ตอนนี้คือยามอิ๋น อีกเดี๋ยวฟ้าก็คงจะสว่าง
หลินหลานหรูเดินระโหยโรยแรงไปบนถนนที่ไร้ผู้คนอย่างเชื่องช้านางกำลังเหม่อคิดไปถึงเรื่องเสวี่ยเฟิ่งที่ยังติดอยู่ในพิภพร้อยสังเวียน
เขายังไม่หายดี นางรู้อยู่เต็มอก
แต่พอคิดไปว่าต่อให้เขารอดออกมาได้แล้วอย่างไรสุดท้ายก็ต้องตายอยู่ดี ยามใดที่หลินหลานหรูคิดถึงเรื่องนี้มุมปากก็จะเหยียดยิ้มเย้ยหยัน พิษในตัวเสวี่ยเฟิ่งนางไร้หนทางถอนแล้วต่อให้มีทางถอนจริงๆ ก็ต้องใช้เวลานานกว่าหนึ่งปีทว่าตอนนี้เหลือเพียงแค่หนึ่งเดือน จะไปเพียงพออะไร
คิดถึงความจริงเรื่องนี้หลินหลานหรูก็พลันเจ็บปวดในใจขึ้นมา ก่อนหน้านั้นอยากเห็นเขาตายมากมาตอนนี้กลับทรมานเองเสียนี่
หรือนางจะใจแข็งอีกครั้งแล้วปล่อยให้เขาตายไปเสียก็หมดเรื่อง จากนี้นางก็แค่มีชีวิตอยู่แทนเขาต่อไปนอกจากเขาก็จะไม่รักใครอีก รอชาติหน้าค่อยแก้ไขใหม่
บัดซบ นี่ข้าคิดอะไรอยู่กันแน่!
หลินหลานหรูเตะหินก้อนหนึ่งจนกลิ้งขลุกๆไปหยุดอยู่ตรงหน้าคนกลุ่มหนึ่ง
นางเงยหน้าขึ้นแล้วก็ต้องหน้าหงิกอย่างเหนื่อยหน่าย "เหตุใดเป็นเจ้าอีกแล้ว!"
หลินหลานหรูแทบตะโกนใส่หน้าจ้าวมู่อวิ๋นอีกฝ่ายนำทหารมาล้อมจับนางบนถนนทิศแม่น้ำเป่ยโหว รวดเร็วเสียจริง
"ตามข้ากลับไปดีๆ เถอะ"
"ไม่ไป!"หลินหลานหรูขึ้นเสียงอย่างหงุดหงิด หากเวลานี้นางยังมีแรงจะต่อสู้ได้คงไม่เผยอารมณ์โกรธเกรี้ยวเช่นนี้แล้ว
ก่อนหน้านั้นห้าวซือเพียงมาส่งหลินหลานหรูที่ตรงประตูใต้สะพานแม่น้ำเป่ยโหวละแวกนี้มีแต่พื้นที่รกร้าง และอาคารที่ถูกสร้างปล่อยทิ้งไว้ รอแค่ให้ทางการมารื้อถอนเพื่อสร้างเขื่อนเท่านั้นจึงไม่ต้องกังวลว่าจะมีคนพบเห็น
จากนั้นห้าวซือก็รีบกลับไปเขาทิ้งสหายไว้ข้างใน จึงต้องกลับไปช่วยคน
หลินหลานหรูถือว่าติดหนี้เขาจึงกล่าวลาตรงนั้น จากนั้นนางก็เดินเรื่อยเปื่อยมาตามถนนไม่คิดว่าจ้าวมู่อวิ๋นจะมีจมูกเป็นสุนัขดมกลิ่นเช่นนี้มิหนำซ้ำยังมีหางเป็นพรวนอีกด้วย
หลินหลานหรูสูดหายใจเข้าลึกตอนนี้นางไม่ได้อยู่ในสภาพที่พร้อมต่อสู้และยิ่งไม่อาจปล่อยให้จ้าวมู่อวิ๋นจับตัวนางกลับไป คนผู้นี้ฉลาดอันตรายเกินไปนางไม่ชอบเขา แม้เวลาสักหนึ่งถ้วยชาก็ไม่อยากหายใจร่วมอากาศเดียวกันกับเขา
ตั้งแต่ที่เห็นคนผู้นี้ง้างสายธนูยิงเสวี่ยเฟิ่งเมื่อสองคืนก่อนก็เท่ากับเขาได้ง้างสายธนูยิงนางด้วยแล้วเช่นกัน คนเช่นนี้ พักดีซื่อตรงเกินไปเกรงว่าวันหน้าหากถูกกระทบเพียงเล็กน้อยก็แตกหักแล้ว
เป็นระเบิดเวลาที่ไม่ควรอยู่ใกล้จริงๆ
จ้าวมู่อวิ๋นมองเห็นความชิงชังในสายตาของหลินหลานหรูได้อย่างชัดเจนไม่รู้เพราะเหตุใดเขาถึงได้รู้สึกไม่ชอบใจอย่างมากยิ่งไม่มีความเกี่ยวข้องใดกับนางทั้งนั้น แต่เขากลับอยากจะตามจับนางให้ได้เสียนี่
เขาหลุบตาลงเล็กน้อยก่อนพูดอีกครั้ง "กลับไปกับข้า หากไม่แล้ว อีกเดี๋ยวอาจต้องใช้กำลัง"
"เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาจับข้า"
"สมคบโจรชั่ว!"จ้าวมู่อวิ๋นพลั้งปากตะคอก ที่ผ่านมาเขาไม่ชอบสตรีที่ฝีปากกล้าต่อล้อต่อเถียงบุรุษอย่างหน้าไม่อายจริงๆ เรื่องที่สตรีควรว่าง่ายเชื่อฟังแต่กลับไม่ทำ! ไยต้องทำตัวให้น่ารังเกียจเช่นนี้ด้วย
เขาพยายามสงบสติอารมณ์ สองวันมานี้เพื่อเร่งตามจับนางคนเดียว เขายังไม่ได้นอนแม้สักคืน "ขออภัยจะอย่างไรเจ้าก็ยังเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีเงินหลวงถูกขโมยหากเจ้ามั่นใจว่าตนเองไม่ได้ทำสิ่งใดผิด ก็ตามข้ากลับไปให้ปากคำยังที่ว่าการไว้รอให้สืบสวนแน่ชัดแล้ว ข้าจะปล่อยเจ้ากลับมาเอง"
"นานเท่าไร"
"สิบวัน..."
"นั่นนานไป"
จ้าวมู่อวิ๋นถึงกับขบกรามสูดหายใจภายในใจโมโหอย่างที่สุด"เหตุใดข้าต้องรอให้เจ้าตกลงตามข้ากลับไปอย่างเต็มใจด้วย"
หลินหลานหรูยืนนิ่งอยู่กับที่สีหน้าไม่ได้เปลี่ยนไปจากก่อนหน้านั้นแม้แต่น้อย นางในยามนี้เฉยชาอย่างมากแววตาติดจะรำคาญหน่อย รอนางยืนพักอยู่ตรงนี้หายแล้ว ก็จะหาทางหนีไปจากเขา
"นั่นมันก็เรื่องของเจ้ารอข้าหายเหนื่อยแล้วจากนี้ก็จะให้เจ้าวิ่งไล่จับข้าเหมือนสองวันก่อนเป็นอย่างไร"
ยามนั้นจ้าวมู่อวิ๋นเหนื่อยจนรู้สึกปวดหัวตุบๆและเขาก็มองออกว่าหลินหลานหรูก็ไม่มีแรงแม้แต่จะต่อสู้เช่นกันดังนั้นจึงไม่รีบร้อนเพียงโบกมือเป็นสัญญาณให้ทหารที่ด้านหลังไปจับตัวหลินหลานหรูมา
"เดี๋ยว..."หลินหลานหรูรั้งขึ้น
จ้าวมู่อวิ๋นช้อนสายตาขึ้นมองเห็นนางยกแขนซ้ายขึ้นเล็กน้อย แล้วจู่ๆก็มีอีกาตัวหนึ่งบินโฉบลงมาเกาะบนแขนซ้ายของนาง บนถนนมืดมิด ยิ่งขับให้อีกาตัวนั้นดำขลับน่ากลัวยิ่งกว่าพญายมราช
หลินหลานหรูยิ้มอย่างยินดีพลันเปิดปากพูดเจือเสียงหัวเราะว่า "จ้าวมู่อวิ๋นครั้งนี้ดูเหมือนว่าข้าจะอยู่เล่นเป็นเพื่อนเจ้าไม่ได้แล้ว คิดจะจับข้าเจ้าต้องถามความเห็นจากข้าก่อนถึงจะถูกยังต้องดูว่าข้าเต็มใจจะไปกับเจ้าหรือไม่"
นายทหารทั้งหลายที่ยังชะงักอยู่กับที่เนื่องจากได้ยินคำเอ่ยว่า 'เดี๋ยว' ออกมาคำเดียวพวกเขาก็เหมือนจะไปไม่ถูก ก็ไม่รู้ว่าใครคือเจ้านายกันแน่ยิ่งเห็นเด็กสาวตรงหน้าเหมือนจะพูดอะไรแปลกๆ พวกเขาก็รู้สึกหวั่นขึ้นมาอยู่บ้าง
ทว่าจ้าวมู่อวิ๋นเห็นแล้วว่าเหตุใดนางถึงได้เอ่ยอย่างมั่นใจว่าจะรอดพ้นการจับตัวจากเขาได้ขนาดนั้นที่ด้านหนึ่งบนหลังคา มีบุรุษสองคนกำลังยืนอยู่คนหนึ่งสวมชุดขาวถือกระบี่ไป๋เหอที่เมื่อเกือบสิบปีก่อนเคยมีชื่อเสียงเลื่องลือในยุทธภพทว่าดวงตาทั้งสองของคนผู้นี้ถูกปิดไว้ คล้ายจะตาบอดไปแล้ว
ส่วนอีกคนสวมชุดดำ แววตาแข็งกร้าวขณะที่ใบหน้ากลับสงบนิ่ง ในมือถือกระบี่ดำที่เคยได้ยินจากตำนานของแม่ทัพทมิฬผู้บุกตะลุยข้าศึกเหนือใต้เมื่อหลายร้อยปีก่อน กระบี่ดำนั่นคืออาวุธตกทอด?
เหตุใดคนสองผู้ที่ดูอันตรายลึกลับถึงมาอยู่ที่นี่พร้อมกันได้
จ้าวมู่อวิ๋นขมวดคิ้วครุ่นคิด ในใจรู้สึกว่าตนเองได้เจอเรื่องยุ่งยากเข้าแล้ว
เฉิงอิ้นหาคนเจอแล้วก็เรียกให้อีกาบินกลับไป ไม่คิดว่าหลินหลานหรูพอเห็นที่พึ่งก็พลันหงายหลังล้มจากนั้นนางก็หมดสติไป
เกาฟังจึงพึมพำว่า "พี่เฉิงนับว่าเรามาได้ทันเวลา ดูเหมือนนางจะทนมานานแล้ว ตอนนี้ถึงได้ล้มหมดสภาพเช่นนั้นหากนางตื่นขึ้นมานางจะอาละวาดหรือไม่ที่ข้าแอบเห็นสภาพไม่สง่างามของนางเช่นนี้"
"คงเป็นเคราะห์ร้ายของเจ้าแล้วละรีบลงไปประคองนาง" เฉิงอิ้นพูดจบก็กระโดดลงจากหลังคากล่าวกับจ้าวมู่อวิ๋นไปว่า "ขออภัยใต้เท้าจ้าวน้องสาวของข้าชอบหาเรื่องผู้อื่นไปทั่วจนบางครั้งบางคนหลงคิดไปเองว่านางสมคบคิดโจรทำชั่ว ครั้งนี้เป็นความผิดข้าที่ดูแลน้องสาวไม่ดีกลับไปจะสั่งสอนนางอย่างเข้มงวด พบกันวันหน้า พูดคุยกันอย่างมิตรอย่าให้ต้องจับกระบี่ฟาดฟันให้ตายเปล่าเลย"
ทุกคำพูดของเฉิงอิ้นแฝงด้วยความตรงไปตรงมาขณะเดียวกันก็ข่มขู่จ้าวมู่อวิ๋นกลายๆ
"ข้าย่อมไม่ถือโทษจอมยุทธ์ทั้งสองแต่คนเป็นของข้า จะใช่น้องสาวท่านจริงหรือไม่ต้องรอให้นางตื่นขึ้นมายืนยันด้วยตนเอง ท่านชิงตัวคนต่อหน้าข้าเช่นนี้จะให้ข้ากลับไปรายงานผู้บังคับบัญชาอย่างไร"
"คงพูดคุยกันยากเสียแล้ว"เฉิงอิ้นสัมผัสกระบี่ที่ข้างเอว
เกาฟังก็พูดขึ้นอย่างตระหนกว่า"เฉิงอิ้น! ชีพจรนางเต้นอ่อนมาก" เขาพลิกตัวหลินหลานหรู จากนั้นก็ช้อนร่างนางขึ้นอุ้ม
"ดูท่าว่าน้องสาวของข้าจะอาการไม่ดีเสียแล้วนางคงจะตกใจจนหมดสติที่จู่ๆ ท่านก็พาทหารมากมายมาข่มเหงนางที่ตัวเล็กๆ เช่นนี้หากพูดดีด้วยแล้ว ท่านยังไม่ยอมเปิดทางให้เห็นทีคงต้องใช้กระบี่ในมือข้าพูดแทนแล้วกระมัง"
เฉิงอิ้นเพียงชักกระบี่ขึ้นเล็กน้อยไอสังหารบนกระบี่ก็รุนแรงจนเหล่าทหารสัมผัสถึงได้ต่างคนต่างชักดาบฉึบฉับตามสัญชาตญาณ
จ้าวมู่อวิ๋นนิ่งไปพักหนึ่งหากสู้จริงๆ ก็คงมีแต่ต้องแพ้อีกอย่างเขาไม่อยากเสียทหารฝีมือดีที่มีอยู่น้อยนิดในตอนนี้ จึงยอมตกลงปล่อยคนไป
"วันหน้าข้าจะไปเยี่ยมเยียนพวกท่านอย่างแน่นอน"
"รบกวนใต้เท้าแล้ว"เฉิงอิ้นขยับศีรษะให้อย่างเคารพทว่าคนมองกลับรู้สึกว่าบุรุษผู้นี้ก็แสร้งทำตัวนอบน้อมไปเช่นนั้น
จ้าวมู่อวิ๋นพลิกตัวขึ้นหลังม้าเหลือบมองเกาฟังแวบหนึ่ง จากนั้นก็คล้ายรู้สึกว่าเหมือนเคยเจอที่ไหนซึ่งถ้าหากสามปีก่อนจ้าวมู่อวิ๋นใส่ใจคนข้างกายหลินหลานหรูสักนิดก็คงจะจำบุรุษชุดดำผู้นี้ได้แล้ว "ไป!"
เฉิงอิ้นมองจ้าวมู่อวิ๋นพาคนจากไปเขาจึงหันหน้าไปหาเกาฟัง มองใบหน้าหลินหลานหรูที่ใช้ผ้าโปร่งปิดไว้กระนั้นก็ยังมองออกว่าเป็นนาง นางไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด
จากนั้นคนทั้งสองก็พาตัวหลินหลานหรูไปจากที่ตรงนั้นคล้อยหลังพวกเขาไปได้ไม่นาน ท้องฟ้าวันใหม่ก็สว่างขึ้นในที่สุด
หลินหลงอวี้เดินกลับไปกลับมาภายในห้องพักใจของเขารู้สึกกังวลอย่างยิ่ง
ตอนที่อยู่ในพิภพร้อยสังเวียนเป็นเพราะตัวเขาที่ไร้ประโยชน์ สูญสิ้นกำลังภายใน แค่ช่วยน้องสาวยังทำไม่ได้
คิดไปแล้วหลินหลงอวี้ก็พลันใบหน้าเศร้าหมองเป็นเพราะอาการบาดเจ็บสาหัสที่เคยประสบมา ทำให้เขาไม่สามารถฝึกวรยุทธ์ได้อีกทุกครั้งที่จับกระบี่ มือก็จะสั่นไม่หยุดท่านหมอบอกว่าส่วนหนึ่งเป็นปัญหาทางจิตใจที่ได้รับผลกระทบ
เหตุการณ์ถูกลอบโจมตีขบวนเดินทางของสกุลหลินเมื่อสามปีก่อนครั้งนั้นยังฝังอยู่ในใจเขาไม่ลืมเลือน น้องเล็กถูกซูเจี๋ยจับเป็นตัวประกันสีหน้าของนางแม้เฉยชาแต่แววตานางหวาดกลัวที่สุดเขาที่เป็นพี่ชายเห็นแล้วก็รู้สึกตระหนกไปด้วย น้องเล็กบอบบางเยี่ยงนั้นแค่จับนางแรงหน่อย บนตัวก็ขึ้นรอยเขียวช้ำแล้ว เขาใจจะขาด!
ทันทีที่ไล่ตามซูเจี๋ยไปถึงหน้าผาเจ้านั่นถึงกับจะผลักนางลงเหวเพื่อข่มขู่พวกเขา เจ้าบัดซบนี่น่าถีบตกเหวนัก
เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกหวาดกลัวอย่างที่สุดน้องเล็กที่บิดาเลี้ยงดูนางมาอย่างทะนุถนอม รักใคร่เอ็นดูออกปานนั้นยามที่เห็นนางถูกซูเจี๋ยรัดคอ เขาเข้าใจแล้วอะไรคือรักดั่งชีวิตทะนุถนอมเสมือนหนึ่งแก้วตาดวงใจ เขาเจ็บแทนนางแทบใจจะขาดถึงขั้นอยากกระโดดบั้นคอซูเจี๋ยแล้วสับเจ้านั่นหั่นเป็นชิ้นๆ เลยทีเดียว
ไม่คิดว่าพอฟื้นขึ้นมาเขาจะได้รับข่าวร้ายถึงสองเรื่อง เรื่องแรกคือการตายของพี่ใหญ่ร่วมถึงการหายตัวไปของน้องเล็กส่วนเรื่องที่สองคือร่างกายของเขาที่ไม่สามารถกลับมาฝึกวรยุทธ์ได้อีกแล้วกลายเป็นตัวไร้ประโยชน์ไปอย่างน่าเสียดาย
คิดถึงตรงนี้หลินหลงอวี้พลันน้ำตาซึมตอนนั้นถ้าไม่ใช่เพราะเขายังไม่หายดี คงได้หนีออกจากบ้านวิ่งตามหาน้องเล็กไปทั่วแผ่นดินนี้แล้ว น่าเสียดายก็แต่ตัวเขาที่จะลุกจากเตียงยังทำไม่ได้
ทว่ายามนี้ต่างออกไปแล้วเขาเจอน้องสาวแล้ว การได้เห็นว่านางยังมีชีวิตดีอยู่ถือเป็นพรจากสวรรค์ชั้นฟ้าอย่างแท้จริง!...
เสวี่ยเฟิ่งกำลังกินข้าวบนโต๊ะแปดเหลี่ยมกลางห้องพักเหลือบเห็นหลินหลงอวี้เดียวสีหน้าอมทุกข์ เดียวร้อนใจ จากนั้นก็กลับมาเศร้าสร้อยแล้วยิ้มเสียอย่างนั้น
เขาไม่ค่อยสนิทกับคุณชายหลินผู้นี้เท่าไรนักตอนที่ไปหาหลินหลานหย่าที่จวนสกุลหลินก็คล้ายว่าหลินหลงอวี้จะไม่ค่อยสนิทชิดเชื้อกับน้องสาวต่างแม่เท่าไรยามนั้นเขาไม่ค่อยชอบที่อีกฝ่ายเย็นชาใส่หลินหลานหย่า จึงไม่คิดตีสนิทด้วย
เพียงแต่ตอนนี้...
"องค์ชายหกนี่เจ้ารีบกินหน่อยไม่ได้หรือ ข้ายังมีเรื่องต้องถามเจ้าอีกเป็นคันรถเจ้าจะให้ข้ารอจนบ้าตายหรืออย่างไร! "
เสวี่ยเฟิ่งกะพริบตาปริบๆ เอ่ยเบาๆว่า "อืม ข้าเห็นแล้ว"
หลินหลงอวี้จะด่าก็ด่าองค์ชายไม่ได้มันผิด มีโทษหมิ่นเบื้องสูง ดังนั้นจึงได้แต่อัดอั้นตันใจ สุดท้ายก็รอไม่ไหวเรียกสาวใช้ที่จวนเจ้าเมืองเป่ยชางส่งมาซึ่งยืนรอปรนนิบัติอยู่ด้านนอกแล้วให้เข้ามาข้างใน
"พวกเจ้าสองคนช่วยกันยกสำรับขององค์ชายหกออกไป"
เสวี่ยเฟิ่งอ้าปากค้างในมือยังถือตะเกียบอยู่เลยตอนที่สาวใช้สองนางนั้นยกกับข้าวออกไปมองหน้าหลินหลงอวี้แล้วพูดว่า "ข้ายังกินไม่อิ่ม"
"เจ้าไม่ต้องกินแล้ว"
เสวี่ยเฟิ่งยิ้มเย็นอย่างน้อยก็ควรจะยำเกรงกันบ้าง "ข้าเป็นถึงองค์ชาย"
"แต่ข้าเป็นสหายพี่เจ้า เหนือกว่าหนึ่งขั้น"
"นั่นมันใช้วัดกันได้ที่ไหนยังไงสายเลือดมังกรก็สูงกว่า"
"แต่ลำดับอาวุโสสำคัญกว่า"
"เจ้าอายุเท่าข้าไม่ใช่หรือ"
"ข้าเกิดก่อนเจ้าหนึ่งเดือน"
เสวี่ยเฟิ่งวางตะเกียบลงในที่สุด
หลินหลงอวี้จึงคลี่พัดแล้วถามเสวี่ยเฟิ่งต่ออีกว่า"เจ้ารู้จักน้องสาวข้าได้อย่างไร"ตอนนั้นที่หลินหลานหรูกอดเสวี่ยเฟิ่งแนบแน่นเพียงนั้นเขาเห็นแล้วก็รู้สึกหงุดหงิดในใจ
"เจ้าหมายถึง... หลานหลัน?"
หลินหลงอวี้เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเสวี่ยเฟิ่งจำเรื่องเมื่อครั้งอยู่ที่เมืองหนานจิงไม่ได้ทว่าอีกฝ่ายกลับเรียกชื่อเล่นของหลินหลานหรูออกมา ปกติชื่อนี้มีแต่บิดาของเขาเรียกส่วนใหญ่พวกเขาพี่น้องจะเรียกนางว่าน้องเล็กแม้แต่ท่านแม่ยังไม่เรียกหลินหลานหรูด้วยชื่อนี้แต่เจ้าเด็กความจำเสื่อมนี่กลับรู้
"เจ้า...เจ้าจำเรื่องในเมืองหนานจิงได้แล้วหรือ"
เสวี่ยเฟิ่งส่ายหน้าจากนั้นก็รินน้ำบนโต๊ะขึ้นดื่ม "จำไม่ได้ แค่ได้ยินคนอื่นเล่าให้ฟัง"เว้นช่วงดื่มน้ำเล็กน้อย ก็พูดขึ้นต่อ "เคยเจอนางตอนอยู่กว่างโจวจากนั้นตลอดเดือนกว่ามานี้ก็ร่วมเดินทางมายังเป่ยชางด้วยกันหลังแยกกันที่โรงเตี๊ยม ก็มีเหตุให้ต้องพบกันอีกจากนั้นก็ไปโผล่ในพิภพร้อนสังเวียนอย่างที่เจ้าเห็น"
หลินหลงอวี้ฟังแล้วจากนั้นก็ทิ้งตัวนั่งบนเก้าอี้อย่างอ่อนแรงเริ่มเปิดปากกล่าวโทษตัวเองที่ไร้ความสามารถ ไม่อาจปกป้องน้องสาวได้ร่ายยาวไปเรื่อยๆ
เสวี่ยเฟิ่งเห็นแล้วก็ไม่พูดอะไรเขาเองก็เข้าใจความรู้สึกของหลินหลงอวี้ตอนที่เห็นหลินหลานหรูกระโดดลงไปบนลานประลอง เขาตอนนั้นก็ไร้ความสามารถเช่นกัน
"เจ้ารู้ใช่หรือไม่ว่าเวลานี้นางพักอยู่ที่ใด"
เสวี่ยเฟิ่งส่ายหน้าเมื่อเช้าติงเกากลับมาแล้ว เขาก็ให้อีกฝ่ายไปสืบดูที่จวนสกุลซือพบว่าหลินหลานหรูยังกลับมาไม่ถึง ในนั้นมีเพียงจื่อเหวินบางทีนางอาจแวะที่ไหนสักที่ เพราะทางด้านจ้าวมู่อวิ๋นก็ไม่มีความเคลื่อนไหวใด
ตั้งแต่จ้าวมู่อวิ๋นได้เงินคืนมาจำนวนไม่น้อยก็ไม่เคลื่อนไหวอย่างเอิกเกริกอีก ติงเกาทำงานได้ดีเยี่ยมรวบรวมรายชื่อพ่อค้าสมคบกับขุนนางฉ้อฉลในเมืองเป่ยชางสืบหาจนรู้แหล่งที่ซ้อนของเงิน ใช้เรื่องเงินหลวงถูกขโมยเข้าตรวจค้น เพียงเท่านี้ก็ยึดทรัพย์เหล่านั้นมาได้อย่างไม่มีข้อกังขาแล้ว
นอกจากหาเงินให้ฮ่องเต้ได้ยังสามารถหลอกขุนนางเฒ่าเรื่องจำนวนเงินในท้องพระคลังได้ด้วย
กล่าวโดยสรุปคือหากหลอกจ้าวมู่อวิ๋นได้ ก็หลอกตาแก่มากอำนาจพวกนั้นได้
"ก่อนออกจากพิภพร้อยสังเวียนนางบอกข้าว่าจะรออยู่ที่จวนสกุลซือ" ส่วนตอนนี้นางอยู่ที่ไหนเขาก็สุดจะรู้
หลินหลงอวี้ถอนหายใจแล้วทิ้งตัวพิงพนักเก้าอี้ในความรู้สึก มีทั้งอยากเจอน้องสาว ขณะเดียวกันก็หวาดกลัวมากด้วยเจอแล้วเขาจะพูดอะไรกับนางดี นางจะยังจำพี่ชายไร้ประโยชน์อย่างเขาได้หรือไม่หรือนางจะผิดหวังและเสียใจเพียงใด จะคิดว่าเขาถอดทิ้งนางหรือไม่
ยิ่งคิดสีหน้าหลินหลงอวี้ยิ่งดูย่ำแย่ขึ้นเรื่อยๆ
เสียงฝีเท้าหลายคู่ดังใกล้หน้าประตูเข้ามาไม่นานก็ปรากฏร่างผู้มาเยือนหลินหลงอวี้จึงเก็บสีหน้าพร้อมทั้งอารมณ์เศร้าสร้อยในตอนนี้ทิ้ง
"หมอมาแล้ว"องค์ชายรองยังพูดน้อยเช่นเดิม
เสวี่ยเฟิ่งจึงลุกขึ้นยืนก่อนเดินไปนั่งบนเตียงในห้องด้านใน เพื่อให้ท่านหมอตรวจบาดแผลบนหน้าอกและจับชีพจร
"ฝีมือคนสกุลจ้าวผู้นั้นหรือ"
เสวี่ยเฟิ่งขี้เกียจพูดจึงพยักหน้าหงึกครั้งเดียว
"พี่สามของเจ้ารู้หรือไม่"
เสวี่ยเฟิ่งส่ายหน้าอีก
"เช่นนั้นข้าจะบอกเขาเอง"
"ไม่ต้อง!"เสวี่ยเฟิ่งไม่อยากทำให้พี่ชายทั้งสองคนขัดแย้งกันเพราะเขา จึงพูดว่า"จ้าวมู่อวิ๋นมีความแค้นส่วนตัวกับข้าเขาอยากสังหารข้าเพราะอารมณ์ชั่ววูบก็สมควรแล้วไม่ต้องลำบากพี่รองเรียกร้องความเป็นธรรมให้ข้า"
เจิ้งเสวี่ยหมิงฟังแล้วไม่พูดอะไรอีกด้วยเขาเป็นคนพูดน้อย ถนัดแต่เรื่องจับดาบฟาดฟันศัตรูความจริงแล้วมีช่วงหนึ่งที่เขาเคยอาศัยอยู่ในค่ายทหารของแม่ทัพเย่าหย่งหมิงเรียกได้ว่าเติบโตมากับค่ายทหารเลยก็ว่าได้
ยามนั้นเขาที่มีฐานะสูงศักดิ์อยู่เพียงคนเดียวจึงไม่มีใครกล้าคบเป็นสหายไม่มีสหายก็ไม่มีเพื่อนเล่นบุตรชายแม่ทัพเย่าก็ยังแบเบาะจะเล่นเตะต่อยกับเขาได้อย่างไรจนกระทั่งน้องหกในวัยสี่ขวบมาถึงเจ้อเจียงเขาก็มีน้องชายคนนี้ที่คอยเล่นและอยู่เป็นเพื่อนมาตลอดดังนั้นเขาจึงค่อนข้างสนิทสนมกับเสวี่ยเฟิ่งมากกว่าพี่น้องคนอื่นๆ
ส่วนเรื่องความขัดแย้งที่เล่าลือกันล้วนไม่เป็นความจริงยิ่งที่ผ่านมาเสวี่ยเฟิ่งค่อนข้างดื้อ อีกทั้งยังนิสัยเกเร ชอบก่อกวนเหล่าพี่น้องคนนอกจึงมองเสวี่ยเฟิ่งว่าหยิ่งผยอง ไม่เคารพผู้ใดมิหนำซ้ำยังเป็นโอรสที่ฮ่องเต้มิโปรดปรานพวกขุนนางเฒ่าทั้งหลายจึงไม่เห็นน้องชายเขาอยู่ในสายตา
เจิ้งเสวี่ยหมิงนึกถึงเรื่องนี้ทีไรก็อดสงสารเสวี่ยเฟิ่งไม่ได้
"หลงอวี้ข้ามีเรื่องต้องคุยกับเจ้า"หลังองค์ชายรองหันไปพูดกับหลินหลงอวี้แล้วก็เดินออกจากห้อง
หลินหลงอวี้รับคำแล้วตามออกไปทันทีกระนั้นก็ยังมองเสวี่ยเฟิ่งอย่างแสนเสียดายอยู่บ้าง
เพื่อไม่มีใครอยู่ในห้องแล้วเสวี่ยเฟิ่งจึงกำชับกับท่านหมอว่า "ความผิดปกติในร่างกายข้าขอให้ท่านหมอเก็บรักษาความลับด้วย"
ท่านหมออายุมากแล้วได้ยินเช่นนั้นก็ใบหน้าซีดเผือด "องค์ชาย กระหม่อมสมควรตายเกรงว่าหากไม่รีบถอนพิษ อย่างมาก...อย่างมากพระองค์จะอยู่ได้ไม่ถึงหนึ่งเดือนนะพ่ะย่ะค่ะ!"
"พูดอะไรของเจ้า!"ฉางหมิงร้องขึ้นอย่างตระหนกซึ่งก่อนหน้านั้นฉางหมิงเพิ่งเดินเข้ามาพร้อมกับท่านหมอเสวี่ยเฟิ่งจึงยังไม่ได้บอกเขาเรื่องนี้
ติงเการู้สถานการณ์เขาเดินขึ้นหน้า พูดว่า "ท่านหมอ หมดธุระของท่านแล้วต่อจากนี้ก็ให้ท่านเขียนเทียบยา แล้วทิ้งไว้สักใบเถิดผู้น้อยจะกลับออกไปส่งท่าน"
ติงเกาผายมือเชิญท่านหมอ
ท่านหมอเก็บล่วมยาอย่างลังเล
เมื่อออกไปแล้วติงเกายังกำชับเรื่องพิษในตัวขององค์ชายหก หากหมอเก็บความลับไม่ได้ติงเกาก็ขู่ไปอีกว่าจะตามไปฆ่าทิ้งทั้งครอบครัว ท่านหมอไม่รับไม่ได้สุดท้ายจำต้องก้มหน้ากลืนน้ำตาตนเอง
ภายในห้องมีเพียงเสวี่ยเฟิ่งกับฉางหมิงแล้วฉางหมิงจึงทรุดตัวคุกเข่าลงต่อหน้าเสวี่ยเฟิ่ง กล่าวขออภัยในความผิด
"องค์ชาย..."
ตอนนี้สีหน้าของเสวี่ยเฟิ่งก็ดูเคร่งขรึมขึ้นแล้วเขาพูดว่า "เป็นเสด็จแม่ส่งเจ้าให้กับพ่อค้าทาส?"
"พ่ะย่ะค่ะ" ฉางหมิงตอบตามความจริงหลุบตาก้มหน้าคุกเข่าอยู่ตลอด
"เจ้ารู้อะไร"
ฉางหมิงเงียบไปพักใหญ่
เสวี่ยเฟิ่งจึงพูดอีกว่า"คนที่อยู่เบื้องหลังการลอบสังหารข้าครั้งนั้นเป็นใครเรื่องนี้เจ้ารู้ใช่หรือไม่"
ฉางหมิงตกใจ เงยหน้าขึ้นจากนั้นรู้ตัวว่าเสียมารยาทแล้วจึงหลุบตามองพื้น
เมื่อรวบรวมความกล้าได้แล้วจึงเอ่ย"เป็นฮ่องเต้พ่ะย่ะค่ะ"
"บังอาจ!"เสวี่ยเฟิ่งถึงกับลุกขึ้นยืน "เจ้ารู้ตัวหรือไม่ว่าพูดสิ่งใดออกมาคนผู้นั้นคือบิดาแท้ๆ ของข้า เรื่องนี้หากไม่มีหลักฐานเจ้าก็กล้าพูดส่งเดช?"
ฉางหมิงตกใจจึงก้มหมอบกับพื้น"องค์ชาย กระหม่อมมีหลักฐานวันนั้นมือสังหารทุกคนสวมชุดดำปกปิดใบหน้ามิดชิดก็จริงแต่บางสิ่งที่พวกเขาเคยชิดก็มักจะแสดงออกมาหรือพกติดตัวเสมออีกอย่างกระหม่อมเห็นสิ่งนี้บนเกราะหุ้มเท้าของพวกเขา"
ฉางหมิงยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งที่เตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อเช้าก่อนจะเดินเข้ามาพร้อมท่านหมอส่งให้เสวี่ยเฟิ่ง
เสวี่ยเฟิ่งรับมาเปิดบนนั้นมีภาพวาด เขาเห็นแล้วก็พูดว่า "ตราเหลียนเซ่อ"
'ตราเหลียนเซ่อ' เป็นตรารูปดอกบัวประหลาดที่กลีบดอกมีหนามแหลมคมเล่าว่าตอนที่ฮ่องเต้ยังเป็นองค์ชายได้เคยเป็นผู้นำของกองกำลังเหลียนเซ่ออยู่หลายปีทุกวันนี้กองกำลังเหลียนเซ่อก็ยังมีอยู่แต่เป็นหน่วยลับที่คอยทำงานขึ้นตรงต่อฮ่องเต้โดยเฉพาะ
ในราชสำนักไม่ว่ากรมหรือกองงานใดก็ไม่มีสิทธิ์เข้าถึงหรือสั่งการหน่วยลับเฉพาะนี้ได้
"ไม่แน่อาจเป็นคนในที่คิดทรยศ"ถึงที่สุด เสวี่ยเฟิ่งก็ยังไม่เชื่อว่าพ่อแท้ๆ ของตนจะฆ่าลูกทว่าพอนึกถึงตราสัญลักษณ์นี้ ก็แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะมีคนในทรยศความรู้สึกเจ็บแปลบตรงหน้าอกจึงวิ่งพล่านขึ้นมา เกิดคำถามที่ว่า เขาทำผิดอะไรเหตุใดบิดาแท้ๆ ถึงกับต้องการฆ่าเขา
"องค์ชาย" ฉางหมิงเห็นเสวี่ยเฟิ่งหน้าซีดก็นึกเป็นห่วงแต่เสวี่ยเฟิ่งส่ายหน้าให้รู้ว่ายังไหว
เสวี่ยเฟิ่งมองฉางหมิงที่รูปร่างแกร่งกำยำขึ้นมากบนหน้าผากที่มีรอยแผลเป็นเขียนคำว่า 'นักโทษ' เขาก็ให้ฉางหมิงใช้ผ้าปิดไว้เหมือนหลินหลานหรูแล้วพูดว่า "เรื่องนี้ยังต้องให้เจ้าตามสืบ ดังนั้นข้าจะคืนตำแหน่งองครักษ์ให้เจ้าแต่จะติดตามข้างกายข้าอย่างเปิดเผยไม่ได้แล้วเพราะเจ้าต้องคอยทำงานให้ข้าอย่างลับๆ"
"กระหม่อมน้อมรับบัญชาพ่ะย่ะค่ะ"
"จริงสิเจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าสูญเสียความทรงจำ"
ฉางหมิงเงยหน้าขึ้นสีหน้ามีความตกตะลึงอยู่บ้าง แน่นอนว่าเขาไม่รู้ จากนั้นก็ก้มหน้าลง พูดว่า"เรื่องนี้กระหม่อมมิทราบ ตอนที่ออกจากวัง ตอนนั้นองค์ชายยังไม่ฟื้นและยิ่งไม่ทราบถึงอาการบาดเจ็บของพระองค์แม้แต่น้อย"
เสวี่ยเฟิ่งยอบตัวลงนั่งบนเตียงอีกครั้งเอ่ยอย่างสุขุมว่า "นั่นไม่ใช่ความผิดของเจ้า อย่าได้โทษตัวเอง เพียงแต่ข้าอยากรู้ว่าหลังจากออกจากหางโจวแล้วเหตุใดข้าถึงไปที่หนานจิงจุดประสงค์คงไม่ได้มีแค่ไปเยี่ยมเยียนอาจารย์เฉาอันเป็นแน่"
ฉางหมิงตอบ "ส่วนหนึ่งพระองค์ไปตามหานางพ่ะย่ะค่ะ"
"เจ้าหมายถึงคุณหนูสกุลหลิน"
"เป็นเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะก่อนหน้านั้นท่านได้ยินว่าในหนานจิงมีครอบครัวสกุลหลินอยู่จึงอยากไปเยือนที่นั่นสักครั้งจากนั้นไม่คิดว่าเรื่องจะไปกันใหญ่ถึงขั้นชีวิต..."
ฉางหมิงเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นในเมืองหนานจิงซึ่งละเอียดกว่าที่เสวี่ยเฟิ่งได้ยินคนอื่นเล่ามาทั้งหมดไม่เว้นแม้กระทั่งผู้ใดเป็นเจ้าของพิษเย็นในร่างกายเขา
เสวี่ยเฟิ่งถึงกับแค่นเสียงเฮอะออกมาอย่างปวดใจเมื่อถึงความทรมานที่เขาได้รับตลอดสี่ปีเต็มทุกครั้งที่พิษกำเริบจะทรมานราวกับร่างกายถูกฉีกด้วยห้าม้าแยก
เขาน่าจะเอะใจตั้งนานแล้วถึงเขาจะจำหลินหลานหรูก่อนหน้านั้นในเมืองหนานจิงไม่ได้ แต่นางที่เขารู้จักที่เมืองกว่างโจวทั้งตัวนางก็มีแต่พิษซุกซ่อนอยู่เต็ม อีกทั้งมีหรือที่นางจะไม่รู้ว่าเขาถูกพิษในเมื่อเป็นนางเองที่มอบยาพิษเม็ดนั้นให้เขากับมือ
ทว่าพบกันอีกครั้งนอกจากนางจะไม่พูดถึงเรื่องพิษสักคำ แต่กลับมีท่าทางปกปิดอย่างเห็นได้ชัดจริงๆเขาพูดถึงเรื่องพิษขึ้นมาครั้งไหน นางก็มักจะหลบเลี่ยง
นี่มิเท่ากับหมายความว่าที่สุดแล้วนางก็ยังอยากจะให้เขาตายอย่างนั้นหรือ เฮอะ!เขาน่าจะหลาบจำตั้งแต่ชาติก่อนแล้ว หลี่ถิงในชาตินั้นโหดเหี้ยมเช่นไรจนมาถึงชาตินี้นางก็ยังไม่เปลี่ยน นิสัยนางยังเหมือนเดิม คือไม่สำนึกบุญคุณ!
ทุกครั้งที่หลี่ถิงมีสติกลับมาจากอาการเลอะเลือนหากนางไม่ถือมีดไล่ฆ่าเขา ก็จะแสร้งอ่อนหวานหลอกให้เขาตายใจแล้วใช้สารพัดวิธีมาฆ่าเขา ไม่เว้นแม้แต่เรื่องบน... ช่างเถอะ
ในเมื่อนางอยากให้เขาตายจากนี้อีกไม่ถึงเดือนก็คงจะสมใจนางแล้ว เขาเองก็จะไม่ร้องขอให้มีชีวิตต่อแล้วเช่นกัน
ฉางหมิงเห็นแววตาเสวี่ยเฟิ่งมีแต่ความโกรธเกรี้ยวก็ไม่รู้ว่าตนเองพูดอะไรผิดไปหรือไม่เหตุใดองค์ชายถึงได้มีแววเกลียดชังมากมายในดวงตาเช่นนั้น
แต่หากองค์ชายจะโกรธแค้นคุณหนูหลินผู้นั้นก็สมควรแล้วมิใช่หรือนางมารเช่นนั้นตอนเด็กยังร้ายถึงเพียงนี้ ไม่รู้ว่าผ่านไปหลายปีแล้วนางจะโหดเหี้ยมขนาดไหน
ฉางหมิงแอบขนลุกในใจ