แสงอาทิตย์ยามบ่ายคล้อยต่ำ ทอดเงาของกลุ่มศิลาจารึกโบราณ (古老石碑群) ให้ยาวเหยียดไปบนผืนหญ้าขนแกะเมฆา (云绒草) แห่งที่ราบสูงเมฆาสถิต (云栖高原) อันเยือกเย็น เจี้ยนหลิน (剑林) และศิษย์พี่หญิงเยว่ชิงหลิง (月清灵) ซึ่งบัดนี้อาการบาดเจ็บเริ่มทุเลาลงบ้างแล้วภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของเด็กหนุ่ม ต่างยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้าแผ่นศิลาที่สูงใหญ่ที่สุดในวงล้อมนั้น พินิจอักขระโบราณเหล่านั้นด้วยแววตาครุ่นคิดอักขระโบราณที่สลักเสลาอยู่บนผิวศิลานั้นดูเก่าแก่และเลือนรางไปตามกาลเวลาอย่างเห็นได้ชัด บางตัวอักษรถูกลมฝนและหิมะกัดกร่อนจนแทบจะมองไม่เห็นรูปทรงเดิม เยว่ชิงหลิงขมวดคิ้วเรียวงามเล็กน้อย นิ้วเรียวยาวดุจลำเทียนของนางไล้ไปตามร่องอักขระอย่างแผ่วเบา สัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบและพลังงานอันแฝงเร้นที่สถิตอยู่"อักขระเหล่านี้..." สุรเสียงเยียบเย็นของนางเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบสงัด "บางส่วนมีลักษณะคล้ายคลึงกับภาษาโบราณที่ใช้ในยุคแห่งความโกลาหล (太古之乱) แต่ก็มีสัญลักษณ์ที่ไม่คุ้นเคยปะปนอยู่มากนัก การตีความคงมิใช่เรื่องง่ายดาย"เจี้ยนหลินมิได้เอ่ยคำใดตอบรับในทันที เขาหลับตาลง ปล่อยให้ "สัมผัสแห่งพฤกษา" (草木之触) ของตนเองแผ่ซ่านออกไปอย่างช้าๆ โอบล้อมศิลาจารึกแต่ละแท่ง พยายามจะรับรู้ถึงพลังงานที่ยังคงตกค้างอยู่แม้จะผ่านมาเนิ่นนานเพียงใด พลังธาตุพฤกษา (草木之力) ในกายของเขาสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อสัมผัสกับลวดลายบางอย่างที่สลักเป็นรูปคล้ายรากไม้หรือเถาวัลย์ที่ขดพันกันอย่างซับซ้อน มันเป็นความรู้สึกที่ "คลุมเครือ" แต่ก็ "ชัดเจน" ในความเชื่อมโยงอันลึกล้ำ"ข้ารู้สึกได้ถึง...พลังงานชีวิต (生命之力) ที่แฝงอยู่จางๆ ในศิลาเหล่านี้ขอรับ" เจี้ยนหลินกล่าวขึ้นในที่สุด ดวงตาของเขาเปิดขึ้น เผยให้เห็นประกายแห่งความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้น "และดูเหมือนว่า...ลวดลายบางส่วนบนนี้จะสอดรับกับทิศทางของกระแสพลังงานธรรมชาติ (自然能量流) ในบริเวณนี้อย่างน่าประหลาด" เขาผายมือไปยังส่วนที่ลึกเข้าไปของที่ราบสูง ที่ซึ่งม่านเมฆดูจะหนาทึบและรวมตัวกันมากกว่าปกติ ราวกับมีบางสิ่งบางอย่างที่ยิ่งใหญ่ซ่อนเร้นอยู่"ขาวน้อย" (小白) ที่เกาะอยู่บนไหล่ของเขา ส่งเสียง "คิกๆ" ออกมาเบาๆ คล้ายจะเห็นด้วย มันกระโดดลงไปบนแท่นศิลาแท่งหนึ่งที่ดูจะเก่าแก่ที่สุด แล้วใช้หัวเล็กๆ ดุนไปที่สัญลักษณ์รูปดอกไม้ประหลาดดอกหนึ่งที่สลักไว้อย่างโดดเด่น สัญลักษณ์นั้นแม้จะเลือนราง แต่ก็ยังคงมองเห็นกลีบดอกที่ซับซ้อนและเกสรที่ดูราวกับจะเปล่งแสงเรืองรองออกมาได้ทั้งสองคนใช้เวลาอยู่กับการพยายามทำความเข้าใจศิลาจารึกเหล่านั้นเนิ่นนาน แสงตะวันเริ่มจะอ่อนแรงลง อากาศก็ยิ่งทวีความหนาวเย็น เยว่ชิงหลิงไอออกมาเล็กน้อย ไอเย็นจากบาดแผลภายในยังคงรบกวนนางอยู่บ้าง ใบหน้าของนางยังคงซีดเซียวแม้จะเริ่มมีเลือดฝาดขึ้นบ้างแล้ว เจี้ยนหลินเห็นดังนั้นจึงกล่าวขึ้นด้วยความเป็นห่วง "ศิษย์พี่หญิง ท่านพักผ่อนก่อนเถิด บาดแผลของท่านยังมิได้หายสนิทดี บางที...เราอาจจะยังไม่จำเป็นต้องเข้าใจมันทั้งหมดในตอนนี้ก็ได้"เยว่ชิงหลิงส่ายหน้าเบาๆ แววตาของนางยังคงทอประกายมุ่งมั่น "ข้ายังไหว...และหากจารึกเหล่านี้สามารถชี้นำทางให้พวกเราได้จริง มันก็คุ้มค่าที่จะพยายาม" นางมองไปยังอักขระชุดหนึ่งที่อยู่ด้านล่างของแผ่นศิลา ที่ซึ่งนางพยายามตีความอยู่นาน "ตรงนี้...มันคล้ายจะกล่าวถึง 'สถานที่ต้องห้าม' (禁地) หรือ 'แหล่งพลังงานศักดิ์สิทธิ์' (圣洁能量源) บางแห่งที่ถูกผนึกไว้...และมีคำเตือนถึง 'ผู้พิทักษ์' (守护者) ด้วย"คำว่า "แหล่งพลังงานศักดิ์สิทธิ์" และ "ผู้พิทักษ์" ทำให้เจี้ยนหลินนิ่งไปครู่หนึ่ง ในทะเลจิตของเขา "หน่ออ่อนแห่งกระบี่" (剑之嫩芽) พลันสั่นไหวเล็กน้อยอย่างที่เขาเองก็มิอาจอธิบายได้ มันเป็นความรู้สึกที่ยากจะหยั่งถึง คล้ายกับมีบางสิ่งที่มองไม่เห็นกำลังกระตุ้นความสนใจของเขาอย่างแผ่วเบาหลังจากใช้เวลาอีกพักใหญ่ ทั้งสองก็พอจะปะติดปะต่อความหมายที่กระจัดกระจายเหล่านั้นได้ว่า ศิลาจารึกเหล่านี้อาจเป็นเครื่องหมายนำทางไปยังสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งภายในหุบเขาเร้นเมฆา (隐云谷) สถานที่ซึ่งอาจจะเกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูพลัง หรืออาจจะเป็นแหล่งรวมพลังงานธรรมชาติอันบริสุทธิ์ แต่ก็ดูเหมือนจะแฝงไว้ด้วยอันตรายจาก "ผู้พิทักษ์" ที่มิอาจคาดเดาได้ทั้งสองคนกลับมานั่งพักพิงโขดหินใหญ่ที่ใช้เป็นที่กำบังชั่วคราว เจี้ยนหลินก่อกองไฟเล็กๆ ขึ้นจากกิ่งสนเมฆาโบราณ (古云松) แห้งที่เก็บรวบรวมมาได้ เปลวไฟสีส้มสาดส่องให้ความอบอุ่นและขับไล่ความมืดที่เริ่มจะโรยตัวลงมาปกคลุมที่ราบสูงอันอ้างว้าง"ท่านคิดว่า...พวกเราควรจะตามไปดูหรือไม่?" เจี้ยนหลินเอ่ยถามขึ้น ทำลายความเงียบงันที่โรยตัวลงมารอบกองไฟเยว่ชิงหลิงมองเข้าไปในเปลวไฟที่ลุกโชน แววตาของนางยังคงครุ่นคิดอย่างหนัก "อาการบาดเจ็บของข้ายังคงหนักหนา การเดินทางในดินแดนที่ไม่คุ้นเคยและอาจมีผู้พิทักษ์ที่แข็งแกร่งเช่นนี้ ย่อมมีความเสี่ยงสูงเกินไป และเราก็ยังไม่รู้ว่าศิษย์คนอื่นๆ ในคณะของข้าเป็นอย่างไรบ้าง" น้ำเสียงของนางแฝงความกังวลอย่างชัดเจนต่อสวัสดิภาพของสหายร่วมสำนัก"ข้าเข้าใจถึงความกังวลของท่าน" เจี้ยนหลินกล่าว น้ำเสียงของเขาหนักแน่นแต่ก็แฝงความเห็นอกเห็นใจ "แต่หากสถานที่นั้นมีพลังงานที่สามารถช่วยให้ท่านฟื้นตัวได้เร็วยิ่งขึ้น หรือหากมันเป็นโอกาสให้ข้าสามารถยกระดับพลังของตนเองให้แข็งแกร่งพอที่จะรับมือกับอันตรายที่อาจจะตามมาได้ มันก็อาจจะคุ้มค่าที่จะลองเสี่ยงดู" เขานิ่งไปครู่หนึ่ง สบตากับนางอย่างจริงจัง ก่อนจะกล่าวต่อ "อีกอย่าง...สัญชาตญาณของข้ามันบอกว่าสถานที่นั้นอาจจะมีความเชื่อมโยงบางอย่างกับพลังที่ข้ามี...หรืออาจจะมีเบาะแสเกี่ยวกับศัตรูที่ตามล่าพวกเราอยู่ก็เป็นได้ การได้รู้ข้อมูลของศัตรูเพิ่มขึ้น ย่อมดีกว่าการหลบหนีโดยไม่รู้อะไรเลย"เยว่ชิงหลิงเงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาคู่สวยจับจ้องใบหน้าของเด็กหนุ่มที่บัดนี้ดูจะมีความมุ่งมั่น สุขุม และมีความคิดที่ "ลึกซึ้ง" เกินวัยอย่างเห็นได้ชัด นางเห็นประกายแห่งความเด็ดเดี่ยวและความปรารถนาที่จะแข็งแกร่งขึ้นในแววตาของเขา "เจ้า...ไม่กลัวหรือ? แม้จะต้องเผชิญกับผู้พิทักษ์ที่อาจจะแข็งแกร่งกว่าพวกเราหลายเท่า?"เจี้ยนหลินยิ้มบางๆ รอยยิ้มนั้นดูสงบนิ่งและมั่นคง "ความกลัวเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ขอรับศิษย์พี่หญิง แต่การหยุดนิ่งอยู่กับที่เพราะความกลัวนั้น...บางทีอาจจะอันตรายยิ่งกว่าการก้าวเดินต่อไปข้างหน้าเพื่อค้นหาความหวัง แม้จะริบหรี่ก็ตามที"หลังจากปรึกษาหารือและชั่งน้ำหนักถึงความเสี่ยงและโอกาสที่จะได้รับอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดพวกเขาก็ตัดสินใจที่จะเสี่ยงเดินทางตามเงื่อนงำที่ได้จากศิลาจารึกนั้น แม้จะไม่รู้แน่ชัดว่าปลายทางคืออะไรหรือมีอันตรายใดรออยู่ แต่ความหวังที่จะพบหนทางรอด, พัฒนาตนเองให้แข็งแกร่งขึ้น, และไขปริศนาที่ซ่อนอยู่เบื้องหน้า นั้นมีน้ำหนักมากกว่าความหวาดหวั่นและความไม่แน่นอนรุ่งเช้าวันต่อมา หลังจากที่เยว่ชิงหลิงได้พักผ่อนและอาการดูจะกระเตื้องขึ้นบ้างเล็กน้อยจากการโคจรพลังและยาที่เจี้ยนหลินปรุงให้อย่างตั้งใจ ทั้งสองคนก็เริ่มเตรียมตัวออกเดินทาง เจี้ยนหลินได้นำสมุนไพรบางส่วนที่เก็บได้มาปรุงเป็นยาอย่างง่ายๆ ให้เยว่ชิงหลิงพกติดตัวไว้ ส่วนตนเองก็ตรวจสอบพลังปราณและเตรียมพร้อมที่จะก่อรูปกระบี่ไม้ขึ้นได้ทุกเมื่อพวกเขามุ่งหน้าไปยังทิศทางที่ตีความได้จากศิลาจารึกนั้นอย่างระมัดระวัง เจี้ยนหลินคอยสังเกตสภาพแวดล้อมและพืชพรรณรอบกายอย่างละเอียด พยายามจะ "อ่าน" สัญญาณจากธรรมชาติ ส่วนเยว่ชิงหลิงแม้จะยังอ่อนแอ แต่ก็พยายามใช้สัมผัสแห่งพลังธาตุลม (风系感知) ของนางในการตรวจจับความผิดปกติในอากาศหรือกระแสลมที่อาจจะบ่งบอกถึงอันตรายยิ่งเดินลึกเข้าไปในที่ราบสูง พืชพรรณก็เริ่มจะดูมีชีวิตชีวาและแปลกตามากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด กลุ่มบุปผาเหมันต์นิรันดร์ (永冬花) ที่พบเห็นมีสีสันที่สดใสและเปล่งประกายมากกว่าเดิม ไอพลังงานที่บริสุทธิ์และเข้มข้นขึ้นเล็กน้อยลอยมาตามสายลม ทำให้รู้สึกสดชื่นและมีกำลังวังชาขึ้นอย่างน่าประหลาดเบื้องหน้าของพวกเขาคือแนวทิวเขาที่สูงชันและดูจะลึกลับยิ่งกว่าเดิม ม่านเมฆที่เคยลอยต่ำบัดนี้ดูจะรวมตัวกันหนาแน่นขึ้น ปกคลุมยอดเขาบางส่วนไว้ราวกับจะซ่อนเร้นความลับบางอย่างอันยิ่งใหญ่เอาไว้เจี้ยนหลินและเยว่ชิงหลิงสบตากัน แววตาของทั้งคู่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและความไม่แน่นอนที่ผสมปนเปกัน การเดินทางครั้งนี้...มันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น และดูเหมือนว่าโชคชะตากำลังจะนำพาพวกเขาไปสู่บททดสอบที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม
(จบตอนที่ 157)