(จบ) รู้ตัวอีกทีวาฬน้อยผู้นี้ก็กลายเป็นที่รักของเหล่ามนุษย์แล้ว

    บทที่ 49 เด็กน้อยเห็นหมดแล้ว

    บทที่ 49 เด็กน้อยเห็นหมดแล้ว


    อิงอิงน้อยตื่นขึ้นมาเพราะเสียงดังจากน้ำที่สาดกระเซ็น


    น้ำมาจากไหนน่ะ?


    หรือว่าเธอกลับมาอยู่ในทะเลแล้ว?


    เสียงนี้เกิดจากคุณยายวาฬสะบัดหางไล่ให้ปลาลิ้นหมาทะเลลอยไปด้านหลังงั้นเหรอ


    ฉินอิงอินที่ตายังคงปิดสนิทพลิกตัวและปีนป่ายลงจากเตียง เธอตรงไปยังจุดที่มีเสียงน้ำไหลตามสัญชาตญาณ


    เยี่ยนลี่เฉิงกำลังอาบน้ำ หลังจากอดทนมาทั้งคืน เขาก็มาถึงขีดจำกัดแล้ว ตอนนี้เพิ่งหกโมงเช้า เด็กเล็กอย่างอิงอิงน้อยไม่ตื่นตอนนี้แน่ เขาก็เลยอาบน้ำได้


    เด็กชายไม่ได้ล็อกประตูห้องอาบน้ำเพื่อจะฟังเสียงการเคลื่อนไหวจากในห้องนอน เผื่อว่าอิงอิงน้อยตกเตียง เขาจะได้วิ่งตรงไปช่วยได้ทันที


    เยี่ยนลี่เฉิงที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จเดินไปเช็ดตัวที่ประตู


    ทว่าประตูห้องอาบน้ำถูกเปิดออก เขาเองก็ตกใจที่ได้เผชิญกับใบหน้าที่ง่วงนอนนั่น


    อิงอิงน้อยยกเปลือกตามองพี่ชายผู้ให้อาหารซึ่งกำลังเปลือยเปล่าอย่างยากลำบาก ใจที่สุขมากล้นเปลี่ยนเป็นความผิดหวัง


    “พี่ลี่เฉิงนี่เอง อิงอิงนึกว่าพวกคุณยายซะอีก”


    เยี่ยนลี่เฉิงนิ่งเป็นน้ำแข็ง “...”


    คุณชายเยี่ยนผู้มั่นคงสง่างามมาโดยตลอดอยู่ในอาการตกตะลึงอย่างสิ้นเชิง ร่างกายของเขากลายเป็นสีแดงราวกับกุ้งสุกในทันที


    อย่างกับว่าเข็มวินาทีของนาฬิกาหยุดอยู่ที่ตรงนี้โดยไม่ขยับ!

    เยี่ยนลี่เฉิงได้ยินแต่เสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นเร็วขึ้น!


    น่าอายชะมัด!

    ฉินอิงอิงหาวอย่างง่วงนอน ถึงจะง่วง แต่ถ้าได้อาบน้ำ เธอก็มีความสุข


    “พี่ลี่เฉิง อิงอิง…”


    เยี่ยนลี่เฉิงแข็งทื่อกลายเป็นรูปปั้นหิน เด็กชายเพิ่งหาเสียงของตัวเองเจอและรีบร้อนเอาผ้าเช็ดตัวมาคลุมร่างกายเขาไว้


    “อิงอิงน้อย ออกไปก่อน”


    ฉินอิงอิงไม่ยอมออกไป เธอก็อยากอาบน้ำเหมือนกัน


    ไม่ใช่แค่ไม่ออกไป ลูกวาฬน้อยเดินอ้อมตัวของเยี่ยนลี่เฉิงเข้าไปในห้องอาบน้ำ


    เยี่ยนลี่เฉิงยังคงตกอยู่ในอาการกระดากอาย “...”


    อิงอิงน้อยเพิ่งจะอายุสามขวบครึ่ง เธออาจไม่รู้ประสีประสา แต่เขาอายุสิบขวบ เขาเองก็อายเป็นนะ


    เยี่ยนลี่เฉิงรู้สึกว่าตัวเองอาจจะดูไม่ค่อยดีต่อหน้าน้องสาว


    ไม่อาจสิ…


    มันดูไม่ดีมากเลยต่างหาก!


    ทั้งอาย ทั้งทำอะไรไม่ถูก แล้วก็… ขายขี้หน้ามากเลย

    ทั้งหมดเป็นความผิดของเขา ทำไมเขาอาบน้ำแล้วไม่ล็อกประตู ถ้านี่ทำให้อิงอิงน้อยเข้าใจผิดจะทำยังไง?


    เยี่ยนลี่เฉิงกระแอมหนึ่งที เด็กชายเห็นอิงอิงน้อยเข้าไปในอ่างอาบน้ำและกำลังเติมน้ำแล้ว เขาหายใจเข้าลึก ๆ


    อยากถามอิงอิงน้อยจังเลยว่าเมื่อกี้เธอไม่เห็นอะไรเลยเหรอ?


    แต่ก็รู้ว่านั่นเป็นการหลอกตัวเอง

    ยังไงตอนนี้เขาก็ตกใจอยู่ สมองจึงเบลอไปหลายวินาที

     

    เหมือนว่าฉินอิงอิงจะเดาได้ว่าพี่ชายคิดอะไรอยู่ เธอรองน้ำพลางพูดปลอบด้วยเสียงน่ารักของเด็ก ๆ


    “พี่ลี่เฉิงไม่ต้องเสียใจนะ พี่ยังเด็กอยู่ก็เลยยังไม่โต พอพี่โตแล้ว ตรงนั้นของพี่ก็จะโตเอง”


    เยี่ยนลี่เฉิงหน้าร้อนจนแทบจะระเบิด “...”


    เด็กหนุ่มที่เดิมทีสงบสุขุมและควบคุมตัวเองได้ เริ่มบ้าคลั่งแล้ว


    “อิงอิงน้อย ใครบอกเรื่องไร้สาระพวกนี้กับเธอน่ะ?”


    เห็นใบหน้าหล่อเหลาของพี่ชายผู้ให้อาหารแดงเป็นพิเศษ ฉินอิงอิงก็เอามือปิดปากและขำคิกคัก


    “พี่ชายกับลุงพูด อื้ม ยายกับแม่ก็เคยพูดถึงเหมือนกัน เพราะตอนนั้นพี่เห็นว่าของลุงใหญ่มากก็เลยไม่เข้าใจ พอยายกับแม่อธิบายอิงอิงที่อยู่ข้าง ๆ เลยจำได้”

    เยี่ยนลี่เฉิงแทบจะหยุดหายใจ


    เด็กชายรู้สึกอยากฉีกตัวเองเป็นชิ้น ๆ!


    ตอนกินมื้อเช้า ฉินอี้หานสังเกตเห็นว่าลี่เฉิงดูแปลกไป


    “ลี่เฉิง นายเป็นอะไรไป?”


    ฉินอิงอิงอ้าปากเล็ก ๆ เยี่ยนลี่เฉิงที่นานทีจะเปลี่ยนสีหน้ารีบพูดออกมา

    “ไม่มีอะไรครับก็แค่ตื่นมาอาบน้ำแต่เช้าเลยรู้สึกไม่ชิน”


    ฉินอี้หานตกใจ “อาบน้ำตอนเช้าเหรอ?”


    ฉินอิงอิงดื่มนมวัวเข้าไปอึกใหญ่พลางยิ้มตาหยีและพยักหน้า “ใช่ค่ะ อิงอิงก็แช่น้ำแล้วด้วย สบายตัวมากเลย”


    ฉินอี้หาน “อาบด้วยกันเหรอ?”


    คนหนึ่งเป็นเด็กผู้ชาย อีกคนเป็นเด็กผู้หญิง


    แบบนี้ไม่เหมาะสม


    เยี่ยนลี่เฉิงเตรียมตัวจะอธิบาย แต่ฉินอิงอิงก็กลืนข้าวต้มทะเลเข้าไปและรีบพูด


    “ไม่ใช่ค่ะ ๆ พี่ลี่เฉิงที่แอบไปอาบน้ำถูกอิงอิงเห็นเข้า เขาไม่ยอมพาอิงอิงไปอาบด้วย พอเขาอาบเสร็จก็ให้อิงอิงอาบเอง”


    ฉินอี้หานถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก

    สองคนนี้ทำเขาตกใจหมดเลย


    เด็กน้อยลี่เฉิงคนนี้ไม่เคยทำให้เขาต้องกังวล เรื่องเมื่อครู่เขาตัดสินเร็วไปหน่อย


    เกือบจะเข้าใจลี่เฉิงผิดซะแล้ว


    ฉินอี้หานพยักหน้า “อื้ม อิงอิงน้อยจำไว้นะ อิงอิงน้อยเป็นเด็กผู้หญิง พ่อกับพี่ลี่เฉิงเป็นผู้ชายจะอาบน้ำด้วยกันไม่ได้”

    ฉินอิงอิงแอบฉีกกฎในใจไปเยอะมาก

    แต่นี่คือพ่อยังไงเธอก็ต้องฟัง


    “พ่อ อิงอิงจำได้แล้วค่ะ”


    เมื่อกินมื้อเช้าเสร็จ ฉินอี้หานกับเยี่ยนลี่เฉิงก็พาอิงอิงน้อยไปส่งที่โรงเรียนอนุบาลก่อน


    พอเห็นว่าลูกสาวสุดที่รักเข้าโรงเรียนอนุบาลไปแล้วหันมาโบกมือเล็ก ๆ ให้ รอยยิ้มที่เห็นได้ยากของฉินอี้หานก็ผุดขึ้นมาประดับใบหน้า

    จนมองไม่เห็นลูกสาวสุดที่รักแล้ว เขาถึงได้หันไปมองเด็กหนุ่มที่อยู่ข้าง ๆ


    ลี่เฉิงชอบอิงอิงน้อยขนาดนั้น ไม่นึกเลยว่าวันนี้จะไม่โบกมือลาเธอ แถมไม่ได้พูดว่าตอนเที่ยงจะกินข้าวกับเธอด้วย


    เดิมทีฉินอี้หานคิดจะถามลี่เฉิงว่าเป็นอะไรกันแน่ สุดท้ายก็ตัดสินใจเชื่อใจหลานชายและให้พื้นที่ส่วนตัวกับเขาอย่างเพียงพอ


    ถึงลี่เฉิงจะดูตัวสูงใหญ่ แต่ยังไงเขาก็เป็นแค่เด็กอายุสิบขวบ


    อิงอิงน้อยยังเป็นเด็กเล็ก ถือว่ายังเด็กเหมือน ๆ กัน เรื่องระหว่างเด็ก ก็ควรให้พวกเขาคุยกันเองก่อนดีกว่า


    ถ้าเคลียร์กันไม่ได้จริง ๆ ผู้ใหญ่อย่างเขาคนนี้คงต้องออกโรง


    “ลี่เฉิง เจอกันตอนเย็นนะ”


    “อาฉิน เดินทางปลอดภัยครับ” เยี่ยนลี่เฉิงยิ้มและยืนส่งรถของอาฉินจากไปด้วยรอยยิ้ม


    หลังจากถึงอาคารเรียนของฝั่งมัธยมดูเหมือนเขาจะสงบลง แต่จริง ๆ แล้วรู้สึกทรมานและกังวลเป็นอย่างมาก หัวใจของเขายังว้าวุ่นอยู่เลย


    เด็กชายตระหนักได้ว่าเรื่องคราวนี้เป็นปัญหาที่ใหญ่มาก ไม่ว่าครั้งก่อนหรือว่าครั้งนี้ อิงอิงน้อยก็ยังไม่มีแนวคิดเรื่องเพศที่ชัดเจน

    ครอบครัวก่อนบอกเธอว่าเด็กชายและเด็กหญิงอยู่ด้วยกันโดยไม่สวมเสื้อผ้าก็ไม่เป็นไร


    จะไม่เป็นไรได้ยังไง


    เมื่อนึกได้ว่าตัวเองถูกอิงอิงน้อยวัยสามขวบเห็นร่างเปลือยเปล่าเข้าแล้ว เขาก็ทั้งเขินทั้งอาย แต่ความรู้สึกเสียใจภายหลังนั้นมีมากกว่า


    ทำไมไม่ล็อกประตู!


    ทำไมไม่ล็อกประตู!


    เพื่อนที่นั่งโต๊ะเดียวกันเห็นว่านักเรียนหัวกะทิที่ข้ามชั้นมาเหม่อลอยตั้งแต่เช้าทันทีที่เข้าห้องเรียน ตอนนี้สมุดก็จดแต่คำว่า ‘ทำไมไม่ล็อกประตู’ หกคำนี้กระจัดกระจายอยู่เต็มหน้ากระดาษ เลยกังวลว่าเขามีปัญหาอะไรรึเปล่า


    “ลี่เฉิง เป็นอะไรไป?”


    เยี่ยนลี่เฉิงส่ายหน้า “ไม่มีอะไร”


    เพื่อนร่วมโต๊ะชี้ไปที่สมุดตรงหน้า “งั้นทำไมถึงเขียนเหมือนเดิมเยอะแบบนี้ โจรขึ้นบ้านนายแล้วมีของหายเยอะเหรอ?”


    ความบริสุทธิ์ของร่างเปลือยหายไปนี่นับรึเปล่า?


    แค่คิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็ทำให้รู้สึกอับอายจนสร้างพระราชวังได้หนึ่งหลังแล้ว!


    อ๊ากกก!


    ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่สงบ ปลายหูของเด็กชายแดงไปหมดแล้ว


    เพื่อนร่วมโต๊ะเห็นเข้าก็ตกใจ “ลี่เฉิง นายไม่สบายใช่รึเปล่า?”


    เยี่ยนลี่เฉิงส่ายหน้า “เปล่า”


    “แต่นายหน้าแดงมากเลยนะ” เพื่อนร่วมโต๊ะกะพริบตาและพูดกระซิบกระซาบ “หรือว่าถูกคนที่ชอบสารภาพรัก? ลี่เฉิง นายไม่เหมือนคนอื่นนะ นายเพิ่งอายุสิบขวบ เด็กขนาดนี้ยังมีความรักไม่ได้ รักแรกก็ไม่ได้เหมือนกัน ไม่งั้นจะถูกเรียกผู้ปกครองนะ! ขั้นรุนแรงอาจโดนทัณฑ์บนและถูกให้ออกจากโรงเรียนเลยก็ได้!”


    ไฟในใจของเยี่ยนลี่เฉิงถูกดับมอดเพราะคำพูดของเพื่อนร่วมโต๊ะทันที


    รักแรก?

    มันคืออะไรอีกล่ะ?


    เขาเหลือบมองเพื่อนร่วมโต๊ะ “คิดมากเกินไปแล้ว”


    เพื่อนร่วมโต๊ะกระซิบกระซาบ “ไม่ใช่ก็ดีแล้ว! ไม่ใช่ก็ดีแล้วล่ะ! ยังไงนายก็อายุยังน้อย ทำไมต้องรีบลิ้มรสความเจ็บปวดจากความรักด้วย!”


    เยี่ยนลี่เฉิงเลิกคิ้ว “เหมือนว่านายจะลิ้มรสความเจ็บปวดเก่งมากเลยนะ”


    เพื่อนร่วมโต๊ะชะงัก “...”


    ลี่เฉิง นายช่วยเป็นเพื่อนร่วมโต๊ะที่ดีหน่อยไม่ได้เหรอ?


    ล้อปมด้อยฉันเต็มเปา แบบนี้มันต่างอะไรกับการโดนตบหน้ากัน


    จู่ ๆ ครูที่สอนอยู่ก็พูดขึ้นมาเสียงดัง “จ้าวเฉิน อย่ารบกวนเยี่ยนลี่เฉิงตอนเรียนหนังสือสิ!”


    จ้าวเฉิน “...”


    เขากวนอยู่คนเดียวเหรอ?

    เยี่ยนลี่เฉิงฟังครูสอนอยู่เหรอ?

    เขาเอาหัวเป็นประกันได้เลยว่าตั้งแต่เยี่ยนลี่เฉิงเรียนคาบเช้าจนใกล้เที่ยงในตอนนี้ อีกฝ่ายเหม่อลอยมาตลอดสี่คาบเรียน


    ความยุติธรรมอยู่ที่ไหน?


    ความยุติธรรมอยู่ตรงคะแนนและบังเอิญว่าคะแนนของเขาอยู่ต่ำกว่าทั้งระดับชั้นสินะ…


    ช่วยไม่ได้ เขาต้องใส่ใจเรื่องอื่นนอกจากเรื่องเรียนด้วยนี่นา ไม่มีรัก ชีวิตก็ไร้ความหมาย!

    คล้ายกับเรื่อง(จบ) รู้ตัวอีกทีวาฬน้อยผู้นี้ก็กลายเป็นที่รักของเหล่ามนุษย์แล้ว ที่คุณอ่าน