บทที่ 160
เรียนรู้อินเซนเดีย
ความร้อนในทะเลทรายเป็นภัยเงียบที่แม้แต่นักรบชั้นสูงแบ่งบาบาริสก็คาดไม่ถึง แสงแดดแรงกล้าเริ่มทำให้อากาศเย็นสบายในช่วงเช้ามืดเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงในช่วงสาย หลังจากนั้น... พวกเขาก็เข้าใจว่าทำไมท่านหญิงอามิร่าถึงเตือนเรื่องการดื่มน้ำ และทำไมการเดินทางครั้งนี้ถึงต้องหยุดพักเป็นช่วงๆ
นักรบทั้งหลาย จึงแทบสิ้นสภาพเมื่อถึงจุดพักในชั่วโมงที่สาม
ช่องเขาแคบที่เคยมีเงาบังแดดร้อนระอุ กำลังถูกแผดเผาด้วยแสงแดดแรงจัดที่ส่งมากระทบโดยตรง พื้นหินกรวดปนทรายแห้งผาก ดูเหมือนกำลังสั่นไหวด้วยไอร้อนจนอากาศใกล้เคียงบิดเบือน ที่แห่งนี้แห้ง... แห้งเสียจนแทบไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่เลย
ใต้ช่องเขามีถ้ำขนาดกลางซึ่งยังเหลือไออากาศเย็นสบายอยู่บ้าง เหล่าทหารที่เหงื่อแตกชโลมกายและรู้สึกอ่อนแรงจึงได้หยุดพัก เสบียงอาหารอย่างง่ายพอประทังหิวและน้ำจำนวนหนึ่งถูกแจกจ่าย ลอร์ดเดวิดเองก็อยู่ในสภาพที่ไม่ต่างจากทหารทั้งหลาย
“อย่าดื่มเยอะเล่า เอาแค่ให้พอดับกระหายนะ” อามิร่าร้องเตือนเหมือนเห็นเดวิดคว้าถุงใส่น้ำอย่างรวดเร็ว ร่างกายที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อบ่งบอกได้อย่างดีว่าเขาคงคอแห้งมากแน่ๆ
“เข้าใจแล้ว... เฮ้อ...” หลังจากจิบน้ำไปสองสามอึก คิทก็วางถุงน้ำลง หลังจากบิดขี้เกียจเล็กน้อย อาหารอย่างง่ายถูกส่งเข้าปากทีละน้อย
“ข้านึกว่าท่านใช้อักขระปรับสภาพโดยรอบให้อยู่สบายได้ ไฉนถึงไม่ใช้มันเล่า?”
“อา... เรื่องนั้น จะว่าอย่างไรดีนะ” คิทไม่รู้ว่าจะเริ่มตรงไหน แต่หลังจากสังเกตมาตลอดทาง ก็พบว่าหลายอย่างค่อนข้างสมเหตุสมผลดี จึงตัดสินใจพูดออกไปโดยไม่ปิดบัง “พลังจากเขตเซริส ยังคงแผ่มาถึงอินเซนเดียบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหอคอยตรึงมานาที่สโตนเกท มีส่วนทำให้พวกเราเดินทางได้สะดวกสบายในช่วงแรกมาก...”
“จริงด้วย... ไม่มีอสูรมานาให้เห็นเลยนะ” อามิร่าและสองสาวใช้เองก็เพิ่งตระหนักได้ พวกเธอแค่ตื่นเต้นที่ได้กลับมายังแผ่นดินเกิดจนลืมตัวไปหน่อยว่าสถานการณ์บ้านเมืองได้เปลี่ยนไปแล้ว
“ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น พรและความแข็งแกร่งของข้า ค่อนข้างขึ้นตรงกับเทพเจ้ามากเสียด้วย... ดังนั้นแผ่นดินขององค์อิกนัสเลยยังไม่สามารถตอบสนองกับพรแห่งแผ่นดินได้มากพอ วิทยาการอักขระที่ข้าได้รับจากองค์วาเลนเซียยังใช้ได้ปกติ แต่ว่ามันก็กินพลังมากเหมือนกัน...”
“ข้าคงต้องทำภารกิจที่นี่อีกนานนัก เริ่มให้ร่างกายปรับตัวแต่เนิ่นๆ จะดีกว่า” ร่างกายของคนแดนเหนือนั้นปรับตัวให้ตนเองคุ้นเคยกับการอยู่อาศัยในเขตหนาวเย็น พอต้องเดินทางลงใต้จึงกลายเป็นเหมือนหมีขั้วโลกที่ลงมาเดินเล่นในทะเลทรายแถบแอฟริกาเสียอย่างนั้น
“ก็ดีนะคะ เริ่มแต่เนิ่นๆ ท่านนอนพักก่อนก็ได้ เราจะเดินทางหลังเงาในช่องเขามีมากพอให้หลบแดด ก่อนค่ำพวกเราก็น่าจะถึงที่พักจุดที่สองแล้วล่ะ”
คิทพยักหน้าตอบรับ หลังจากหาจุดเหมาะสมสำหรับการลงหลักปักแท่นหินตรึงมานาขนาดย่อม กำแพงหินอันแข็งแกร่งของถ้ำแห่งนี้จึงถูกพลังขุดออกพร้อมกับการแกะสลักอย่างงดงาม
อักขระถูกกระตุ้นจนเริ่มทอแสงอ่อนๆ แล้ว มานาสกปรกที่กระจายอยู่โดยรอบกำลังหมุนวนและถูกรวบรวมมาซักฟอกจนสะอาด เขาตั้งใจจะทำเช่นนี้ทุกวันที่หยุดพัก ทั้งช่วงเที่ยงและช่วงค่ำ เส้นทางระหว่างเซริสกับอินเซนเดียจะได้ปลอดภัยในอนาคต
การเดินทางในครึ่งหลังของวันยังคงเป็นไปด้วยความเหน็ดเหนื่อยเหมือนเคย แต่ทหารทุกคนก็รู้สึกว่าตนเองเริ่มจะปรับตัวได้แล้วเล็กน้อย โชคดีนักที่ไม่มีอสูรมานามาเพ่นพ่าน หลายคนจึงเริ่มเบาใจเมื่อสหายที่สโตนเกทคงไม่ต้องรับศึกอีกเพราะพลังของหอคอยสูงตระหง่านที่ท่านชายได้สร้างเอาไว้
สิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจทหารทั้งหลาย คงจะเป็นภาพเจ้านายสองคนที่เดินเคียงข้างกันตลอดเวลา ท่านชายเดวิดเหนื่อยหอบและมีร่างกายชุ่มเหงื่อไปทั้งตัว แต่ก็ยังดีที่มีเลดี้อามิร่าคอยยื่นน้ำให้ และเช็ดเหงื่อในเวลาพัก ปากของทั้งสองต่างบอกว่าอีกฝ่ายเป็นสหาย แต่การกระทำช่างแตกต่างนัก
หลังจากสลักเสาหินแห่งที่สองเรียบร้อย คิทก็มานั่งร่วมรับประทานอาหารรอบกองไฟ บรรยากาศภายในถ้ำแห่งนี้นับเป็นจุดพักที่ดี บรรยากาศนอกถ้ำก็เหมาะกับการก่อกองไฟและสังสรรค์เช่นกัน
เศษไม้แห้งที่กองอยู่ในช่องเขาถูกนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิง สาวใช้ทั้งสองออกสอนทหารลาดตระเวนว่าสิ่งใดควรเก็บรวบรวมมาใช้งาน สิ่งใดไม่ควรแตะต้อง คาดว่าอีกไม่นาน เหล่าทหารคงสามารถใช้ความรู้ที่มีในการเฟ้นหาของประทังชีพในเขตนี้ได้แน่
“เสื้อผ้าชุ่มเหงื่อของพวกท่าน ควรจะเปลี่ยนออกแล้วมาผึ่งไว้บนก้อนหินนอกถ้ำ กลางคืนของอินเซนเดียนั้นหนาวมาก พวกท่านจะต้องเปลี่ยนชุดเป็นเสื้อผ้าเพิ่มความอบอุ่นอีกครั้ง...”
“อย่าลืมดื่มน้ำแต่พอประมาณเหมือนเคย ระลึกไว้เสมอว่าพวกเราอาจเจอเหตุไม่คาดคิด เผื่อเวลาของเสบียงน้ำไว้สามวันล่วงหน้าเสมอ...” ท่านหญิงยังคงสอนหัวหน้าทหารกลุ่มใหญ่ที่มานั่งฟังอย่างใจจดใจจ่อ ท่านชายเดวิดที่กำลังปรุงซุปร้อนในหม้อใหญ่ไปด้วย ก็เงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจเช่นกัน
การเดินทางครั้งนี้คงไม่ยากมากนัก อย่างน้อยท่านซาบิน่าก็หยิบยื่นคนนำทางชั้นสูงที่ไว้ใจได้มาให้ พวกเขาจึงรู้สึกอุ่นใจ
หลังจากพ้นเขตช่องเขา ทุกคนก็เผชิญหน้ากับทุ่งหินที่แทบจะไม่มีจุดหลบพัก บางแห่งเป็นเนินทรายสูงใหญ่ที่ดูน่ากลัวยิ่งนัก อากาศยังคงร้อนระอุจนแสบตาเหมือนเคย แต่ทหารหลายคนก็เตรียมตัวพร้อมตามคำสอนสั่งเรียบร้อยแล้ว
ทุกคนดัดแปลงเสื้อผ้าของตนมาโพกหัวเพื่อกันความร้อนแผดเผาช่วงกลางวัน บริเวณจมูกและใต้ของตาถูกแต่งแต้มด้วยสีดำจากถ่านเพื่อลดการสะท้อนแสง แม้ในตอนแรกจะรู้สึกว่าการไม่สวมใส่อะไรจะทำให้รู้สึกสบายกว่า แต่เมื่อได้ใช้ผ้าโพกหัวที่ดูพะรุงพะรังมาตลอดวัน ทุกคนก็พบว่ามันสบายกว่าไม่มีอะไรคอยป้องกันแสงแดดเลย
ตามเส้นทางที่ผ่านมา เริ่มมีอสูรมานาให้เห็นแล้ว พวกมันแข็งแกร่งพอๆ กับอสูรมานาที่ลองอีริส แต่ก็ยังไม่อาจสร้างความกดดันให้ขบวนเดินทางแม้แต่น้อย ทหารทุกคนที่อยากเจอศัตรูใหม่ๆ ล้วนแย่งกันพุ่งตัวออกไปสู้รบ จนท่านชายเดวิดไม่จำเป็นต้องออกแรงหรือโชว์ฝีมือแต่อย่างใด
หลังจากเริ่มคุ้นเคยเพราะเดินทางร่วมกันมาหลายวัน คิทก็ตัดสินใจถามสหายสาวร่วมทางออกไป
“ข้า... นึกว่าผู้หญิงจะชอบอาบน้ำเสียอีก พวกเจ้าดูปรับตัวเข้ากับทะเลทรายได้ง่ายจังเลยนะ”
“หืม... ข้าไม่ใช่คนเหงื่อเยอะหรอก และต่อให้ชอบความสะอาดขนาดไหน ข้าก็ไม่ไร้หัวคิดขนาดเอาน้ำดื่มกินมาชำระร่างกายหรอกนะ”
“แสดงว่า... คำเล่าลือของชาวอินเซนเดียที่ข้าเคยได้ยินมา บางฤดูน้ำดื่มมีค่ายิ่งกว่าทองคำจริงๆ ใช่ไหม”
“ใช่ ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกเลย เคยมีบันทึกว่า บางเผ่าฆ่ากันตายเพื่อแย่งโอเอซิสเชียวนะ” บทสนทนาระหว่างท่านชายท่านหญิงยังคงดำเนินต่อไป ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องราวของอินเซนเดียที่น่าตื่นตาตื่นใจ
อีวานที่มีสายตากว้างไกลมีนิสัยชอบผจญภัยค้นหาสิ่งใหม่ๆ เป็นพื้นฐานอยู่แล้ว เริ่มทนรับฟังเพียงอย่างเดียวไม่ไหว จึงต้องเอ่ยคำถามออกไปบ้าง การสนทนาที่มีเพียงสองคนในช่วงแรก จึงมีจำนวนผู้รับฟังที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
“นายหญิงขอรับ พวกข้าเห็นแผนที่ของอินเซนเดียแล้ว รู้สึกว่ารายละเอียดบนนั้นมีอยู่น้อยเหลือเกิน ถ้าไม่ลำบาก ช่วยอธิบายข้อมูลสำคัญให้พวกข้าได้ทราบหน่อยได้ไหมขอรับ...” อามิร่าได้ยินอีวานถามดังนั้น ก็หันไปขออนุญาตกับคิทเสียก่อน หลังจากท่านชายพยักหน้าพร้อมเตรียมปากกาตกแต่งแผนที่เพิ่มเติม เธอก็เริ่มอธิบายออกไป
เธอไม่แน่ใจเรื่องขนาดอันกว้างใหญ่ของดินแดนมากนัก จึงต้องใช้การคาดคะเนตามความเร็วในการเดินเท้า และระยะเวลาที่ใช้ในการเดินทางแทนที่จะระบุระยะทางเหมือนเช่นที่รัสเซลเพิ่งปรับให้ใช้งานเมื่อปีก่อน
ความลำบากของการเดินทางนั้น ช่างแตกต่างกับการเดินทางในเซริสเมื่ออดีต ผู้คนในอินเซนเดียต้องเผชิญกับเส้นทางที่เต็มไปด้วยทรายร้อนระอุ แถมพาหนะอย่างอูฐ ก็ไม่ใช่สิ่งที่มีฝีเท้ารวดเร็วเหมือนเช่นม้า ทว่า... จากการคาดคะเนและเทียบอัตราส่วนอย่างคร่าวๆ ท่านชายเดวิดก็พบว่า อินเซนเดียมีขนาดที่กว้างใหญ่ไพศาลกว่าเซริสเกือบสองเท่าเลยทีเดียว
จะว่าไปแล้ว ที่แห่งนี้ไม่เหมือนกับทะเลทรายที่คิทรู้จักบนโลกใบเก่ามากนัก เขาเริ่มสะดุดและเอะใจเมื่ออามิร่าอธิบายถึงอันตรายในทะเลทราย กับเขตแดนสองแห่งที่ไม่ควรจะย่ำกรายเข้าใกล้ถ้าหากไม่จำเป็น
มันคือสถานที่ซึ่งได้รับชื่อว่า ‘ฮุลมุนวาฮาห์’ ตามภาษาท้องถิ่น แปลได้ง่ายๆ คือ ดินแดนแห่งโอเอซิสในความฝัน
คิท... รู้สึกไม่เข้าใจกับคำอธิบายของมัน จึงต้องซักถามอีกรอบเพื่อให้แน่ใจ
“เจ้าพูดถึงภาพลวงตาอย่างมิราจ (Mirage) หรือเปล่า?”
“ไม่ใช่ๆ ... ฮุลมุนวาฮาห์ เป็นดินแดนที่มีโอเอซิสจริงๆ จับต้องได้ ดื่มกินได้อย่างปลอดภัย แต่ที่พวกเราเรียกเช่นนั้น และได้รับคำสอนสั่งให้ไม่เดินทางเข้าไปแม้ว่าจะกระหายน้ำแค่ไหน เพราะว่าโอเอซิสที่นั่น เลื่อนลอยเหมือนฝัน...”
“จะอธิบายอย่างไรดีนะ...” อามิร่าเองก็รู้สึกว่าคำอธิบายในภาษาเซริสยังไม่ครอบคลุมมากเพียงพอกับสิ่งที่เธอต้องการจะสื่อ “เอาเป็นว่าข้ายกตัวอย่างให้ฟังก็แล้วกัน...”
“ลองนึกตามดูนะ พวกท่านกำลังย้ายถิ่นฐาน เพื่อไปยังจุดที่อุดมสมบูรณ์กว่า แล้วก็เจอเข้ากับโอเอซิสขนาดพอดี ที่มีน้ำใสสะอาดและงดงาม ทุกคนตกลงปลงใจจะตั้งรกรากที่นั่น เร่งกางกระโจม ปล่อยสัตว์ให้ดื่มกิน เติมเสบียงอย่างเพียบพร้อม ช่างเป็นวันที่ประสบความสำเร็จ และแสนจะสงบสุขใช่ไหม?” ทุกคนที่ได้ฟังพยักหน้า แม้แต่คิทเองก็เช่นกัน แต่เขารู้สึกว่าเรื่องราวคงเริ่มเปลี่ยนไปแล้ว
“ทุกคนใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น หนึ่งวัน สองวัน สามวัน พอตื่นขึ้นมาวันที่สี่ พวกเขาก็พบว่าตนเองปักหลักอยู่ท่ามกลางเนินทรายที่ไม่มีอะไรเลย ไม่เหลือน้ำสักหยด สุดท้ายก็เคว้งคว้างอยู่ท่ามกลางทะเลทรายกว้างใหญ่ หันไปทางไหนก็มีแต่ทราย หาทางออกไม่เจอจนแห้งตายไปอย่างช้าๆ ...” แม้แต่ผู้เล่าก็รู้สึกขนลุก คนฟังก็รู้สึกไม่ต่างกัน
แม้จะเป็นสถานที่อันตราย แต่ผู้คนที่เคยรอดตายออกมาจากที่นั่นก็พยายามถ่ายทอดข้อมูลทั้งหมดให้ลูกหลานได้ทราบ
“สรุปว่ามันเป็นดินแดนปริศนา ที่ทุกอย่างภายในไม่เคยแน่นอน เหมือนกับความฝัน.. ฮุลมุนวาฮาห์ มีอยู่ห้าแห่งในอินเซนเดีย สามแห่งมีขนาดค่อนข้างใหญ่ ส่วนอีกสองแห่งนั้นมีขนาดเล็กมาก พวกท่านไม่ต้องห่วงหรอก ข้ากับผู้ติดตามทั้งสองจำพวกมันได้ดี อันที่จริงพวกท่านก็พอจะสังเกตได้ถ้าหากพบเจอ...”
“จำไว้ให้มั่น ว่าที่แห่งนั้น จะถูกห้อมล้อมไปด้วยม่านทรายสีเงินที่บางเบา ซึ่งพวกมันไม่พลิ้วไหวไปตามสายลม”
ดูเหมือนทะเลทรายที่แปลกประหลาดแห่งนี้ จะมีเรื่องเล่าแสนหม่นหมองและน่าหดหู่แฝงตัวอยู่ทุกที่
น่าเสียดายนัก ที่พื้นที่ส่วนใหญ่แห้งแล้งไม่สามารถใช้งานด้านการเพาะปลูกได้
ผืนทรายจึงเป็นได้พื้นที่รกร้างว่างเปล่า คอยส่องประกายระยิบระยับ ท้าทายให้นักเดินทางหลงเข้าไปพิสูจน์ตนเองเท่านั้น