ฉันไม่อยากเป็นตัวร้ายจริงๆ

    บทที่ 50 : ส่งคนทั้งแก๊งไปนรก!

    ส่งคนทั้งแก๊งไปนรก!
    “ส่งฉัน?” ใบหน้าของป๋ายขุยเคร่งเครียดเป็นอย่างมาก “ส่งฉันอะไร แกกำลังพูดบ้าอะไรอยู่?”
    แต่ทันใดนั้นใบหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป เมื่อรู้สึกได้ว่าในตอนนี้ เขาไม่สามารถที่จะขยับร่างกายได้เลย สิ่งที่เขาทำได้มีเพียงแค่พูดและแสดงสีหน้าเท่านั้น
    ใบหน้าของป๋ายขุยซีดขาวลงในทันทีทันใด พร้อมกับเม็ดเหงื่อเย็นเฉียบที่ปรากฏขึ้นมาบนหน้าผาก เขากระทั่งรู้สึกกลัวขึ้นมาแล้ว
    เขาจะไม่รู้สึกกลัวได้ยังไงในเมื่อร่างกายของเขาขยับไม่ได้ และเขาก็ไม่ใช่คนโง่ด้วย เขาคิดว่าเรื่องที่ร่างกายของเขาขยับไม่ได้นี้ ต้องเกี่ยวข้องกับเย่กู่เฉินอย่างแน่นอน
    “กะ...แกทำอะไรฉัน?” ป๋ายขุยถามเสียงสั่น
    ครั้งนี้เย่กู่เฉินไม่ได้ตอบป๋ายขุย เขาเพียงโบกสะบัดฝ่ามือออกไป พริบตาต่อมา โทรศัพท์ของป๋ายขุยก็ลอยออกจากกระเป๋ากางเกงของป๋ายขุยมาหาเขา
    มองเห็นภาพนี้ ดวงตาของป๋ายขุยก็เบิกกว้างแทบถลน ในใจของเขายิ่งมาก็ยิ่งหวาดกลัว เขากำลังที่จะพูดอะไรบางอย่างออกมา
    แต่น่าเสียดายที่เย่กู่เฉินไม่เปิดโอกาสให้เขาได้พูด เย่กู่เฉินโบกมือออกไปอีกครั้ง ร่างกายของป๋ายขุยก็แตกระเบิดออกเป็นหมอกเลือด ตายไปทั้งอย่างนี้เอง!
    แม้ว่าจะตายไปแล้ว แต่ป๋ายขุยไม่รู้เลยสักนิดว่าทำไมเย่กู่เฉินถึงมาฆ่าเขา ไม่สิ ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้ เพียงแค่เขาไม่อยากที่จะยอมรับเท่านั้น
    ไม่อยากยอมรับว่าเขาถูกเย่กู่เฉินฆ่า เพราะจ้างนักฆ่าอย่างเฮยชาไปฆ่าเย่กู่เฉิน
    เฮยชาทำงานพลาด สุดท้ายก็บอกข้อมูลของเขา เป็นเหตุให้เย่กู่เฉินมาฆ่าเขา เหตุผลที่ทำให้เขาไม่อยากยอมรับนั้น มันย่อมเป็นเพราะการถูกฆ่าตายแบบนี้มันน่าอนาถเกินไป
    ลองคิดดูเถอะ มันจะไม่ใช่การถูกฆ่าตายที่น่าอนาถได้ยังไง ในเมื่อเรื่องนี้แต่แรกไม่เกี่ยวกับเขาเลยสักนิด
    เขาไม่ใช่คนที่อยากจะฆ่าเย่กู่เฉินด้วยซ้ำ แต่กลับต้องมาพบจุดจบแบบนี้ตามคำสั่งของหวางเฟิง เรื่องแบบนี้เขาจะอยากยอมรับได้ยัง?
    เย่กู่เฉินย่อมไม่สนใจอยู่แล้วว่าคนตายอย่างป๋ายขุยจะคิดยังไง เขานำโทรศัพท์ของป๋ายขุยขึ้นมา ก่อนที่จะใส่รหัสปลดล็อคหน้าจอ
    ด้วยความที่ได้ดูความทรงจำของป๋ายขุย เขาย่อมรู้รหัสโดยธรรมชาติ เขาไม่ลังเลที่จะกดโทรออกไปเบอร์หนึ่ง ซึ่งเบอร์นี้ เป็นเบอร์มือขวาของป๋ายขุยเอง
    เย่กู่เฉินเลียนแบบเสียงเป็นป๋ายขุย พูดสั่งกับมือขวาของป๋ายขุยหลายคำว่า ให้สั่งให้คนทั้งหมดของแก๊งสีขาวมารวมตัวกันที่คฤหาสน์
    หลังจากสั่งมือขวาของป๋ายขุยแล้ว เขาก็วางสาย พร้อมกับบดขยี้โทรศัพท์มือถือจนไม่เหลือแม้แต่เศษซาก
    สาเหตุที่เขาโทรไปบอกมือขวาของป๋ายขุยนั้น ย่อมเป็นที่แน่นอนอยู่แล้วว่า มันจะง่ายกว่าเดิมมากในการกวาดล้างแก๊งสีขาว ถ้าหากว่าทุกคนของแก๊งสีขาวมาอยู่กันครบ พร้อมหน้าพร้อมตา
    เย่กู่เฉินนั่งรออยู่เกือบสามชั่วโมง คนของแก๊งสีขาวก็มาที่คฤหาสน์ของป๋ายขุยทั้งหมด สมาชิกสามร้อยกว่าคนล้วนอยู่ที่นี่ทั้งหมด
    ไม่อาจหายไปแม้แต่คนเดียว หัวหน้าแก๊งเรียกรวมพลทั้งที พวกเขาจะกล้าขัดคำสั่งและไม่มาได้ยังไง พวกเขาต้องมาอยู่แล้ว
    “มาได้ก็ดี” เย่กู่เฉินพูดกับตัวเองเสียงราบเรียบ จากจิตสัมผัสของเขา มันง่ายมากที่จะรู้ได้ว่าคนของแก๊งสีขาวมากันทั้งหมดแล้ว
    เมื่อคนของแก๊งสีขาวมากันทั้งหมดแล้ว ใบหน้าของเขาก็ไม่มีแม้แต่ความลังเล ที่จะส่งคนทั้งแก๊งไปนรก ตามหัวหน้าแก๊งอย่างป๋ายขุยไป!
    เย่กู่เฉินโบกมือออกไปครั้งหนึ่ง พลังอันยิ่งใหญ่ก็กวาดผ่านออกไปทั่วทั้งคฤหาสน์
    พริบตาต่อมาก็มีเสียงแตกระเบิดของร่างกายดังขึ้นมาไม่ขาดสาย ละอองเลือดจำนวนมาก ปลิวว่อนในอากาศ ก่อนหล่นลงพื้น กลายเป็นทะเลเลือดเต็มพื้นคฤหาสน์!
    ดูไปแล้ว น่าหวาดกลัวเป็นอย่างมาก คนทั้งหมดของแก๊งสีขาวในตอนนี้ ล้วนตายสิ้น ไม่เหลือแม้แต่คนเดียว!
    คนพวกนี้ทำชั่วเอาไว้มาก จุดจบแบบนี้ นับว่าสมควรแล้วอย่างแท้จริง
    หลังจากที่ฆ่าคนของแก๊งสีขาวสามร้อยกว่าคนด้วยการลงมือเพียงครั้งเดียว เย่กู่เฉินไม่ได้รั้งอยู่ที่นี่ต่อแต่อย่างใด ร่างกายของเขาหายวับไปในทันที
    ชัดเจนว่าเขาได้เดินทางกลับไปที่คฤหาสน์ตระกูลเย่เพื่อพักผ่อนแล้ว
    เวลาผ่านไป ห้านาทีต่อมา หวางเฟิงได้กลับมาที่คฤหาสน์ของป๋ายขุย แต่เขาไม่ได้มาคนเดียว เขามากับชายชราในชุดจีนคนหนึ่ง
    ชายชราคนนี้มีชื่อว่าจู้คง เป็นผู้ฝึกตนระดับปราณสวรรค์ขั้นกลาง นอกจากนี้ยังเป็นหนึ่งในคนของหอคุมกฎด้วย
    หวางเฟิงเดิมทีต้องการออกไปค้นหาพวกสมุนไพรหลายอย่าง เพื่อมาใช้ฝึกฝนทักษะด้านการแพทย์ของเขา แต่คิดไม่ถึงว่าจะบังเอิญพบกับจู้คง
    จู้คงเห็นว่าเขาเป็นผู้ฝึกตนระดับปราณสวรรค์ขั้นต้นตั้งแต่อายุยังน้อย จึงชวนให้เข้าร่วมหอคุมกฎ
    หวางเฟิงไหนเลยโง่ปฏิเสธ เขาต้องตกลงในทันที พร้อมทั้งออกปากชวนจู้คงว่าเขาจะจัดงานเลี้ยงฉลองให้ เป็นเหตุผลให้เขากลับมาที่คฤหาสน์ของป๋ายขุยในเวลานี้
    จากการที่จู้คงเห็นว่าหวางเฟิงเป็นผู้ฝึกตนระดับปราณสวรรค์ขั้นต้น มันเป็นที่แน่นอนแล้วว่า หวางเฟิงได้เหยียบย่างเข้าสู่ระดับปราณสวรรค์ขั้นต้นแล้ว
    การที่หวางเฟิงมาถึงระดับนี้ได้โดยใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน ไม่นับว่าเป็นเรื่องแปลกอะไร เพราะเขานั้นเป็นถึงตัวเอก การฝึกตนย่อมง่ายดายกว่าทุกคนในโลกนี้อยู่แล้ว
    “กลิ่นเลือด?” จู้คงที่ยืนอยู่หน้าคฤหาสน์พลันขมวดคิ้วขึ้นมา เมื่อเขาได้กลิ่นเลือด ทั้งยังเป็นกลิ่นเลือดที่เข้มข้นเป็นอย่างมาก มากที่สุดที่เขาเคยได้กลิ่นในชีวิตนี้
    “ผู้อาวุโสจู้คง เข้าไปข้างในกันเถอะ” หวางเฟิงดูเหมือนว่าจะไม่ได้กลิ่นเลือด และถึงได้กลิ่น เขาก็ไม่ไปสนใจ เพราะในตอนนี้ เขาล้วนเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและตื่นเต้นเท่านั้น
    จู้คงพูดกับเขาแล้วว่า หลังจากจัดงานเลี้ยงแล้ว จะพาเขาไปรายงานตัวที่สำนักงานใหญ่หอคุมกฎ เมื่อเป็นแบบนี้ เขาจะไม่ตื่นเต้นได้ยังไง?
    บอกตามตรงว่าการได้เข้าร่วมหอคุมกฎ เขาค่อนข้างที่จะคาดหวัง ไม่แน่ว่าด้วยการส่งเสริมทรัพยากรการฝึกตนของหอคุมกฎ ความแข็งแกร่งของเขา จะทะยานอย่างก้าวกระโดดก็เป็นได้
    หวางเฟิงในเวลานี้ เดินไปเปิดประตูคฤหาสน์ ทันใดนั้น กลิ่นเลือดอันรุนแรงก็ปะทะเข้าที่ใบหน้าของเขา พร้อมกับเลือดไหลออกมาจากภายในคฤหาสน์ จนรองเท้าของเขาปกคลุมไปด้วยเลือดสดๆ
    “อะไร?!”
    ไม่ว่าจะเป็นหวางเฟิงก็ดี จู้คงก็ช่าง ต่างก็ตกใจกับภาพที่เห็นภาพในคฤหาสน์ ภาพนี้เต็มไปด้วยสีแดงฉาน เป็นภาพของทะเลเลือดอันน่าหวาดกลัว
    “หวางเฟิง นี่แก!” จู้คงพลันสูดลมหายใจเข้าลึก จ้องมองไปยังหวางเฟิงอย่างโกรธจัด จากนั้นเขาก็กระโดดถอยห่างออกไป
    ในสายตาของเขาตอนนี้ มองหวางเฟิงแตกต่างออกไปจากเดิมมาก หวางเฟิงในสายตาของเขาคือปีศาจร้ายที่ฆ่าคนจำนวนมาก
    และการที่หวางเฟิงพาเขามาที่นี่ เขาก็คิดว่านี่คงจะเป็นแผนของหวางเฟิง เพื่อล่อเขามาฆ่า!
    อาจจะเป็นเพราะได้เห็นเลือดมากขนาดนี้ภายในคฤหาสน์ที่หวางเฟิงบอกว่าเป็นของเขา จู้คงถึงได้คิดแบบนี้!
    จบบทที่ 50