เมื่อเตรียมการทุกอย่างพร้อม จึงวางมือที่บาดแผลของฮ่องแต้ส่งพลังไปรักษาเพียงพริบตาปากแผลที่แยกออกจากกันก็ปิดสนิทเหมือนไม่เคยถูกมีดแทงมาก่อน จากนั้นจึงบอกให้พวกเขาช่วยกันพยุงตัวของฮ่องเต้ให้อยู่ในท่านั่งเหยียดขา โดยให้เฟยเจินเป็นคนประคองตัวฮ่องเต้ไว้ ส่วนคนอื่นๆให้แยกออกไปยืนรอห่างๆ
ทั้งยังกำชับพวกเขาว่าถ้าร่างกายฉันกับฮ่องเต้มีความร้อนสูง อย่าเข้าใกล้แต่ให้รอจนกว่าจะสั่งว่าให้เข้ามาได้ จากนั้นจึงหันมาพูดกับเฟยเจินว่าร้อนหน่อยนะขอให้อดทน เฟยเจินพยักหน้าสองมือจับประคองตัวฮ่องเต้ไว้มั่นแล้วพูดว่าเริ่มได้เลย
ฉันขยับตัวขึ้นนั่งคร่อมบนตักอันเปลือยเปล่าของฮ่องเต้ ใช้กงเล็บเสือดำสะกิดเบาๆที่ริมฝีปากตัวเองจนเป็นแผลมีเปลวไฟเลือดไหลพุ่งออกมาด้วย แล้วรีบประกบริมฝีปากจูบฮ่องเต้ก่อนที่เลือดจะหยุดไหลเพราะแผลที่ปากมันสมานกันเร็ว
เพื่อให้เลือดพิษเพียงน้อยนิดหยดเดียว ไหลแทรกซึมเข้าร่างของฮ่องเต้ไปสลายยาพิษในร่างกาย และเพื่อให้ความร้อนจากเลือดพิษไปกระตุ้นเส้นเลือดให้ไหลเวียนให้ร่างกายของฮ่องเต้อบอุ่น ส่วนน้ำลายจากการจูบเป็นยาฟื้นฟูสมานภายใน
กระทั่งร่างกายของฉันกับฮ่องเต้เริ่มร้อนขึ้น จนเกิดควันร้อนๆลอยออกมาจากตัว ซึ่งนั่นก็ทำให้เฟยเจินได้รับความร้อนนั้นด้วย แต่ยังดีที่เฟยเจินมีร่างกายแข็งแรงมีพิษเป็นไฟแบบเดียวกับฉันจึงสามารถทนความร้อนได้
ฉันยังคงกอดฮ่องเต้ไว้แน่นและยังจูบอยู่อย่างนั้น กระทั่งความร้อนแผ่กระจายไปทั่วห้อง ทำให้คนที่ยืนดูอยู่เริ่มคลายคอเสื้อ ยกมือขึ้นปาดเหงื่อเพราะความร้อนภายในห้องเริ่มสูงขึ้น แต่ฮ่องเต้ยังคงนั่งนิ่งไม่กระดิกตัวจนใจเริ่มเสีย
ภายในใจคิดว่าวิธีนี้ต้องได้ผลสิ! เพราะเคยเห็นภาพนกอัคคีสวรรค์เคยชุบชีวิตฮ่องเต้ในยุคบรรพกาลด้วยวิธีนี้ หรือมันมีอะไรผิดพลาดงั้นหรือ จึงพร่ำภาวนาในใจขอร้องนกอัคคีสวรรค์ให้ช่วย กระทั่งนึกภาวนาไปถึงเทพบนสววรค์ชั้นฟ้าขอให้ฮ่องเต้เมิ่งหลวนหลงฟื้นคืนชีพขึ้นมา จะให้แลกด้วยอะไรหรือจะถูกจับไปขังในคุกเมฆาก็ยอมทั้งนั้น
แต่ทันใดนั้นเหมือนถูกพลังลึกลับบางอย่างกระชากดึงตัวฉันเต็มแรง จนวูบหน้ามืดภาพตัดไปเสียเฉยๆ พอรู้สึกตัวลืมตาขึ้นมากลับไม่ได้นั่งอยู่บนเตียงในห้อง แต่ยืนอยู่ที่ไหนไม่รู้อากาศรอบตัวเย็นสบายมีหมอกควันบางเบาลอยอ้อยอิ่งเรี่ยพื้น จนคิดไปเองว่านี่เราคงตายกลายเป็นวิญญาณแล้วแน่ๆ
ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงผู้ชายกระแอมดังขึ้นทางด้านหน้า เสียงนั้นดังก้องกังวาลดุดันมีอำนาจจนขาฉันอ่อนทรุดลงไปนั่งคุกเข่าที่พื้น เมื่อเงยหน้ามองไปทางเสียงที่ได้ยิน เห็นชายชราผมยาวสีขาวหนวดขาวยาวถึงหน้าอก แต่งกายด้วยอาภรณ์ขาวขลิบทองสวมใส่เครื่องประดับสวยหรูหราทั้งตัว รอบตัวมีแสงสีทองเปล่งประกายเจิดจ้า
ชายชราคนดังกล่าวกำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์กลางห้องโถงใหญ่ แต่หลังคาเปิดโล่งเห็นท้องฟ้าและเมฆขาวลอยไปลอยมา ถัดลงมาจากบัลลังก์ยังมีผู้ชายวัยกลางคนอีกคนหนึ่ง แต่งกายสีขาวถือสมุดสีขาวเล่มใหญ่ไว้ในมือ กำลังยืนหน้านิ่งจ้องมองมาที่ฉัน
ชายชราที่นั่งอยู่บนบัลลังก์พูดออกมาด้วยเสียงอันดังก้องกังวาลถามฉันว่า “เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร?” แม้ฉันจะไม่เคยเห็นหรือรู้จักชายชราผู้นี้มาก่อนเลยในชีวิต แต่สัมผัสได้ถึงพลังกดดันมหาศาลบางอย่างแผ่กระจายออกมาจากตัวชายชราผู้นี้ จนฉันรู้สึกกลัวขึ้นมาอย่างประหลาด พลันความรู้สึกมันก็รู้ขึ้นมาได้เองในหัวว่า ชายชราที่นั่งอยู่เบื้องหน้านี้เป็นใครจนเผลออุทานออกมาว่า เง็กเซียนฮ่องเต้!
เง็กเซียนยังถามฉันอีกว่า ในเมื่อรู้แล้วว่าเขาเป็นใคร แล้วรู้หรือไม่การฝืนชะตามนุษย์ ทั้งยังเข่นฆ่ามนุษย์ล้มตายไปหลายชีวิตจะต้องได้รับโทษฑัณฑ์อย่างไร ฉันก้มหน้าตอบตะกุกตะกักว่าทราบ เพราะนกอัคคีสวรรค์เคยทำให้เห็นภาพนั้นแล้ว แต่ฉันก็ยังยืนยันเหมือนเดิมว่าถ้าได้กลับไป จะยังคงชุบชีวิตฮ่องเต้ให้ฟื้นคืนชีพอยู่ดี
ส่วนเรื่องที่เข่นฆ่าโจรและทหารซูเซียวนั้นรู้ว่าเป็นความผิดมหันต์ แต่มันจำเป็นต้องทำ เพื่อช่วยเหลือเหลือมนุษย์อีกฝ่ายที่อ่อนแอถูกรังแกอย่างไร้ทางสู้ ซึ่งฉันจะยอมรับโทษทัณฑ์ภายหลัง แต่ตอนนี้ขอกลับไปช่วยฮ่องเต้เมิ่งหลวนหลงก่อน
เง็กเซียนขมวดคิ้วใช้มือตบโต๊ะทำเสียงฮึ่ม!ในลำคอจนฉันสะดุ้งโหยง ตวาดเสียงดุว่าอยู่ต่อหน้าเขายังกล้าต่อรองไม่รู้จักสำนึก คนตายไปแล้วตามชะตาห้ามยื่นมือชุบชีวิตฝืนชะตาฟ้า
แต่ด้วยความโมโหและเป็นห่วงฮ่องเต้จับใจ จึงเถียงกลับว่าฮ่องเต้ผู้นี้มีคุณธรรม สร้างคุณประโยชน์ให้บ้านเมืองจนเป็นที่รักยิ่งของชาวแคว้นหลวนเซียน แต่เหตุใดต้องมาตายในเวลาอันรวดเร็ว สวรรค์ช่างไม่ยุติธรรมปล่อยให้คนดีสูญสิ้น แต่คนชั่วกลับยืนลอยหน้าลอยตายิ้มแย้มเสวยสุข
ทั้งพระชายาที่ฆ่าฮ่องเต้ หรือแม้แต่ปีศาจเยือกแข็งที่ฆ่าได้แม้กระทั่งพ่อของตัวเอง การกระทำชั่วช้าขนาดนี้ทำไมสวรรค์ไม่จับมาลงโทษ แต่กลับปล่อยให้พระชายาอยู่ทำร้ายผู้อื่นได้อีก ส่วนปีศาจเยือกแข็งก็เหมือนกันกลับมีชีวิตยืนยาวนานนับพันปี เหตุใดจึงไม่จับมาลงโทษ
ถ้าหากยังเป็นอยู่เช่นนี้พวกคนดีๆคงมีชีวิตอยู่อย่างท้อแท้ งั้นต่อไปฉันจะไม่เป็นคนดีช่วยเหลือใครอีกแล้ว จะไปทำชั่วปล้นฆ่าชิงทรัพย์ให้ตัวเองร่ำรวย ใครจะอยู่จะตายก็ช่างจะไม่สนใจใครอีกแล้วทั้งนั้น
เง็กเซียนถึงกับโกรธลุกขึ้นยืนชี้หน้าตวาดฉันว่า “เจ้ามนุษย์หญิงผู้นี้กล้าว่าข้าไม่ยุติธรรมรึ?!!! กฎสวรรค์นั้นมิอาจฝืนมนุษย์ทุกคนล้วนถูกกำหนดชะตามาแล้วทั้งนั้น สักวันหนึ่งคนชั่วพวกนั้นจะได้รับผลกรรมที่ตัวเองก่อไว้เอง!!”
ฉันก็เถียงขัดด้วยความคับแค้นใจว่าจะต้องให้รออีกนานแค่ไหน จะต้องให้คนดีและผู้บริสุทธิ์ล้มตายไปอีกกี่คน นี่หรือเรียกว่าความยุติธรรม เง็กเซียนกัดฟันกรอดคำรามในลำคออีกครั้ง ทำให้เกิดพลังหนักอึ้งมากดทับที่ตัวและหัวฉันให้ก้มหมอบ จนหน้าผากฉันโขกกับพื้นรู้สึกเจ็บแปล๊บ ซึ่งรู้ได้ทันทีว่าเจ็บแบบนี้เพราะหน้าผากแตก แต่ก็ยังไม่สามารถเงยหน้าขึ้นมาได้
และทันไดนั้นก็ได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้นข้างๆว่า “เง็กเซียนได้โปรดอนุญาตให้นางรักษาฮ่องเต้ผู้นั้นด้วยเถิด ข้ายินดีรับโทษทัณฑ์ทุกอย่างแทนนางเอง” ซึ่งเสียงที่ได้ยินนั้นคือเสียงของนกอัคคีสวรรค์นั่นเอง เง็กเซียนจึงพูดตอบนกอัคคีสวรรค์ว่า เวลาผ่านมานานนับพันกว่าปี เหตุใดจึงยังไม่ลืมชายมนุษย์ผู้นั้นอีก รู้ทั้งรู้ว่าไม่มีวาสนาต่อกันใยจึงคิดจะกระทำผิดซ้ำเดิมอีก
นกอัคคีสวรรค์ตอบว่าเรื่องนั้นนางรู้ดี แม้จะไร้วาสนาหรือจะต้องกระทำผิดซ้ำอีกเป็นครั้งที่สองหรือครั้งที่สาม นางก็ยังเลือกที่จะช่วยฮ่องเต้มนุษย์ผู้นั้นอยู่ดี เง็กเซียนจึงถอนหายใจออกมาเสียงดังเฮ่อ! แล้วนั่งลงตามเดิมขมวดคิ้วครุ่นคิด
ทำให้พลังกดทับหนักอึ้งหายไปด้วย จนฉันสามารถเงยหน้าขึ้นมาจากพื้นได้ และได้เห็นเลือดสีแดงสดเลอะติดอยู่ที่พื้น จึงยกมือขึ้นปาดหยดเลือดกำลังไหลย้อยลงมาถึงกึ่งกลางระหว่างคิ้ว พร้อมกับหันไปมองนกอัคคีสววรค์ผู้มีขนปีกสีแดงกุหลาบกำลังยืนอยู่ข้างๆ จึงยิ้มออกมาด้วยความดีใจที่นกอัคคีสวรรค์ยอมออกมาช่วยสักที
นกอัคคีสวรรค์จึงยกปีกสีแดงกุหลาบ ขึ้นมาปาดเช็ดเบาๆที่บาดแผลบนหน้าผาก จากนั้นหน้าผากก็หายเจ็บเป็นปลิดทิ้ง ส่วนเง็กเซียนนั้นเมื่อนั่งจนใจเย็นจึงเอ่ยพูดกับนกอัคคีสววรค์ว่า อย่าเห็นว่าเขาให้ความเอ็นดูนกอัคคีสวรรค์แล้วจะทำเพิกเฉยปล่อยให้กระทำผิดได้โดยง่าย แต่ยิ่งห้ามก็ยิ่งดื้อทั้งเทพทั้งมนุษย์ช่างไม่ต่างกันเลย
ในเมื่อห้ามแล้วยังดึงดันจะกระทำผิด ก็จงยอมรับผลจากการกระทำและโทษทัณฑ์ที่จะตามมาภายหลัง ดังนั้นเขาจะยอมให้กลับไปช่วยฮ่องเต้เมิ่งหลวนหลง แต่การกลับไปช่วยในครั้งนี้มีราคาที่จะต้องจ่ายแพงยิ่งกว่าเดิม ด้วยการมอบอายุขัยทั้งหมดให้กับฮ่องเต้มนุษย์ผู้นั้นเป็นการต่อชีวิต นกอัคคีสวรรค์รีบตอบรับทันทีว่าจะขอมอบอายุขัยของตนให้กับฮ่องเต้
ฉันจึงโวยขึ้นว่าเอาอายุขัยหมดเลยเหรอ เอาไปสักสิบหรือยี่สิบปีไม่ได้เหรอ เง็กเซียนจึงตอบกลับมาว่า ถ้าเอาไปน้อยแค่นั้นเหล่าเทพคงไม่เกรงกลัว คงพากันฝืนกระทำผิดเช่นเดียวกับฉันและนกอัคคีสวรรค์
ฉันจึงหันไปถามนกอัคคีสวรรค์ว่าให้เอาอายุขัยฉันไปดีกว่า แม้จะไม่รู้ว่าตัวเองจะมีอายุยืนยาวได้สักกี่ปี แต่ก็อยากชดใช้บาปที่เคยฆ่าโจรกับทหารซูเซียวตายไปหลายร้อยคน เง็กเซียนจึงพูดแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยชอบฉันสักเท่าไหร่นักว่า ต่อให้ฉันมีร้อยชีวิตก็ยังชดใช้ได้ไม่หมด ทำเอาฉันก้มหน้าสลดไม่กล้าอ้าปากเถียง เพราะกลัวถูกพลังลึกลับจับหัวโขกกับพื้นอีก
นกอัคคีสวรรค์หันมาจ้องตาบอกให้ฉันหยุดกังวลเรื่องนี้ สั่งให้ฉันกลับไปทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดจงรักษาฮ่องเต้ให้ฟื้นคืนชีพให้ได้ ฉันจึงแย้งกลับว่าจะไม่ให้กังวลได้ยังไง ถ้านกอัคคีสวรรค์ตายแล้วใครจะช่วยฉันต่อสู้กับปีศาจเยือกแข็ง ต่อให้มีอาวุธดีวิเศษแค่ไหน แต่ถ้าไม่มีพลังของนกอัคคีช่วยแค่วิ่งออกไปฉันก็ตายแล้ว หากเป็นเช่นนี้ก็ให้นกอัคคีสวรรค์กลับไปรักษาเองดีกว่า
เง็กเซียนจึงพูดแทรกด้วยความรำคาญว่า “มนุษย์หญิงผู้นี้เรื่องมากน่ารำคาญเสียจริง!” จากนั้นเง็กเซียนก็ยกมือขึ้นขยับนิ้วมือเล็กน้อย เหมือนเป็นการไล่ให้ฉันไปจากสวรรค์ ทำให้ฉันถูกระชากดึงถอยหลังไปด้วยความเร็วจนสติดับวูบ แต่รู้สึกตัวอีกทีคือยังนั่งอยู่บนตักประกบปากจูบฮ่องเต้ในท่าเดิม เหมือนก่อนหน้านี้เวลาถูกหยุดไว้ชั่วขณะที่อยู่บนสวรรค์
แต่ทันไดนั้นมีแสงสว่างวาบพร้อมกับเสียงฟ้าผ่าดังเปรี้ยง!!! ฟ้าผ่าทะลุหลังคาลงมาที่ตัวฉันทันทีจนเจ็บแปลบไปทั่วร่าง ทำให้กระแสฟ้าผ่าส่งผ่านไปถึงตัวฮ่องเต้และเฟยเจินด้วย จนเราทั้งสามคนล้มหงายหลังตึงนอนแน่นิ่งอยู่บนเตียง ตัวชาหมดแรงลุกขึ้นนั่งไม่ไหว
ส่วนหมอจงกับหมอหวังและเหวินหลาง กำลังยืนเอามืออุดหูแน่นเพราะตกใจเสียงฟ้าผ่า โชคยังดีที่เศษกระเบื้องบนหลังคาร่วงลงมาไม่โดนหัวใครแตก ซึ่งพอพวกเขาตั้งสติได้ก็รีบเดินเข้ามาดูแต่ก็ต้องตกใจอ้าปากค้าง เพราะเห็นฉันที่เคยมีผมสีดำสนิทกลับกลายเป็นผมสีขาวทั้งหัวเหมือนคนแก่ ส่วนผิวหนังเกิดเป็นรอยเส้นฟ้าผ่าสีแดงทั้งตัว ใบหน้าซีดเผือดไม่มีสีเลือดฝาดไปหล่อเลี้ยง
พวกเขาจึงรีบเข้ามาจะประคองให้เราสามคนลุกนั่ง แต่ก็ไม่สามารถแตะตัวเราทั้งสามคนได้ เพราะตัวร้อนเหมือนเพิ่งออกมาจากกองไฟ หมอจงจึงบอกคนทั้งสองให้นำผ้าชุบน้ำมาเช็ดตัวเราทั้งสามคนโดยเร็ว
แต่หมอหวังด้วยความเป็นห่วงฮ่องเต้ จึงคว้าข้อมือตรวจชีพจรของฮ่องเต้แล้วก็ร้องอุทานออกมาด้วยความดีใจว่า ฮ่องเต้ชีพจรกลับมาเต้นแล้ว ฉันบอกหมอจงด้วยน้ำเสียงอันแหบแห้งแผ่วเบาว่า แบ่งลมหายใจให้ฮ่องเต้! หมอจงจึงรีบทำตามที่บอกทันที
กระทั่งฮ่องเต้เริ่มมีการหายใจช้าๆแผ่วเบาสะลึมสะลือ พวกเขาจึงช่วยกันเช็ดตัวให้เราสามคนเพื่อให้ความร้อนในตัวคลายลง แต่เฟยเจินนั้นไม่เป็นอะไรมากแค่รู้สึกชาไปทั้งตัว จึงขยับคลานเข้ามาหาฉันที่ยังคงนอนไร้เรี่ยวแรงอยู่บนเตียง เฟยเจินประคองฉันไว้ในอ้อมกอดเอ่ยถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง พร้อมกับจับเส้นผมและมองดูผิวหนังฉันที่เปลี่ยนไป
ฉันจึงแค่ยิ้มและพูดด้วยน้ำเสียงแหบแห้งว่า “ขอบคุณสวรรค์” เฟยเจินจึงจับมือฉันขึ้นมาแนบที่แก้มสัมผัสถูกหยดน้ำตาที่ไหลออกมา แล้วพูดด้วยเสียงอันสั่นเครือว่าฟ้าผ่าทำให้เขาจำได้ว่าในอดีตเป็นผู้ติดตามนกอัคคีสวรรค์ ช่างดีเหลือเกินที่เราไม่พลัดพรากจากกัน
ฉันรับรู้ได้ในความจงรักภักดีของเฟยเจิน จึงขยับนิ้วโป้งลูบไล้แก้มเช็ดหยดน้ำตาให้เขาเบาๆแล้วยิ้มให้นิดหนึ่ง แต่แล้วประตูห้องก็ถูกเปิดออก เพราะท่านอ๋องกับองครักษ์อีกสองคนวิ่งกรูกันเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าตื่นตกใจ เข้ามาดูและถามว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมจู่ๆมีฟ้าผ่าลงมาบนหลังคาจนเป็นรูโหว่ แต่พวกเขาก็ต้องตกใจอีกเมื่อเห็นสภาพร่างกายฉันเปลี่ยนไปจนไม่รู้ว่าจะตกใจอะไรก่อนดี
หมอหวังจึงตอบท่านอ๋องว่าฉันถูกฟ้าผ่าจึงมีสภาพเป็นเช่นนี้ ส่วนฮ่องเต้นั้นชีพจรเต้นแล้ว แต่ยังต้องพักรักษาตัวเพราะร่างกายอ่อนแอมาก ท่านอ๋องจึงเดินเข้ามาดูฮ่องเต้ที่ตอนนี้ยังคงนอนหลับหน้าตาซูบซีดแต่ท้องมีการขยับขึ้นลงหายใจ เขายิ้มด้วยความดีใจที่ฮ่องเต้ฟื้นจากความตายแล้ว
ท่านอ๋องจึงหันไปสั่งองครักษ์จิ้นฝานให้ออกไปนำน้ำเก็กฮวยมาให้ฉันดื่ม และให้คนไปแจ้งข่าวฮองเฮาที่ตำหนักด้วยว่าฮ่องเต้ฟื้นแล้ว องครักษ์ทั้งสองรับคำสั่งแล้วเดินออกไปจากห้องทันที จากนั้นก็หันมาถามหมอจงว่าสามารถรักษาฉันได้หรือไม่ เพราะสภาพร่างกายของฉันตอนนี้มันดูไม่ดีอาการน่าเป็นห่วงเหลือเกิน หมอจงขมวดคิ้วมองมาที่ฉันด้วยสีหน้ากังวลเป็นห่วงก่อนจะตอบท่านอ๋องว่า เขาจะรักษาฉันให้กลับมาดีดังเดิมให้ได้
ฉันจึงพูดขึ้นเบาๆว่าตอนนี้เหนื่อยอยากนอนเหลือเกิน ท่านอ๋องจึงให้เฟยเจินพาฉันไปพักที่ตำหนักดอกบัว ซึ่งพอดีกับองครักษ์จิ้นฝานถือกาน้ำเก็กฮวยเข้ามาพอดี ท่านอ๋องจึงให้องครักษ์จิ้นฝานเดินไปส่งเราที่ตำหนักดอกบัว แต่เฟยเจินบอกว่าไม่ต้องเดินไปส่งเดี๋ยวเขาจะเดินไปเอง
จากนั้นเฟยเจินก็อุ้มฉันเดินออกไปจากตำหนัก โดยมีหมอจงกับเหวินหลางก้าวเดินตามไปด้วย ซึ่งในขณะที่เฟยเจินกำลังอุ้มฉันเดินกลับไปพักที่ตำหนักดอกบัว ฉันก็เริ่มมีอาการหน้ามืดจากนั้นทุกอย่างมันก็มืดจอดับในทันที จนแขนข้างหนึ่งตกห้อยข้างลำตัว ทำให้เฟยเจินกระชับแขนอุ้มกอดฉันไว้แน่น พร้อมกับมีน้ำตาหยดไหลออกมาจากดวงตาทั้งสองข้าง แต่เฟยเจินยังคงเดินต่อไปเรื่อยๆไม่พูดจาอยากเดินให้ถึงตำหนักดอกบัวโดยเร็ว
หมอจงสังเกตุเห็นแขนฉันห้อยตกลงมาข้างลำตัว จึงรีบเดินขึ้นมาตีคู่เฟยเจินเพื่อจับชีพจรที่ข้อมือฉันและใช้นิ้วแตะที่จมูก ทำให้เขาตกใจยืนนิ่งทำอะไรไม่ถูกก้าวเท้าไม่ออกเริ่มส่งเสียงร้องไห้ เหวินหลางจึงถามหมอจงว่าเกิดอะไรขึ้นร้องไห้ทำไม หมอจงก็พูดออกมาทั้งน้ำตาว่าฉันตายแล้วชีพจรหยุดเต้นไม่มีลมหายใจแล้ว
เหวินหลางจึงรีบวิ่งตามให้ทันเฟยเจินแล้วจับไหล่เฟยเจินให้หยุดเดิน เขามองหน้าเฟยเจินที่ยังมีคราบน้ำตาหยดไหลที่ร่องแก้ม จึงคว้าจับข้อมือฉันเพื่อตรวจชีพจร แล้วก็ต้องตกใจเพราะฉันตายแล้วจริงๆตามที่หมอจงบอก เฟยเจินจึงพูดกับเหวินหลางว่าเขาจะอธิบายให้ฟังภายหลัง แต่ตอนนี้ต้องรีบพาฉันไปที่ตำหนักดอกบัว เพราะฉันเหนื่อยมากต้องการนอนพักผ่อน
เหวินหลางจึงพยายามเรียกสติเฟยเจินให้รู้สึกตัวว่าฉันตายแล้ว แต่เฟยเจินเถียงกลับว่าฉันแค่นอนหลับ ซึ่งในขณะที่เฟยเจินกำลังจะก้าวเท้าเดินต่อ เหวินหลางที่ยังคงจ้องมองร่างอันซูบซีดของฉันอยู่ ก็อุทานขึ้นว่าเขาเห็นเส้นผมสีขาวของฉันกำลังเปลี่ยนเป็นสีดำ
เมื่อหมอหวังได้ยินดังนั้นจึงปาดน้ำตาบนใบหน้ารีบวิ่งมาดู ก็เห็นเส้นผมกำลังเปลี่ยนสีดำจริงๆ ส่วนรอยแดงเต็มตัวที่ถูกฟ้าผ่าค่อยๆจางลงจนเกือบจะกลายเป็นผิวหนังปกติ เขาคว้าจับข้อมือตรวจจับชีพจรฉันอีกครั้งก็ยิ้มดีใจระคนประหลาดใจ
เพราะชีพจรกลับมาเต้นตามปกติทั้งยังรู้สึกถึงลมหายใจที่จมูก จึงเร่งเฟยเจินให้เดินไปตำหนักดอกบัวโดยเร็ว เมื่อมาถึงตำหนักดอกบัวเฟยเจินค่อยๆวางฉันนอนลงบนเตียง แต่เขาทั้งสามยังคงเฝ้ามองดูอยู่ข้างเตียงเพราะฉันยังไม่ตื่นลืมตา แต่สีผมนั้นตอนนี้เปลี่ยนเป็นสีดำเต็มหัวตามเดิมแล้ว รวมทั้งรอยแดงถูกฟ้าผ่าก็จางหายไปหมดแล้วเช่นกัน
เหวินหลางจึงพูดขึ้นด้วยความประหลาดใจว่าไม่อยากเชื่อสายตา ที่ได้เห็นคนตายแล้วฟื้นทีเดียวถึงสองคน จึงหันไปถามเฟยเจินว่ารู้อยู่ก่อนแล้วใช่ไหมว่าฉันจะฟื้น เฟยเจินตอบเพียงแค่ว่าอื้ม! เหวินหลางจึงถามด้วยความสงสัยอีกว่า ในเมื่อรู้ว่าจะฟื้นแล้วร้องไห้ทำไม เฟยเจินจึงหันไปตอบว่าเพราะเขาสงสารที่ฉันเหนื่อยมากเกินไปจนมีสภาพเป็นแบบนี้
เหวินหลางจึงคะยั้นคะยอให้เฟยเจินเล่าทุกอย่างที่รู้ให้เขาฟัง เพราะเขายังคงสงสัยเรื่องที่เกิดขึ้นในตำหนักของฮ่องเต้ รวมถึงเรื่องที่ฉันตายแล้วฟื้นด้วย ซึ่งหมอจงเองก็สงสัยและอยากรู้เช่นเดียวกัน
เฟยเจินจึงเล่าให้คนทั้งสองฟังว่า ฉันมีดวงจิตของนกอัคคีสวรรค์อยู่ในร่าง และจะตายได้ก็ต่อเมื่อถูกฟ้าผ่าจากสวรรค์มิใช่ฟ้าผ่าจากลมพายุฝน จากนั้นจะคืนชีพเกิดใหม่อีกครั้งมีร่างเยาว์วัยไม่แก่ชราอย่างที่เห็นอยู่ในตอนนี้
และที่ฮ่องเต้ฟื้นคืนชีพได้นั้นเพราะนกอัคคีสวรรค์มอบอายุขัยทั้งหมดให้ ส่วนกระแสฟ้าผ่านั้นช่วยกระตุ้นหัวใจของฮ่องเต้ให้กลับมาเต้นอีกครั้ง ส่วนเขาที่ถูกกระแสฟ้าผ่าไปด้วยก็สามารถระลึกอดีตที่เคยดูแลและติดตามนกอัคคีสวรรค์ในยุคบรรพกาลได้
เหวินหลางกับหมอจงได้ฟังแล้วก็แทบไม่อยากเชื่อ แต่ทุกอย่างที่เคยเห็นมาจะไม่เชื่อก็ไม่ได้ หมอจงจึงถามว่าดังนั้นตำนานนกอัคคีสววรค์ก็เป็นเรื่องจริงน่ะสิ เฟยเจินพยักหน้าตอบว่าใช่! แต่แล้วท้องของเหวินหลางก็ร้องดังขึ้นจ๊อกๆจนเฟยเจินกับหมอจงได้ยิน แล้วพากันอมยิ้ม เหวินหลางจึงพูดแก้เขิลว่าไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่บ่าย ท้องมันเลยหิวเป็นธรรมดา เฟยเจินจึงเรียกนางกำนัลที่อยู่ด้านนอกว่าให้นำอาหารกับเหล้ามาให้หมอจงกับเหวินหลางกินในตำหนัก
หมอจงหันมามองใบหน้าฉัน ซึ่งตอนนี้เริ่มมีเลือดฝาดสีแดงอมชมพู พวงแก้มใสเหมือนเด็กน้อยกำลังนอนหลับ เขาถามเฟยเจินว่าตอนนี้ฉันไม่เป็นอะไรแล้วใช่ไหม เฟยเจินพยักหน้าตอบว่าฉันไม่เป็นอะไรแล้ว ควรปล่อยให้ฉันนอนหลับพักผ่อนให้เต็มที่ พรุ่งนี้ตื่นมาก็กลับเป็นปกติ หมอจงจึงถอนหายใจโล่งอก
เวลาผ่านไปสักพักนางกำนัลสี่คนก็เดินเข้ามาพร้อมด้วยอาหาร และเหล้าชั้นดีนำมาวางเต็มโต๊ะ เหวินหลางจึงชวนหมอจงกับเฟยเจินให้ไปนั่งกินอาหารดื่มเหล้าพูดคุยกันต่อ เพราะยังอยากฟังเรื่องราวของเฟยเจินเมื่อครั้งในยุคบรรพกาลด้วย และยังบอกอีกว่าเขาดีใจที่ได้รู้จักเป็นสหายกับเฟยเจิน และอยากประลองฝีมือกับเฟยเจินสักครั้ง เฟยเจินยิ้มให้เล็กน้อยก่อนจะตอบว่ายินดี