คำว่า ปกรณ์ วรากุล หนักกว่าศพทั้งสองรายรวมกัน
พฤกษ์ยืนอยู่กลางร้านเรือนเพาะสำเนา มองชื่อพ่อบนเอกสารจนตัวหนังสือเริ่มพร่า ฝนยังตกนอกประตู กลิ่นกระดาษร้อนจากเครื่องถ่ายเอกสารค่อย ๆ จาง แต่กลิ่นดอกไม้หวานจัดยังติดอยู่ในลำคอเหมือนคำถามที่กลืนไม่ลง
ผู้รับฝากรุ่นสุดท้าย: ปกรณ์ วรากุล
นำผู้สืบสายเืกลับเข้าสวน
ห้ามผู้สืบสายเืวรากุลกลับเข้าสวน
"ผมต้องเก็บเอกสารทั้งหมด" ธามพูดกับพฤกษ์ เขาถือถุงหลักฐานไว้ในมือ แต่ยังไม่ปิดปากถุง "คุณเข้าใจใช่ไหม"
"ผมเข้าใจ" พฤกษ์ตอบธาม "แต่ผมขอสำเนา"
ธามมองเขานิ่ง "นี่เป็หลักฐานในคดีฆาตกรรม"
"และเป็เอกสารที่มีชื่อพ่อผม" พฤกษ์พูด "ถ้าคุณจะใช้มันสอบผม ผมก็ควรรู้ว่าพ่อผมถูกโยงกับอะไร"
ธามถอนหายใจ เขาหันไปสั่งเ้าหน้าที่ไอที "ถ่ายสำเนาดิจิทัลให้เขาชุดหนึ่ง แต่ส่งเข้าระบบคดีพร้อมกัน ห้ามหลุดออกนอกแฟ้ม"
"ครับ" เ้าหน้าที่ไอทีตอบธาม
อคิราห์ยืนเงียบอยู่ข้างเคาน์เตอร์ เขามองเอกสารเหมือนมองของมีคม ไม่ใช่กระดาษ
พฤกษ์หันไปถามอคิราห์ "คุณจะไม่พูดอะไรเลย?"
"คุณยังไม่ควรกลับบ้านคนเดียว" อคิราห์ตอบ
ธามเหลือบมองทั้งคู่ "บ้าน?"
พฤกษ์จ้องอคิราห์ "ทำไมคุณรู้ว่าผมจะกลับบ้าน"
"เพราะถ้าผมเห็นชื่อพ่อบนเอกสารแบบนี้ ผมก็จะกลับไปค้นของพ่อ" อคิราห์ตอบพฤกษ์ "และถ้าบ้านนั้นยังมีของของปกรณ์อยู่ คุณไม่ควรเข้าไปคนเดียว"
"คุณรู้จักพ่อผมแค่ไหน" พฤกษ์ถาม
อคิราห์มองเขาแล้วตอบช้า ๆ "พ่อคุณรู้จักสวนมากกว่าที่ควร"
"นั่นไม่ใช่คำตอบ"
อคิราห์เงียบไปนานกว่าทุกครั้ง ก่อนพูดเสียงต่ำลง "เขาเคยบ่นว่าลูกชายดื้อเงียบ ชอบถามจนคนตอบเหนื่อย ไม่ยอมเชื่ออะไรถ้ายังไม่ได้เห็นรากด้วยตาตัวเอง"
ประโยคนั้นไม่ใช่ข้อมูลในแฟ้มคดี ไม่ใช่สิ่งที่คนแปลกหน้าควรรู้ และไม่ใช่น้ำเสียงของคนที่เพิ่งอ่านชื่อปกรณ์จากเอกสารเมื่อคืนนี้
"พ่อผมเล่าเื่ผมให้คุณฟัง?" พฤกษ์ถาม
อคิราห์หลบตาไปทางซองเอกสารในมือเขา "เขาพูดถึงคุณบ้าง"
"บ้าง?"
"มากพอจะรู้ว่าเขาส่งคุณไปไกลจากสวน ไม่ใช่เพราะไม่อยากให้กลับบ้าน"
"คืนนี้ผมให้ได้แค่นี้" อคิราห์ตอบ
ธามสอดขึ้น "ผมแนะนำให้คุณพฤกษ์กลับไปพักก่อน พรุ่งนี้ค่อยให้ปากคำเพิ่ม"
"ผมจะพักหลังจากรู้ว่าพ่อผมเกี่ยวอะไรกับศพพวกนี้" พฤกษ์ตอบธาม
ธามทำหน้าเหมือนอยากค้าน แต่สุดท้ายแค่พูดเสียงต่ำ "ถ้าคุณเจออะไร โทรหาผมก่อนแตะมัน"
บ้านวรากุลอยู่ในซอยเก่าทางฝั่งตะวันออกของเมือง บ้านสองชั้นสีขาวหม่นซ่อนอยู่หลังรั้วเหล็กที่มีเถาพวงครามเลื้อยคลุมครึ่งหนึ่ง พฤกษ์ไม่ได้กลับมานอนที่นี่นานแล้ว เขาเก็บบ้านไว้เหมือนเก็บแผลเก่า เปิดมาดูบ้าง ทำความสะอาดบ้าง แต่ไม่เคยอยู่นานพอให้ความทรงจำได้พูดเต็มประโยค
พฤกษ์หยุดตรงประตูรั้ว
"อย่าเริ่ม" เขาพูดกับบ้าน
ใบพวงครามบนรั้วสั่นเบา ๆ ทั้งที่ฝนหยุดแล้ว
เขาไขประตูเข้าไป กลิ่นไม้เก่า กลิ่นผ้าคลุมเฟอร์นิเจอร์ และกลิ่นหนังสือที่ไม่ได้เปิดมานานลอยออกมาต้อนรับ ไม่มีดอกไม้ ไม่มีดินเปียก ไม่มีสวน แต่พฤกษ์ได้กลิ่นหวานบาง ๆ จากหลังลิ้นอยู่ดี
ห้องทำงานของพ่ออยู่ชั้นล่าง ห้องนั้นถูกล็อกมาั้แ่ปกรณ์เสียชีวิต แม่เคยบอกว่าอย่าเข้าไปถ้ายังไม่พร้อม พฤกษ์เข้าใจมาตลอดว่าแม่หมายถึงความคิดถึง
กุญแจห้องอยู่ในลิ้นชักตู้รองเท้า ที่เดิมที่พ่อเคยเก็บไว้ พฤกษ์หยิบมันขึ้นมาแล้วเห็นกระดาษโน้ตเล็ก ๆ ติดอยู่ด้านในลิ้นชัก
สามหลักท้ายของเบอร์บ้านเก่า หมายเลขที่วิเชียรโทรหาก่อนตาย หมายเลขที่ถูกลบจากโทรศัพท์ศพ
เขาเปิดประตูห้องทำงาน
กลิ่นดอกไม้ชัดขึ้นทันที
ห้องพ่อยังเหมือนเดิม โต๊ะไม้สักอยู่ริมหน้าต่าง ชั้นหนังสือเต็มไปด้วยตำราพฤกษศาสตร์เก่า แฟ้มเอกสารราชการ และสมุดบันทึกที่เรียงตามปี ผ้าคลุมสีขาวบนเก้าอี้มีฝุ่นเกาะบาง ๆ แต่บนโต๊ะไม่มีฝุ่นเลย ราวกับมีใครเพิ่งเช็ดมันก่อนเขามาถึง
เสียงนั้นไม่ได้มาจากประตู
พฤกษ์ย่อตัวลง ตู้เหล็กมีแป้นหมุนตัวเลขแบบเก่า เขาลองดึง มันล็อกแน่น ด้านข้างแป้นหมุนมีรอยขีดจาง ๆ เหมือนเคยถูกเล็บข่วนซ้ำ ๆ
ข้างในมีอย่างแรกคือกล่องไม้สีเข้ม ฝาบนสลักสัญลักษณ์วงกลมซ้อนสามชั้น แต่เส้นสลักเรียบ สวย และสมดุลกว่าเครื่องหมายหมึกบนแฟ้มวิเชียร อย่างที่สองคือสมุดบันทึกปกหนังสีน้ำตาล อย่างที่สามคือซองกระดาษสีครีมที่เขียนชื่อเขาไว้ด้วยลายมือพ่อ
ถ้าลูกได้กลิ่นดอกไม้แล้ว ค่อยเปิด
อยากทำเหมือนคืนนี้ไม่เคยเกิดขึ้น เหมือนพ่อไม่เคยมีความลับ เหมือนคำว่า ผู้รับฝาก เป็แค่คำผิดในเอกสารเก่า
แต่ใบพวงครามนอกหน้าต่างหันเข้าหาห้องพร้อมกัน
เสียงใบเสียดสีกันเบา ๆ คล้ายคนกระซิบ
"ถ้าพ่อไม่อยากให้ผมรู้" พฤกษ์พูดกับห้องว่าง "พ่อไม่ควรเขียนชื่อผมไว้"
ข้างในมีจดหมายหนึ่งแผ่น รูปถ่ายหนึ่งใบ และเศษกระดาษที่ถูกพับเล็กจนเกือบเท่าเหรียญ
ถ้าลูกอ่านมาถึงตรงนี้ แปลว่าพ่อผิดสัญญาแล้ว
ลูกคงรู้แล้วว่าวรากุลไม่ใช่เ้าของสวน เราเป็ผู้รับฝาก สิ่งที่ถูกฝากไว้ไม่ใช่ทรัพย์สิน ไม่ใช่ที่ดิน และไม่ใช่ดอกไม้ มันคือสิ่งที่ไม่ควรได้ร่าง
ผู้รับฝากมีหน้าที่เฝ้าขอบเขต ไม่ใช่เปิดประตู ไม่ใช่เจรจา และไม่ใช่สงสารเสียงที่เรียกจากข้างใน เพราะเสียงนั้นรู้วิธีใช้ความรัก ความผิด และความกลัวเป็กุญแจ
ใต้ข้อความมีรอยหมึกซึมเหมือนพ่อหยุดเขียนนานมาก ก่อนเริ่มประโยคถัดไป
รูปถ่ายในซองเป็รูปเดียวกับที่โทรศัพท์ของวิเชียรส่งมา แต่ชัดกว่า ประตูสวนวรพฤกษ์เมื่อสิบปีก่อน ปกรณ์ยืนหน้าประตู ใบหน้าซีดกว่าที่พฤกษ์จำได้ ข้างหลังเขาคืออคิราห์วัยสิบเก้า มือขวาสวมแหวนสีดำ
ชายคนนั้นยืนอยู่ด้านข้างประตู ใบหน้าถูกฉีกออกจากรูปอย่างตั้งใจ เหลือเพียงไหล่ในเสื้อสูทสีเข้ม มือซ้ายถือสมุดเล่มเล็ก มือขวาสวมแหวนสีดำอีกวง
พฤกษ์ยังมองรูปไม่ทันจบ เสียงเคาะก็ดังจากหน้าบ้าน
เขาถือรูปไว้ในมือแล้วเดินไปที่ประตูหน้า ผ่านกระจกฝ้า เขาเห็นเงาชายยืนอยู่ใต้ไฟหน้าบ้าน
อคิราห์ยืนอยู่ตรงนั้น เสื้อเชิ้ตเปียกฝนบางส่วน กล่องโลหะอยู่ในมือซ้าย สีหน้าเขาไม่แปลกใจที่พฤกษ์ถือรูป
"คุณตามผมมา" พฤกษ์พูดกับอคิราห์
"ผมบอกแล้วว่าคุณไม่ควรกลับบ้านคนเดียว" อคิราห์ตอบ
"คุณมาเพื่อช่วย หรือมาเพื่อเอาของที่พ่อผมซ่อนไว้" พฤกษ์ถาม
อคิราห์มองรูปในมือพฤกษ์ "ถ้าผมมาเพื่อเอา ผมคงไม่เคาะประตู"
"ในคดีนี้ คนที่เคาะประตูไม่ได้น่าไว้ใจขึ้นเลย" พฤกษ์ตอบ
อคิราห์เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดเสียงต่ำ "ยุติธรรมดี"
พฤกษ์ยกรูปขึ้น "ชายที่ถูกฉีกหน้าออกเป็ใคร"
"ผมไม่รู้ชื่อที่เขาใช้ตอนนั้น" อคิราห์ตอบ
"แต่คุณรู้ว่าเขาเป็ใคร" พฤกษ์พูด
"ผมรู้ว่าเขาเกี่ยวกับบ้านผม" อคิราห์ตอบ
พฤกษ์มองเขานิ่ง "กฤ..."
อคิราห์หลบตาเพียงเสี้ยววินาที
"เศษชื่อในเอกสารอาจเกี่ยวกับกฤตเมธ" อคิราห์ยอมรับ "แต่กฤตเมธไม่ได้เป็เ้าของความผิดทั้งหมด"
"แปลว่ามีความผิดจริง" พฤกษ์พูด
"มีหลายบ้านทำผิดในสวนนี้" อคิราห์ตอบพฤกษ์ "รวมทั้งบ้านคุณ"
พฤกษ์อยากโกรธ แต่จดหมายในมือเขาพูดคำว่า พ่อคิดผิด ชัดเกินไป
"พ่อผมทำอะไร" พฤกษ์ถาม
อคิราห์มองเข้าไปในบ้าน "เขาเปิดประตูเพื่อช่วยคนคนหนึ่ง"
"แล้วคนตาย?" พฤกษ์ถาม
"คนรอดก็ไม่ได้รอดเหมือนเดิม" อคิราห์ตอบ
พฤกษ์รู้ทันทีว่าอคิราห์ไม่ได้พูดถึงคนอื่น
ลมจากในบ้านพัดผ่านออกมาถึงหน้าประตู กลิ่นดอกไม้หวานขึ้น อคิราห์ก้าวเข้ามาโดยไม่รอเชิญ แต่หยุดตรงธรณีประตูเหมือนชนกำแพงที่มองไม่เห็น
"บ้านคุณยังจำผมได้" อคิราห์พูด
"บ้านผมจำคุณได้ หรือสวนจำคุณได้"
"ตอนนี้อาจไม่ต่างกัน" อคิราห์ตอบ
พฤกษ์ถอยให้เขาเข้ามา อคิราห์ก้าวผ่านธรณีประตูได้ในครั้งที่สอง แต่มือขวาของเขาสั่นเล็กน้อย พฤกษ์เห็นแล้วไม่พูด
ในห้องทำงาน อคิราห์ยืนห่างจากโต๊ะพ่อเหมือนรู้ระยะอันตราย เขามองกล่องไม้ในตู้เหล็ก แต่ไม่แตะ
"อย่าเปิดกล่องนั้นคืนนี้" อคิราห์บอกพฤกษ์
"ทำไม" พฤกษ์ถาม
"เพราะคุณเพิ่งอ่านจดหมาย พลังในบ้านตื่นอยู่ ถ้าเปิดของที่มีตราฝากในตอนนี้ มันจะถือว่าคุณรับหน้าที่" อคิราห์ตอบ
"คุณรู้เื่ผู้รับฝากดีจัง" พฤกษ์พูด
"ผมเคยเห็นคนรับหน้าที่โดยไม่รู้ตัว" อคิราห์ตอบ
"คุณ?" พฤกษ์ถาม
พฤกษ์หยิบสมุดบันทึกปกหนังขึ้นมาแทน เขาเปิดหน้าแรก ลายมือพ่อเป็ระเบียบกว่าจดหมาย วันที่บนหัวกระดาษเริ่มั้แ่สิบปีก่อน มีบันทึกเื่สวน เสียงเรียก ดอกไม้ที่บานผิดฤดู และชื่อคนหาย
หลายหน้าถูกฉีกออก
หน้าที่เหลือมีคราบเกสรเล็ก ๆ ติดอยู่ตรงมุม เหมือนมีใครเปิดมันด้วยมือเปื้อนดอกไม้
พฤกษ์พลิกไปจนเจอตารางวันที่
ช่องซ้ายเป็วันที่ในอดีต ช่องกลางเป็ชื่อผู้รับฝาก ช่องขวาเป็คำว่า รอบบาน
ชื่อปกรณ์ปรากฏหลายครั้ง
แล้วพฤกษ์เห็นวันที่หนึ่งซึ่งทำให้เืในตัวเย็นลง
วันเกิดของเขา
ถัดจากวันเกิดเขามีตัวเลขอีกชุด เป็วันที่ในปีนี้ ตรงกับอีกเจ็ดวันข้างหน้า
รอบบานถัดไป
"ไม่" พฤกษ์พึมพำ
อคิราห์ขยับเข้ามา "เห็นอะไร"
พฤกษ์ชี้ตาราง "วันเกิดผมอยู่ในนี้"
อคิราห์อ่านแล้วสีหน้าซีดลงอย่างเห็นได้ชัด
"คุณรู้ใช่ไหมว่านี่หมายความว่าอะไร" พฤกษ์ถามอคิราห์
"มันเริ่มนับคุณแล้ว" อคิราห์ตอบ
"ใคร" พฤกษ์ถาม
"สวน หรือสิ่งที่อยู่ในสวน"
หน้ากระดาษสั่นเอง ทั้งที่ไม่มีลม พฤกษ์กดมือทับไว้ แต่หมึกบรรทัดล่างสุดเริ่มเข้มขึ้นทีละน้อยเหมือนมีใครเขียนจากอีกด้านของกระดาษ
ลายมือของพ่อปรากฏขึ้น
พฤกษ์อ่านออกเสียงโดยไม่รู้ตัว
"สวนจะไม่เรียกผู้รับฝากคนเดิม"
อคิราห์ยืนเงียบ
หมึกเติมประโยคสุดท้ายต่อหน้าทั้งคู่
มันจะเรียกลูกชายของเขา