ชามข้าวต้มในมือผู้ใหญ่บ้านแตกก่อนเสียงกลองยามจะดัง
ร่างของเขากระตุกหนึ่งครั้ง แล้วทรุดข้างเตาไฟน้ำข้าวสีขาวไหลผ่านร่องอิฐ ทิ้งคราบดำไว้ทุกแห่งที่แตะพื้นกลิ่นขมคล้ายรากไม้ไหม้พุ่งขึ้นจนคนรอบวงถอยกรูด
เยี่ยซิงเหอเข้าถึงตัวก่อนศีรษะชายชราจะกระแทกพื้นเขาประคองบ่า พลิกใบหน้า และเห็นเส้นสีคล้ำกำลังไต่จากลำคอขึ้นสู่กราม
“อย่าแตะชาม!” เขาตวาด
มือหลายคู่หยุดค้าง
ผู้เฒ่าโม่ใช้ไม้เท้าเขี่ยเศษชามออกจากกองฟืน“ปิดประตูเรือนกลาง นับคนทำครัวทุกคน แล้วดับไฟเตานี้”
อาเหวินรีบทำตามแต่คำสั่งสุดท้ายทำให้หญิงชราผู้ต้มข้าวหน้าซีด “หากดับเตา คนเจ็บจะไม่มีน้ำร้อน”
“ถ้าไม่ดับ เราจะไม่รู้ว่าควันกำลังพาพิษไปถึงผู้ใด”ผู้เฒ่าโม่ตอบ
เยี่ยซิงเหอวางนิ้วใต้จมูกผู้ใหญ่บ้านลมหายใจยังอยู่แต่เบาจนแทบจับไม่ได้ เขากดจุดชีพจรตามที่ผู้เฒ่าเคยสอนแล้วหันไปมองชามอื่นบนเสื่อ
ข้าวต้มมาจากหม้อเดียวกัน
แต่มีเพียงชามของผู้ใหญ่บ้านที่เปลี่ยนเป็นสีดำ
“ยาถูกใส่หลังตัก” เขากล่าว
เสียงกระซิบแตกขึ้นทั่วเรือน บางคนมองหญิงตักข้าวบางคนมองคนเฝ้าประตู บางคนกอดถุงเสบียงของตนแน่นราวกับพิษในชามได้ไหลเข้าไปอยู่ในสายตาทุกคู่
นอกกำแพงหมู่บ้าน ศัตรูยังเฝ้าไฟอยู่บนภูเขา
ข้างใน ความไว้ใจกำลังดับเร็วกว่าถ่าน
ผู้เฒ่าโม่ฉีกผ้าพันมือเก่า ใช้ส่วนสะอาดรัดเหนืออกผู้ใหญ่บ้าน“พิษนี้ต้องการให้เลือดเดินเร็ว ยิ่งใช้ปราณขับ มันยิ่งถึงหัวใจ”
“รักษาได้หรือไม่” เยี่ยซิงเหอถาม
“ถ้าพบว่าใส่อะไรลงไป”
“นานเท่าใด”
ชายชรามองเส้นคล้ำบนลำคอ “ก่อนก้านธูปนี้ไหม้หมด”
อาเหวินหยิบธูปสั้นจากหน้าหิ้งบรรพชน จุดแล้วปักในชามทรายเปลวแดงกินลงอย่างช้า ๆ แต่ไม่มีผู้ใดรู้สึกว่ามันช้า
เยี่ยซิงเหอลุกขึ้น “ผู้ใดแตะชามนี้บ้าง”
หญิงตักข้าวคุกเข่า “ข้าตักเอง ส่งให้อาเหวินแล้วอาเหวินยื่นแก่ผู้ใหญ่บ้าน”
“ระหว่างนั้นวางไว้ที่ใดหรือไม่”
อาเหวินส่ายหน้า “ข้าถืออยู่ตลอด”
ชายวัยกลางคนใกล้ประตูชี้ทันที“เช่นนั้นก็ต้องเป็นหนึ่งในสองคน!”
“หรือเป็นคนซึ่งอยากให้เราคิดเช่นนั้น” เยี่ยซิงเหอหันมองเขา“ก่อนข้าวมาถึง ผู้ใดจัดฟืนข้างเสื่อ”
ชายคนนั้นชะงัก “หลายคน”
“ชื่อ”
เขาบอกชื่อชาวบ้านสี่คน หนึ่งในนั้นกำลังเฝ้าร่องเกลืออีกคนบาดเจ็บนอนอยู่อีกมุม คนที่สามเป็นหญิงชราส่วนคนสุดท้ายคือคนเฝ้าโรงเกลือซึ่งหายจากเรือนกลางไปแล้ว
อาเหวินหันขวับ “เมื่อครู่เขายังอยู่”
เยี่ยซิงเหอมองประตูหลัง กลอนยังปิดแต่บนธรณีมีหิมะละลายหยดหนึ่ง ข้างหยดน้ำเป็นรอยผงสีขาวละเอียด
เกลือ
คนเฝ้าโรงเกลือไม่จำเป็นต้องเปิดประตูเขารู้ทางส่งฟืนซึ่งลอดใต้ผนังไปยังลานหลัง
“อาเหวิน อยู่ช่วยผู้เฒ่าโม่” เยี่ยซิงเหอกล่าว“ห้ามผู้ใดออกจากเรือน”
“ข้าจะไปกับเจ้า”
“ถ้าผู้ใหญ่บ้านฟื้น ต้องมีคนซึ่งทุกคนเชื่ออยู่ที่นี่”
อาเหวินกัดฟันแล้วพยักหน้า
เยี่ยซิงเหอลอดช่องส่งฟืนออกไป ลมหนาวปะทะหน้า ลานหลังมืดมีเพียงแสงไฟจากช่องผนัง เขาไม่เห็นรอยเท้าเพราะพื้นถูกกวาดด้วยกิ่งสนจนหิมะกระจายเท่ากัน
ผู้หนีเตรียมทางไว้ล่วงหน้า
เขาคุกเข่าแตะพื้น กลิ่นเกลืออยู่ทางตะวันตกแต่รอยกิ่งสนลากไปทางเหนือ หากตามรอยที่ชัด เขาจะออกห่างโรงเกลือและแนวใต้ดิน
ศัตรูที่น่ากลัวที่สุดอาจอยู่ข้างเรา
ถ้อยคำของผู้เฒ่าโม่ผุดขึ้นในใจ ไม่ใช่คำเตือนให้สงสัยทุกคนแต่เป็นคำเตือนว่าคนข้างในรู้ว่าเราจะมองสิ่งใดก่อน
เยี่ยซิงเหอหลับตา เปิดเนตรเทวะเพียงชั่วพริบ
ความมืดกลายเป็นเส้นปราณจาง ๆบ้านแต่ละหลังมีไออุ่นของคนอยู่ข้างใน แนวค่ายกลสีหม่นพาดรอบหมู่บ้านส่วนใต้ลานมีรอยสีแดงบางเส้นกำลังเลื้อยไปยังโรงเกลือ
มันมิใช่รอยเท้าของคน
เป็นรอยคำสั่งซึ่งติดอยู่กับวิญญาณผู้หนี
ทันทีที่เยี่ยซิงเหอมองตาม เส้นแดงหันกลับมองเขา
ความเจ็บแปลบแทงกลางทะเลปราณ รากฐานทองคำสั่นรอยร้าวเส้นเดิมขยายจนปราณขมปร่าไหลขึ้นลำคอ เขาปิดเนตรแต่ภาพทางยังติดอยู่ในดวงตา
ศัตรูวางรอยเท็จไว้ให้เนตรเห็นและใช้ผู้มองเป็นหลักฐานว่าซิงเหออยู่ตรงใด
บนเขาไกลออกไป แสงแดงดวงหนึ่งสว่างตอบ
เยี่ยซิงเหอกลืนเลือด “พวกมันรู้แล้ว”
เสียงไม้หักดังจากโรงเกลือ
เขาวิ่งไปทันที
ประตูโรงเกลือเปิดอ้า ถุงเกลือถูกกรีดสามถุง ผงขาวกระจายบนพื้นคนเฝ้าโรงเกลือกำลังดึงแผ่นไม้ท้ายห้องออกเบื้องหลังคือช่องทางเก่าซึ่งลาดลงใต้หมู่บ้าน
ชายคนนั้นหันมา มือหนึ่งถือมีด อีกมือกำถุงหนังเล็ก ใบหน้าซีดแต่ดวงตามีวงแดงล้อมตาดำ
“หยุด” เยี่ยซิงเหอกล่าว
“ถ้าข้าหยุด พวกมันจะเอาวิญญาณข้าไป”
“เจ้าวางยาแล้ว พวกมันยังไม่ได้คืนสิ่งใดแก่เจ้า”
“เจ้าไม่รู้!”
คนเฝ้าโรงเกลือขว้างถุงหนังลงพื้น ผงดำฟุ้งขึ้นเยี่ยซิงเหอก้าวถอย มิใช่เพราะกลัวคมมีด แต่เพราะผงกำลังละลายเกลือทุกเม็ดที่แตะ
พื้นใต้เท้าอ่อนตัว
เส้นแดงจากค่ายกลพุ่งขึ้นตามช่องว่างเกลือซึ่งเคยกดมันไว้กลายเป็นน้ำคล้ำ คนทรยศใช้มีดกรีดฝ่ามือตนแล้วกดลงบนพื้น
“เปิดทางให้ข้า!” เขาร้อง
ค่ายกลตอบด้วยการดึงเลือดออกจากบาดแผล
เขาคิดว่ากำลังสั่งมัน แต่สิ่งใต้พื้นกำลังใช้เขาเป็นกุญแจ
เยี่ยซิงเหอชักกระบี่เงาดาราเพียงครึ่งเล่มคมกระบี่ส่งเสียงต่ำ รอยดำบนเหล็กเตือนว่าหากรับแรงอีกมาก มันจะย้อนกลับเข้าข้อมือ
“ปล่อยมีด” เขากล่าว “ค่ายกลมิได้พาเจ้าหนี มันกำลังกินเจ้า”
“อย่างน้อยครอบครัวข้าจะรอด”
“ผู้ใดรับรอง”
คนทรยศอ้าปาก แต่ไม่มีชื่อออกมา มีเพียงเลือดไหลจากมุมปากวงแดงในตาหดแคบเหมือนเชือกกำลังรัดจากข้างใน
เขาพุ่งเข้าหาเยี่ยซิงเหอ
พื้นที่ในโรงเกลือแคบ ถุงเสบียงเรียงสองข้าง และพื้นกำลังยุบเยี่ยซิงเหอไม่อาจฟันเต็มวง เขาใช้ฝักรับมีด บิดข้อมือคู่ต่อสู้เข้าหาเสาแล้วเหยียบปากรอยแตกมิให้เส้นแดงเลื้อยผ่าน
คนทรยศกระแทกศีรษะใส่หน้าเขา มืออีกข้างคว้าผงดำป้ายฝักกระบี่รอยดำบนคมตอบรับทันที แรงสะท้อนแล่นจากนิ้วถึงหัวไหล่
เยี่ยซิงเหอปล่อยฝักก่อนแขนจะชา ใช้ศอกกันคมมีดแล้วเตะถุงเกลือที่ยังสมบูรณ์ให้ล้มทับรอยแตก
เกลือกดเส้นแดงได้ชั่วขณะ
แต่คนทรยศฉวยจังหวะลอดช่องท้ายห้อง
เยี่ยซิงเหอตามลงไป ทางใต้ดินแคบและชื้น รอยเลือดพาไปสองทางทางหนึ่งมุ่งออกนอกหมู่บ้าน อีกทางย้อนสู่เรือนกลาง
เขาหยุด
ผู้หนีต้องการให้เขาเลือกทางออกแต่พิษในผู้ใหญ่บ้านมีเวลาเพียงก้านธูป คนวางยาอาจทิ้งยาถอนพิษไว้กับผู้ควบคุมหรืออาจกำลังพาเส้นแดงกลับไปเปิดใต้เรือนกลาง
เยี่ยซิงเหอแตะผนัง เสียงฝีเท้าดังจากทางออกทว่าแรงสั่นของค่ายกลมาจากทางเรือนกลาง
เขาเลือกทางเรือนกลาง
“ข้ารู้ว่าเจ้าอยู่ข้างหน้า” เขากล่าวในความมืด“ถ้าเจ้าหนีออกไป พวกมันจะฆ่าเจ้าเพื่อปิดปาก ถ้าเจ้ากลับไปวางยาซ้ำคนในหมู่บ้านจะฆ่าเจ้า เจ้าจึงเหลือเพียงทางเดียว—กลับไปเอาสิ่งที่ใช้ถอนพิษ”
ไม่มีคำตอบ
มีเพียงเสียงหอบซึ่งพยายามกลั้น
เยี่ยซิงเหอเดินช้าลง “ครอบครัวเจ้ามิได้รอดเพราะเจ้าทำตามมันจะรอดเมื่อผู้ควบคุมเจ้าไม่มีสิ่งให้บังคับอีก”
มีดพุ่งออกจากมุมมืด
เขาเอียงตัว คมเฉือนชายเสื้อ คนทรยศตามมาด้วยไหล่หวังชนเขาลงรอยแยก เยี่ยซิงเหอใช้ย่างก้าวสั้นหลบไปด้านข้าง แต่รากฐานสั่นอีกครั้งเขาช้ากว่าปกติครึ่งจังหวะ มีดกรีดแขนจนเลือดซึม
กลิ่นเลือดปลุกเส้นค่ายกลใต้เท้า
เถาวัลย์สีแดงพุ่งขึ้นพันข้อเท้าทั้งสองคน
คนทรยศหัวเราะอย่างสิ้นหวัง “เห็นหรือไม่ ไม่มีผู้ใดออกไปได้”
เยี่ยซิงเหอไม่ใช้ปราณระเบิดเส้นรัด เขาคว้าข้อมืออีกฝ่ายกดฝ่ามือที่มีตราเลือดลงบนผนังรอยเก่า เส้นแดงทั้งหมดจึงหันไปหาเจ้าของตรา
“มันจำเลือดเจ้าได้”
“ปล่อยข้า!”
“บอกยาถอนพิษ”
วงแดงในตาชายคนนั้นสว่างขึ้น ปากของเขาอ้าเองเสียงซึ่งไม่ใช่เสียงมนุษย์ดังแทรกจากลำคอ “ผู้ขายแล้วไม่มีสิทธิ์เอ่ย”
เยี่ยซิงเหอฟาดด้ามกระบี่ใส่จุดใต้กราม ทำให้ฟันกระทบกันเสียงแปลกขาดหาย คนทรยศทรุด แต่ยังมีสติ
เขากระซิบ “เมล็ด...ใต้ลิ้น”
เยี่ยซิงเหอบีบกราม พบเมล็ดสีดำซ่อนอยู่ข้างฟันกรามมันเป็นทั้งตราควบคุมและสิ่งเก็บพิษ เขาใช้ปลายมีดของอีกฝ่ายเขี่ยออกห่อด้วยชายเสื้อ แล้วฉีกเกลือจากผนังโรยทับ
เส้นแดงชะงัก
ชายทรยศล้มคุกเข่า “พวกมันจะรู้ว่าข้าพูด”
“มันรู้ตั้งแต่เจ้าเปิดทาง”
เยี่ยซิงเหอมัดมือเขาด้วยเชือกเก่า ลากกลับเรือนกลางรากฐานทองคำเจ็บทุกก้าว รอยร้าวมิได้ทำให้พลังหายแต่ทำให้ปราณไหลผิดจังหวะเหมือนน้ำลอดภาชนะร้าว
เมื่อกลับถึงเรือน ธูปเหลือเพียงหนึ่งข้อนิ้ว
ผู้เฒ่าโม่รับเมล็ดดำไปดม แล้วขูดเปลือกชั้นนอกลงถ้วยน้ำ“สิ่งที่ฆ่าก็เก็บสิ่งที่ห้ามมันไว้ พวกมันต้องการให้คนวางยาถูกจับเพื่อบังคับให้เราใช้เมล็ดนี้”
“มีทางอื่นหรือไม่” เยี่ยซิงเหอถาม
“มี แต่ช้ากว่าธูป”
“ใช้มัน”
“อาจมีรอยค่ายกลติดในร่างผู้ใหญ่บ้าน”
เยี่ยซิงเหอมองชายชราบนเสื่อ “ถ้าไม่ใช้ เขาตายแน่”
ผู้เฒ่าโม่ผสมผงจากเมล็ดกับน้ำอุ่น ป้อนทีละหยดเส้นคล้ำที่ลำคอผู้ใหญ่บ้านหยุดขึ้น แต่ไม่จางรอยแดงเล็กเท่าปลายเข็มปรากฏเหนือหัวใจ
พวกเขาช่วยชีวิตไว้ได้แลกกับการเปิดช่องให้ศัตรูฝากรอยไว้ในผู้นำหมู่บ้าน
ชาวบ้านล้อมคนเฝ้าโรงเกลือด้วยสีหน้าหลากหลาย โกรธ กลัวและไม่เชื่อ บางคนยกไม้ขึ้น อาเหวินยืนขวาง
“ให้เขาพูดก่อน” อาเหวินกล่าว
“เขาเกือบฆ่าผู้ใหญ่บ้าน!” ชายคนเดิมตะโกน
“ถ้าฆ่าตอนนี้ เราจะรู้เพียงว่าเขาผิดแต่ไม่รู้ว่าศัตรูเข้ามาถึงใครอีก”
เยี่ยซิงเหอมองอาเหวินอีกฝ่ายมิได้ยืนขวางเพราะเมตตาอย่างเดียวเขายืนเพราะหมู่บ้านต้องการความจริงมากกว่าศพ
“เจ้าร่วมมือกับพวกมันตั้งแต่เมื่อใด” เยี่ยซิงเหอถาม
คนเฝ้าโรงเกลือก้มหน้า “หลังดาวดับ คืนที่ข้าขึ้นไปเก็บฟืนพวกมันรู้ชื่อข้า รู้ว่าบ้านข้ามีใคร และรู้ว่าข้ากลัวสิ่งใด”
“มันให้อะไร”
“มิได้ให้เงิน” เขาหัวเราะแห้ง “เงินซื้อคนได้แต่ซื้อคำสั่งที่อยู่ในอกไม่ได้”
“เช่นนั้นพวกมันซื้ออะไร”
ชายคนนั้นเงยหน้า วงแดงในดวงตาจางลงแต่ตราเหนือหัวใจกลับเต้นแรง “วิญญาณ”
เสียงในเรือนเงียบสนิท
“มันเอาเลือดข้า เขียนชื่อครอบครัวข้าแล้วบอกว่าตราบใดที่ข้าทำตาม ทุกคนจะมีชีวิต หากข้าขัดคำสั่งวิญญาณข้าจะถูกฉีกก่อน แล้วเส้นเลือดจะตามไปถึงคนในบ้าน”
“ผู้ใดเป็นคนซื้อ”
คนทรยศพยายามตอบ ตราแดงใต้เสื้อสว่างจนร่างเขางอผู้เฒ่าโม่กดไม้เท้าลงที่อก ตราสีหม่นทับแสงไว้ชั่วครู่
“พูดเดี๋ยวนี้” ชายชรากล่าว
คนเฝ้าโรงเกลืออ้าปาก เลือดไหลผ่านฟัน
เขามิได้เอ่ยนามบุคคล
แต่เอ่ยตำแหน่งซึ่งทำให้มือของผู้เฒ่าโม่แข็งค้าง
“จ้าวนิกาย”