หลังจากนั้น จางเหว่ยก็พาหลี่ซวนเดินชมสำนักเฟิงหยวน
ระหว่างทาง มีศิษย์ทั้งหญิงและชายจำนวนไม่น้อยหันมามองคนทั้งสองเป็นระยะ โดยเฉพาะศิษย์หญิงหลายคนที่ไม่ได้จับจ้องจางเหว่ย หากแต่สายตาต่างมองตรงมายังหลี่ซวน ก่อนจะจับกลุ่มซุบซิบกันด้วยความสนใจ
"นั่นใครกันน่ะ... ข้าไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนเลย"
"น่าจะเป็นศิษย์ใหม่กระมัง"
"หน้าตาหล่อเหลาไม่เบา!"
"ในที่สุดสำนักเราก็มีศิษย์ใหม่ที่ชวนให้มองเสียที"
เสียงพูดคุยแว่วดังขึ้นไม่ขาดสาย ด้านศิษย์ชายบางคนแม้จะมองหลี่ซวนด้วยสายตาอิจฉาปนประชดประชัน แต่หลี่ซวนหาได้ใส่ใจไม่ เขายังคงเดินตามจางเหว่ย พลางตั้งใจฟังคำอธิบายเกี่ยวกับสถานที่ต่าง ๆ ภายในสำนักอย่างจดจ่อ
จางเหว่ยเห็นบรรยากาศรอบข้างก็หัวเราะเบา ๆ ในคอ "ดูเหมือนสหายจะได้รับความสนใจจากศิษย์หญิงไม่น้อยเลยนะ... ไม่คิดจะเลือกไว้สักคนหรือ"
หลี่ซวนได้ยินดังนั้นก็ทำเพียงยกยิ้มบาง "พี่จางล้อข้าเล่นแล้ว ยามนี้ข้าต้องการเพียงมุ่งมั่นบำเพ็ญเพียร เรื่องอื่นยังไม่มีเวลาคิดหรอกขอรับ"
จางเหว่ยหัวเราะร่า "ฮ่า ๆ ๆ เช่นนั้นข้าไม่หยอกเจ้าแล้ว ไปดูสถานที่ต่อไปกันเถิด"
ตลอดทั้งวัน จางเหว่ยพาหลี่ซวนเดินชมสถานที่สำคัญต่าง ๆ ภายในสำนัก ไม่ว่าจะเป็นหอตำรา หอหลอมอาวุธ เรือนปรุงยา หอแลกเปลี่ยน จุดรับทรัพยากรประจำเดือน ถ้ำพำนักสำหรับเช่า รวมถึงนำพาไปดูบริเวณใกล้เคียงกับยอดเขาทั้งห้าซึ่งเป็นที่พำนักของเหล่าผู้อาวุโส
ทุกสถานที่ล้วนตระการตาจนทำให้หลี่ซวนเบิกตากว้างด้วยความตื่นตะลึง ก่อนหน้านี้ เมืองมนุษย์ที่เขาเคยเห็นก็นับว่าตื่นตามากแล้ว แต่เมื่อนำมาเทียบกับสำนักเฟิงหยวนแห่งนี้ กลับแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน
หลังจากชมสำนักทั่วแล้ว จางเหว่ยก็พาเขาไปรับชุดศิษย์ เมื่อหลี่ซวนสวมอาภรณ์ศิษย์สีฟ้าอ่อน เสื้อผ้ากลับขับเน้นเข้ากันได้อย่างประจวบเหมาะกับเส้นผมสีดำสนิทและดวงตาสีฟ้าคราม จนจางเหว่ยยังอดส่งเสียงชมเชยมิได้
"จุ๊ ๆ... เจ้าสวมชุดศิษย์แล้วดูดีไม่เบาเลยจริง ๆ"
หลี่ซวนเพียงยิ้มรับเบา ๆ โดยมิได้เอ่ยสิ่งใด
เมื่ออธิบายกฎระเบียบ วิธีใช้สถานที่ และข้อควรระวังให้หลี่ซวนฟังอย่างละเอียดแล้ว ก่อนจากกันจางเหว่ยยังได้บอกตำแหน่งที่พักของตนเอาไว้ด้วย "หากเจ้ามีเรื่องใดไม่เข้าใจ ก็มาหาข้าได้ทุกเมื่อนะ"
"ขอบพระคุณพี่จางมากขอรับ" หลี่ซวนประสานมือคารวะ ก่อนที่ทั้งสองจะแยกย้ายกันไป
หลี่ซวนเดินกลับไปยังเขตที่พักของศิษย์นอก บริเวณนั้นเต็มไปด้วยเรือนไม้และอาคารหินที่สร้างเรียงรายเป็นระเบียบ แม้จะตั้งอยู่ติดกันหลายหลัง แต่แต่ละหลังถูกสร้างไว้สำหรับศิษย์เพียงคนเดียว อีกทั้งยังมีอาคมกางกั้น ไม่อาจใช้จิตสัมผัสตรวจสอบภายในได้
หลี่ซวนเดินหาป้าย 'ที่พำนักที่ยี่สิบห้า' ไม่นานก็พบ เขาจึงยื่นป้ายที่พักให้ศิษย์ผู้ดูแลตรวจสอบ อีกฝ่ายพยักหน้ารับก่อนพาเข้าไปยังที่พัก แล้วจึงขอตัวจากไปทันที
เมื่อมองสำรวจภายในห้อง ดวงตาของหลี่ซวนก็เต็มไปด้วยความพึงพอใจ ภายในเรือนกว้างขวางกว่าที่คิด พื้นห้องปูด้วยหินสีเทาขัดเรียบ มีแผ่นหินสำหรับนั่งบำเพ็ญ โต๊ะ เก้าอี้ เตียง และเครื่องเรือนต่าง ๆ จัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ แม้แต่ที่นอนก็ยังนุ่มกว่าที่เขาเคยนอนมาตลอดชีวิต
หลี่ซวนอดหัวเราะเบา ๆ กับตนเองมิได้ 'นี่หรือ... สำนักเซียน ช่างมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายจริง ๆ'
เขาเดินไปนั่งบนแท่นหินบำเพ็ญ หลับตาลงช้า ๆ พลางทบทวนข้อมูลทั้งหมดที่จางเหว่ยอธิบายให้ฟังตลอดทั้งวัน เพื่อเริ่มวางแผนว่าจากนี้ไป ตนควรเริ่มต้นเส้นทางการบำเพ็ญอย่างไรดี
ผ่านไปครู่หนึ่ง หลี่ซวนก็นึกขึ้นได้ว่าเขาควรไปยังสถานที่แลกเปลี่ยนของสำนักอย่างหอแลกเปลี่ยน เพื่อนำผลึกอสูรที่มีไปแลกเป็นหินวิญญาณ เพราะตามที่จางเหว่ยบอก หินวิญญาณมิเพียงใช้ดูดซับไอวิญญาณเพื่อช่วยในการบำเพ็ญเท่านั้น แต่ยังเป็นสกุลเงินหลักของผู้บำเพ็ญเพียรสำหรับซื้อขายแลกเปลี่ยนทรัพยากรอีกด้วย
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องน่าสนใจอีกอย่างที่เขาได้ยินมา ว่าในอีกไม่ถึงครึ่งปีจะถึงกำหนดการประลองระหว่างสำนักใน 'พันธมิตรเมฆา' ศิษย์จำนวนมากจึงต่างเร่งฝึกฝนอย่างหนัก แทบไม่มีผู้ใดออกไปล่าอสูรเหมือนยามปกติ เพราะหากได้รับบาดเจ็บในช่วงเวลานี้ ก็อาจหมดโอกาสถูกคัดเลือกเป็นตัวแทนสำนัก ซึ่งผู้ที่มีผลงานในการประลองล้วนได้รับรางวัลมหาศาล เพียงพอให้ไม่ต้องออกไปเสี่ยงชีวิตหาทรัพยากรอีกหลายปี
แม้หลี่ซวนจะสนใจเรื่องศึกประลองอยู่ไม่น้อย แต่สำหรับตอนนี้ นั่นยังไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องให้ความสำคัญ สิ่งที่เขาต้องทำเป็นอันดับแรก คือการทะลวงสู่ระดับลมปราณแรกเริ่มขั้นปลายให้ได้เสียก่อน แม้รากวิญญาณสี่ธาตุจะทำให้การบำเพ็ญของเขายากกว่าผู้อื่น แต่เขายังมีห้วงวิญญาณขนาดกว้างใหญ่ถึงห้าสิบจั้ง ซึ่งดูเหมือนจะสามารถรองรับและดูดซับไอวิญญาณได้มากกว่าผู้บำเพ็ญทั่วไปหลายเท่า มิฉะนั้นผู้อาวุโสเจิ้นผิงคงไม่กล่าวว่า ห้วงวิญญาณขนาดสามสิบจั้งนับว่าดีมากแล้ว
'หลังจากแลกหินวิญญาณแล้ว ข้าคงต้องไปหอตำรา บางทีอาจพบคำตอบเกี่ยวกับห้วงวิญญาณและรากวิญญาณของข้าก็เป็นได้'
เมื่อคิดได้ดังนั้น หลี่ซวนก็ลุกขึ้นเดินออกจากที่พักทันที
ไม่นานนัก เขาก็มาถึงสถานที่แลกเปลี่ยนทรัพยากรของสำนัก ระหว่างทาง ศิษย์หญิงหลายคนยังคงแอบมองเขาเป็นระยะ ส่วนศิษย์ชายบางคนที่อิจฉา เมื่อสัมผัสได้ว่าระดับการบำเพ็ญของหลี่ซวนสูงกว่าพวกตน ก็ไม่มีใครกล้าเข้ามาหาเรื่อง
หลี่ซวนเดินตรงไปยังจุดแลกเปลี่ยนของสำนัก บริเวณนั้นมีศิษย์อยู่เพียงไม่กี่คน เขาคิดในใจว่าคงเป็นเพราะทุกคนกำลังเร่งเก็บตัวฝึกซ้อมเพื่อเตรียมรับศึกประลองพันธมิตรเมฆานั่นเอง
เบื้องหลังโต๊ะแลกเปลี่ยน... มีสตรีผู้หนึ่งกำลังนั่งอ่านตำราอย่างเงียบสงบ นางสวมอาภรณ์สีน้ำเงิน ใบหน้าแม้ไม่ถึงกับงดงามล่มเมือง แต่กลับมีเสน่ห์ชวนมองอย่างประหลาด นางมีนามว่า ฉินรั่วปิง ผู้รับหน้าที่ดูแลการแลกเปลี่ยนทรัพยากรของเหล่าศิษย์
หลี่ซวนยกมือประสานคารวะ "คารวะผู้อาวุโส ผู้น้อยหลี่ซวน มาขอแลกผลึกอสูรเป็นหินวิญญาณขอรับ"
เพียงสัมผัสแรงกดดันของไอวิญญาณที่แผ่ออกมาจากร่างของนาง เขาแทบไม่ต้องแผ่จิตสัมผัสก็รับรู้ได้ทันทีว่านางคือผู้บำเพ็ญเพียรในระดับฐานวิญญาณ
ฉินรั่วปิงละสายตาจากตำรา เงยหน้ามองเขา ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "เจ้ามีผลึกอสูรกี่ก้อน"
"ผู้น้อยมีอยู่ประมาณสี่สิบกว่าก้อนขอรับ"
เมื่อได้ยินคำตอบ ฉินรั่วปิงพลันชะงักไปเล็กน้อย "มากกว่าสี่สิบก้อน?"
จากนั้น นางก็แผ่จิตสัมผัสออกมาตรวจสอบหลี่ซวน ความรู้สึกนั้น... แน่นหนักและข่มขวัญ ไม่ต่างจากตอนที่ผู้อาวุโสเจิ้นผิงตรวจสอบเขาบนยอดเขาเลยแม้แต่น้อย!