Age of war

    ตอนที่ 102 เมืองแห่งการเริ่มต้น คริสตัลซิตี้

    วันที่ 125 ของเกมส์แห่งสงคราม

    ***ผู้กล้าสมองกล้ามเอรีส

    วันนี้มีพิธีฉลองเปิด [เมืองแห่งการเริ่มต้น คริสตัลซิตี้] เมืองที่ทั้งห้าเผ่าสามารถมารวมตัวอยู่ภายในรั้วแห่งเดียวกันได้ และยังเป็นเมืองที่มีการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีระหว่างเผ่า จนกลายเป็นเมืองแห่งเอกลักษณ์เฉพาะซึ่งฉีกออกไปจากโลกเดิม

    อาธิอาคารกระจกสูงหลายสิบชั้นแบบมนุษย์ แต่กลับไม่จำเป็นต้องพึ่งฐานรากในการถ่ายน้ำหนัก เพราะใช้เทคโนโลยีต่อต้านแรงโน้มถ่วงของภูติในการช่วยรับน้ำหนักพยุงตัวอาคารเอาไว้แทน

    หรืออย่างอาคารที่ไม่จำเป็นต้องใช้ตะปูหรือปูน หรือแม้แต่การเชื่อมเหล็กเพื่อก่อสร้าง แล้วใช้วิธีเข้ารูปรอยต่ออันน่าอัศจรรย์ของเผ่ามนุษย์นกจนเกิดเป็นอาคารรูปทรงแปลกประหลาดขึ้นมา

    มีแม้แต่พื้นที่ใต้ดินขนาดใหญ่ซึ่งออกแบบโดยเผ่ามนุษย์มด แต่เสริมด้วยวัสดุของเผ่าอื่น ๆ จนกลายเป็นเมืองขนาดยักษ์ที่มีความยิ่งใหญ่และกินอาณาบริเวณไม่แพ้กับเมืองข้างบนผิวดิน

    และหากมองไปที่เมือง ก็จะพบกับเทคโนโลยีลอยฟ้าของเผ่าภูติเป็นจำนวนมากวางพาดผ่านตัวเมืองเป็นเส้นทางเดินทอดยาวออกไปไกล

    และฉันกำลังเดินเล่นอยู่บนเทคโนโลยีลอยฟ้าของเผ่าภูติที่ว่านี้อยู่กับเอสเทอ

    "เอาละ วันนี้เองก็ต้องทำเพชรให้ได้"

    ฉันไปหยุดหน้าเครื่องทรงกระบอกผิวเรียบสูงสองเมตรที่วางตั้งอยู่ข้างทางใต้ร่มไม้ใหญ่

    ที่สองฟากของทางเดินลอยฟ้าจะมีดอกไม้หลากสีปลูกเรียงรายเอาไว้

    ต้นไม้กับดอกไม้เหล่านี้ไม่ใช่ฝีมือของภูติ แต่เป็นฝีมือของเผ่ามนุษย์นกที่เชี่ยวชาญการปลูกพืชเป็นคนดูแลรักษา

    ทั้งที่เป็นป่าคอนกรีตแท้ ๆ แต่กลับเต็มไปด้วยสีเขียวของป่าและมีกลิ่นดอกไม้หอมลอยโชยไปทั่วเมือง

    ส่วนเจ้าเครื่องทรงกระบอกผิวเรียบระบบหน้าจอสัมผัสตรงหน้าฉันนั้น มันคือ [เครื่องผลิตดั่งใจนึก] ที่พัฒนาร่วมกันระหว่างยะมะโตะกับเอสเทอ

    เพื่อต่อต้านการผูกขาดถือครองทรัพยากรแหลงสุดท้ายแต่เพียงผู้เดียวของเผ่ามนุษย์มด พวกเขาจึงคิดค้นเครื่องนี้ขึ้นมา

    จริงอยู่ว่าเผ่าภูติสามารถสร้างสรรค์มวลสารจากความว่างเปล่าได้ด้วยความสามารถเฉพาะของเผ่า

    แต่สสารที่ได้นั้นจะไม่มีความเสถียรแถมยังสิ้นเปลืองแรงกายอย่างมาก แถมคนที่มีความสามารถสร้างจนสร้างของอุปโภคบริโภคที่มีความเสถียรก็มีน้อยจนนับมือได้

    นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เผ่าภูติต้องการสร้างเครื่องออกมาทำงานชดเชยแทนในส่วนี้ ส่วนยะมะโตะเองก็ต้องการไขความลับเวทมนตร์ของเผ่าภูติ เมื่อได้ผลประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย สองคนนี้จึงหันมาจับมือสร้างเจ้านี่ขึ้นมา

    เจ้าเครื่องสารพัดนึกนี้จะสามารถผลิดสสารอะไรก็ได้จากความว่างเปล่าเหมือนกับพลังของภูติ แต่มันมีความเสถียรของสิ่งที่สร้างมากกว่าการสร้างจากเผ่าภูติ

    สาเหตุที่ได้ของมีคุณภาพดีกว่านั้น คงต้องขอบคุณระบบ AI ของยะมะโตะที่เข้าช่วยคำนวนวิเคราะห์ในการสร้างสสารนั่นละ

    เรียกได้ว่ามันเป็นเทคโนโลยีในฝันที่หากเกิดขึ้นจริงบนโลกเดิม คงสามารถแก้ไขปัญหาพลังงานและทรัพยากรณ์ขาดแคลนได้เลย

    "เอาผงคาร์บอนเช่นเดิม~"

    ฉันเลือกรายการที่สร้างได้จากมาหน้าจอ

    ซึ่งสิ่งที่ฉันเลือกคือผงถ่านคาร์บอน

    เป้าหมายคือเอามาฝึกพลังมือด้วยการกำจนกว่าจะกลายเป็นเพชรเหมือนที่ตัวการ์ตูนชื่อดังคนหนึ่งทำได้

    "บ้าไปแล้วหรือดอง~"

    เอสเทอพึมพำออกมาเสียงดังด้วยสีหน้าตายด้านแบบไม่คิดปิดบังใคร

    "วันนี้ทำได้แน่ คอยดูนะ! "

    ว่าแล้วฉันก็เปิดพลังของชุดที่มือขวาเพื่อเพิ่มพลังกล้าม ก่อนที่จะเดินต่อไปพลาง แล้วบีบผงถ่านไปพลาง

    ชุดเกราะฮีโร่ในปัจจุบันถูกพัฒนาไปไกลมาก

    มันมีสภาพคล้ายกับผ้าใยโปรงแสงบาง ๆ แบบคลุมทั้งตัว

    ด้วยความที่หากดูผ่าน ๆ จะนึกว่าไม่ได้สวมใส่อะไรสักอย่าง เลยทำให้สามารถสวมเสื้อแฟชั่นทับได้อย่างไม่ผิดสังเกตแบบที่เห็นในปัจจุบัน

    "ฮืม? กำแพงตรงนั้น… พวกเจ้าอย่าเขียนเล่นบนอาคารแบบนั้นสิดอง! "

    "กรี๊ด!? เอสเทอขี้บ่นมาแล้วพวย~"

    "หนีเร็วพวกเรา ดิก! "

    พอเดินผ่านมาได้สักพัก พวกเราก็เห็นกลุ่มภูติประมาณสิบคนกำลังวาดเล่นบนผนังตึกผิวกลมสูงสี่สิบเมตรกันอยู่

    "หัดเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับทุกคนบ้างสิฟะดีลอนิก! ดอง! "

    พวกภูติเผ่นกระจายราวกับนกแตกรัง

    ตลกอะ

    พวกภูตินั้นเป็นเผ่าที่รักสนุกและซนเหมือนเด็ก

    ถ้าเผลอเมื่อไหรก็เป็นต้องถูกแกล้งด้วยวิธีใดไม่ก็วิธีหนึ่ง

    อย่างวีรเวรที่แสบสุดคือมาเดินขบวนแห่ [ต้มซุปปลา] พร้อมกับซดเสียงดังลั่นกลางดึกในเมืองเพื่อยั่วน้ำลายและทรมานเหล่าผู้ที่หลับนอนไปแล้ว

    เป็นเผ่าที่ทั้งน่ารักและน่าถีบในเวลาเดียวกันอย่างที่เห็นเนี่ยแหละ



    "ยังกับงานวัดแนะ"

    "เป็นพิธีเปิดเมืองที่ยิ่งใหญ่ดีนะดอง"

    หลังจากเดินผ่านตัวเมืองมาได้ร่วมยี่สิบนาทีพร้อมกับเอสเทอ ในที่สุดพวกเราก็มาถึงลานใจกลางเมืองซึ่งเป็นสถานที่จัดงานพิธีเปิดเมือง

    ลานหญ้าหน้าโดมเก็บคริสตัลแห่งชีวิตของทั้งสี่เผ่า ได้ถูกเนรมิตรให้กลายเป็นพิธีจัดงานเปิดเมืองอันยิ่งใหญ่ตระการตาในตีมที่ชื่อว่า [คริสตัล]

    ผลึกแก้วและแท่งคริสตัลขนาดเล็กจำนวนมากได้ถูกนำมาตกแต่งส่องเป็นประกายไปทั่ว

    มีร้านรวงจำนวนมากถูกเปิดตรงทางเข้าของงาน

    ร้านเหล่านั้นมีความหลากหลายน่าสนใจมาก

    อย่างเช่นร้านแผงลอยขนาดเล็กหนึ่งเมตรที่ลอยในอากาศของเผ่าภูติ

    ร้านที่ห้อยแขวนลงมาจากต้นไม้ใหญ่โดยรอบของเผ่ามนุษย์นก

    ร้านที่ขุดเป็นโพรงใต้ดินมุดลงไปชวนดูลึกลับของเผ่ามนุษย์มด

    ไปจนถึงร้านแผงลอยขนาดใหญ่สูงกว่าสามเมตรของเผ่ายักษ์

    จะมีก็แค่ของเผ่ามนุษย์ที่ฉันว่าดูน่าเบื่อ

    ร้านที่มาเปิดนั้นมีตั้งแต่ร้านอาหารไปจนถึงเกมส์ต่าง ๆ

    แต่ที่ฉันสนใจมากที่สุดของร้านอาหารของเผ่ายักษ์

    "กลิ่นหอมจัง กลิ่นแบบนี้มัน… เนื้องูเห่ายักษ์ย่างนี่น่า! "

    "เอรีส ยังจะมัวแวะข้างทางอีก มันใกล้จะถึงเวลาเปิดพิธีแล้วนะดอง! "

    “ที่นั่งไม่เต็มเร็วขนาดนั้นหรอกมั้งเอสเทอ”

    ฉันแวะร้านเนื้อย่างที่เปิดโดยเผ่ายักษ์คนหนึ่ง

    สตรีเผ่ายักษ์สูงสองเมตรเกือบสามเมตรที่มีผิวสีเขียว ผมสีส้มมัดเป็นปอยยาวหนึ่งข้างคนหนึ่งกำลังปิ้งเนื้องูขนาดใหญ่ด้วยความรวดเร็ว

    ขนาดเตาของเธอนั้นสูงเกือบสองเมตร และมีไม้เสียบงูขนาดใหญ่ยาวกว่าหนึ่งเมตรครึ่งวางเรียงเอาไว้บนเตา

    เผ่ายักษ์นั้นขึ้นชื่อเรื่องพละกำลัง แต่พอได้มาอาศัยในเมืองเดียวกัน เลยทำให้รู้ว่านั่นไม่ใช่จุดเด่นเดียวของพวกเขา

    สิ่งที่เป็นจุดเด่นอีกอย่างคือความสามารถในการปรุงอาหารต่างหาก

    เผ่ายักษ์นั้นปรุงอาหารเก่งมาก พวกเขามีสูตรเฉพาะที่สามารถดึงรสชาติของเนื้อสัตว์หรือมอนสเตอร์ออกมาให้มีความอร่อยได้สูงสุด ชนิดหาเผ่าไหนเทียบเคียงไม่ได้

    แถมยังสามารถจับคู่พืชสมุนไพรที่เข้ากับเนื้อแต่ละชนิด โดยไม่ลืมที่จะคำนึงถึงสารอาหารและสุขภาพอีกด้วย

    กลิ่นหอมหวานของซอสราดและสมุนไพรบนเนื้องูยักษ์ลอยโชยมาแตะจมูกของฉัน

    เพียงแค่ได้สัมผัสกลิ่นของมัน ฉันก็รู้สึกว่าตัวเองกำลังล่องลอยอยู่ในป่าพงไพรที่ชื้นแฉะอันเป็นบ้านเกิดของงูยักษ์

    “ขอยี่สิบไม้เลย! ”

    “พูดภาษาเผ่าข้าได้ชัดดีนี่อีหนูเผ่ายักษาน้อย! เอาไปเลย ข้าแถมให้อีกห้าไม้! ”

    อีกเรื่องคือเผ่ายักษ์นะใจดีมาก

    ถึงส่วนใหญ่จะสมองกล้ามเหมือนฉัน แต่นิสัยโดยเนื้อแท้คือใจดี ใจถึง บ้าดีเดือด ไม่ค่อยมีหน้ามีหลัง และบ้าการต่อสู้

    ฉันรับไม้เสียบเนื้องูที่คล้ายปลาไหลขนาดเมตรครึ่งมาจนเต็มมือ

    "ช่วยถือทีสิเอสเทอ"

    "ใช้กันงี้เลยเรอะดอง!? อย่ายัดเยียดใส่สิดอง! เดียวสิ เฮ้! "

    ฉันโยนไม้เสียบให้เอสเทอถือเอาไว้สองไม้

    แต่เผ่าภูติตัวเล็กมาก เลยทำให้ถือมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว

    แบบนี้ต้องหาคนมาช่วยเพิ่ม!

    "เรียกมิลเลอร์มาช่วยถือดีกว่า~"

    ว่าแล้วฉันก็ผิวปาก

    หลังจากนั้นสักพักหนึ่ง ที่ท้องฟ้ากว้างก็มีเงาของเจ้ามังกรวัยรุ่นขนาดสามเมตรผิวสีน้ำตาลปรากฏให้เห็น

    "หืม? มีคนตามมาด้วย? "

    ด้านข้างของเจ้ามิลเลอร์มีมังกรน้อยน่ารักขนาดตัวเมตรกว่าบินตามมาด้วย

    ถ้าจำไม่ผิด… น่าจะเป็นออกไซด์ สัตว์เลี้ยงสุดรักของเปอร์ไซด์ใช่ไหม?

    "โกรว~"

    "ปี้~"

    เจ้าสองตัวนี้ไปสนิทกันตอนไหนเนี่ย?

    มังกรทั้งสองคำรามลั่นอย่างเริงร่าก่อนที่จะร่อนลงมาหาฉัน

    ฝูงชนโดยรอบต่างตื่นตระหนกเล็กน้อย ก่อนจะเข้าใจได้ว่าเป็นมังกรเลี้ยงที่ไม่มีอันตรายอันใด

    "ช่วยถือทีสิ"

    "โกร๊ว~? "

    "ปี๊? "

    ฉันจัดแจงส่งไม้เสียบให้พวกมันคาบถือเอาไว้

    อืม… ยังมีอีกเพียบเต็มมือเลยแฮะ

    อยากได้คนมาช่วยถืออีกสักสี่ไม้---

    "ตรงนั้นสเลบใช่หรือเปล่า? "

    "สเลบ! หนีไปซะ! ดอง~"

    ให้หนีได้ก็แย่สิ

    เผ่ามนุษย์มดนะมีตั้งหกแขน ใช้สองแขนยืนแทนขา ดังนั้นเลยมีตั้งสี่แขนเอาไว้ใช้งานเลยนะ

    "ช่วยถือหน่อย ขอบคุณมาก! "

    "สวัส---เหวอ!? ให้กระผมถืออะไรกันเนี่ย! "

    "มีคนช่วยถือครบมือแล้ว เสบียงพร้อม งั้นก็รีบไปจองที่นั่งตรงพิธีเปิดกันเลย! "

    "เดียว… เดินไปนู้นแล้ว เร็วจริง! "

    "ช่วยไม่ได้ดอง"

    ฉันไม่สนใจคำบ่นของพวกเขาแล้วเดินนำไปลานพิธีเปิด พร้อมกับมือข้างขวาที่ยังบีบผงคาร์บอนไม่หยุด...

    “อ๊ะ? เป็นเพชรแล้วละ! ”

    “ดันทำได้จริง ๆ ซะงั้นหรือดอง!? ”



    หลังจากเดินมาได้ราวสิบนาที พวกเราก็มาถึงลานกว้างสำหรับเตรียมเป็นพิธีเปิด

    ผู้คนมากมายต่างกำลังรวมตัวยื้อแย่งที่นั่งบนอัฒจันทร์ซึ่งวางตรงทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่หน้าโดมคริสตัล

    อัฒจันทร์ทรงโค้งครึ่งวงกลมนั้นถูกออกแบบมาให้หันเข้าหาสิ่งก่อสร้างที่อยู่ ณ ใจกลาง

    สิ่งนั้นคือฐานยิงจรวดอวกาศที่เตรียมพร้อมจะยิง [ดาบแห่งพระเจ้า] ขึ้นสู่ท้องฟ้า

    [ดาบแห่งพระเจ้า] อาวุธไม้ตายที่สามารถแผดเผาโลกของยะมะโตะได้ถูกสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว

    ถึงวันก่อนจะได้ยินว่ามีระเบิดเกิดขึ้นแถวโรงงานผลิตอาวุธในเมืองหลวงเก่า แต่สุดท้ายตัวดาวเทียมก็ยังอยู่รอดปลอดภัยจนเอามาส่งขึ้นอวกาศได้ในวันนี้

    สาเหตุที่พวกเราสามารถยิงอาวุธขึ้นท้องฟ้าแบบโจ๋งครึ่มอย่างที่เห็นได้นั้น เป็นมันเพราะพวกเราประกาศออกไป ว่ามันคือสิ่งดิษฐ์ที่ใช้เพื่อหยุดยั้งเงามืดที่กำลังกลืนกินโลก

    "แบบนี้จะดีจริง ๆ หรือเปล่านะ…"

    ฉันพึมพำกับตัวเองพร้อมกับทอดสายตามองไปที่สิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ยักษ์

    ถึงจะบอกว่าทำเพื่อเป็นหลักประกันยามที่เกิดสงคราม แต่มันจะไม่ใช่เป็นตัวกระตุ้นให้แต่ละเผ่าต้องยิ่งพัฒนาอาวุธที่เลวร้ายกว่าเดิมมาประชันกันหรอกหรือ?

    "... คิดไปก็ปวดหัวเปล่า"

    ฉันปัดเรื่องยาก ๆ ออกจากหัวไป ก่อนจะรีบไปนั่งจองที่ว่างให้กับพรรคพวก

    โชคร้ายที่แอร์บาส์รติดภารกิจ เขาเลยมาร่วมงานไม่ได้

    ส่วนบานากับแครอทเองก็หายตัวไปร่วมเดือนแล้ว

    เปอร์ไซด์เองก็ต้องไปเป็นพิธีกรเปิดงาน

    สุดท้ายเลยทำให้เหลือแค่สามคนกับอีกสองตัวมานั่งดูอย่างที่เห็น

    "เจ้านั่นคืออะไรหรือเอรีส? "

    สเลบนั่งลงข้างฉันได้ยิงคำถามออกมาด้วยความสงสัย

    "เออ… มันคือดาวเทียมนะ"

    ฉันไม่อยากให้เขารู้ว่ามันคืออาวุธร้ายเลยพูดโกหกบนฐานของความเป็นจริง

    "ดาวเทียม? "

    "มันคือสิ่งประดิษฐ์ที่ส่งออกไปโคจรนอกโลกเพื่อใช้ประโยชน์ต่าง ๆ นะดอง"

    อยู่ ๆ เอสเทอก็พูดเสริมแทรกขึ้นมาซะอย่างงั้น

    ว่าแต่เผ่าภูติรู้จักดาวเทียมด้วยหรือเนี่ย?

    "นอกโลก? แบบนี้ถ้าติดอาวุธลงไป มันก็เท่ากับว่ายิงใส่ได้ทุกจุดบนพื้นโลกเลยสินะครับ"

    "ถูกต้องดอง มนุษย์นี่น่ากลัวจริง ๆ นะดอง"

    “แล้วไม่ทราบว่าเทคโนโลยีของเผ่าคุณเอสเทอมีของที่คล้ายแบบนี้ด้วยหรือเปล่าครับ? ”

    “มี แถมไม่ต้องสิ้นเปลืองทรัพยากรณ์ในการส่งขึ้นอวกาศด้วย เพียงแค่ว่าเผ่าฉันมันขี้เกียจสร้างกันนะดอง~”

    “ฮึ ฮึ ฮึ แต่ฟังดูไม่กังวลเลยนะครับคุณเอสเทอ? ”

    “ดอง ดอง ดอง~ ก็นั่นสินะดอง~”

    “แต่แบบนี้แย่เลยนะครับ เพราะว่าเผ่าของกระผมไม่มีของหรือระดับเทคโนโลยีที่จะไปต่อต้านได้เลยครับ”

    “แต่น้ำเสียงฟังดูไม่ใช่เลยนะดอง”

    “กระผมเองก็คงเหมือนคุณเอสเทอนั่นละครับ”

    เออ… สองคนนี้คุยอะไรกันอยู่เนี่ย? ฉันตามไม่ทันเลยค่ะ

    ว่าแต่มันไม่เป็นไรจริง ๆ นะหรือที่รู้ความจริงแบบนั้น แล้วยังจะปล่อยให้เผ่าของฉันส่งมันขึ้นท้องฟ้าไปอีกนะ?

    “เอรีส… ความสงสัยมันออกมาทางสีหน้าหมดแล้วนะดอง~ ง่ำ ง่ำ~ โอ๊ว! อร่อยจังดอง! ”

    เอสเทอที่นั่งลงบนตักของฉันพูดออกมาเช่นนั้นพร้อมกับเคี้ยวเนื้องูยักษ์จนแก้มตุ่ย

    “อย่างงั้นหรือครับ? *กร๊วม* อร่อยจริง ๆ ด้วย! แบบนี้ต้องซื้อกลับไปฝากท่านองค์ราชินีหน่อยแล้วสิครับเนี่ย”

    “งำ งำ~... นี่เอรีส เธอคงกำลังคิดว่า [ทำไมถึงยังหน้านิ่งอยู่ได้] สินะดอง? คำตอบก็ง่าย ๆ พวกเราไม่รู้เลยว่าข้างบนเหนือท้องฟ้านี้ไปมีอวกาศจริงหรือเปล่า ดังนั้นพวกเราเลยปล่อยให้พวกเจ้ายิงกระสวยขึ้นไปก่อนเป็นหนูทดลองยังไงละดอง”

    “อีกอย่างนะครับ ต่อให้พวกท่านโกหกว่าดาวเทียมอะไรนั่นไม่ใช่อาวุธ ทุกเผ่าที่อยู่ที่นี่ก็ไม่มีใครเชื่อจริงจังนอกจากเปอร์ไซด์หรอกครับ เพราะงั้นถ้าหากว่าพวกท่านฉีกสัญญาเปิดฉากสงคราม เปอร์ไซด์คนนั้นคงโกรธเป็นฟืนเป็นไฟแน่นอนครับ”

    “ถ้าไม่บ้าก็โง่มากแน่ ๆ ถ้าหากคิดจะไปหาเรื่องกับเปอร์ไซด์ในตอนนี้นะดอง”

    “แล้วไม่กลัวพวกเรายิงใส่คริสตัล---”

    “โดมนั้นสร้างด้วยเทคโนโลยีของทุกเผ่ารวมของเผ่าเราด้วย มันมีบาเรียหุ้มหนาหลายชั้นนะดอง อีกอย่าง ต่อให้ยิงทะลุลงมาได้ แต่พวกเจ้ารู้หรือว่าคริสตัลก้อนไหนคือของเผ่าไหนนะดอง? เพราะว่าทั้งสี่ก้อนมันเล่นโดนเปอร์ไซด์ขนเข้าขนออกใช้ประกอบร้องเพลงแทบทุกวัน จนมันสลับกันมั่วไปหมดแล้วนะดอง”

    ว่าแล้วเอสเทอก็เคี้ยวเนื้องูยักษ์คำถัดไปต่อ

    จริงของเธอ ต่อให้พวกเรายิงขึ้นท้องฟ้าไป มันก็ทำได้เป็นแค่อาวุธข่มขู่จากท้องฟ้าที่ไม่สามารถยิงได้ในตอนนี้

    แถมดูจากปฏิกิริยาของทั้งสองคนแล้ว บางทีพวกเขาอาจจะมีวางแผนรับมือ หรือไม่ก็มีอาวุธที่ร้ายพอกันเก็บซ่อนเตรียมเอาไว้เหมือนกัน

    และจะทำเป็นมองข้ามเรื่องที่เอสเทอบอกว่าพวกตนเองมีเทคโนโลยีอวกาศเหมือนกันไปไม่ได้เสียด้วย

    “นี่… บอกให้ฉันรู้แบบนี้จะดีหรือคะ? ”

    “บางทีศัตรูคู่ฟ้าก็คือมิตรสหายที่สนิทที่สุดไม่ใช่หรือครับ? ”

    “สำหรับฉันแล้ว มันไม่ใช่ความลับอะไรนะดอง”

    “พวกเธอ…”

    ฉันรู้สึกปลื้มใจมากที่มีทั้งสองคนเป็นเพื่อน

    รวมไปถึงบานากับเปอร์ไซด์ที่ไม่ได้อยู่ตรงนี้ด้วย

    “อีกอย่าง ถือว่าเป็นค่าเลี้ยงงู้ยักษ์ด้วยนะดอง”

    “ใช่ครับ อร่อยมากเลยทีเดียว ขอบคุณที่เลี้ยง”

    “โกร๊ว~”

    “ปี้~”

    ฮืม?

    พอฉันรู้ตัวอีกที เนื้องูยักษ์เสียบไม้ย่างจำนวนสามสิบไม้ก็เหลือเพียงแค่แท่งเหล็กยาวหนึ่งเมตรครึ่งไปเสียแล้ว

    นี่เล่นกินกันหมดเลยเรอะ! ฉันยังไม่ได้กินแม้แต่ไม้เดียวเลยนะยะ!

    คล้ายกับเรื่องAge of war ที่คุณอ่าน

    เซียนจอมเวทย์ - Deva Wizard

    เซียนจอมเวทย์ - Deva Wizard

    นิยาย แฟนตาซี
    787K 1107
    หมื่นวิถีบรรลุเทพ【จบ】

    หมื่นวิถีบรรลุเทพ【จบ】

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.45M 3422
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    นิยาย แฟนตาซี
    4.85M 1262
    เส้นทางเทพยุทธ์​ (Trail of God)

    เส้นทางเทพยุทธ์​ (Trail of God)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    152K 152
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    เทพยุทธ์ดาวตก

    เทพยุทธ์ดาวตก

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    506K 928
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    นิยาย แฟนตาซี
    161K 179