ตอนที่ 58 กินเต้าหู้ [1] ยั่วโมโหนาง
ไป๋เซียงจู๋ยกสองมือขึ้นยันแผงอกของเขาอย่างว่องไว คิ้วใบหลิวเชิดขึ้นน้อยๆ แววตาสุดแสนดุดัน “พอได้แล้วเพคะแม้ท่านเป็นองค์รัชทายาทก็โปรดอย่าให้มันมากเกินไป!”
น้ำเสียงเยือกเย็นและแข็งกร้าวส่วนสีหน้านั้นยิ่งบึ้งตึง
ทั้งที่อยู่ในวังหลวง ท่ามกลางสายตาผู้คนนับพันเขากลับจูบนาง จะบอกว่ากลัดมันจนอุตริก็ไม่ใช่ ต้องบอกว่ากระทำโดยเจตนามากกว่าประหนึ่งกลัวคนอื่นไม่รู้ไม่เห็นน่ะสิ!
เย็นชาไร้ความรู้สึกนักมิใช่หรือ ไฉนคนอย่างไป๋เซียงจู๋ถึงทำให้เขาเกิดอยากหยอกเย้าขึ้นมาเสียได้ จำเป็นต้องสร้างความเดือดร้อนให้นางขนาดนี้เชียวหรือ
เฟิ่งเจาเกอไม่โกรธซ้ำยังยิ้มระรื่นหยดเลือดสีแดงสดบนริมฝีปากขับเน้นรูปโฉมของเขาให้งามวิจิตรยิ่งกว่าเก่าเขายิ้มแย้มประหนึ่งว่าไม่โกรธแม้แต่น้อยตวัดปลายลิ้นเลียเลือดที่ติดอยู่กลับเข้าไป สายลมสารทฤดูพัดผ่านมาเป็นระยะชุดคลุมสีแสงจันทร์ของเขาพลิ้วไหว แฝงด้วยเสน่ห์อันแปลกประหลาด
ทว่าเขาไม่รอให้ไป๋เซียงจู๋พูดอะไรต่อทั้งสิ้นรั้งเอวอ้อนแอ้นของนางจากข้างหลังไว้อย่างพวกอันธพาลอีกครั้งเรียวปากบางคลอเคลียข้างใบหูผ่องของไป๋เซียงจู๋ แทบอดใจไม่ให้กัดไม่ไหวแต่พอคิดว่าเมื่อครู่แค่จูบเบาๆ ยังทำเอานางหงุดหงิดหนักบัดนี้เขาจึงไม่กล้าล่วงเกินนางแล้ว เพียงแต่เป่าไอร้อนใส่ยอกย้อนด้วยเสียงเอื่อยๆ เท่านั้น “อย่าให้มากจนเกินไป? ความเสน่หามันเอ่อล้นจะให้หักห้ามใจได้อย่างไร”
“ฝ่าบาทข้าไป๋เซียงจู๋ไม่มีอะไรให้ทั้งนั้น ไม่มีสิ่งใดที่ท่านจะใช้ประโยชน์ได้” ไป๋เซียงจู๋เม้มปากอย่างเหลือทน น้ำเสียงเย็นยะเยือกถึงขีดสุด
“ไม่สิแทนที่จะพูดว่าใช้ประโยชน์ ข้าชอบคำว่าร่วมมือมากกว่า” เฟิ่งเจาเกอส่ายหน้ามุมปากยกโค้งเผยรอยยิ้ม ทุกท่วงท่ามีเสน่ห์ดึงดูดในตัวเอง
ร่วมมือ? พูดเสียฟังดูดีแท้จริงแล้วเขาก็แค่ตามหาหมากที่จะใช้ประโยชน์ได้ทนทานนั่นแล! ไป๋เซียงจู๋แสยะยิ้มเย้ยหยันเป็นคำตอบ “ขอบพระทัยฝ่าบาทอย่างยิ่งที่กรุณาเพคะแต่ถ้าหม่อมฉันไม่ยินยอม ฝ่าบาทจะทรงทำเช่นไร”
ท่าทีปฏิเสธของนางไม่ได้ทำให้เฟิ่งเจาเกอประหลาดใจกลับกัน มันอยู่ในความคาดหมายด้วยซ้ำ เขาจับปอยผมดำขลับของนางอย่างทะนุถนอมนัยน์ตาอันโชติช่วงส่องประกายความมั่นใจ “ข้าเชื่อว่าเจ้าจะตกลงเอาเป็นว่าทุกสิ่งที่เจ้าต้องการ ข้าเท่านั้นที่ช่วยเจ้าได้”
บ้าระห่ำ! บ้าระห่ำสมน้ำสมเนื้อกันกับนาง
ทว่าเขานั้นมีทุกสิ่งทุกอย่างส่วนนางนอกจากชีวิตอันต่ำต้อยนี้กับความได้เปรียบของการกลับมาเกิดใหม่ก็ไม่มีอะไรอีกเลย
นางต่อสู้เฉกเช่นกองทัพที่ไร้พันธมิตร [2] และเขาคงสืบค้นเรื่องราวเกี่ยวกับนางอย่างละเอียดแล้วรู้ถึงสภาพความเป็นอยู่ปัจจุบันของนาง รู้ว่ามีคนคิดร้ายรายล้อมรอบตัวนางยิ่งไปกว่านั้นคือรู้ว่านางต้องการจะล้างแค้น!
แต่เฟิ่งเจาเกอเอ๋ยเขาทะนงตนมากไปเสียแล้ว ไม่ว่าชาติก่อนหรือชาตินี้ หากตัดเรื่องที่ตนโง่งมเชื่อชายชั่วอย่างเหยียนอี้เลี่ยจนตนเองฉิบหายออกไปนางลอบกัดเฟิ่งเจาเกอมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนแม้เขาสามารถแก้ไขสถานการณ์วิกฤติได้ทุกครั้งสุดท้ายก็ไม่รอดพ้นเงื้อมมือนางอยู่ดี
และในชาตินี้เขาคิดว่าตัวเองรู้จักนางดี แต่เขาก็ไม่รู้ว่านางไม่ใช่ไป๋เซียงจู๋คนเดิมอีกต่อไปนางกลับชาติมาเกิดใหม่ ความเกลียดชังของนางประกอบขึ้นจากสารพันปัจจัยในอดีตและมันเป็นแค่เรื่องขี้ประติ๋วภายในครอบครัวเสียเมื่อไร!
ดวงตาวาววูบไหวไปมาไป๋เซียงจู๋ถามกลับเนิบๆ “ร่วมมือที่ว่าคือการได้ประโยชน์ร่วมกันเช่นนั้นหมายความว่าฝ่าบาทเองก็มีสิ่งที่หม่อมฉันไป๋เซียงจู๋ทำได้เพียงผู้เดียวใช่หรือไม่” นางไม่เชื่อว่าเขาจะยอมยื่นมือเข้าช่วยโดยไร้จุดประสงค์ไม่มีคำว่าพี่น้องสำหรับราชวงศ์ ไม่มีฮ่องเต้กับข้าราชบริพารในราชสำนักในวังหลวงอันเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมและแผนร้ายตลอดเวลาแห่งนี้ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และเห็นอกเห็นใจช่างน่าขันสิ้นดี!
เฟิ่งเจาเกอนึกชมในใจเป็นหญิงที่เฉลียวฉลาดยิ่งตามคาด เขาพยักหน้าโดยไม่พูดอะไรนัยน์ตาสุกสกาวจ้องดวงตาใสแจ๋วทว่าทรงพลังของนาง ถามกลับทั้งที่ยังไตร่ตรอง “แล้วเจ้าต้องการเช่นไร”
ทั้งสองประจันหน้ากันไม่มีใครลดละ เปรียบดั่งการต่อสู้ที่ตาเปล่ามองไม่เห็น
“ดีเพคะจะร่วมมือใช่หรือไม่” ไป๋เซียงจู๋ผละตัวออกมาด้วยท่าทีสุขุมหลบเลี่ยงให้พ้นอ้อมแขนของเขา ใบหน้าเปื้อนยิ้มละไม แต่สายตาอหังการเหลือแสน “ฝ่าบาท ท่านทดสอบข้าแล้ว เพราะฉะนั้นบัดนี้ก็ควรถึงคราวข้าทดสอบท่านบ้างดูซิว่าท่านมีคุณสมบัติพอจะร่วมมือกับข้าหรือไม่”
เฟิ่งเจาเกอมองแผ่นหลังของไป๋เซียงจู๋ที่จากไปอย่างเย่อหยิ่งเรียวปากเผยรอยยิ้ม รอยยิ้มที่เปี่ยมเสน่ห์จับใจ
เหมือนไออุ่นของนางยังคงติดอยู่ที่ปลายนิ้วไม่น่าเชื่อเลยว่าจะมีเสี้ยวความอาลัยอาวรณ์ก่อเกิดขึ้นในหัวใจตน น่าสนใจเขาไม่เคยมีความรู้สึกแบบนี้มาก่อน
มิหนำซ้ำนี่ยังเป็นครั้งที่สองครั้งที่สองที่นางบังอาจหันหลังให้เขาแล้วจากไปก่อน! เขาเคยพบสตรีมาตั้งมากมายแต่มีเพียงไป๋เซียงจู๋ผู้นี้เท่านั้นที่โอหังและพิเศษยิ่งนัก
ประกายไฟแห่งความปรารถนาที่จะไขว่คว้าผู้หญิงคนนี้ถูกจุดขึ้นในดวงตาของเขารวมไปถึงความชื่นชมและอยากค้นหาด้วยเช่นกัน
ตลอดระหว่างทางออกจากวังหลวงบรรดานางกำนัลขันทีนับไม่ถ้วนล้วนหลบหลีกเมื่อเห็นนางราวกับนางเป็นอสูรร้ายที่ขึ้นมาจากนรก แค่เจอยังรู้สึกหวาดกลัว
ไป๋เซียงจู๋ยิ้มกริ่ม ดีนี่คือผลลัพธ์ที่นางต้องการ ผู้หญิงที่กล้าถึงขั้นต่อต้านพระสนมเสียนกุ้ยเฟยลงไม้ลงมือกับองค์หญิง ทำร้ายธิดาเอกของเหิงชินอ๋องอีกทั้งสามารถออกจากวังหลวงแห่งนี้ได้อย่างปลอดภัย
นับจากนี้เป็นต้นไปนามไป๋เซียงจู๋ของนางคงเลื่องลือระบือไกลแล้ว
เสียแต่ว่าน่าจะโจษจันกันในฐานะของนางร้ายมากกว่าถึงกระนั้นก็ไม่เป็นไร เพราะชาตินี้นางจะเป็นนางร้ายอย่างสมบูรณ์แบบ!
“คุณหนูทำไมพวกเขาพากันมองคุณหนูเช่นนี้” ตู้เจวียนเห็นท่าทางหวาดกลัวของเหล่าขันทีและนางกำนัลแล้วก็อดย่นคิ้วสงสัยไม่ได้
คุณหนูของนางประเสริฐปานนี้ไยคนพวกนี้ต่างทำเหมือนเจองูพิษ จะมุดแผ่นดินหนีเสียให้ได้
“แบบนี้ไม่ดีหรือ” ไป๋เซียงจู๋หัวเราะเบาๆ ประคองตู้เจวียนมุ่งไปยังประตูเมือง
บาดแผลบนร่างกายตู้เจวียนรอเวลาไม่ได้อีกต่อไปเคราะห์ดีที่หลังกลับมาเกิดใหม่ ไป๋เซียงจู๋ศึกษาการปรุงยาด้วยตนเองไว้บ้าง แม้เป็นเพียงยาแก้ปวดห้ามเลือดธรรมดาทว่าประสิทธิภาพของมันดีกว่ายาที่สำนักแพทย์หลวงจ่ายเสียอีก
ตอนนี้สีหน้าของตู้เจวียนดีขึ้นมากแล้ว
ไกลออกไปชายในชุดสีน้ำตาลคนหนึ่งยืนอยู่บริเวณประตูวังเขาคือบุคคลที่ไป๋เซียงจู๋ไม่อยากพบเจอมากที่สุด—เหยียนอี้เลี่ย
พอเห็นไป๋เซียงจู๋ออกมาแทนที่เหยียนอี้เลี่ยจะจากไป เขากลับค่อยๆเดินเข้ามาหาไป๋เซียงจู๋ นางหรี่ตามองด้วยความเคลือบแคลงเขาเจตนารอนางอยู่ที่นี่อย่างแน่นอน เขากำลังวางแผนอะไรอีก
เมื่อรับรู้ถึงสายตาเสือกไสไล่ส่งอันแสนชัดเจนจากนางเหยียนอี้เลี่ยเพียงแต่ขมวดคิ้วเล็กน้อยโดยไม่ได้ยี่หระนักใบหน้าประดับยิ้มซื่อตรงจริงใจ “ให้ข้าไปส่งคุณหนูไป๋ดีหรือไม่”
ขยะแขยง น่าขยะแขยงจริงๆ
แค่เห็นรอยยิ้มเสแสร้งบนใบหน้าหล่อเหลานั่นไป๋เซียงจู๋ก็รู้สึกท้องไส้ปั่นป่วนจนอยากจะอาเจียนแล้ว
เมื่อใดที่นางพบเขาความอ่อนโยนจอมปลอมกับแผนการชั่วร้ายในอดีตพวกนั้นทำให้แขนขารู้สึกเจ็บขึ้นมาจางๆประหนึ่งคอยย้ำเตือนนางอยู่เสมอ อย่าลืม! อย่าลืมความเจ็บปวดที่ถูกตัดแขนขาและทอดทิ้งให้เป็นมนุษย์สุกรเด็ดขาด! ห้ามลืม! ต้องจำเอาไว้ชั่วชีวิต ลูกของนางลูกน้อยของนางที่ยังไม่ทันได้ลืมตาดูโลก รวมถึงเหล่าคนที่นางรักอันตายจากไปอย่างน่าอนาถ
ไป๋เซียงจู๋พยายามยั้งมือไม่ให้สั่นเท่าที่จะทำได้นางหลับตาสงบสติอารมณ์แล้วตอบอย่างเย็นชา “ไม่จำเป็น!”
นางปฏิเสธเขา? นางกล้าปฏิเสธเขา? ความขุ่นเคืองบังเกิดขึ้นในใจของเหยียนอี้เลี่ยถึงกระนั้นเขากลับไม่แสดงออกทางสีหน้าแม้แต่น้อยเขาพบกับผู้หญิงคนนี้เป็นครั้งแรกมิใช่หรือ ทว่านับตั้งแต่แรกเจอนางก็เผยความรังเกียจและเกลียดชังออกมาอย่างเต็มที่ราวกับว่าเขาเคยติดค้างอะไรนางในชาติก่อน!
เชิงอรรถ
[1]吃豆腐 กินเต้าหู้ หมายถึงลวนลาม
[2]孤军奋战 ต่อสู้อย่างกองทัพไร้พันธมิตรหมายถึง ต่อสู้ดิ้นรนโดยปราศจากการสนับสนุนหรือความช่วยเหลือ