พลิกชะตาบุปผาข้ามภพ

    สอบเข้าสำนักเทียมเมฆา

            ในที่สุดจิ่นฮวาและหยางชุนก็เดินทางมาถึงเชิงเขาเทียมฟ้า ซึ่งก็คือเมืองฟ้าคราม วันเปิดรับสมัครศิษย์ใหม่จะจัดขึ้นในอีกสองวันข้างหน้า พวกเขาจึงต้องหาที่พักในเมืองก่อน


            แต่ตอนนี้ผู้คนทั่วแคว้นชิงหลงต่างหลั่งไหลกันมาเพื่อสมัครเป็นศิษย์สำนักเทียมเมฆา ทำให้โรงเตี้ยมใหญ่ๆ ในเมืองนี้เต็มหมดแล้ว ทั้งสองจึงต้องใช้เวลานานในการเดินหาที่พัก สุดท้ายจึงได้พักโรงเตี้ยมเก่าๆ ที่มีเหลือสองห้องพอดี


            จิ่นฮวามักออกไปเดินเล่นและแวะนั่งทานอาหารในเมือง เพื่อหาข้อมูล


            “ข้าได้ข่าวว่าปีนี้คนมาสมัครสอบเยอะกว่าทุกปี เห็นว่าทางสำนักจะจัดบททดสอบที่ยากขึ้นล่ะ” ชายผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นในวงสนทนาโต๊ะข้างๆ กับที่จิ่นฮวานั่งอยู่


            “ปีนี้จะมีคนสอบผ่านถึงร้อยคนรึเปล่าเถอะ” ชายอีกคนเอ่ย


            “ข้าว่าไม่ถึง” อีกคนเสนอ


            “อาจจะถึงก็ได้ปีนี้คนสอบมากกว่าปีก่อนตั้งสองเท่าได้มั้ง"


            “งั้นมาพนันกัน ข้าว่าไม่ถึงร้อย” ชายคนแรกท้าสหาย


            “ได้ข้าพนันว่าถึงร้อยแน่นอน” วงพนันจึงถูกแบ่งเป็นสองฝ่าย แล้วพวกเขาก็ดื่มและคุยกันต่ออย่างครื้นเครง


            จิ่นฮวานั่งฟัง คนส่วนใหญ่ก็จะพูดถึงการทดสอบของสำนักเทียมเมฆา ความยากของการทดสอบ ใครเป็นตัวเกร็งที่จะสอบติดแน่ๆ และเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย

     

            “ข้าได้ยินมาว่าปีนี้สำนักเทียมเมฆามีอาจารย์คนใหม่ เห็นว่าอายุยังน้อยหน้าตาหล่อเหลา แต่วรยุทธ์สูงส่งมาก” มีชายคนหนึ่งกล่าว


            “ข้าก็ได้ยินมา น่าจะพึ่งเข้ามาเป็นอาจารย์เมื่อไม่กี่วันก่อน เห็นว่าได้รับการรับรองจากเจ้าสำนักโดยตรง”


            ผู้คนยังคุยกันเรื่อยเปื่อยถึงเรื่องราวในสำนักเทียมเมฆา จิ่นฮวานั่งฟังจนคิดว่าไม่มีอะไรน่าสนใจแล้ว จึงกลับที่พัก


            เมื่อวันสมัครทดสอบเข้าสำนักมาถึง ผู้คนต่างมารวมตัวกันที่เชิงเขาเทียมฟ้า มีศิษย์สายนอกหลายคน กำลังตั้งโต๊ะลงทะเบียนที่เชิงเขา ตรงบันไดทางขึ้นสำนักเทียมเมฆา


            จิ่นฮวาและหยางชุนเดินทางมาพร้อมกันแต่เช้ายังต้องต่อแถวยาวเหยียด

     

            “เจ้าคิดว่าเราจะสอบผ่านหรือไม่” จิ่นฮวาชวนคุย ขณะต่อแถวรอลงทะเบียน


            “ทำเต็มที่ก็พอ” หยางชุนตอบสั้นๆ ตามประสาคนพูดน้อย


            เมื่อการลงทะเบียนเสร็จสิ้น จิ่นฮวาได้ป้ายประจำตัวหมายเลข 895 ส่วนหยางชุนได้เลข 896 ผู้สมัครมีประมาณเกือบสองพันคน


            “การทดสอบรอบแรกพวกเจ้าทุกคนจะต้องขึ้นไปบันได300ขั้นนี้ไปให้ถึงลานกว้างด้านบน ภายในเวลาหนึ่งชั่วยาม ผู้ที่ขึ้นไปถึงทันเวลาจะมีสิทธิ์ทดสอบรอบสอง เริ่มได้” สิ้นคำของอาจารย์ท่านนั้น เหล่าผู้สมัครก็กรูกันไปที่บันได


            บันไดขึ้นสำนักเทียมเมฆา มีความกว้างถึง 5 เมตร ผู้คนจึงไม่ได้เบียดเสียดกันมากนัก แต่ทันทีที่ก้าวขึ้นไปถึงขั้นแรกก็มีแรงกดดันบางอย่างทำให้บางคนถึงกับเข่าทรุด บางคนไหวตัวทันรีบเร่งพลังปราณของตนออกมาเพื่อต้านรับ จึงทำให้ยืนอยู่ได้


            จิ่นฮวากับหยางชุน และผู้สมัครจำนวนหนึ่ง ยังยืนมองดูสถานการณ์ก่อน ไม่ได้รีบวิ่งไปเหมือนกลุ่มแรก เมื่อทราบแล้วว่าการขึ้นบันไดจะมีแรงกดดัน และคิดว่าน่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามจำนวนขั้น


            พวกเขาจึงเตรียมความพร้อม เร่งพลังปราณออกมาคุ้มกาย แล้วก้าวขึ้นบันไดอย่างช้าๆ ขึ้นไปเรื่อยๆ นำหน้ากลุ่มแรกที่ไม่ได้เตรียมพร้อม จนต้องเสียเวลาปรับสมดุลลมปราณ


            ยิ่งสูงขึ้น แรงกดดันก็ยิ่งเพิ่มขึ้น แต่จิ่นฮวาและหยางชุนยังก้าวเดินอย่างมั่นคง เหมือนขึ้นบันไดธรรมดา เมื่อถึงขั้นที่หนึ่งร้อย คนที่ขึ้นมาถึงพร้อมพวกเขามีไม่ถึงครึ่ง


            ทุกคนยังก้าวเดินต่อไป จนเวลาผ่านไปครึ่งชั่วยาม คนที่มาถึงขั้นที่ 150 ได้มีเพียง 600 คน จิ่นฮวาเพียงมีเหงื่อซึมเล็กน้อย แต่ยังก้าวเดินต่อไปอย่างสบายๆ นางเร่งพลังปราณออกมาต่อต้านแรงกดดันที่มากขึ้น


            โชคดีที่พลังปราณของนางสูงกว่าคนทั่วไปพอสมควร แรงกดดันแค่นี้จึงไม่อาจสร้างความลำบากให้นางมากนัก แท้จริงนางสามารถทะยานขึ้นไปได้อย่างรวดเร็ว แต่มันจะทำให้เป็นจุดเด่นมากเกินไป นางจึงเลือกที่จะเกาะกลุ่มกับคนที่อยู่แถวหน้า เดินขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างไม่รีบร้อน นางหันไปมองหยางชุน เขาก็มีท่าทางไม่ทุกข์ร้อนเช่นกัน


            เมื่อมาถึงขั้นที่200 เหลือคนประมาณ 300 คน พวกที่มายังไม่ถึงครึ่งทางก็ถอดใจถอนตัวกันไปหมดแล้ว เวลากระชั้นเข้ามาทุกที พวกเขาจึงเร่งฝีเท้าขึ้นอีก เพื่อให้ไปถึงข้างบนให้ทันเวลาที่กำหนด


            จากแรงกดดันเพิ่มขึ้นทีละน้อย ในยี่สิบขั้นสุดท้ายกลับเพิ่มขึ้นจากขั้นก่อนหน้าถึงสองเท่า บางคนถึงกับเข่าทรุด แต่ก็พยายามลุกขึ้นเดินต่อ ส่วนจิ่นฮวาเมื่อสัมผัสแรงกดดันที่สูงขึ้นมาก ก็เร่งพลังปราณสูงขึ้นอีก จนมีเหงื่อออกตามไรผม สีหน้าดูจริงจังมากขึ้น


            ในที่สุดก็ก้าวผ่านขั้นสุดท้ายมาจนถึงลานกว้าง แรงกดดันทั้งหมดก็สลายไป หลายคนรีบนั่งโคจรพลังเพื่อปรับสมดุลลมปราณที่เสียไป จิ่นฮวาและหยางชุนก็เดินไปนั่งที่ต้นไม้ใกล้ๆ เพื่อนั่งสมาธิโคจรลมปราณ


            เวลาใกล้จะหมดแล้ว บางคนขึ้นมาได้อย่างทุลักทุเล บางคนถึงกับต้องคลานขึ้นมา ในที่สุดเวลาก็หมดลง ผู้ที่ขึ้นมาทันเวลามีประมาณ 250 คน


            “หมดเวลา พวกเจ้าทุกคนที่อยู่บนลานนี้ถือว่าผ่านการทดสอบรอบแรก ให้เวลาพักผ่อนหนึ่งชั่วยามก่อนเริ่มการทดสอบสุดท้าย” อาจารย์คนเดิมกล่าว


            การทดสอบเดินขึ้นบันไดนั้นสามารถคัดคนออกได้จำนวนมากในรอบเดียว ผู้ที่มีพลังปราณต่ำ ผู้ที่ไม่มีความมานะอดทน จะถูกคัดออก เหลือไว้เพียงผู้มีความสามารถและอุตสาหะเท่านั้น การทดสอบที่แท้จริงจะเริ่มต่อจากนี้ต่างหาก


            “ตรงหน้าพวกเจ้ามีประตูมิติอยู่ 4 บาน เจ้าต้องเลือกเข้าบานใดบานหนึ่ง เมื่อเข้าไปแล้ว ด้านในจะเป็นโลกจำลองที่มีอันตรายมากมาย เจ้าจะต้องเอาตัวรอดและค้นหาแผ่นป้ายทองสัญลักษณ์รูปก้อนเมฆมงคล มันจะพาเจ้าออกจากมิติแห่งนี้ได้”


            “ส่วนใครที่บาดเจ็บต้องการถอนตัว ให้บีบป้ายประจำตัวของตนเองให้แตก เจ้าจะถูกส่งออกมาทันที และจะมีหน่วยพยาบาลคอยช่วยเหลือเจ้า”


            “ให้เวลาสองชั่วยามเมื่อหมดเวลา คนที่ยังไม่สามารถหาป้ายทองได้จะถูกส่งไปที่ตีนเขา ถือว่าไม่มีคุณสมบัติเป็นศิษย์ของสำนัก” อาจารย์คนเดิมอธิบายกฎการทดสอบให้ทุกคนฟัง หลังจากพักผ่อนเดินลมปราณกันจนครบหนึ่งชั่วยามแล้ว


            จิ่นฮวาและหยางชุนเลือกเข้าไปในประตูบานที่สาม คนที่เข้าไปด้านในจะถูกแยกกันไปคนละจุด เพื่อเริ่มการทดสอบ


            จิ่นฮวาถูกส่งไปบริเวณป่าทึบ ภูติทั้งสองไม่ได้ตามเข้ามาด้วย เพราะนางต้องการผ่านการทดสอบด้วยความสามารถของตนเอง


            “โฮกกกก!!” ทันใดนั้นเสียงคำรามของสัตว์อสูรก็ดังขึ้นใกล้ๆ จิ่นฮวาเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้หรือหลบหนี


            ยังไม่ทันที่จะถอยหนีก็ปรากฏหมีวายุตัวใหญ่กระโจนมาขวางหน้า จิ่นฮวาสังเกตที่คอหมี มีแผ่นป้ายสีทองแขวนอยู่


            “ดี จะได้ไม่ต้องเสียเวลาตามหาให้ยุ่งยาก” จิ่นฮวาเอ่ยออกมาอย่างประชดประชัน เพราะไม่ต้องตามหา แต่ต้องต่อสู้แย่งชิงจากหมีวายุตัวสูงสามเมตร ช่างโชคดีจริงๆ


            จิ่นฮวาชิงโจมตีก่อน นางซัดลูกไฟขนาดใหญ่สามลูกติด ใส่หมีวายุ แต่มันหลบได้ถึงมันจะตัวใหญ่ แต่กลับเคลื่อนไหวคล่องแคล่วมาก มันโจมตีกลับด้วยการหวดกรงเล็บในอากาศ เกิดเป็นกรงเล็บสายลม สามสายจู่โจมใส่จิ่นฮวา นางใช้แซ่พฤกษาอัคคี ฟาดวิถีกรงเล็บนั้นให้เบี่ยงออกไป เจ้าหมีไม่ได้โจมตีซ้ำ


            จากการต่อสู้จิ่นฮวาสังเกตว่ามันเป็นสัตว์อสูรมายาที่ถูกสร้างขึ้น ให้ต่อสู้และปกป้องแผ่นป้ายทอง มันจะไม่โจมตี หากนางไม่โจมตีมันหรือเข้าใกล้มันเพื่อชิงแผ่นป้ายทอง หากเป็นสัตว์อสูรจริงๆ มันจะต้องมีจิตมุ่งร้ายมากกว่านี้ แต่นี่เป็นเพียงการทดสอบ สัตว์อสูรมายาจะไม่ทำร้ายคนถึงชีวิต แต่ก็ทำให้บาดเจ็บได้


            จิ่นฮวาต้องสู้สุดกำลังเพื่อที่จะล้มเจ้าหมีวายุนี่ นางใช้วิชาตัวเบากระโจนไปรอบๆ โจมตีมันด้วยลูกไฟ และหลบกรงเล็บวายุไปด้วย

    ในขณะที่หมีวายุกำลังสนใจการโจมตี แล้ววิ่งไปรอบๆ ของนาง มันไม่ทันได้สังเกตที่ขาของตัวเอง ทันใดนั้นจิ่นฮวาหยุดโจมตีด้วยลูกไฟ แล้วนั่งลงกับพื้นส่งพลังไปที่เถาวัลย์มากมายที่กระจายอยู่รอบๆ ตัวหมีวายุ


            “พันธนาการ!!” จิ่นฮวากล่าวจบ เถาวัลย์มากมายพุ่งจากพื้น พันร่างของหมีวายุทันทีจนเหมือนดักแด้ หมีวายุดิ้นรนยังไงก็ไม่อาจหลุดจากการพันธนาการของเถาวัลย์เหล่านี้ได้ จิ่นฮวากระโดดขึ้นไปบนบ่าของหมีวายุแล้ว กระชากเอาป้ายทองมาทันที


            ป้ายทองในมือนางส่องแสงสว่างขึ้นไม่นานจิ่นฮวาก็ปรากฏตัวในห้องห้องหนึ่ง ที่มีศิษย์ของสำนักยืนรออยู่

     

            “โอ้ เจ้าออกมาเป็นคนแรกเลยนะ ยอดเยี่ยมมาก เจ้านั่งพักรอด้านนั้นก่อน เราจะออกไปพร้อมกันเมื่อหมดเวลา” ศิษย์สำนักเทียมเมฆาที่รออยู่แจ้งกับเด็กหนุ่มที่ออกมาเป็นคนแรก ซึ่งก็คือจิ่นฮวานั่นเอง


    คล้ายกับเรื่องพลิกชะตาบุปผาข้ามภพ ที่คุณอ่าน