มารประหัตถ์ฟ้า (จบ)

    บทที่ 110 ของวิเศษ

    บทที่110 ของวิเศษ

             

            เพราะศึกษาคัมภีร์แลตำรามาอย่างมากมายเพราะสัมผัสรับรู้แลเข้าถึงในพลังธรรมชาติ ส่งเสริมให้ฮุ่ยจวินสามารถที่จะควบคุมพลังธรรมชาติให้เกิดสภาพตามความรู้ที่มีได้ทำให้ท้องฟ้าจากที่เคยปลอดโปร่งและเต็มไปด้วยแสงอาทิตย์พลันครึ้มสลัวขึ้นมาทันใด ประกายแสงแห่งอาทิตย์ที่ดูจะเสริมประสานกับแสงภายในอกเสื้อของเจิ้งกวนก็ถูกตัดขาดไปฮุ่ยจวินจึงบังเกิดความยินดีที่ตนสามารถแก้ทางของวิเศษอันเป็นปริศนาชิ้นนั้นได้

             

            แต่ทว่าปู้ชิงเถาที่กำลังต่อสู้อยู่กลับรู้สึกถึงประกายแสงที่แกร่งกร้าวคมกริบเพิ่มพูนมากกว่าเดิมเมื่อฟ้ามืด ประกายแสงในอกเสื้อก็ยิ่งเจิดจ้า พลังการทำลายก็สูงส่ง จนราวกับว่าแท้จริงนั้นแสงอาทิตย์หาได้มีการส่งเสริมพลังในของวิเศษสิ่งนั้นไม่

             

            ประกายแสงที่อยู่ในอกเสื้อจากที่เคยเป็นห่าธนูก็กลับกลายเป็นร่างวิหคขนาดใหญ่ซึ่งมีจงอยปากแหลมคมการเคลื่อนที่จากพุ่งตรงก็กลับกลายเป็นฉวัดเฉวียนมีมิติแห่งการโจมตีเพิ่มขึ้น

             

            “ฟ้าส่งเสริมข้าแล้ว!”

            จู่ๆ เจิ้งกวนมันก็คำรามก้องขึ้นมาด้วยความยินดีเพราะสิ่งที่มันตรึงเครียดในตอนแรกกลับถูกฟ้าส่งเสริมให้กลบลบเลือนหายไป ฟ้าที่สว่างปลอดโปร่งพลันมืดสลัวลงทันตาเหตุการณ์นี้หากมันไม่คิดว่าฟ้าส่งเสริมจะเป็นสิ่งใดได้

             

            เจิ้งกวนมันไม่รับรู้ในหลักเกณฑ์แห่งธรรมชาติเหมือนผู้ฝึกญาณมันจึงไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วที่ฟ้าโปร่งกลับกลายเป็นมืดสลัวนั้นมิได้เกิดจากฟ้าส่งเสริมแต่เป็นการฝืนเปลี่ยนแปลงคุณลักษณะของสภาพพลังธรรมชาติจากฮุ่ยจวินต่างหาก ฮุ่ยจวินคิดหาวิธีชิงเอาชัยของวิเศษที่ซุกซ่อนของบุรุษชราแต่สิ่งที่มันคาดคำนวณกลับกลายเป็นส่งเสริมบุรุษชราเสียแทน!

             

            ฮุ่ยจวินขมวดคิ้วเห็นอยู่กับตาว่าแสงแห่งดวงอาทิตย์เข้าผสานรวมกับแสงที่ทอดออกจากอกเสื้อของบุรุษชราผู้นั้นความแข็งแกร่งแลอานุภาพก็เหมือนจะแผ่ไพศาลดั่งแสงอาทิตย์ที่อาบไล้ มันถึงได้หาทางปิดดวงอาทิตย์เพื่อจะหยุดการผสานส่งเสริมแห่งพลังแต่ไฉนกลับกลายเป็นว่าอานุภาพพลังแห่งของวิเศษในอกเสื้อนั้นจึงเปล่งพลังได้เพิ่มพูนและมีมิติแห่งพลังที่ซับซ้อนขึ้นเช่นนี้

             

            “หรือมันมิได้อาศัยการประสานส่งเสริมจากดวงอาทิตย์อย่างที่เราเข้าใจ"

             

            ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในหัวพร้อมกับหมัดดาราไร้เงาอีกระลอกที่ปู้ชิงเถาได้กัดฟันฝืนปลดปล่อย เสียงกึกก้องกัมปนาทดังสะท้อนไปทั่วอาณาบริเวณพรรคเอกยาจกเหล่าขอทานที่เหม่อลอยต่างล้มระเนระนาดไปไกล อาคารไม้ไผ่หลายหลังกระจุยกระจายพังครืนเป็นแถบแต่นั่นก็มิอาจหยุดความคลุ้มคลั่งแห่งวิหคแสงที่พุ่งฉวัดเฉวียนได้

             

            “ใครที่เป็นเสี้ยนหนามของข้าจงมอดม้วย ณ บัดนี้!”

             

            เจิ้งกวนคำรามอย่างได้ใจมือที่กุมของวิเศษในอกเสื้อยังไม่หลุดออกมา แต่วิหคแห่งแสงที่หลงเหลือจากการปะทะต่อต้านกับปู้ชิงเถาได้พุ่งทะลวงผ่านร่างของปู้ชิงเถาจนมันถลาถอยกลับหลังพร้อมกับโลหิตที่พร่าพรม

             

            ดีที่ปู้ชิงเถาสะบัดฟาดฝ่ามือด้วยกระบวนท่าฝ่ามือพิชิตท้องคลื่นออกมาเบี่ยงวิถีของวิหคแสงได้ทันมันจึงเพียงบาดเจ็บที่ไหล่ซ้ายไม่ถึงขั้นเสียชีวิต

             

            ปู้ชิงเถาพลาดท่าฮุ่ยจวินจึงมิอาจมีเวลาได้ฝืนพลังเพื่อแก้ไขสภาพอากาศที่เป็นอยู่นี้ มันไม่มีเวลาเปิดฟ้ามันได้ทะยานออกไปรับหน้ากับเจิ้งกวนแทนปู้ชิงเถา หนทางเดียวที่จะหยุดวิหคแสงอันร้ายกาจนี้ได้ก็คือชิงเอาของวิเศษจากอกเสื้อของบุรุษชรามา

             

            การลงมือของฮุ่ยจวินดูเฉียบคมและหนักหน่วงกว่าปู้ชิงเถาไม้เท้าของเจิ้งกวนที่ตวัดไปมาถูกกระบวนท่าในเคล็ดวิชาท่องไพศาลของชายหนุ่มทำลายจนหักเป็นสามท่อนบุรุษชราถึงกับกระดูกท่อนแขนหักตามไม้เท้า จะพลาดท่าเสียทีให้แก่ฮุ่ยจวินได้ทุกเมื่อหากมิใช่เพราะวิหคแห่งแสงที่คอยจู่โจม สกัดกั้น และบดบังวิถีแห่งพลังของชายหนุ่ม ผลแพ้ชนะคงตัดสินแล้ว

             

            เจิ้งกวนเบิกตาโพลงมองใบหน้าบุรุษหนุ่มที่มันเคยบังเอิญพบในเมืองหลวงผู้นี้พอหวนนึกถึงการพบกันคราแรก ชายหนุ่มก็มิต่างจากเศษธุลีในสายตามัน ทว่าวันนี้เหตุไฉนมันถึงกลับกลายเป็นเขาลูกใหญ่ที่ทอดยาวกว่าปู้ชิงเถาไปได้

             

            หรือนับวันคลื่นลูกใหม่ได้ไล่หลังพร้อมจะกลืนกินคลื่นลูกเก่าไปแล้ว

             

            คลื่นลูกใหม่เช่นนี้สมควรจะถูกทำลายเป็นที่สุด!

             

            “ตัวบัดซบอย่าได้ใจนัก!”

             

            หนึ่งเสียงคำรามของบุรุษชรามาพร้อมกับการกระตุ้นพลังในของวิเศษวิหคแห่งแสงผนึกรวมร่างเป็นวิหคสามเศียรร่างใหญ่ที่โถมทะยานพร้อมกลืนกินร่างของฮุ่ยจวินอานุภาพแห่งพลังยิ่งดูจะเข้มข้นเข้มแข็งกว่าวิหคแห่งแสงเมื่อครู่อีกหลายเท่า ทำให้ฮุ่ยจวินได้ตระหนักรู้ในทันทีว่าเหตุใดพลังอำนาจของนิกายเทวะวจนะจึงแผ่ไพศาลยิ่งนักเพราะแม้แต่ของที่มอบให้แก่เหล่าศิษยานุศิษย์ยังมีอานุภาพขนาดนี้ได้ แล้วของวิเศษประจำนิกายของพวกมันจะมีอานุภาพเพียงไหนจะมีกฎเกณฑ์และวิถีแห่งพลังซับซ้อนยากหยั่งถึงเท่าไหร่ และที่สำคัญผู้ที่สร้างมันขึ้นมาได้จะเป็นยอดคนที่เทียบเทียมฟ้าหรือไม่การจะตั้งตนเพื่อเปลี่ยนแปลงนิกายเทวะวจนะจึงมิใช่เรื่องง่ายอย่างแท้จริง บางทีคำว่าปีนป่ายสวรรค์เจ็ดชั้นฟ้าอาจง่ายเสียกว่าปีนป่ายนิกายเทวะวจนะก็เป็นได้!

             

            ฮุ่ยจวินใช้ท่าเท้าเหยียบม่านเมฆาวูบไหวหลบหลีกวิหคแสงสามเศียรอาศัยความรวดเร็วหลบหลีกพลังแห่งของวิเศษชิ้นนี้ มันได้รับรู้ข้อเท็จจริงประการหนึ่งแล้วนั่นคือไม่ว่ามันจะโจมตีวิหคแสงตนเป็นละอองอันระยิบระยิบกี่ครั้ง มันก็ยังก่อรวมคืนกลับเป็นวิหคแสงสามเศียรดังเดิมได้ทางเดียวในตอนนี้จึงยังเป็นการชิงของวิเศษนั่นมา

             

            เจิ้งกวนคล้ายรับรู้ถึงความคิดของชายหนุ่ม

            “อย่าคิดว่าจะกระทำได้"

             

            ฮุ่ยจวินทอประกายตาอันเจิดจ้ามองไปที่อกเสื้อของบุรุษชรา

            “ไม่ลองถึงที่สุดจะรู้ได้อย่างไร"

             

            เงาร่างวูบไหวประชิดเข้าไปที่เบื้องหน้าของบุรุษชราฝ่ามือของบุรุษหนุ่มเอื้อมเข้าไปยังบริเวณอกเสื้อ บุรุษชราไม่เบี่ยงหลบ แต่ปรากฏแสงอันเจิดจ้าที่ทอทอดออกเป็นม่านปราการแสงปกป้องมิให้ฝ่ามือมุ่งสู่ของวิเศษบนร่างของบุรุษชราไว้แทนฮุ่ยจวินจึงคว้าได้แต่ปราการอันร้อนลวกแข็งแกร่ง ก่อนที่วิหคสามเศียรจะโผบินกวาดม้วนมาชายหนุ่มจึงได้ถลาหลบเรียบไปกับพื้นพร้อมหมุนกายฟาดฝ่ามือใส่แผ่นหลังของบุรุษชราอย่างต่อเนื่อง

             

            แม้นม่านปราการแห่งแสงจะแผ่สยายปิดครอบผู้ถือครองได้ทันแต่พลังฝ่ามือที่เจือไปด้วยพลังลมปราณเจ็ดดาราแลพลังญาณประสานรวมก็รุนแรงทั้งลึกล้ำเป็นอย่างมากม่านปราการแห่งแสงจึงปริแตก พลังดีดสะท้อนนำพาให้ร่างของเจิ้งกวนต้องสะท้านขึ้นเฮือกของวิเศษในอกเสื้อกระดอนตามแรงโผล่พ้น ดีที่มืออันเหี่ยวย่นยังกุมกำชับมันได้อย่างเหนียวแน่นของวิเศษนั่นจึงไม่ร่วงตกออก

             

            ซึ่งจังหวะนี้เองวิหคแสงสามเศียรก็พลันสั่นพร่าอ่อนโทรมพลังจากที่กำลังจะโฉบโจมตีฮุ่ยจวินก็กลับกลายเป็นสะเก็ดแสงราวกับนกที่กำลังถอดขน ฮุ่ยจวินจึงแทงปลายมือด้วยกระบวนท่ากระบี่พลิกผันวสันย้อนหวนจู่โจมออกไปอย่างต่อเนื่องหวังทำลายมันลงไปทว่าเพียงฝ่ามือสัมผัส วิหคแสงสามเศียรก็พลันสำแดงอานุภาพออกมาอีกครั้ง

             

            ฮุ่ยจวินคล้ายหวนพบข้อเท็จจริงประการหนึ่งนั่นคือตอนแรกที่มันบดบังดวงอาทิตย์พลังของสิ่งวิเศษกลับแข็งแกร่งขึ้นอย่างผิดคาด ของวิเศษตลอดเวลายังถูกซ่อนไว้ในอกเสื้อแต่มีจังหวะหนึ่งที่มันกระดอนโผล่พ้นจากอกเสื้อแค่เพียงเสี้ยววินาที เป็นผลให้พลังลดโทรมลงก่อนจะคืนกลับสู่พลังความแข็งแกร่งดังเดิม

             

            “หรือว่า…"

            ฮุ่ยจวินพึมพรำออกมาอย่างแผ่วเบาราวได้คิดที่แท้สิ่งที่ตนกระทำตั้งแต่ต้นกลับกลายเป็นการส่งเสริมศัตรู ที่แท้ของวิเศษที่ซ่อนอยู่ในอกเสื้อนั่นเป็นปฏิปักษ์กับแสงอาทิตย์แต่ที่มันคล้ายส่องแสงประสานส่งเสริมซึ่งกันอาจเป็นเพราะการปรับปรุงกฎเกณฑ์บางอย่างเพื่อเป็นการหลอกตาของศัตรูให้เข้าใจผิดเหมือนตอนที่ตนได้เข้าใจในตอนแรก

             

            สี่เท้ายังรู้พลาดนักปราชญ์ยังรู้พลั้ง ฮุ่ยจวินที่เป็นเพียงคนธรรมดาก็ย่อมมีผิดพลาดได้เป็นธรรมดา แต่ความผิดพลาดของมันกลับสามารถต่อยอดไปสู่ผลสำเร็จเมื่อมันรู้ข้อเท็จจริงของกฎเกณฑ์แลวิถีพลังของสิ่งวิเศษที่ซ่อนอยู่ในอกเสื้อของฝ่ายตรงข้ามแล้วมันก็สามารถที่จะพลิกวิกฤติที่กำลังจะเผชิญให้เป็นโอกาส

             

            จากที่สังเกตดูบุรุษชราท่าทีของมันก็ยังคงปกป้องให้ของวิเศษอยู่เฉพาะภายในอกเสื้อมิยอมเอาออก แม้จะฟ้าครึ้มสลัวแล้วก็ตามนั่นหมายความว่าภายใต้ฟ้าที่มืดครึ้มแต่แท้จริงแสงอาทิตย์ยังคงอยู่ แม้จะมีแสงสลัวอยู่บ้างแต่นั่นก็คือแสงจากดวงอาทิตย์หากมิใช่ราตรีก็ไม่มีสิ่งใดลบแสงอาทิตย์ได้ เช่นนั้นตอนนี้แม้จะมีเมฆหมอกบดบัง ทว่ามันก็คือเวลาตอนกลางวันยังคงมีแสงแห่งดวงอาทิตย์ดำรงอยู่

             

            ยิ่งได้คิดฮุ่ยจวินก็ยิ่งรีบที่จะจัดการสิ่งวิเศษที่ซ่อนแฝงนั่นเพราะเมื่อใดที่ม่านราตรีกาลได้มาเยือน เมื่อใดที่ดวงอาทิตย์ลาลับฟ้า อานุภาพของสิ่งวิเศษจะต้องเพิ่มพูนอย่างมหาศาลและมิต้องคอยหลบซ่อนภายในอกเสื้อเช่นนี้!

             

            บุรุษชราเจิ้งกวนมันสามารถที่จะสู้ประคองไปให้ถึงยามราตรีได้

             

            ทว่าฮุ่ยจวินกับปู้ชิงเถาหากมิต้องการเสี่ยงรับมือกับระดับพลังที่น่าหวาดหวั่นจากสิ่งวิเศษ พวกมันก็ต้องรีบจบการสัประยุทธ์ก่อนที่สุริยันจะลาลับและก่อนที่ม่านนภาจะมืดมนอนธการ!

             

            เจิ้งกวนเห็นท่าทีของบุรุษหนุ่มที่มุ่งเป้ามาที่สิ่งวิเศษในอกเสื้อของตนเป็นพิเศษบุรุษชรามันก็ยิ่งปกป้องสิ่งวิเศษนั้นเป็นอย่างดี เนื่องด้วยเพราะมันมีขีดจำกัดที่ต้องสู้ด้วยมือเดียวอีกทั้งท่อนแขนที่หักไปแล้วของมือข้างนั้นก็สร้างความลำบากแก่มัน มันจึงตกอยู่ในสภาพถูกรุกไล่จวนตัวเป็นอย่างมากตอนนี้มันจึงเพียงเฝ้ารอเวลา หากเมื่อใดที่สุริยันลาลับ เมื่อใดที่ราตรีกาลย่างกายมันจะนำสิ่งวิเศษออกมาและใช้มือสองข้างต่อสู้พร้อมกับสิ่งวิเศษได้อย่างเต็มที่

             

            “รอก่อนเถอะข้าจะนำพาหายนะคืนกลับสู่พวกเจ้าอย่างสาสม"

             

            ในขณะที่ร่างของเจิ้งกวนถลาถอยหลบฉากจากพลังของฮุ่ยจวินวิหคแสงสามเศียรก็ยังมุ่งเป้าจู่โจมคนอย่างต่อเนื่อง ยิ่งไร้แสงอาทิตย์ แสงแห่งวิหคที่ถูกทำลายจึงไม่แตกดับนับว่าสร้างปัญหาพัวพันแก่ฮุ่ยจวินเป็นอย่างมาก หากมิใช่ว่ามันฝืนปลดปล่อยดาราดวงที่สองเพื่อควบคุมพลังธรรมชาติแปรเปลี่ยนสภาพบรรยากาศไปมันคงได้ใช้พลังจากดาราดวงที่สองรับมือไม่ลำบากเช่นนี้ กว่าจะสลัดหลุดจากการพัวพันของวิหคแสงสามเศียรร่างของเจิ้งกวนก็ยิ่งทิ้งระยะปลอดภัยมากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว

             

            ฮุ่ยจวินจึงไม่มีทางเลือกอื่นเห็นทีตอนนี้มันต้องได้ใช้มหาวิถีแห่งพลังที่เก็บซ่อนมาโดยตลอดแล้ว

             

            นับตั้งแต่เปิดเผยตัวตนในบึงลี้ลับนับตั้งแต่ศึกษาในเคล็ดคัมภีร์มหาวิถีมากมาย มันก็มีการเก็บรวบรวมพลังญาณในกายรูปแบบใหม่เป็นพลังญาณในรูปมหาวิถีเจ็ดดาราเป็นรูปแบบพลังที่มันไม่คิดจะใช้ออกหรือเปิดเผยบนผืนปฐพี ทว่าในตอนนี้มีเพียงแต่ต้องอาศัยพลังนี้เท่านั้นมันจึงจะไปถึงของวิเศษที่ซ่อนบนตัวของฝ่ายตรงข้ามได้

             

            คิดดังนี้มันจึงเริ่มปลดปล่อยพลังญาณในรูปแบบมหาวิถีเจ็ดดาราพลังญาณที่มีจึงแผ่กำจายผนึกรวมเข้าสู่โลหิตทุกหยด โลหิตของมันก็ปลดปล่อยความร้อนลวกดั่งไฟผลาญออกมาก่อนตามด้วยประกายสีทองที่กำลังลุกไหม้ขึ้น

             

            พอฮุ่ยจวินปลดปล่อยพลังญาณเจิ้งกวนก็ได้สัมผัสรับรู้ในพลังอันแตกต่าง มันจึงทอประกายตาฉายแววความเกลียดชังแลมาดร้าย

            “ที่แท้เจ้าก็เป็นพวกนอกรีตชั่วช้าอีกผู้!”

             

            ฮุ่ยจวินกางฝ่ามือออก

            “มารนอกรีตมิใช่ตัวข้าแต่มันคือจิตใจของเจ้าต่างหาก!”

             

            เจิ้งกวนกลับหัวเราะเย้ยหยันเพราะมันมั่นใจในพลังแห่งของวิเศษที่ตนได้รับมา

            “คิดว่าวิชามารอันนอกรีตจะเอาชนะแสงแห่งเทวะวจนะได้น่าหัวร่อสิ้นดี!"

             

            ฮุ่ยจวินเร่งเร้าพลังถึงขีดสุด

            “ใครว่าข้าคิดจะเอาชนะแสงแห่งเทวะวจนะในตอนนี้เป้าหมายแรกของข้าคือเจ้าต่างหาก"

             

            กล่าวจบบัวอัคคีสีทองเจิดจ้าดอกหนึ่งก็ผุดขึ้นบนร่างของเจิ้งกวนอย่างไม่นึกฝันจนบุรุษชราตาเหลือกถลนมิอาจเชื่อในสิ่งที่เกิด

             

            “ตั้งแต่เมื่อใด!"