วันที่ 125 ของเกมส์แห่งสงคราม
***ผู้กล้าสมองกล้ามเอรีส
วันนี้มีพิธีฉลองเปิด [เมืองแห่งการเริ่มต้น คริสตัลซิตี้] เมืองที่ทั้งห้าเผ่าสามารถมารวมตัวอยู่ภายในรั้วแห่งเดียวกันได้ และยังเป็นเมืองที่มีการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีระหว่างเผ่า จนกลายเป็นเมืองแห่งเอกลักษณ์เฉพาะซึ่งฉีกออกไปจากโลกเดิม
อาธิอาคารกระจกสูงหลายสิบชั้นแบบมนุษย์ แต่กลับไม่จำเป็นต้องพึ่งฐานรากในการถ่ายน้ำหนัก เพราะใช้เทคโนโลยีต่อต้านแรงโน้มถ่วงของภูติในการช่วยรับน้ำหนักพยุงตัวอาคารเอาไว้แทน
หรืออย่างอาคารที่ไม่จำเป็นต้องใช้ตะปูหรือปูน หรือแม้แต่การเชื่อมเหล็กเพื่อก่อสร้าง แล้วใช้วิธีเข้ารูปรอยต่ออันน่าอัศจรรย์ของเผ่ามนุษย์นกจนเกิดเป็นอาคารรูปทรงแปลกประหลาดขึ้นมา
มีแม้แต่พื้นที่ใต้ดินขนาดใหญ่ซึ่งออกแบบโดยเผ่ามนุษย์มด แต่เสริมด้วยวัสดุของเผ่าอื่น ๆ จนกลายเป็นเมืองขนาดยักษ์ที่มีความยิ่งใหญ่และกินอาณาบริเวณไม่แพ้กับเมืองข้างบนผิวดิน
และหากมองไปที่เมือง ก็จะพบกับเทคโนโลยีลอยฟ้าของเผ่าภูติเป็นจำนวนมากวางพาดผ่านตัวเมืองเป็นเส้นทางเดินทอดยาวออกไปไกล
และฉันกำลังเดินเล่นอยู่บนเทคโนโลยีลอยฟ้าของเผ่าภูติที่ว่านี้อยู่กับเอสเทอ
"เอาละ วันนี้เองก็ต้องทำเพชรให้ได้"
ฉันไปหยุดหน้าเครื่องทรงกระบอกผิวเรียบสูงสองเมตรที่วางตั้งอยู่ข้างทางใต้ร่มไม้ใหญ่
ที่สองฟากของทางเดินลอยฟ้าจะมีดอกไม้หลากสีปลูกเรียงรายเอาไว้
ต้นไม้กับดอกไม้เหล่านี้ไม่ใช่ฝีมือของภูติ แต่เป็นฝีมือของเผ่ามนุษย์นกที่เชี่ยวชาญการปลูกพืชเป็นคนดูแลรักษา
ทั้งที่เป็นป่าคอนกรีตแท้ ๆ แต่กลับเต็มไปด้วยสีเขียวของป่าและมีกลิ่นดอกไม้หอมลอยโชยไปทั่วเมือง
ส่วนเจ้าเครื่องทรงกระบอกผิวเรียบระบบหน้าจอสัมผัสตรงหน้าฉันนั้น มันคือ [เครื่องผลิตดั่งใจนึก] ที่พัฒนาร่วมกันระหว่างยะมะโตะกับเอสเทอ
เพื่อต่อต้านการผูกขาดถือครองทรัพยากรแหลงสุดท้ายแต่เพียงผู้เดียวของเผ่ามนุษย์มด พวกเขาจึงคิดค้นเครื่องนี้ขึ้นมา
จริงอยู่ว่าเผ่าภูติสามารถสร้างสรรค์มวลสารจากความว่างเปล่าได้ด้วยความสามารถเฉพาะของเผ่า
แต่สสารที่ได้นั้นจะไม่มีความเสถียรแถมยังสิ้นเปลืองแรงกายอย่างมาก แถมคนที่มีความสามารถสร้างจนสร้างของอุปโภคบริโภคที่มีความเสถียรก็มีน้อยจนนับมือได้
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เผ่าภูติต้องการสร้างเครื่องออกมาทำงานชดเชยแทนในส่วนี้ ส่วนยะมะโตะเองก็ต้องการไขความลับเวทมนตร์ของเผ่าภูติ เมื่อได้ผลประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย สองคนนี้จึงหันมาจับมือสร้างเจ้านี่ขึ้นมา
เจ้าเครื่องสารพัดนึกนี้จะสามารถผลิดสสารอะไรก็ได้จากความว่างเปล่าเหมือนกับพลังของภูติ แต่มันมีความเสถียรของสิ่งที่สร้างมากกว่าการสร้างจากเผ่าภูติ
สาเหตุที่ได้ของมีคุณภาพดีกว่านั้น คงต้องขอบคุณระบบ AI ของยะมะโตะที่เข้าช่วยคำนวนวิเคราะห์ในการสร้างสสารนั่นละ
เรียกได้ว่ามันเป็นเทคโนโลยีในฝันที่หากเกิดขึ้นจริงบนโลกเดิม คงสามารถแก้ไขปัญหาพลังงานและทรัพยากรณ์ขาดแคลนได้เลย
"เอาผงคาร์บอนเช่นเดิม~"
ฉันเลือกรายการที่สร้างได้จากมาหน้าจอ
ซึ่งสิ่งที่ฉันเลือกคือผงถ่านคาร์บอน
เป้าหมายคือเอามาฝึกพลังมือด้วยการกำจนกว่าจะกลายเป็นเพชรเหมือนที่ตัวการ์ตูนชื่อดังคนหนึ่งทำได้
"บ้าไปแล้วหรือดอง~"
เอสเทอพึมพำออกมาเสียงดังด้วยสีหน้าตายด้านแบบไม่คิดปิดบังใคร
"วันนี้ทำได้แน่ คอยดูนะ! "
ว่าแล้วฉันก็เปิดพลังของชุดที่มือขวาเพื่อเพิ่มพลังกล้าม ก่อนที่จะเดินต่อไปพลาง แล้วบีบผงถ่านไปพลาง
ชุดเกราะฮีโร่ในปัจจุบันถูกพัฒนาไปไกลมาก
มันมีสภาพคล้ายกับผ้าใยโปรงแสงบาง ๆ แบบคลุมทั้งตัว
ด้วยความที่หากดูผ่าน ๆ จะนึกว่าไม่ได้สวมใส่อะไรสักอย่าง เลยทำให้สามารถสวมเสื้อแฟชั่นทับได้อย่างไม่ผิดสังเกตแบบที่เห็นในปัจจุบัน
"ฮืม? กำแพงตรงนั้น… พวกเจ้าอย่าเขียนเล่นบนอาคารแบบนั้นสิดอง! "
"กรี๊ด!? เอสเทอขี้บ่นมาแล้วพวย~"
"หนีเร็วพวกเรา ดิก! "
พอเดินผ่านมาได้สักพัก พวกเราก็เห็นกลุ่มภูติประมาณสิบคนกำลังวาดเล่นบนผนังตึกผิวกลมสูงสี่สิบเมตรกันอยู่
"หัดเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับทุกคนบ้างสิฟะดีลอนิก! ดอง! "
พวกภูติเผ่นกระจายราวกับนกแตกรัง
ตลกอะ
พวกภูตินั้นเป็นเผ่าที่รักสนุกและซนเหมือนเด็ก
ถ้าเผลอเมื่อไหรก็เป็นต้องถูกแกล้งด้วยวิธีใดไม่ก็วิธีหนึ่ง
อย่างวีรเวรที่แสบสุดคือมาเดินขบวนแห่ [ต้มซุปปลา] พร้อมกับซดเสียงดังลั่นกลางดึกในเมืองเพื่อยั่วน้ำลายและทรมานเหล่าผู้ที่หลับนอนไปแล้ว
เป็นเผ่าที่ทั้งน่ารักและน่าถีบในเวลาเดียวกันอย่างที่เห็นเนี่ยแหละ
"ยังกับงานวัดแนะ"
"เป็นพิธีเปิดเมืองที่ยิ่งใหญ่ดีนะดอง"
หลังจากเดินผ่านตัวเมืองมาได้ร่วมยี่สิบนาทีพร้อมกับเอสเทอ ในที่สุดพวกเราก็มาถึงลานใจกลางเมืองซึ่งเป็นสถานที่จัดงานพิธีเปิดเมือง
ลานหญ้าหน้าโดมเก็บคริสตัลแห่งชีวิตของทั้งสี่เผ่า ได้ถูกเนรมิตรให้กลายเป็นพิธีจัดงานเปิดเมืองอันยิ่งใหญ่ตระการตาในตีมที่ชื่อว่า [คริสตัล]
ผลึกแก้วและแท่งคริสตัลขนาดเล็กจำนวนมากได้ถูกนำมาตกแต่งส่องเป็นประกายไปทั่ว
มีร้านรวงจำนวนมากถูกเปิดตรงทางเข้าของงาน
ร้านเหล่านั้นมีความหลากหลายน่าสนใจมาก
อย่างเช่นร้านแผงลอยขนาดเล็กหนึ่งเมตรที่ลอยในอากาศของเผ่าภูติ
ร้านที่ห้อยแขวนลงมาจากต้นไม้ใหญ่โดยรอบของเผ่ามนุษย์นก
ร้านที่ขุดเป็นโพรงใต้ดินมุดลงไปชวนดูลึกลับของเผ่ามนุษย์มด
ไปจนถึงร้านแผงลอยขนาดใหญ่สูงกว่าสามเมตรของเผ่ายักษ์
จะมีก็แค่ของเผ่ามนุษย์ที่ฉันว่าดูน่าเบื่อ
ร้านที่มาเปิดนั้นมีตั้งแต่ร้านอาหารไปจนถึงเกมส์ต่าง ๆ
แต่ที่ฉันสนใจมากที่สุดของร้านอาหารของเผ่ายักษ์
"กลิ่นหอมจัง กลิ่นแบบนี้มัน… เนื้องูเห่ายักษ์ย่างนี่น่า! "
"เอรีส ยังจะมัวแวะข้างทางอีก มันใกล้จะถึงเวลาเปิดพิธีแล้วนะดอง! "
“ที่นั่งไม่เต็มเร็วขนาดนั้นหรอกมั้งเอสเทอ”
ฉันแวะร้านเนื้อย่างที่เปิดโดยเผ่ายักษ์คนหนึ่ง
สตรีเผ่ายักษ์สูงสองเมตรเกือบสามเมตรที่มีผิวสีเขียว ผมสีส้มมัดเป็นปอยยาวหนึ่งข้างคนหนึ่งกำลังปิ้งเนื้องูขนาดใหญ่ด้วยความรวดเร็ว
ขนาดเตาของเธอนั้นสูงเกือบสองเมตร และมีไม้เสียบงูขนาดใหญ่ยาวกว่าหนึ่งเมตรครึ่งวางเรียงเอาไว้บนเตา
เผ่ายักษ์นั้นขึ้นชื่อเรื่องพละกำลัง แต่พอได้มาอาศัยในเมืองเดียวกัน เลยทำให้รู้ว่านั่นไม่ใช่จุดเด่นเดียวของพวกเขา
สิ่งที่เป็นจุดเด่นอีกอย่างคือความสามารถในการปรุงอาหารต่างหาก
เผ่ายักษ์นั้นปรุงอาหารเก่งมาก พวกเขามีสูตรเฉพาะที่สามารถดึงรสชาติของเนื้อสัตว์หรือมอนสเตอร์ออกมาให้มีความอร่อยได้สูงสุด ชนิดหาเผ่าไหนเทียบเคียงไม่ได้
แถมยังสามารถจับคู่พืชสมุนไพรที่เข้ากับเนื้อแต่ละชนิด โดยไม่ลืมที่จะคำนึงถึงสารอาหารและสุขภาพอีกด้วย
กลิ่นหอมหวานของซอสราดและสมุนไพรบนเนื้องูยักษ์ลอยโชยมาแตะจมูกของฉัน
เพียงแค่ได้สัมผัสกลิ่นของมัน ฉันก็รู้สึกว่าตัวเองกำลังล่องลอยอยู่ในป่าพงไพรที่ชื้นแฉะอันเป็นบ้านเกิดของงูยักษ์
“ขอยี่สิบไม้เลย! ”
“พูดภาษาเผ่าข้าได้ชัดดีนี่อีหนูเผ่ายักษาน้อย! เอาไปเลย ข้าแถมให้อีกห้าไม้! ”
อีกเรื่องคือเผ่ายักษ์นะใจดีมาก
ถึงส่วนใหญ่จะสมองกล้ามเหมือนฉัน แต่นิสัยโดยเนื้อแท้คือใจดี ใจถึง บ้าดีเดือด ไม่ค่อยมีหน้ามีหลัง และบ้าการต่อสู้
ฉันรับไม้เสียบเนื้องูที่คล้ายปลาไหลขนาดเมตรครึ่งมาจนเต็มมือ
"ช่วยถือทีสิเอสเทอ"
"ใช้กันงี้เลยเรอะดอง!? อย่ายัดเยียดใส่สิดอง! เดียวสิ เฮ้! "
ฉันโยนไม้เสียบให้เอสเทอถือเอาไว้สองไม้
แต่เผ่าภูติตัวเล็กมาก เลยทำให้ถือมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว
แบบนี้ต้องหาคนมาช่วยเพิ่ม!
"เรียกมิลเลอร์มาช่วยถือดีกว่า~"
ว่าแล้วฉันก็ผิวปาก
หลังจากนั้นสักพักหนึ่ง ที่ท้องฟ้ากว้างก็มีเงาของเจ้ามังกรวัยรุ่นขนาดสามเมตรผิวสีน้ำตาลปรากฏให้เห็น
"หืม? มีคนตามมาด้วย? "
ด้านข้างของเจ้ามิลเลอร์มีมังกรน้อยน่ารักขนาดตัวเมตรกว่าบินตามมาด้วย
ถ้าจำไม่ผิด… น่าจะเป็นออกไซด์ สัตว์เลี้ยงสุดรักของเปอร์ไซด์ใช่ไหม?
"โกรว~"
"ปี้~"
เจ้าสองตัวนี้ไปสนิทกันตอนไหนเนี่ย?
มังกรทั้งสองคำรามลั่นอย่างเริงร่าก่อนที่จะร่อนลงมาหาฉัน
ฝูงชนโดยรอบต่างตื่นตระหนกเล็กน้อย ก่อนจะเข้าใจได้ว่าเป็นมังกรเลี้ยงที่ไม่มีอันตรายอันใด
"ช่วยถือทีสิ"
"โกร๊ว~? "
"ปี๊? "
ฉันจัดแจงส่งไม้เสียบให้พวกมันคาบถือเอาไว้
อืม… ยังมีอีกเพียบเต็มมือเลยแฮะ
อยากได้คนมาช่วยถืออีกสักสี่ไม้---
"ตรงนั้นสเลบใช่หรือเปล่า? "
"สเลบ! หนีไปซะ! ดอง~"
ให้หนีได้ก็แย่สิ
เผ่ามนุษย์มดนะมีตั้งหกแขน ใช้สองแขนยืนแทนขา ดังนั้นเลยมีตั้งสี่แขนเอาไว้ใช้งานเลยนะ
"ช่วยถือหน่อย ขอบคุณมาก! "
"สวัส---เหวอ!? ให้กระผมถืออะไรกันเนี่ย! "
"มีคนช่วยถือครบมือแล้ว เสบียงพร้อม งั้นก็รีบไปจองที่นั่งตรงพิธีเปิดกันเลย! "
"เดียว… เดินไปนู้นแล้ว เร็วจริง! "
"ช่วยไม่ได้ดอง"
ฉันไม่สนใจคำบ่นของพวกเขาแล้วเดินนำไปลานพิธีเปิด พร้อมกับมือข้างขวาที่ยังบีบผงคาร์บอนไม่หยุด...
“อ๊ะ? เป็นเพชรแล้วละ! ”
“ดันทำได้จริง ๆ ซะงั้นหรือดอง!? ”
หลังจากเดินมาได้ราวสิบนาที พวกเราก็มาถึงลานกว้างสำหรับเตรียมเป็นพิธีเปิด
ผู้คนมากมายต่างกำลังรวมตัวยื้อแย่งที่นั่งบนอัฒจันทร์ซึ่งวางตรงทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่หน้าโดมคริสตัล
อัฒจันทร์ทรงโค้งครึ่งวงกลมนั้นถูกออกแบบมาให้หันเข้าหาสิ่งก่อสร้างที่อยู่ ณ ใจกลาง
สิ่งนั้นคือฐานยิงจรวดอวกาศที่เตรียมพร้อมจะยิง [ดาบแห่งพระเจ้า] ขึ้นสู่ท้องฟ้า
[ดาบแห่งพระเจ้า] อาวุธไม้ตายที่สามารถแผดเผาโลกของยะมะโตะได้ถูกสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว
ถึงวันก่อนจะได้ยินว่ามีระเบิดเกิดขึ้นแถวโรงงานผลิตอาวุธในเมืองหลวงเก่า แต่สุดท้ายตัวดาวเทียมก็ยังอยู่รอดปลอดภัยจนเอามาส่งขึ้นอวกาศได้ในวันนี้
สาเหตุที่พวกเราสามารถยิงอาวุธขึ้นท้องฟ้าแบบโจ๋งครึ่มอย่างที่เห็นได้นั้น เป็นมันเพราะพวกเราประกาศออกไป ว่ามันคือสิ่งดิษฐ์ที่ใช้เพื่อหยุดยั้งเงามืดที่กำลังกลืนกินโลก
"แบบนี้จะดีจริง ๆ หรือเปล่านะ…"
ฉันพึมพำกับตัวเองพร้อมกับทอดสายตามองไปที่สิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ยักษ์
ถึงจะบอกว่าทำเพื่อเป็นหลักประกันยามที่เกิดสงคราม แต่มันจะไม่ใช่เป็นตัวกระตุ้นให้แต่ละเผ่าต้องยิ่งพัฒนาอาวุธที่เลวร้ายกว่าเดิมมาประชันกันหรอกหรือ?
"... คิดไปก็ปวดหัวเปล่า"
ฉันปัดเรื่องยาก ๆ ออกจากหัวไป ก่อนจะรีบไปนั่งจองที่ว่างให้กับพรรคพวก
โชคร้ายที่แอร์บาส์รติดภารกิจ เขาเลยมาร่วมงานไม่ได้
ส่วนบานากับแครอทเองก็หายตัวไปร่วมเดือนแล้ว
เปอร์ไซด์เองก็ต้องไปเป็นพิธีกรเปิดงาน
สุดท้ายเลยทำให้เหลือแค่สามคนกับอีกสองตัวมานั่งดูอย่างที่เห็น
"เจ้านั่นคืออะไรหรือเอรีส? "
สเลบนั่งลงข้างฉันได้ยิงคำถามออกมาด้วยความสงสัย
"เออ… มันคือดาวเทียมนะ"
ฉันไม่อยากให้เขารู้ว่ามันคืออาวุธร้ายเลยพูดโกหกบนฐานของความเป็นจริง
"ดาวเทียม? "
"มันคือสิ่งประดิษฐ์ที่ส่งออกไปโคจรนอกโลกเพื่อใช้ประโยชน์ต่าง ๆ นะดอง"
อยู่ ๆ เอสเทอก็พูดเสริมแทรกขึ้นมาซะอย่างงั้น
ว่าแต่เผ่าภูติรู้จักดาวเทียมด้วยหรือเนี่ย?
"นอกโลก? แบบนี้ถ้าติดอาวุธลงไป มันก็เท่ากับว่ายิงใส่ได้ทุกจุดบนพื้นโลกเลยสินะครับ"
"ถูกต้องดอง มนุษย์นี่น่ากลัวจริง ๆ นะดอง"
“แล้วไม่ทราบว่าเทคโนโลยีของเผ่าคุณเอสเทอมีของที่คล้ายแบบนี้ด้วยหรือเปล่าครับ? ”
“มี แถมไม่ต้องสิ้นเปลืองทรัพยากรณ์ในการส่งขึ้นอวกาศด้วย เพียงแค่ว่าเผ่าฉันมันขี้เกียจสร้างกันนะดอง~”
“ฮึ ฮึ ฮึ แต่ฟังดูไม่กังวลเลยนะครับคุณเอสเทอ? ”
“ดอง ดอง ดอง~ ก็นั่นสินะดอง~”
“แต่แบบนี้แย่เลยนะครับ เพราะว่าเผ่าของกระผมไม่มีของหรือระดับเทคโนโลยีที่จะไปต่อต้านได้เลยครับ”
“แต่น้ำเสียงฟังดูไม่ใช่เลยนะดอง”
“กระผมเองก็คงเหมือนคุณเอสเทอนั่นละครับ”
เออ… สองคนนี้คุยอะไรกันอยู่เนี่ย? ฉันตามไม่ทันเลยค่ะ
ว่าแต่มันไม่เป็นไรจริง ๆ นะหรือที่รู้ความจริงแบบนั้น แล้วยังจะปล่อยให้เผ่าของฉันส่งมันขึ้นท้องฟ้าไปอีกนะ?
“เอรีส… ความสงสัยมันออกมาทางสีหน้าหมดแล้วนะดอง~ ง่ำ ง่ำ~ โอ๊ว! อร่อยจังดอง! ”
เอสเทอที่นั่งลงบนตักของฉันพูดออกมาเช่นนั้นพร้อมกับเคี้ยวเนื้องูยักษ์จนแก้มตุ่ย
“อย่างงั้นหรือครับ? *กร๊วม* อร่อยจริง ๆ ด้วย! แบบนี้ต้องซื้อกลับไปฝากท่านองค์ราชินีหน่อยแล้วสิครับเนี่ย”
“งำ งำ~... นี่เอรีส เธอคงกำลังคิดว่า [ทำไมถึงยังหน้านิ่งอยู่ได้] สินะดอง? คำตอบก็ง่าย ๆ พวกเราไม่รู้เลยว่าข้างบนเหนือท้องฟ้านี้ไปมีอวกาศจริงหรือเปล่า ดังนั้นพวกเราเลยปล่อยให้พวกเจ้ายิงกระสวยขึ้นไปก่อนเป็นหนูทดลองยังไงละดอง”
“อีกอย่างนะครับ ต่อให้พวกท่านโกหกว่าดาวเทียมอะไรนั่นไม่ใช่อาวุธ ทุกเผ่าที่อยู่ที่นี่ก็ไม่มีใครเชื่อจริงจังนอกจากเปอร์ไซด์หรอกครับ เพราะงั้นถ้าหากว่าพวกท่านฉีกสัญญาเปิดฉากสงคราม เปอร์ไซด์คนนั้นคงโกรธเป็นฟืนเป็นไฟแน่นอนครับ”
“ถ้าไม่บ้าก็โง่มากแน่ ๆ ถ้าหากคิดจะไปหาเรื่องกับเปอร์ไซด์ในตอนนี้นะดอง”
“แล้วไม่กลัวพวกเรายิงใส่คริสตัล---”
“โดมนั้นสร้างด้วยเทคโนโลยีของทุกเผ่ารวมของเผ่าเราด้วย มันมีบาเรียหุ้มหนาหลายชั้นนะดอง อีกอย่าง ต่อให้ยิงทะลุลงมาได้ แต่พวกเจ้ารู้หรือว่าคริสตัลก้อนไหนคือของเผ่าไหนนะดอง? เพราะว่าทั้งสี่ก้อนมันเล่นโดนเปอร์ไซด์ขนเข้าขนออกใช้ประกอบร้องเพลงแทบทุกวัน จนมันสลับกันมั่วไปหมดแล้วนะดอง”
ว่าแล้วเอสเทอก็เคี้ยวเนื้องูยักษ์คำถัดไปต่อ
จริงของเธอ ต่อให้พวกเรายิงขึ้นท้องฟ้าไป มันก็ทำได้เป็นแค่อาวุธข่มขู่จากท้องฟ้าที่ไม่สามารถยิงได้ในตอนนี้
แถมดูจากปฏิกิริยาของทั้งสองคนแล้ว บางทีพวกเขาอาจจะมีวางแผนรับมือ หรือไม่ก็มีอาวุธที่ร้ายพอกันเก็บซ่อนเตรียมเอาไว้เหมือนกัน
และจะทำเป็นมองข้ามเรื่องที่เอสเทอบอกว่าพวกตนเองมีเทคโนโลยีอวกาศเหมือนกันไปไม่ได้เสียด้วย
“นี่… บอกให้ฉันรู้แบบนี้จะดีหรือคะ? ”
“บางทีศัตรูคู่ฟ้าก็คือมิตรสหายที่สนิทที่สุดไม่ใช่หรือครับ? ”
“สำหรับฉันแล้ว มันไม่ใช่ความลับอะไรนะดอง”
“พวกเธอ…”
ฉันรู้สึกปลื้มใจมากที่มีทั้งสองคนเป็นเพื่อน
รวมไปถึงบานากับเปอร์ไซด์ที่ไม่ได้อยู่ตรงนี้ด้วย
“อีกอย่าง ถือว่าเป็นค่าเลี้ยงงู้ยักษ์ด้วยนะดอง”
“ใช่ครับ อร่อยมากเลยทีเดียว ขอบคุณที่เลี้ยง”
“โกร๊ว~”
“ปี้~”
ฮืม?
พอฉันรู้ตัวอีกที เนื้องูยักษ์เสียบไม้ย่างจำนวนสามสิบไม้ก็เหลือเพียงแค่แท่งเหล็กยาวหนึ่งเมตรครึ่งไปเสียแล้ว
นี่เล่นกินกันหมดเลยเรอะ! ฉันยังไม่ได้กินแม้แต่ไม้เดียวเลยนะยะ!