รู้ตัวอีกทีเวลาของข้าก็ผ่านมาหนึ่งหมื่นปี : The next 10,000 years of Alchemy Empress

    ข้ากำลังไป

            หวงจื่อหานมองสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นด้วยรอยยิ้มแห้งหลังจากที่หมดช่วงเวลาอาหารเช้าท่านปรมาจารย์ไป่ก็หยิบคอมพิวเตอร์พกพามาเปิดเหมือนเมื่อวานในแวบแรกเขาคิดว่าท่านจะเข้าไปสับใครจะเละเทะในกระทู้ของชุมนุมผู้ฝึกตนอีกครั้งแต่นางกลับกดเข้าไปในเว็บไซต์ที่อ่านหนังสือออนไลน์แทนเสียนี่

             

            แต่ก็อาจจะนับว่าเป็นเรื่องที่ดีหากท่านปรมาจารย์ไป่เข้าไปในเว็บบอร์ดนั่นทุกวันสักวันคงได้มีคนตายเพราะความโกรธจริงๆแน่

             

            “...เจ้ามีธุระใด?”

             

            ไป่ฟานเซียนปิดจอคอมพิวเตอร์พกพาแล้วหันมาถามถังเทียนจี๋ลุงหวงประหลาดใจที่นางยอมละสายตามาจากหนังสือบนจอได้

            แต่พอมาคิดดีๆนางก็เป็นอย่างนี้ไม่ใช่หรือ

            ถ้าเป็นเรื่องของคนใกล้ตัวนางก็พร้อมจะวางความสำคัญไว้อันดับแรกๆเสมอ

             

            จะเด็กน้อยทั้งสองคนหรือจะตัวเขาเองก็ใช่

             

            “ท่านปรมาจารย์ไป่ครับ...ผมมีคำถาม...”ถังเทียนจี๋ที่เห็นว่าไป่ฟานเซียนสนใจไม่รอช้ารีบหยิบเอากระดาษปึกหนึ่งที่เขารีบนำมาด้วยออกมาให้นางดู

            มันคือคำถามที่เขาติดอยู่มาทั้งชีวิตและไม่สามารถหาคำตอบได้วันนี้เขารวบรวมพวกมันมาทั้งหมดด้วยความหวังว่าไป่ฟานเซียนจะช่วยเขาแก้ปัญหาเหล่านี้

             

            ไป่ฟานเซียนมองกองกระดาษนั้นด้วยความเหนื่อยหน่ายและชั่งใจ

             

            “เอามาให้ข้าดูหน่อย...”

             

            ไป่ฟานเซียนรับกระดาษพวกนั้นมาแล้วเปิดดูทีละหน้าพอเจอจุดที่เป็นข้อผิดพลาดนางก็จะขมวดคิ้วแล้วแจกแจงไปทีละจุดถังเทียนจี๋ที่อายุอานามไม่น้อยแล้วในตอนนี้ดูไม่ต่างจากเด็กนักเรียนตัวเล็กๆที่กำลังตั้งใจนั่งฟังครูสอนไม่กระพริบตา

            เฒ่าชราจดทุกคำพูดและทุกประเด็นที่ไป่ฟานเซียนแจกแจงออกมาจนละเอียดยิบพอเจอส่วนที่ไม่เข้าใจเขาก็รีบถามความรู้และความเข้าใจของไป่ฟานเซียนกำลังค่อยๆเปิดโลกให้ถังเทียนจี๋ทีละนิดๆ เขารู้สึกราวกับกำลังต้องมนต์สติสัมปชัญญะของเขาจมดิ่งเข้าไปในคำบรรยายของไป่ฟานเซียนอย่างไม่รู้ตัว

             

            ไป่ฟานเซียนรู้สึกคุ้นเคยกับช่วงเวลาแบบนี้อย่างบอกไม่ถูกในยุคสมัยที่แล้วนางเองก็มักจะช่วยอธิบายและคลายข้อสงสัยให้กับเหล่าศิษย์ของตำหนักโอสถอยู่เสมอภาพที่นางนั่งอยู่ในสวนดอกไม้ที่กว้างขวาง ล้อมรอบไปด้วยเหล่าเด็กๆและศิษย์ที่รับฟังอย่างเงียบสงบถึงจะมีตำแหน่งเป็นถึงเจ้าตำหนักหรือจักรพรรดินีโอสถแต่นางก็ไม่เคยรังเกียจที่จะช่วยเหลือคนของนางเลยสักครั้ง

             

            แล้วนางเองก็ตัดสินใจไปแล้วว่าตระกูลถังเป็นคนของนางเช่นกัน

             

            คนภายนอกอาจจะมองว่านางเป็นคนไม่สนโลกแต่นางจำเป็นต้องสนใจเหล่าคนที่นางไม่รู้จักด้วยหรือ?

             

            คำตอบคือ “ไม่”

             

            เพราะเติบโตมาในยุคสมัยที่แตกต่างนางไม่มีทั้งพ่อและแม่มาคอยดูแล  หากไม่แข็งแกร่งเจ้าก็ตาย หากไม่เข้มแข็ง สำหรับหญิงสาวเช่นนาง ย่อมถูกเอารัดเอาเปรียบดังนั้นบุคลิกและลักษณะนิสัยของนางจึงถูกหล่อหลอมให้ออกมาเป็นเช่นนี้

             

            เพราะไม่เคยถูกปกป้องจึงต้องแข็งแกร่งเหนือใคร

             

            เพราะไม่เคยได้รับความรักความอบอุ่นในวัยเยาว์จึงรู้สึกผูกพันกับคนของตนอย่างยิ่ง

             

            นางก็เป็นของนางแบบนี้เมื่อหมื่นปีที่แล้วเป็นอย่างไร ตอนนี้ก็เป็นอย่างนั้น อัตลักษณ์ของนาง อาจจะแปลกแยกจากผู้คนในยุคนี้ไปเสียหน่อย

             

             

            ลุงหวงมองภาพตรงหน้าด้วยรอยยิ้มเพราะยิ่งถังเทียนจี๋ได้ฟังคำอธิบายของไป่ฟานเซียนไปมากเท่าไร ชายชราก็ยิ่งตกตะลึงเผลอครู่เดียวเขาก็ลงไปนั่งคุกเข่ากับพื้นใกล้ๆไป่ฟานเซียนขณะที่มือกำลังจดยิกๆบนกระดาษอย่างไม่รู้ตัวดวงตาของเขากระจ่างแจ่มชัดขึ้นเรื่อยๆราวกับกำลังมีคนปัดเป่าหมอกควันในหัวออกไป

     

             

            ถังเย่เย่ที่ฝึกเสร็จไปได้ส่วนหนึ่งแล้ววิ่งกลับเข้ามาในบ้านเมื่อเด็กน้อยเห็นท่านปู่ของตัวเองนั่งคุกเข่าบนพื้นขณะที่ผงกหัวตอบรับไปเรื่อยๆด้วยความปลื้มปลิ่มก็มองอย่างงุนงง

             

            “...นายใหญ่แค่กำลังดีใจน่ะครับคุณหนู”

            ลุงหวงพูดด้วยรอยยิ้มแห้งทำให้เด็กน้อยได้แต่เอียงคอด้วยความสงสัยต่อสถานการณ์นี้เท่านั้น...

             

             

             

            มื้ออาหารเที่ยงผ่านไปอย่างรวดเร็วถังเทียนจี๋ถือโอกาสร่วมทานอาหารกลางวันที่นี่ไปด้วย เขาถามคำถามที่ตนสังสัยกับไป่ฟานเซียนไม่หยุดหย่อน

             

            “ท่านปรมาจารย์ไป่ครับมีอีกเรื่องหนึ่ง...”

             

            “เจ้าสงสัยอะไรอีกละ?”ไป่ฟานเซียนถอนหายใจ

             

            “ไม่ใช่ครับวันนี้ผมรบกวนมาพอแล้วล่ะครับ มันเป็นเรื่องอื่น” ถังเทียนจี๋โบกไม้โบกมืออย่างอายๆวันนี้เขามารบกวนท่านปรมาจารย์ไป่มากไปแล้วจริงๆทั้งก่อนหน้านี้ยังตกอยู่ในภวังค์อย่างไม่รู้ตัวต้องอาศัยหวงจื่อหานมาสะกิดจึงสามารถลุกขึ้นมาจากพื้นได้

             

            “หืม?”

             

            “เรื่องโอสถคืนพลังน่ะครับก่อนหน้านี้เพราะได้ท่านช่วยไว้ก็เลยสามารถหาผลข้างเคียงของมันออกมาได้สมาคมนักปรุงโอสถให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้มากก็เลยอยากจะเชิญผู้ที่ไขความลับของมันได้ไปร่วมงานสัมนาน่ะครับ”

             

            “เจ้าก็ไปเสียสิ”

            ไป่ฟานเซียนบอกปัดอย่างไม่ใยดี

             

            ถังเทียนจี๋ยิ้มแห้งเขารู้ก่อนจะถามออกไปเสียอีกว่าท่านปรมาจารย์ไป่ต้องปฏิเสธ แต่ประเด็นก็คือวันที่จะไปต่างหาก

             

            “ผมรู้เรื่องของฮุ่ยเอ๋อแล้วล่ะครับ”ชายชราเหลือบไปมองเด็กน้อย

             

            “แต่พอดีสถานที่ตั้งของสมาคมนักปรุงโอสถมันอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านกลางเขาของหมอเทวดาทั้งยังอยู่ในช่วงปลายอาทิตย์นี้เหมือนกันอีกก็เลยถามเผื่อว่าท่านปรมาจารย์ไป่อาจจะอยากไปเที่ยวชมสักหน่อยน่ะครับ”

             

            ไป่ฟานเซียนหันกลับมามอง

             

            “ที่นั่นมีอะไรน่าชม?”

             

            ถังเทียนจี๋พอเห็นว่าไป่ฟานเซียนเริ่มให้ความสนใจก็รีบเล่าให้ฟัง“สมาคมนักปรุงโอสถก่อตั้งมาได้เกือบพันปี ทั้งยังมีการสืบทอดและพัฒนามาอย่างไม่หยุดหย่อนความรู้และศาสตร์การปรุงโอสถจำนวนมหาศาลถูกบันทึกเก็บไว้ที่นั่นครับ”

             

            ไป่ฟานเซียนแปลกใจ

             

            ก่อนหน้านี้นางเองก็เคยถามหวงจื่อหานเกี่ยวกับหนังสือโอสถในยุคนี้เหมือนกันแต่พ่อบ้านชราก็จนปัญญา เพราะความรู้ที่เกี่ยวกับผู้ฝึกตนส่วนมากจะไม่ค่อยเปิดเผยให้กับบุคคลภายนอกที่แล้วมาลุงหวงก็พยายามใช้เส้นสายจึงสามารถนำหนังสือส่วนหนึ่งที่ไม่ค่อยสำคัญออกมาให้ไป่ฟานเซียนได้อ่านบ้างเหมือนกัน

            เช่นหนังสือ“ไฟและยา”ของอาจารย์ซุนนั่นก็คือเล่มหนึ่งในนั้น

             

            เมื่อเห็นว่ามีโอหาสที่จะได้อ่านหนังสือของศาสตร์แห่งโอสถในยุคนี้ไป่ฟานเซียนจะรู้สึกสนใจก็ไม่แปลก

            เพราะหนังสือที่นางมีในมิติของนางก็ล้วนเป็นหนังสือในยุคสมัยหมื่นปีที่แล้วทั้งสิ้น

             

            “ข้าสามารถอ่านหนังสือในสมาคมนั่นได้หรือไม่?”

             

            ถังเทียนจี๋พยักหน้ารับ

             

            “ถ้าไปกับผม น่าจะสามารถอ่านหนังสือส่วนใหญ่ที่นั่นได้ครับ”เพราะเห็นอย่างนี้แต่สถานภาพของถังเทียนจี๋ก็ไม่เบาเหมือนกันทั้งช่วงนี้ยังมีผลงานจากการที่สามารถแกะวิธีปรุงโอสถคืนพลังที่ไม่สมบูรณ์ได้สำเร็จทั้งยังค้นพบผลข้างเคียงของมันอีกด้วย

             

            “เช่นนั้น...”

             

            “...ข้าออกไปเปิดหูเปิดตาสักหน่อยก็ดีเหมือนกัน”

             

             

            เวลาหนึ่งอาทิตย์นี้ผ่านไปอย่างรวดเร็วไป่ฟานเซียนเองหลังจากนั้นก็มีเข้าไปอ่านความคิดเห็นและตอบความเห็นในเว็บบอร์ดสนทนาของชุมนุมจอมยุทธ์บ้างประปรายนางพบว่านอกเหนือไปจากกระทู้ถาม-ตอบปัญหาโอสถนั้นได้มีการตั้งกระทู้ที่มีการระบุชื่อของจักรพรรดินีโอสถขึ้นมามากมาย

             

            บ้างก็ต้องการให้นางตอบข้อสงสัย

             

            บ้างก็อยากจะรู้ตัวตนจริงของนาง

             

            แต่ที่เตะตาที่สุดกลับเป็น  ที่โดดเด่นและเต็มไปด้วยจำนวนความคิดเห็นมากที่สุดในนั้นต่างหาก

             

            “ท่านจักรพรรดินีโอสถยอดเยี่ยมจริงๆพวกนายเห็นคำตอบที่ท่านตอกหน้าคนที่มาหาเรื่องเมื่อวานนั้นไหม เท่สุดๆ!”

             

            “งี่เง่าจริงๆเจ้ากำลังตบตาใคร ใส่วัตถุดิบลงไปไม่ครบแล้วมาหาว่าวิธีของข้าผิดพลาดนั่นหรือเปล่า?”

             

            “ใช่เลย! เจ้าของกระทู้นั้นถึงกับรีบลบความคิดเห็นทิ้งอย่างไวเลยล่ะ!”

             

            “พวกนายคิดว่าท่านหน้าตาเป็นยังไงเป็นผู้หญิงไหม?”

             

            “ความเห็นบน  ท่านต้องเป็นผู้หญิงอยู่แล้ว! ทั้งยังต้องสวยสง่าและสูงศักดิ์แน่นอน!”

             

            “พวกนายฝันกลางวันกันเกินไปแล้วว่าแต่พวกนายคิดว่าท่านจักรพรรดินีจะมาปรากฏตัวที่งานสัมมนาของสมาคมรึเปล่า?”

             

            “ไม่แน่ใจเหมือนกันแต่งานนี้เป็นงานใหญ่ที่สุดของปีเลยนะเหล่าผู้ปรุงโอสถทั้งประเทศล้วนอยากเดินทางมาถ้าหากว่าดึงดูดความสนใจได้ละก็จะมีชื่อเสียงและร่ำรวยได้ในชั่วข้ามคืนเลยล่ะ”

             

            “แต่งานดันมาจัดช่วงเดียวกับที่หมอเทวดาออกมาจากการฝึกตนนี่สิ”

             

            “ใช่แล้วฉันได้ข่าวว่าหมอเทวดาจะบรรยายความรู้เกี่ยวกับการแพทย์และการฝึกตนที่เขาบรรลุมาเหมือนกันแบบนี้ทั้งสองงานมันจะไม่ชนกันเหรอ?”

             

            “เอาจริงๆฉันก็อยากจะไปฟังบรรยายของหมอเทวดาเหมือนกันนะ”

             

            “นั่นสิ ไม่รู้ว่าพลังฝึกตนของเขาจะไปถึงขั้นไหนแล้วแต่ฉันเคยได้ยินมาว่าเคยมีครั้งหนึ่งที่เขาช่วยชี้แนะผู้ฝึกตนขั้นผู้ฝึกยุทธ์คนหนึ่งที่ติดอยู่ในระดับนั้นมาเป็นสิบปีแต่พอได้รับฟังหมอเทวดาแค่วันเดียว เขาก็สามารถบรรลุเป็นจอมยุทธ์ได้เลย”

             

            “ฉันก็ได้ยินข่าวนั้นมาเหมือนกัน”

             

            “แปลว่าที่เขาเคียงเมฆาในปีนี้มีเรื่องน่าสนใจตั้งสองเรื่องสินะ”

             

            “ใช่แล้วสัมมนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสมาคมนักปรุงโอสถกับการออกมาจากการฝึกตนและเปิดบรรยายของหมอเทวดาผู้คนในโลกฝั่งนี้ต้องไปรวมตัวกันที่นั่นหนาแน่นกว่าการประลองของสองปรมาจารย์เสียอีก”

             

            “ถ้าท่านจักรพรรดินีโอสถไปที่นั่นด้วยก็คงจะดีนะ?”

             

            “นายฝันไปรึเปล่า...แต่ฉันเองก็ฝันอย่างนั้นเหมือนกัน”

             

            ไป่ฟานเซียนกวาดสายตาอ่านความคิดเห็นในกระทู้นั้นผ่านคอมพิวเตอร์พกพา ขณะนี้นางกำลังนั่งอยู่บนรถยนต์สีดำที่กว้างขวางและสะดวกสบายอย่างยิ่งของตระกูลถังซ้ายขวาของนางคือฮุ่ยเอ๋อและถังเย่เย่ที่กำลังตื่นเต้นที่ได้ไปเที่ยวพวกเธอเกาะหน้าต่างคนละฝั่งและมองวิวทิวทัศน์ข้างนอกด้วยสายตาเป็นประกาย

             

            ส่วนอีกฝั่งคือถังเทียนจี๋ที่กำลังอารมณ์ดีและหวงจื่อหานที่นั่งอยู่ข้างๆคอยบริการน้ำและของว่างให้ทั้งสี่คนด้วยรอยยิ้ม

             

            ไป่ฟานเซียนอ่านไปถึงความคิดเห็นสุดท้าย

             

            สองมือเรียวบางของนางพรมลงบนคีย์บอร์ดอย่างคล่องแคล่วเมื่อเสร็จแล้วนางก็พับจอลงแล้วหันไปมองด้านนอกหน้าต่าง

             

            แต่วินาทีนั้นในโลกออนไลน์กลับลุกเป็นไฟ! เพราะในกระทู้ “แหล่งรวมตัวแฟนคลับของท่านจักรพรรดินี”นั้น ได้ปรากฏความคิดเห็นที่สามารถสั่นสะเทือนไปทั้งกระทู้!

             

             

            ความคิดเห็นที่1256 (จักรพรรดินีโอสถ)

    -         ข้ากำลังไป

     

    แค่ 3 คำ

     

    แต่เป็นสามคำที่ทำให้ผู้ที่ได้อ่านมันกรีดร้องออกมาอย่างตื่นเต้น!

             

    คล้ายกับเรื่องรู้ตัวอีกทีเวลาของข้าก็ผ่านมาหนึ่งหมื่นปี : The next 10,000 years of Alchemy Empress ที่คุณอ่าน