
ย้อนกลับไป ๖ วันก่อนการประลองยิงธนู...
พุทธศักราช ๑๙๑๖ ปีฉลู เบญจศก เดือนอ้าย ขึ้น ๕ ค่ำ
ณ อ่าวปตานี
อาทิตย์ยามบ่ายของปลายฤดูมรสุมตะวันออกสาดแสงอบอุ่นผืนน้ำบริเวณอ่าวปตานีซึ่งเคยสงบเพราะมีแหลมโพธิ์โอบล้อมกั้นคลื่นลมพลันเริ่มตีเกลียวสะบัดซัดไล่เป็ระลอกกระทบฝั่งเมื่อกองเรือสำเภาขนาดใหญ่จำนวนหลายสิบลำทยอยตีใบสีขาวขุ่นล่องเข้ามาในอ่าวท่ามกลางเสียงผู้คนริมฝั่งะโร้องป้องปากแสดงอาการดีใจ
ทิวธงลายัโบกสะบัดเหนือเสากระโดงเรือแสดงสัญลักษณ์แห่งราชสำนักกรุงจีน
กระแสลมในเวิ้งอ่าวมิรุนแรงใบเรือขนาดใหญ่ที่กินลมจนพองตึงค่อยๆ ทิ้งใบคล้อยหย่อนยามล่องผ่านปากอ่าวเข้ามาทีละลำจากผังกระบวนเรือรูปนกนางแอ่นยามล่องท่องสมุทรถูกแปรขบวนเป็จอดเรียง ๔ แถว แถวละ ๙ ลำทั้งหมด ๓๖ ลำต่างทิ้งทุ่นทอดสมอและเก็บใบเรือพรักพร้อม
เมืองปตานีตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลทางทิศตะวันออกของคาบสมุทรแต่ปากอ่าวกลับอยู่ทางทิศตะวันตก ด้วยตัวอ่าวอยู่บริเวณทิศเหนือของเมืองมีแหลมโพธิ์ทอดยาวขึ้นไปโอบวงรอบผืนน้ำทางด้านตะวันออกแล้ววกโค้งไปตลอดด้านทิศเหนือเกิดเป็เวิ้งอ่าวขนาดใหญ่อยู่ภายในสงัดจากคลื่นลมมรสุมเหมาะแก่การเข้าเทียบท่าพักเรือมากที่สุดในคาบสมุทร ด้วยเหตุนี้ทำให้ปตานีรุ่งเรืองขึ้นเป็เมืองท่าหลักในการขนถ่ายแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างเมืองเชื่อมต่อดินแดนอารยธรรมตะวันออกจากจีน ญี่ปุ่น เกาหลี รวมถึงขอม จามและหมู่เกาะทะเลจีนใต้ สู่ดินแดนอารยธรรมตะวันตกคือชมพูทวีป ลังกา อาหรับเปอร์เชีย โดยอาศัยเมืองไทรบุรีเป็เมืองท่าคู่ขนานทางฝั่งตะวันตกของคาบสมุทร
ธรรมเนียมการค้าชายฝั่งกำหนดให้นายเรือต้องส่งผู้แทนเข้าเจรจากับนายท่าเพื่อขออนุญาตขนถ่ายสินค้าพร้อมตกลงค่าชำระชักอากรด้วยปตานีเป็เมืองท่าใหญ่กว่าทั้งปวงพระจักรพรรดิกรุงจีนจึงโปรดให้มีผู้แทนการค้าจากราชสำนักมาประจำการอยู่เพื่อรวบรวมสินค้าและเป็ผู้แทนเจรจากับนายท่าส่วนผู้บัญชาการกองเรือสินค้ามีศักดิ์เทียบได้กับราชทูตผู้แทนแห่งองค์จักรพรรดิ
“ออกเรือ”
สิ้นเสียงคำสั่งเป็ภาษาจีนเรือพายขนาดใหญ่ ๒ ลำก็ออกจากท่าริมฝั่ง
ผู้ออกคำสั่งเป็ชายชาวจีนอายุราว๓๕-๔๐ ปี รูปร่างผอมผิวเหลืองแต่คล้ำกร้านแดด คิ้วเหยียดแทบเป็เส้นตรงตารียาวไว้หนวดเรียวเหนือริมฝีปาก ลักษณะเป็คนคล่องแคล่วแต่งกายชุดขุนนางราชวงศ์ิเป็ชุดยาวสีน้ำเงินลวดลายดอกโบตั๋น แขนเสื้อยาวจนต้องถือรั้งปลายแขนไว้ในอุ้งมือชายเสื้อแม้ยาวกรอมข้อเท้าแต่ตัดแหวกด้านข้างทั้งซ้ายขวายามต้องลมสะบัดเปิดเห็นกางเกงขายาวสีดำอยู่ด้านใน... คนผู้นี้คือไต้ซีหงข้าราชสำนักจากกรุงจีนผู้แทนการค้าประจำเมืองปตานี พาบริวารซึ่งปะปนทั้งชาวจีนและชาวพื้นเมืองราวยี่สิบคนพายเรือเล็กเข้าหากองเรือมหึมาจากกรุงจีน
ผู้คนริมฝั่งยิ่งนานยิ่งเพิ่มมากขึ้นบ้างชักชวนกันมาดูกองเรือขนาดใหญ่ซึ่งล่องมาเทียบท่าปีละครั้ง บ้างเป็พ่อค้าที่รอติดต่อซื้อขายทุกคนย่อมตื่นเต้นดีใจเพราะการแลกเปลี่ยนสินค้าต่างเมืองขนาดใหญ่กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว
เรือพายสองลำมุ่งตรงสู่กลางกองเรือทุกคนบนเรือต่างวาดฝีพายขะมักเขม้นเว้นไว้แต่เพียงไต้ซีหงผู้เป็นายกับหนุ่มน้อยวัยราว๑๖ ปีชาวปตานีซึ่งยืนสงบนิ่งอยู่ด้านหลัง ร่างนั้นสูงเปรียวตามวัยผิวกายไม่คล้ำดำเหมือนชาวพื้นเมืองทั่วไป หน้าตาหมดจดคมคายชวนมอง แววตานิ่งลึกบ่งบอกลักษณะนิสัยชอบเก็บตัวผมยาวถูกเกล้ารวบเป็มวยเหนือศีรษะแล้วรัดด้วยผ้าฝ้ายมิได้เหมือนชาวบ้านทั่วไปที่มักตัดสั้นแต่งกายลักษณะของชาวเมืองผู้มีศักดิ์ฐานะแต่กลับใช้เนื้อผ้าค่อนข้างหยาบสีเข้มไร้ลายผ้านุ่งคาดหยักรั้งคร่อมเข่าลงมา ตัวเสื้อกลัดกระดุมใหญ่แขนยาวปักขอบปลายเสื้อและปลายแขนด้วยแถบสีน้ำเงินอ่อนรอบเอวคาดผ้าผืนใหญ่รวบปล่อยชายด้านหน้า
ยิ่งพายเรือเข้าใกล้ยิ่งเห็นขนาดเรือจากกรุงจีนใหญ่ขึ้นทุกที
เสียงรหัสสัญญาณตอบโต้ระหว่างเรือพายกับเรือกองตระเวนที่อยู่แถวหน้าดังขึ้นไม่นานก็ส่งอาณัติสัญญาณให้เรือเล็กทั้งสองลำพายตรงสู่เรือธงด้านในซึ่งเป็เรือบังคับบัญชาขบวนเรือทั้งหมด
บันไดเชือกถูกโยนลงมาเมื่อเรือพายเข้าเทียบข้างเรือธงไต้ซีหงนำคณะปีนป่ายขึ้นไปทิ้งไว้แค่คนเฝ้าเรือ
“ผู้น้อยไต้ซีหงผู้แทนการค้าประจำนครปตานี ขอกราบคารวะท่าน “เซียงจือกง”ผู้บัญชาการกองเรือสินค้าแห่งราชสำนักต้าิ” ผู้นำคนขึ้นเรือกล่าวเป็ภาษาจีนพร้อมประสานมือคุกเข่าคำนับ
เบื้องหน้าคือชายอายุราว ๔๐ ปีรูปร่างสูงใหญ่ผึ่งผายอยู่ในชุดจอมพลเรือแห่งราชวงศ์ิเสื้อสีเหลืองทองปักลายัสามเล็บเด่นอยู่ด้านหน้าบ่งบอกอาญาสิทธิ์แทนองค์จักรพรรดินอกอาณาเขตกรุงจีนชัดเจน
“ไม่ต้องมากพิธีหรอก ซีหง..ลุกขึ้นเถิด” ขุนนางใหญ่แห่งน่านน้ำกล่าวเคร่งขรึม น้ำเสียงแฝงอำนาจประกาศิตแม้่ท้ายจะเจือเสียงหัวเราะในลำคอก็ตามครั้นผู้คุกเข่าคารวะลุกขึ้นยืนแล้วจึงถามต่อไปว่า
“ตัวเ้าเป็อย่างไรบ้างความเป็อยู่ที่ปตานีสุขสบายดีไหม”
“ด้วยพระบารมีขององค์จักรพรรดิและการสนับสนุนของท่านเซียงจือกงตัวข้าน้อยมีความสุขดีทุกประการขอรับ”
“ดีมาก” พลางผงกศีรษะด้วยความพึงพอใจ
สายตาคมวาวของเซียงจือกงทอดผ่านไปยังด้านหลังจับจ้องที่ใบหน้าชายหนุ่มรุ่นเยาว์ชาวปตานีรอยยิ้มของท่านพลันฉีกกว้างอย่างจริงใจ ใบหน้าใหญ่จมูกโตดุจราชสีห์ คิ้วหนาตาพองหน้าผากกว้างซึ่งปกติดูน่าเกรงขามพรั่นพรึงพลันเปลี่ยนเป็อิ่มเอิบแจ่มใสดึงดูดผู้คนให้รู้สึกสบายใจอยากอยู่ใกล้ร่างของท่านรีบสาวเท้าผ่านไต้ซีหงไปหาหนุ่มน้อยทันที
“ขอต้อนรับเ้าทิพากรแห่งนครปตานี”
ผู้เป็ใหญ่ในกองเรือชิงกล่าวขึ้นด้วยอารมณ์ยินดีพร้อมสวมกอดชายหนุ่มสนิทแน่นร่างทั้งสองกอดกระชับดุจดั่งญาติสนิทที่ห่างหายได้คืนมาพบกันสักครู่หนึ่งจึงคลายออก เซียงจือกงวางแผ่นมือใหญ่ลงบนไหล่เด็กหนุ่ม ส่ายตาสำรวจตรวจดูความสูงต่ำล่ำสัน
“ปีนี้หลานเราดูรูปร่างช่างสูงใหญ่ขึ้นกว่าปีกลายมากนักกลายเป็หนุ่มงามสง่าแล้ว” พลางหัวเราะรื่นด้วยความรักเอ็นดู
“ท่านอาจือกงก็ดูแข็งแรงองอาจยิ่งใหญ่ไม่เปลี่ยนแปลง... ข้าพเ้าเฝ้าคิดถึงท่านทุกวันนี้สวดมนต์ภาวนาขอให้พระพุทธและพระโพธิสัตว์คุ้มครองให้ท่านอาแข็งแรงเดินเรือปลอดภัยตลอดเส้นทาง”
เด็กหนุ่มแห่งนครปตานีกลับกล่าววาจาเป็ภาษาจีนได้อย่างคล่องแคล่วในบริเวณคาบสมุทรนี้ นอกจากภาษาท้องถิ่นแล้ว ผู้คนต่างใช้ภาษาจีนและภาษาอินเดียในการติดต่อค้าขาย
“หลานเรากลับมาถึงปตานีได้กี่วันแล้ว”
คำถามของผู้ที่ถูกเรียกว่า “อา”ทำให้เด็กหนุ่มสีหน้าเจื่อนลง
“ข้าพเ้ามาถึงได้ ๓ วันไปไหว้สถูปพระมารดาแล้วแต่รอให้ถึงขึ้น ๑๐ ค่ำจึงจะไปทำพิธีบวงสรวง”
“อืม... ขอให้เป็บุตรกตัญญูจะกราบไหว้เซ่นสรวงวันไหนหรือสถานที่ใด ดวงพระิญญาของพระนางบนสรวง์ทรงรับรู้ได้ทั้งสิ้น”
“หากไม่ใช่เพราะความกรุณาของท่านอาที่ช่วยเหลือไว้ป่านนี้หลานคงเหมือนคนถูกเนรเทศห้ามเข้าเมืองปตานีอย่างเด็ดขาด”
“เ้าอย่าได้คิดมากไปเลย คนที่ไม่ธรรมดาฟ้ามักจะเคี่ยวกรำเป็พิเศษ”
“แต่ข้าพเ้าเป็ปีศาจจากท้องน้ำไม่ได้เกี่ยวข้องใดกับท้องฟ้า...”
น้ำเสียงสะท้อนความหดหู่น้อยใจในตนเองทำให้ผู้ถูกเรียกเป็อาต้องหยุดชะงักแล้วมองตาพิเคราะห์...สิ่งที่เห็นคือความระทมหม่นหมองในเบื้องลึกของแววตากับประกายแห่งความเด็ดเดี่ยวทระนง
“ไปเถอะ.. เราไปจัดการเื่คนและสินค้าให้ซีหงกันเขาจะได้รีบกลับไปทำเื่เทียบท่าให้เสร็จก่อนค่ำ”
ปากแม้กล่าววาจาชักชวนผู้ที่ตนรักเสมอหลานชายไปจัดการธุระสำคัญเฉพาะหน้าแต่ภายในกลับรู้สึกสะท้อนใจในชะตาชีวิตของชายหนุ่มผู้นี้...
เ้าทิพากรเป็บุตรชายพระเ้านครปตานีกำเนิดแต่พระสนมจันทราหญิงสามัญชนบุตรีคนเดียวของนายช่างฝีมือเอกชาวเชียงแสนซึ่งอพยพมาอยู่ยังเมืองนครศรีธรรมราชจนได้รับแต่งตั้งเป็นายกองช่างหลวงครั้นพระเ้าปตานีเสด็จเยือนเมืองนครฯ ได้ทรงพบและสมัครรักใคร่ด้วยพระนาง โปรดให้รับตัวมาแล้วสถาปนาขึ้นเป็พระสนมเอกพระอิสริยยศเป็รองเพียงพระมเหสีเนรัญวีผู้สืบสายไศยเลนทร์วงศ์แห่งศรีวิชัย
ด้วยพระสิริโฉมที่งดงามพร้อมพระอุปนิสัยอ่อนโยนทำให้พระสนมจันทราทรงเป็ที่รักใคร่โปรดปรานของพระเ้าปตานียิ่งนักกระทั่งทรงพระครรถ์ขึ้นขณะพระราชชนนี (มารดา) ของพระเ้าปตานีประชวรหนักและสิ้นพระชนม์ในกาลใกล้เคียงกับพระประสูติกาลของเ้าทิพากรสถานการณ์จึงเปลี่ยนไป เ้าทิพากรถูกพราหมณ์ชั้นเอกทำนายว่าเป็กาลกิณี มีการจัดพิธีล้างชะตาต่างๆแต่ไม่สำเร็จ จนครั้งสุดท้ายเกิดเหตุโศกนาฏกรรมพระสนมจันทราสิ้นพระชนม์ขณะดำเนินพิธีกรรมเ้าทิพากรจึงถูกขับไล่ให้ไปอยู่กับตาที่เมืองนครศรีธรรมราชแทบเป็การถาวรจะได้กลับเมืองมาไหว้อัฐิพระมารดาเพียงปีละหนึ่งครั้งโดยติดตามพระคลังนายท่าเมืองนครศรีธรรมราชผู้แวะเวียนมาติดต่อกองเรือสินค้าของพระเ้ากรุงจีนทุกปี
ที่สำคัญ..ไม่โปรดให้ถือศักดิ์เป็องค์ชายแต่อย่างใด ผู้คนทั่วไปมักเรียกนามสั้นๆ ว่า“เ้าทิพ” ฐานะบุตรชายเ้าเมืองปตานี