เนตรมารสะท้านฟ้า (จบแล้ว)

    ตอนที่ 162 หน้ากาก


    ตอนที่ 162


    หน้ากาก


     


                    แม้ปัดป้องแรงทำลายเกือบทั้งหมดจากท่าโจมตีกรงจักรเพลิงแกนโลกของจ้าวฮุยไปได้ แต่ร่างที่ลอยค้างอยู่กลางเวหาของเสวี่ยหมิงกลับไร้พลังหนุนเสริม ลมปราณในกายปั่นป่วนยังไม่ทันฟื้นคืนตกล่วงลงมากลายสภาพเป็นเนื้อบนเขียงที่รอให้จ้าวฮุยสับเฉือนโดยไร้ท่วงท่าปัดป้อง


     


                    เพลิงทำลายล้าง...แม้ความรุนแรงจะด้อยกว่าท่วงท่าที่เกิดจากพัดแกนโลก แต่ระดับพลังของจ้าวฮุยก็มิได้อ่อนด้อยท่าโจมตีซึ่งรุนแรงที่สุดของมันฟาดซัดเข้าใส่กลางหลังของเสวี่ยหมิงที่กำลังล่วงตกลงมาอย่างจัง


     


                    ตูม !!!


                    เสียงจากท่าโจมตีที่แทรกผ่านม่านควันที่หดตัวลงหลังจากเสวี่ยหมิงได้รับบาดเจ็บดังสนั่น เสวี่ยหมิงไม่อาจสกัดกั้นพลังร้อนที่แทรกทำลายเข้ามา โลหิตหวานข้นพลันพุ่งทะลักขึ้นมาอย่างไม่อาจระงับ เสวี่ยหมิงกระอักโลหิตแดงออกมาเปรอะเปื้อนคอเสื้อตัวเองจนชุ่มโชก ยังดีที่จังหวะสุดท้ายยังสามารถบังคับควบคุมท่าร่างเมฆาไร้ลักษณ์เอาไว้ได้ ไม่ปล่อยให้ร่างที่ลอยกระเด็นล่วงหล่นลงจากเวทีประลองและพ่ายแพ้ตั้งแต่การปะทะกันในครั้งแรก


     


                    ...เจ้าหนูที่ชื่อเสวี่ยหมิงฝีมือไม่ธรรมดาจริง ๆ แม้ตกอยู่ในสถานการณ์ถูกกระหนาบจู่โจมยังแก้ไขกลับออกมากได้


                    มี่เจินหยี่ตามองดูการประลองด้วยความตั้งใจ ก่อนจะหันกลับไปมองที่เยว่เผิง ซึ่งก่อนหน้านี้นางตัดสินใจจะให้เด็กสาวขึ้นไปประลอง แต่ตอนนี้ต้องขอบใจจ้าวฮุยที่มันเสนอหน้าขัดขึ้นมาเสียก่อน เพราะจากการประเมินของมี่เจินแล้ว ฝีมือของเสวี่ยหมิงในตอนนี้น่าจะสูสีคู่คี่กับเยว่เผิงเลยทีเดียว


     


                    "ไม่เลว ไม่เลว"พัดแกนโลกที่ดับแสงถูกดึงรั้งกลับสู่มือของจ้าวฮุย สองเท้าของจ้าวฮุยพลันก้าวออกด้วยท่าร่างว่องไวเข้าใส่เสวี่ยหมิงซึ่งตอนนี้อาศัยเพียงท่าร่างเมฆาไร้ลักษณ์ทะยานหลบหนียืดระยะห่างออกไป "เจ้าคิดว่าท่าร่างของเจ้าที่แม้แต่มอกายยังตามติดได้จะหนีข้าพ้นเช่นนั้นรึ"


     


                    ทันทีที่ถ้อยคำหลุดจากปากเปลวเพลิงหงส์อัคคีก็ลุกห่อหุ้มร่างของจ้าวฮุย...ความไวที่ใกล้เคียงกับท่าร่างเมฆาไร้ลักษณ์ของจ้าวฮุยพลันเร่งไวขึ้นอีกหลายเท่าตัว จนสายตาของเสวี่ยหมิงยังไม่อาจมองตามร่างของจ้าวฮุยได้ทัน ยังดีที่พลังจิตวิญญาณยังรับรู้ได้ว่าจ้าวฮุยอยู่ ณ ตำแหน่งไหน


     


                    เสวี่ยหมิงไม่กล้าประมาทอีกซัดออกไปด้วยท่า...วารีทำลายล้างในจังหวะเดียวกับที่คาดว่าจ้าวฮุยจะโจมตีเข้าใส่ หนึ่งร้อนหนึ่งเย็นปะทะหักหาญ สองขั้วหักล้างกันจนมวลอากาศโดยรอบบิดเบี้ยว แต่เพราะระดับพลังลมปราณของเสวี่ยหมิงนั้นอ่อนด้อยกว่าจ้าวฮุยจึงถูกซัดถอยหลังพลิกหงายไปสองสามตลบก่อนจะหยุดยืนมั่น ใบหน้าแดงกล้ำด้วยพิษเพลิงหงส์อัคคี แม้จ้าวฮุยจะเป็นผู้ชนะในการปะทะแต่ก็ถูกแรงกระแทกสะท้อนจนสองเท้าที่ปักหลักมั่นกับพื้นถูกยกลอยถอยหลังไปหลายก้าว แม้ลมปราณภายในมิได้ปั่นป่วนมากเท่าเสวี่ยหมิงแต่ก็ปรากฏใบหน้าขาวซีดด้วยพิษพลังเหมันต์เช่นกัน


     


                    ...พลังเหมันต์ของเจ้าหนูนี่ไม่ได้ด้อยไปกว่าพลังเหมันต์ของสำนักวิหคเยือกแข็งเลย หากเราประมาทถูกพิษพลังสะสมคงไม่ดีแน่


     


                    จ้าวฮุยเร่งพลังเพลิงหงส์อัคคีในร่างขับดันพิษพลังของเสวี่ยหมิงออกไป แต่เพราะพลังของเสวี่ยหมิงนั้นหาใช่ลมปราณเหมันต์มั่วไปแต่เป็นลมปราณที่แฝงพลังของมังกรปะปนอยู่ ทำให้การกำจัดออกนั้นไม่ได้ง่ายดายเช่นลมปราณธาตุเหมันต์ทั่วไป


     


                    ...น่าแปลกทำไมข้ายังรู้สึกว่าพลังเหมันต์ยังคงตกค้างอยู่ในร่าง


     


                    เสวี่ยหมิงที่รับรู้ความร้ายกาจ และความแตกต่างของระดับลมปราณของตนเองกับจ้าวฮุย ไม่รั้งรอเป็นฝ่ายตั้งรับอีกทะยานร่างหลอกล่อจนเกิดร่างน้ำแข็งมายา แม้จะยังเป็นเพียงรูปปั้นที่แข็งทื่อด้านล่วงหล่น แต่ยามที่มันกระทบพื้นแตกออกยังดึงดูดจิตสมาธิของจ้าวฮุยได้วูบหนึ่ง หมัดลมปราณเหมันต์กระหน่ำใช้ออก เน้นรวดเร็วไม่เน้นรุนแรง หมายอาศัยผลสะกดข่มของพลังเย็นเยียบลดความว่องไวของจ้าวฮุยลง


     


                    จ้าวฮุยที่ยังคิดไม่ตกว่าเหตุใดตนจึงไม่สามารถขับพิษพลังเหมันต์ของเสวี่ยหมิงออกไปจนหมดสิ้น การโจมตีของเสวี่ยหมิงก็บรรลุใกล้เข้ามา แต่เพราะพลังหมัดลมปราณเน้นจำนวนและความรวดเร็วไร้ซึ่งพลังทำลาย เพียงแค่จ้าวฮุยโบกพัดแกนโลกที่แดงฉานปัดป่าย หมัดลมปราณเหมันต์นับสิบก็สลายกลายเป็นความว่างเปล่าก่อนจะเข้าถึงตัว


     


                    เสวี่ยหมิงที่สมาธิจิตจดจ่อในสมองต้องการเพียงแค่ชัยชนะ ลืมเลือนว่าอีกฝ่ายมีศาตราวิเศษในมือ ทำให้ผลยับยั้งของหมัดลมปราณล้วนสูญเปล่า แต่เมื่อทะยานใส่จนสุดรั้งแล้วไม่อาจพลิกเปลี่ยนแต่กลางคัน กลายเป็นส่งร่างตัวเองเข้าหาท่าโจมตีตอบโต้ของจ้าวฮุย


     


                    พัดแกนโลกหมุนควงในฝ่ามือของจ้าวฮุยกระแทกออกบาดเฉือนหน้าอกของเสวี่ยหมิง แม้ร่างกายจะแข็งแกร่งจากเคล็ดวิชากายาแห่งพระเจ้าแต่ยังไม่อาจต้านทานศาตราวิเศษขั้นปฐพี โลหิตสาดกระเซ็นถูกพิษเพลิงร้อนแทรกซึมทำร้ายยังดีที่ผิวกายอันแข็งแกร่งช่วยชะลอสภาวะเฉือดเฉือนจนเสวี่ยหมิงทันที่จะใช้พลังเหมันต์กระจุกรวมไปยังจุดปะทะผลักดันกระแทกลมปราณร้อนที่จู่โจมเข้ามากลับคืน แม้ร่างปลิดปลิวหงายหลัง แต่พัดแกนโลกที่บาดทะลุเข้าไปในเลือดเนื้อก็ยังไม่อาจเฉือนลึกจนถึงกระดูกของเสวี่ยหมิง


     


                    โลหิตที่ไหลทะลักพลันถูกอุดแช่เอาไว้ด้วยปราณเหมันต์ห่อหุ้ม ใบหน้าอันขาวผ่องของเสวี่ยหมิงกลับกลายเป็นขาวซีดเพราะเริ่มปรากฏอาการบาดเจ็บภายในสะสม


     


                    ...หากข้าปกปิดหน้าตาตัวเองได้เช่นเดียวกับคราที่ปลอมตัวอยู่ในเมืองหยกม่วงก็คงจะดีไม่น้อย จะได้ใช้ใบหน้าภายใต้หน้ากากแสดงพลังของดวงตาเทพมารบรรพกาล...เดี๋ยวก่อน!!!


     


                    จ้าวฮุยเห็นคู่ต่อสู้เพลี่ยงพล้ำรีบฉวยโอกาสทะยานเข้าหาหมายโจมตีซ้ำเติมเพื่อยุติการประลอง แต่แล้วจู่ ๆ เสวี่ยหมิงที่พยายามรักษาระยะห่างหมายหาจังหวะฉกฉวยจู่โจมกลับยืนนิ่งสงบรอรับการโจมตี แม้จะเกิดความสงสัยขึ้นแต่จ้าวฮุยก็มิได้เปลี่ยนความตั้งใจ ลมปราณอัคคีแผ่พุ่งเข้าใส่พัดแกนโลกจนแดงฉาน ประสานเสริมกับลมปราณภายในร่างที่ถูกเร่งเร้าจนถึงขีดสุด หมายใช้ออกด้วยท่าเพลิงทำลายล้างผ่านพัดแกนโลก


     


                    ...ดวงตาเทพมารบรรกาล


                    หน้ากากน้ำแข็งถูกสวมทับปิดบังใบหน้าของเสวี่ยหมิง แถมด้วยน้ำแข็งบางห่อหุ้มดวงตาซ้ายไว้อีกชั้น แม้ดวงตาซ้ายจะมองไม่เห็นแต่การอาศัยพลังจิตวิญญาณทดแทนตาเนื้อกลับใช้การได้อย่างแจ่มชัดยิ่งกว่า


     


                    ทันทีที่ดวงตาข้างซ้ายของเสวี่ยหมิงสาดแสงแดงฉานอยู่ภายใต่หน้ากากเย็น ร่องรอยของปราณเหมันต์ที่ตกค้างอยู่ในร่างของจ้าวฮุยก็ปรากฏเด่นให้สืบสาว ความคิดที่เชื่องช้าพลันพุ่งทะยานไวจนเสียดฟ้า ยามท่าจู่โจมกระชั้นชิดยังมีเวลาไตร่ตรองอีกหลายตลบ


     


                    ...มาได้ดี


                    เสวี่ยหมิงรับรู้ท่วงท่าโจมตีของจ้าวฮุยได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน ม่านวารีบรรจบถูกใช้ออกด้วยมือซ้ายเพียงเพื่อชะลอท่าจู่โจม ส่วนหมัดขวาที่อัดแน่นด้วยปราณเหมันต์พลันส่งกระแทกพื้นเวทีอาศัยแรงระเบิดเร่งความไวถอยห่างจากจุดปะทะ


     


                    จ้าวฮุยที่เห็นเสวี่ยหมิงดีดตัวทะยานออกโดยอาศัยแรงกระแทกกับพื้นเวที คิดเอาว่าคู่ต่อสู้คงหมดหนทางต่อต้าน คิดเพียงแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าหลบหนีเอาตัวรอด เร่งความไวทะยานร่างตามติด แต่เมื่อพุ่งผ่านม่านควันขาวของวารีบรรจบร่างกายพลันหนาหนักขึ้นราวกับถูกลากถ่วงด้วยหินผาหลายพันชั่ง แต่สองตาปรากฏเพียงชัยชนะซึ่งลอยเด่นอยู่แค่เอื้อม จ้าวฮุยพลันแข็งขืนปะทุเพลิงไฟหงส์อัคคีในร่างจนเกินขอบเขตเข้าปะทะกับปราณเหมันต์ของม่านวารีบรรจบที่หลงเหลืออยู่


     


                    เสวี่ยหมิงที่เห็นว่าม่านวารีบรรจบที่ใช้ออกไม่อาจหยุดยั้งสภาวะโจมตีดุดันได้ แต่ตอนนี้จ้าวฮุยก็หลวมตัวเข้ามาอยู่ที่ใจกลางม่านพลังพอดิบพอดี


     


                    เสวี่ยหมิงจึงไม่รั้งรอใช้ออกด้วยลมปราณเหมันต์ซ้อนทับแผ่พุ่งลงสู่น้ำแข็งที่ปกคลุมพื้นเวทีก่อนหน้า แถมสองมือยังคงใช้ออกด้วยม่านวารีบรรจบจนก่อเกิดเป็นควันขาวหนาแน่นห่อหุ้มกายอีกคำรบหนึ่ง


     


                    ทันทีที่ลมปราณเหมันต์ถูกส่งลงสู่พื้น ปรากฏน้ำแข็งขาวโพลนแผ่ขยายกว้างออกจากร่างของเสวี่ยหมิงในชั่วพริบตา เสวี่ยหมิงตั้งสภาวะร่างมั่นคง รอรับจ้าวฮุยที่ระเบิดเพลิงไฟทะยานฝ่าม่านควันขาว ซึ่งตอนนี้จ้าวฮุยที่ล้วงลึกผ่านม่านวารีบรรจบกำลังถูกน้ำแข็งลมปราณลามเลียจากพื้นขึ้นสู่ควันของม่านวารีบรรจบรวมตัวแช่ค้างจนปรากฏน้ำแข็งขาวลามเลียขึ้นมาจากปลายเท้า แต่ด้วยความดื้อดึงของจ้าวฮุยไม่ยินยอมหยุดท่าร่างเพื่อต่อต้านน้ำแข็งที่ลามเลียขึ้นมา กลับฝืนทะยานร่างลอยสูงพุ่งเข้าหาเสวี่ยหมิงต่อไป แม้จำต้องผลาญลมปราณเพลิงในร่างจนโลหิตระอุเดือดจนเกิดอาการบาดเจ็บภายใน แต่ยังคงเคลื่อนไหวฝ่าเข้าใกล้เสวี่ยหมิงขึ้นในทุกขณะ พลังที่เร่งเร้าของจ้าวฮุยรุนแรงจนน้ำแข็งที่ลามเลียจนขึ้นจนเกือบจะถึงบั้นเอวของมันพลันระเหิดออกกลายเป็นควันขาวปกคลุมแทนที่ แม้ก่อนหน้าสภาวะร่างจะถูกหยุดชะงักลงครู่หนึ่ง แต่พลังเพลิงที่ประจุอยู่ในพัดแกนโลกหาได้ลดทอนลงแม้แต่น้อย สองมือยังคงใช้การได้อย่างคล่องแคล่ว เมื่อเข้าสู่ระยะจู่โจมก็ไม่มีการรั้งรออีก...จ้าวฮุยฟาดพัดแกนโลกเข้าใส่กลางศีรษะของเสวี่ยหมิงอย่างจัง


     


                    บรึ้ม !!!


                    เสียงแตกระเบิดดังสะท้านไปทั่วบริเวณ ความรุนแรงของการจู่โจมล้วนหวาดเสียวรุนแรง จนหญิงสาวบางคนที่ขวัญอ่อนถึงกับเบือนหน้าหนีไม่อาจทนดู



    คล้ายกับเรื่องเนตรมารสะท้านฟ้า (จบแล้ว) ที่คุณอ่าน