช่นนี้ทำให้อีกฝ่ายเกิดเป็นความโมโหขึ้นมาทันทีแต่ก่อนที่เขาจะโวยวายเย่ฉีก็ได้กล่าวขึ้นมาเสียก่อน

            “ขอเรียกร้องของเจ้านั้นแม้แต่สายเลือดแห่งหลี่ก็ยังไม่มีค่าพอให้พูดถึงเจ้าคิดจะเสนอสิ่งใดให้กับข้าถ้าเจ้าแพ้?”

            ท่าทางของหลี่หลิงเทียนหยุดชะงักไปคำพูดของเย่ฉีแม้ว่าจะฟังแล้วน่าโมโหแต่หากนำมาเทียบกับความลับของคัมภีร์จักรพรรดิหยางคำพูดของเย่ฉีนั้นก็ไม่ได้เกินจริงเลยทว่าหลี่หลิงเทียนก็ไม่ใช่คนที่จะยอมเสียหน้าง่ายๆ เหมือนกัน

            “เฮอะ!เจ้าคิดจริงๆ รึว่าจะอาศัยตัวเจ้าในตอนนี้เอาชนะข้าได้?”

            “ฮ่าๆหลิงเทียนเอ๋ย...นั่นไม่ใช่คำตอบ! มันไม่เกี่ยวว่าข้าจะเอาชนะเจ้าได้หรือไม่ หากเจ้าไม่สามารถทำให้ข้ายอมรับเงื่อนไขเช่นนั้นการแข่งขันก็จะไม่เกิดขึ้นอยู่ดี!”

            เย่ฉีหมุนตัวกลับมามองชายหนุ่มชุดฟ้าที่ด้านข้างก่อนหรี่ตาลงราวกับเหยี่ยวที่จ้องมองเหยื่อจนเวลาผ่านไปครู่หนึ่งสุดท้ายหลี่หลิงเทียนก็ไม่สามารถต้านทานความอยากรู้อยากเห็นได้!เขากัดฟันขบกรามแน่นก่อนจะกล่าวออกมาด้วยเสียงที่ไม่ค่อยพอใจนัก

            “มังกรเฒ่าสารเลว!เจ้าจะข่มเหงข้าเกินไปแล้ว!หากเจ้าชนะข้าขอให้สัตย์สาบานว่าข้าจะยอมทำตามคำขอของเจ้าเรื่องหนึ่ง!เอ่อ...ยกเว้นเรื่องที่เกี่ยวพันกับชีวิตและครอบครัวของข้า!”

            เย่ฉียิ้มออกมาอย่างพอใจในทันทีก่อนจะกล่าวตกลงหลังจากนั้นไม่นานเมื่อเห็นว่าด้านหลังมีคนจำนวนมากทยอยเข้ามาเขาก็หมุนตัวเข้าสู่ศาลาห้าธาตุทันทีโดยมีหลี่หลิงเทียนและศิษย์นิกายมังกรนพเก้าตามหลังไปติดๆ

            เดิมทีเขาไม่คิดที่จะมายุ่งเกี่ยวกับสุสานนี้เพราะด้วยตัวตนของเขาแล้วสมบัติเหล่านี้ที่คนรุ่นหลังทิ้งเอาไว้นั้นไม่ได้มีค่าใดๆเลยอย่างไรก็ตามรูปแบบของอักขระที่เขาเห็นนั้นทำให้เย่ฉีเกิดสนใจขึ้นมารวมไปถึงหลี่หลิงเทียนด้วยเช่นกันในเวลานี้พวกเขาทั้งสองคนก็มั่นใจแล้วว่าตัวเองคาดเดาได้ถูกต้องและยังทำให้พวกเขาเกิดความตื่นเต้นขึ้นมาแม้กระทั่งเย่ฉีเองก็ตาม

            มู่นั้นไม่ใช่แซ่ของราชาผู้สร้างพระราชวังแห่งนี้แต่มันคือ...ชื่อ!นามที่แท้จริงของราชามู่ซึ่งมีน้อยคนที่จะรู้ก็คือ...

    ขุ่ยมู่!

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดจอมราชันสะท้านภพ Re ที่คุณอ่าน