บทที่ 11
คลื่นเหียนชวนอาเจียน
วันนี้อากาศไม่ค่อยดีนัก ท้องฟ้ายามรุ่งสางยังคงครึ้ม เมฆสีขาวเทาปกคลุมบรรยากาศดูหม่นหมอง ทั้งยังมีฝนตกปรอยทำให้พื้นดินเฉอะแฉะ จวี๋ฮุ่ยเดินออกจากห้อง หิ้วตะกร้าไปยังแปลงผักข้างเรือน เด็ดเอาผักสดๆ หวานๆ ใส่ตะกร้าอย่างขันแข็ง ในขณะที่จวี๋ฮุ่ยลุกขึ้นดินเปียกๆ ใต้เท้ายวบลงทำให้ตัวเสียสมดุล ลื่นไถลล้มแปะอยู่บนพื้น
“จวี๋ฮุ่ย!”
จวี๋ฮุ่ยไม่ทันได้ยันตัวลุกจากพื้น ภาพตรงหน้าพลันวูบไหวรู้สึกถึงแรงขุมหนึ่งที่ดึงนางขึ้น กะพริบตาอีกหนก็เห็นมือของเขาเอื้อมเข้าหา
“เจ็บหรือไม่!”
ฝ่ามือคู่ใหญ่ช้อนใต้แผ่นหลังกุมไหล่บางไว้แน่น ส่วนมืออีกข้างก็ช้อนรองใต้เข่า อุ้มนางไว้ด้วยสองแขน โจวอี้ที่เห็นนางมองเขาอยู่อย่างนั้นไม่ได้ตอบความก็ร้อนใจ รีบอุ้มจวี๋ฮุ่ยเข้าไปในบ้าน วางนางลงบนเก้าอี้มองสำรวจซ้ายขวากลัวว่านางจะได้รับาเ็
“ข้าไม่เป็ไร”
จวี๋ฮุ่ยมองโจวอี้น้อย ที่ตอนนี้ไม่น้อยแล้ว...
ห้าปีหลังมานี้ เด็กๆ ทั้งเจ็ดในบ้านต่างเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว กลายเป็ชายหนุ่มหญิงสาวกันหมดแล้ว เว้นแต่เพียงเสียวเสี่ยว เสี่ยวหยางและฉู่จีเท่านั้นที่ยังเป็หนุ่มน้อยและสาวน้อยอยู่
“เป็อะไรไป ทำไมถึงได้มองข้าเช่นนี้”
โจวอี้เอียงคอถามเมื่อเห็นสายตาของจวี๋ฮุ่ยแปะอยู่บนร่าง ถูกนางจ้องจนเริ่มขัดเขินเสียแล้ว
“พอคิดว่าผักกาดขาวที่ข้าเฝ้าปลูกมาอย่างดีจะถูกหมูตัวอื่นย่ำยีก็ปวดใจอยู่บ้าง”
จวี๋ฮุ่ยถอนใจยาวด้วยความกลัดกลุ้ม โจวอี้น้อยผู้นี้รูปลักษณ์โดดเด่นกว่าผู้อื่นในบ้าน ตอนเป็เด็กหนุ่มก็ว่าเขาหน้าตาดีมากแล้ว แต่พอโตขึ้นเขาก็เป็ดั่งบุปผาที่ล่อแมลงน้อยใหญ่ หลายวันมานี้มีท่านป้าหลายคนเลียบเคียงถามว่าโจวอี้มีหญิงที่พึงใจหรือยัง ไม่เพียงโจวอี้ ต้าเกอและเอ้อร์เกอก็ได้รับการถามถึงอยู่เนืองๆ
หากต่อไปเขาผ่านด่านเคราะห์ได้ด้วยดี จากโจวอี้น้อยก็จะกลายเป็โจวอี้ใหญ่ บรรลุด่านเซียนเลื่อนขั้นเป็ซ่างเสินเวลานั้นเขาก็สามารถใช้คันฉ่องสืบิญญาตามหาคนรักได้แล้ว...
ทันใดแววตาของจวี๋ฮุ่ยก็หม่นแสงลงโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกเศร้าหมองเบาบางนี้โจวอี้ย่อมรับรู้ จึงพูดปลอบนางด้วยรอยยิ้ม
“ข้าจะใช้รากยึดแปลงเดิมเอาไว้ ไม่ยอมไปอยู่กับหมูตัวอื่นหรอก ข้าบอกเอาไว้แล้วว่าจะอยู่กับจวี๋ฮุ่ยจนแก่เฒ่าผมขาว”
โจวอี้คุกเข่าอยู่หน้าเก้าอี้ใช้แขนเสื้อเช็ดชายกระโปรงที่เปรอะดินให้จวี๋ฮุ่ยอย่างใส่ใจ
ต้าเกอที่เตรียมตัวั้แ่เช้าได้ยินเสียงของโจวอี้แว่วๆ ก็รีบมาดู พลันเห็นภาพตรงหน้าแววตาของต้าเกอก็เคร่งขรึม จงใจกดฝีเท้าหนักๆ พร้อมส่งเสียงกระแอมไอออกมา โจวอี้ปรายตามองไปยังประตูเห็นว่าเป็ต้าเกอเขาถึงค่อยๆ ปล่อยชายกระโปรงของจวี๋ฮุ่ยลงแล้วลุกขึ้นจากพื้น
“เหล่าหงยังไม่มาเลย เ้ารอครู่เดียวข้าจะทำมื้อเช้าให้กิน” จวี๋ฮุ่ยกวักมือเรียกต้าเกอ เงยหน้ามองเรือนกายสูงใหญ่ของเขาแล้วก็อดทอดถอนใจไม่ได้ เมื่อก่อนเขายังตัวนิดเดียวเท่านั้นเอง!
“พี่สาวไม่ต้องลำบาก เมื่อคืนเอ้อร์เกอเตรียมของกินให้ข้าตั้งมาก”
“พอเอ้อร์เกอกลายเป็ผู้ช่วยพ่อครัวที่โรงเตี๊ยมใหญ่โตเ้าก็รังเกียจรสมือข้าคนนี้แล้ว” จวี๋ฮุ่ยทำปากยื่น มองต้าเกอด้วยความเจ็บช้ำอยู่บ้าง
“จะเป็แบบนั้นได้อย่างไร”
ต้าเกอแววตาอ่อนลง ใบหน้าเจือด้วยรอยยิ้ม มองพี่สาวที่กำลังแง่งอนก็อยากจะเข้าไปปลอบ แต่ติดที่ว่าหากเข้าใกล้นางมากเกินไปก็กลัวว่าจะถูกสุนัขกัดเอา
“ข้าหรืออุตส่าห์ตากฝนออกไปเก็บผัก ยอมลื่นล้มเพื่อให้เ้าได้กินมื้อเช้าก่อนจะไปสอบ เอาเถอะๆ หากไม่อยากกินก็ไม่เป็ไร”
จวี๋ฮุ่ยสะบัดมือหย็อยๆ ใบหน้าง้ำงออยู่บ้าง ต้าเกอได้ยินแล้วก็แสนจะอ่อนใจ นางพูดออกมาเพียงนี้แล้วหากไม่กินก็คงไม่ได้
“เข้าใจแล้ว เช่นนั้นพี่สาวทำมื้อเช้าง่ายๆ ก็พอแล้ว”
จวี๋ฮุ่ยได้ยินแล้วก็ยิ้มร่า รีบเดินเข้าไปในครัวทำมื้อเช้าให้ต้าเกอ
ต้าเกอร่ำเรียนเขียนอ่านมาหลายปี อาจารย์ในสำนักศึกษาต่างพูดเป็เสียงเดียวกันว่าเขาฉลาดเฉลียวให้ลองเข้ารับสอบถงเซิงดู ปีนี้เป็ปีแรกที่ต้าเกอจะเข้าสอบดังนั้น จวี๋ฮุ่ยจึงอยากให้เขาได้กินมื้อเช้าจะได้มีเรี่ยวแรง สมองสดชื่นแจ่มใสไปสอบในเมือง
หลังจากจวี๋ฮุ่ยปลีกตัวจากไป ต้าเกอก็มองโจวอี้ที่นั่งทับอยู่บนเก้าอี้ที่จวี๋ฮุ่ยเคยนั่ง มองโจวอี้อยู่พักใหญ่แต่ก็ไม่ได้เอ่ยคำพูดใดออกมา
คนในบ้านล้วนมองออกว่าท่าทีของโจวอี้ที่ปฏิบัติต่อจวี๋ฮุ่ยนั้นมากเกินพอดีไปสักหน่อย ทั้งจวี๋ฮุ่ยก็ไม่คิดเล็กคิดน้อยหรือคิดซับซ้อน สำหรับจวี๋ฮุ่ยแล้วนางไม่ได้เป็เพียงพี่สาว นางแทบจะเป็มารดา
สำหรับมารดาแล้ว ต่อให้บุตรเติบโตมากเพียงไรท้ายที่สุดแล้วในสายตาของมารดาก็ยังคงมองบุตรตัวโตเป็เด็กตัวน้อยๆ เสมอ
ความคิดของจวี๋ฮุ่ยไม่มีอะไรซับซ้อนเลย นางมองพวกเขาเป็เด็กน้อย สิบปีก่อนนางเป็เช่นไร สิบปีต่อมานางก็เป็เช่นนั้น
แต่โจวอี้ไม่ใช่...
แววตาของเขามีอะไรมากกว่านั้น แม้อยู่ต่อหน้าผู้อื่นเขาหลบเลี่ยงได้ แต่เมื่ออยู่ในบ้านแล้วเขาไม่เคยเก็บงำความปรารถนา
เื่นี้ทำให้ต้าเกออดห่วงไม่ได้ แม้จวี๋ฮุ่ยจะไม่ใช่พี่สาวร่วมสายเื แต่ด้วยสถานะของนางแล้วเขาก็ได้แต่วาดหวังภาวนาว่าโจวอี้จะไม่ทำสิ่งใดโง่เขลา
“ห่วงเื่ของตนเองก่อนเถิด ไม่ต้องห่วงเื่ของข้า หากสอบตกกลับมา คนเลี้ยงแพะทำความสะอาดเล้าไก่ก็ต้องเป็เ้าแล้ว”
โจวอี้พูดขึ้นโดยไม่สบตาหันมอง พิงตัวไปกับเก้าอี้ด้วยความผ่อนคลาย ไออุ่นของจวี๋ฮุ่ยยังคงทิ้งอยู่บนเก้าอี้ทำให้เขารู้สึกราวกับถูกนางโอบกอด
ต้าเกอได้ยินแล้วก็เค้นเสียงออกจากลำคอ เดินหนีไปอีกทางดังไม่้าพูดคุยกับเขามากนัก
หลังจากต้าเกอกินมื้อเช้าเสร็จสิ้น เหล่าหงก็ขับเกวียนมาถึงหน้าบ้านพอดี จวี๋ฮุ่ยพาบรรดาเหล่าพี่น้องในบ้านออกไปส่งต้าเกออย่างเอิกเกริก
“ต้าเกอหากสอบไม่ผ่านก็ไม่เป็ไร ข้าเลี้ยงเ้าไปจนแก่เฒ่าผมขาวได้”
จวี๋ฮุ่ยเม้มปากแววตายามที่มองต้าเกอมีความเศร้าหมองที่ต้องจากลาอยู่บ้าง ขยับเท้าเข้าไปใกล้ มือบางจัดชุดให้เขาอย่างใส่ใจ เดิมทีต้าเกอคิดจะหลบมือของนาง หญิงชายอายุเกินเจ็ดขวบไม่ใกล้ชิด
ยิ่งเขาร่ำเรียน กฎเกณฑ์ประเพณีก็เคร่งครัด แต่หลังจากนึกถึงคำพูดยียวนของโจวอี้เมื่อครู่แล้วเขาก็ไม่คิดหลบ ยืนนิ่งๆ ยอมให้จวี๋ฮุ่ยจัดเสื้อผ้าบนร่างจนเรียบร้อย ทั้งยังส่งยิ้มยียวนให้โจวอี้หนึ่งรอบ ยิ่งเห็นว่าเขาสะบัดหน้าหนีรอยยิ้มมุมปากก็ยิ่งกดลึก ก้มหน้ามองพี่สาวจวี๋ฮุ่ยแล้วพูดอย่างอ่อนโยน
“พี่สาวเลี้ยงข้ามาอย่างยากลำบาก จะให้ข้าหน้าหนาเกาะท่านกินไปตลอดชีวิตเหมือนใครบางคนก็คงไม่ได้ เกิดเป็คนย่อมต้องมีจิตสำนึก รู้อะไรควรไม่ควร การสอบครั้งนี้ข้าผ่านได้แน่”
จวี๋ฮุ่ยได้ยินวาจาลึกล้ำราวกับผู้ทรงความรู้ก็กุมอกเสื้อด้วยความภาคภูมิใจจนแทบหลั่งน้ำตา ขอทานน้อยของนางโตขึ้นมากแล้วจริงๆ!
หลังจากร่ำลากันดีแล้วเกวียนของเหล่าหงค่อยๆ เคลื่อนออกไปพร้อมกับเงาร่างของต้าเกอที่คล้อยหายไปจากครรลองสายตา จวี๋ฮุ่ยมองแล้วก็รู้สึกใจหายอยู่บ้าง
หันมองเด็กๆ รอบกายแล้วพึมพำ
“ตอนที่ข้าออกจากบ้านไปพวกเ้าคงรู้สึกเช่นนี้...”
เอ้อร์เกอและซานซานเห็นพี่สาวจวี๋ฮุ่ยดูเศร้าหมองก็คิดจะปลอบนางคนละคำสองคำ แต่การเคลื่อนไหวของพวกเขามีหรือที่จะรวดเร็วเท่าโจวอี้
“จวี๋ฮุ่ยไม่ต้องกังวล ข้าจะอยู่กับจวี๋ฮุ่ยตลอดไป”
โจวอี้ยิ้มแย้ม มือคว้าแขนเสื้อของนาง กระตุกดึงเบาๆ เรียกร้องความสนใจ
เอ้อร์เกอและซานซานเห็นชายหนุ่มตัวโตพูดจาหวานเลี่ยนทั้งยังดูออดอ้อนออกหน้าออกตาก็พากันเบือนหน้าหนี ความรู้สึกคลื่นเหียนตีรวนขึ้นมา ในขณะที่คนทั้งหมดกำลังจะกลับเข้าบ้าน หน้ารั้วเตี้ยกลับปรากฏคนผู้หนึ่ง
“อะ เอ่อ พี่สาวจวี๋ฮุ่ย”
เป็เหอเหลียงบุตรชายคนเล็กของเหอโถวที่เกาะรั้วเตี้ยกำลังมองเข้ามาด้านใน
“มารับโจวอี้หรือ” จวี๋ฮุ่ยทักทายด้วยรอยยิ้มละไม เห็นว่าชายหนุ่มผงกหัวลงตอบรับนางแต่สายตาของเขากลับมองไปยังซานซาน
“โจวอี้เ้าไปเตรียมตัวเถิด”
จวี๋ฮุ่ยแตะไหล่บอกโจวอี้แล้วต้อนเ้าเด็กสามคนเข้าบ้านโดยมีเอ้อร์เกอช่วยเหลือ ก่อนที่จวี๋ฮุ่ยจะเข้าไปด้านในก็เห็นซานซานยืนคุยกับเหอเหลียง แววตาของคนทั้งสองต่างมีประกายเจิดจ้ายินดี จวี๋ฮุ่ยแอบมองอยู่ครู่หนึ่งจึงเดินไปหาโจวอี้ถามไถ่ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“โจวอี้เ้าคิดว่าเ้าหนุ่มเหอเหลียงเป็อย่างไร”
“จวี๋ฮุ่ยหมายความว่าอย่างไร!” โจวอี้ย้อนถามเสียงดัง มือที่ถือกระบอกลูกธนูร่วงหล่น ดอกธนูกระจัดกระจายทั่วพื้น แววตาคล้ายเห็นฟ้าถล่มลงมาเบื้องหน้า
ที่นางถามเช่นนี้ใช่ว่าสนใจเหอเหลียงหรือ!
ก่อนที่เขาจะเป็ลมล้มพับหรือคิดแผนการสังหารคน จวี๋ฮุ่ยก็พูดขึ้นเสียก่อน
“เ้าเด็กเหอเหลียงมาตามเ้าขึ้นเขาทีไรก็มองซานซานของข้าอยู่บ่อยครั้ง ทั้งเ้าหนูน้อยบ้านข้าก็อัธยาศัยดีนัก ใครไปใครมาก็ทักทายเขาไปเสียหมดย่อมเป็ที่ชมชอบ”
จวี๋ฮุ่ยยื่นปากรู้สึกหวงแหนเด็กน้อยของตนเองอยู่บ้าง โจวอี้ได้ยินแล้วความอึดใจมลายหาย เขาก้มกายหยิบลูกธนูใส่กระบอก พูดเสียงเอื่อย
“เหอเหลียงนับว่าไม่เลว เขานิสัยดี เป็คนซื่อ แม้เขาไม่เหมาะกับการเป็นายพรานแต่เขาก็มีทักษะติดกายไม่น้อย ทำงานในร้านตีเหล็กนับว่ามั่นคง ลุงเหอกับหลิวซื่อก็มีเมตตาไม่ใช่คนจิตใจคับแคบ ทั้งบ้านลุงเหอก็ห่างจากบ้านเราไม่ไกล ซานซานแต่งให้เหอเหลียงก็ไม่นับว่าลำบาก” โจวอี้ยิ้มบางๆ ร่ายยาวอย่างเป็เหตุเป็ผล รู้สึกดีไม่น้อยที่จะไล่ผู้อื่นออกจากบ้านไปได้เสียที!
ลิขิตฟ้ามิอาจขวาง!
อีบุ๊กออกแล้วจ้าาฟีลกู๊ดนุ่มฟู ไม่ดราม่าเน้นอ่านสบายน้า
ตอนนี้มีโปรโมชันอยู่ด้วยน้า ราคา 199 บาท 636 หน้า (≈ 98,446 คำ)
กดซื้อผ่านลิ้งก์นี้จะได้รับส่วนลดจากโปรโมชันด้วยน้า