อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง

    บทที่ 64 สัญญา

            แสงตะวันสาดส่องหน้าต่างบ่งบอกถึงเวลาสายัญ ประตูห้องนอนเปิดดังปังพร้อมกับเสียงตะโกนที่เต็มไปด้วยพลังงานอันล้นเหลือและมีชีวิตชีวาว่า

            “เจ้าชายโรคจิตได้ดาบมาหรือยาง” ตามมาด้วยสาวน้อยที่มีหูสุนัขตั้งเด่ส่วนหางสุนัขที่ด้านหลังของเธอก็ส่ายไปมา ทว่าเมื่อเธอเห็นภาพเหตุการณ์ภายในห้องเป็นต้องอุทานว่า “เอ๊ะ?” ออกมา

            ภาพที่เธอเห็นนั้นคือเรเวนที่ตอนนี้ถูกจับมัดมือไพร่หลัง ในปากของเรเวนถูกผ้ามัดไว้ทำให้เธอร้องได้แต่เสียงอู้อี้ เธอส่ายหน้าไปมาไม่หยุดตาทั้งสองของเธอมีน้ำตาไหลนองหน้า โดยมีลูซี่กำลังจับของของเรเวนให้อ้ากว้างยิ่งขึ้น ส่วนที่โต๊ะริมหน้าต่างมีโซอี้กำลังนั่งอยู่ข้างๆ โซอี้มีเออร์วินที่เธอเรียกว่าเจ้าชายโรคจิตยืนอยู่ ทั้งสองคนกันสายตาก็จ้องมองหนังสือที่กางอยู่บนโต๊ะคล้ายกับว่าสิ่งที่ลูซี่กำลังทำกับเรเวนที่ลิลลี่เห็นนั้นเป็นเพียงภาพลวงตา

            เออร์วินคุยอะไรบางอย่างกับโซอี้พักหนึ่งก่อนจะหันมาทางประตูห้อง

            “คุณลิลลี่กลับมาแล้วเหรอครับ?”

            ลิลลี่ไม่ได้ตอบอะไรเพียงแค่มองหน้าเออร์วินแล้วชี้ไปยังเรเวนที่นอนอยู่บนพื้น แต่เออร์วินคล้ายไม่สังเกตเห็นปฏิกิริยาของเธอ เขาผละจากโซอี้เดินอ้อมเตียงมาหาลิลลี่

            “คุณลิลลี่ครับผมได้ดาบมาแล้วนะครับดูสิครับ”

            เออร์วินผายมือไปที่ดาบซึ่งนอนอยู่กัยพื้นข้างเตียง คำว่าดาบทำให้ลิลลี่หูผึ่งทันทีละความสนใจจากเรเวนมองไปยังดาบเล่มนั้น แล้วพุ่งเข้าใส่ดาบทันทีทว่าก่อนที่เธอจะเข้าถึงตัวดาบแขนขวาของเธอกลับถูกเออร์วินคว้าเอาไว้แล้วเหวี่ยงเธอขึ้นไปบนเตียง

            “ใจเย็นสิครับคุณลิลลี่”

            ลิลลี่ที่อยู่ก็นอนหงายบนเตียงรู้สึกงุนงงไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เธอก็รีบสปริงตัวขึ้นมาจ้องหน้าเออร์วิน เห็นเขายิ้มให้เธอพูดว่า

            “ให้ผมได้สาธยายคุณสมบัติของดาบเล่มนี้หน่อยสิครับ อย่างแรกเลยดาบเล่มนี้ไม่ใช่ดาบธรรมดาหรอกนะครับแต่มันคืออุปกรณ์เวทย์มนต์ที่สามารถใช้เวทย์ไฟได้ แต่ถ้าถามว่าดาบเล่มนี้ใช้เวทย์ไฟอะไรได้บ้างล่ะก็” เออร์วินทำท่าทางครุ่นคิดก่อนจะพูดต่อ “ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันครับฮะฮะ”

            ลิลลี่จ้องดาบเล่มนั้นเขม็งถามว่า

            “จบหรือยัง?”

            นัยน์ตาสีแดงเพลิงของเออร์วินกรอกไปมาก่อนจะตอบว่า

            “ก็จบแล้วครับ”

            ลิลลี่ยิ้มออกมา

            “ถ้าอย่างั้น” เธอพูดก่อนจะกระโจนเข้าใส่ดาบที่พื้นโดยไม่สนเออร์วินที่ยืนอยู่ “ขอดาบนั่นไปล่ะน้า” ลิลลี่พูดออกมา

            เออร์วินยิ้มเพียงเล็กน้อยก่อนจะเบี่ยงตัวหลบไปทางด้านข้างแล้วใช้มือจับแขนของเธอแล้วเหวี่ยงไปที่ผนังห้อง

            “แอ๊ก!!!” ลิลลี่ร้องออกมาทันทีที่ปะทะเข้ากับผนังก่อนจะลงไปนอนกองกับพื้น

            เสียงร้องของลิลลี่ทำให้ลูซี่หยุดมือส่วนเรเวนรู้สึกคล้ายกับได้พักพวกเธอต่างหันไปมองลิลลี่เป็นตาเดียว

            “ลิลลี่!!!”

            ลูซี่ร้องออกมาก่อนจะรีบลุกขึ้นวิ่งไปหาน้องสาวเธอแต่เธอกลับต้องชะงักเมื่อเออร์วินยื่นฝ่ามือเป็นสัญญาณห้ามไม่ให้เธอเข้ามา

            ลิลลี่รีบลุกขึ้นมาเธอขมวดคิ้วจ้องมองเออร์วินเขม็งพูดว่า

            “เออร์วินคนโกหก”

            เออร์วินถามพร้อมกับรอยยิ้มว่า

            “ผมโกหก? ไม่ทราบว่าผมโกหกยังไงครับคุณลิลลี่?”

            “ก็เจ้าชายโรคจิตตกลงกันแล้วนี่ว่าจะซื้อดาบใหญ่ให้”

            “ใช่ครับผมตกลงไว้แบบนั้นแต่ผมไม่ได้บอกนี่ครับว่าเมื่อซื้อให้แล้วจะยกให้คุณไปง่ายๆ น่ะครับ”

            ได้ยินที่เออร์วินพูดลิลลี่โกรธจนหน้าแดงแต่กลับเถียงไม่ออก นับแต่ที่เธอได้ลองจับดาบใหญ่และลองหวดมันดูในวันนั้นเธอก็รู้สึกหลงใหลในความรู้สึกของการได้ถือมันไว้ในมือ ตอนที่เออร์วินตกลงตามที่เธอขอให้ซื้อดาบใหญ่ให้นั้นเธอดีใจจนเนื้อเต้น ทุกๆ คืนที่เธอนอนหลับเธอจะวาดฝันถึงดาบใหญ่ที่เป็นของตัวเธอเอง

            “อย่าพึ่งโมโหไปสิครับคุณลิลลี่ผมยังไม่ได้บอกสักคำเลยนะครับว่าผมจะไม่มอบดาบเล่มนี้ให้กับคุณ”

            ลิลลี่ที่ได้ฟังหูสุนัขของเธอก็ผึ่งขึ้นทันทีรอฟังว่าเขาจะพูดอะไรต่อ เออร์วินยิ้มก่อนจะพูดว่า

            “ก็ไม่มีอะไรมากหรอกครับผมแค่ขอให้คุณช่วยรับปากอะไรผมอย่างนึงได้ไหม”

            ลิลลี่รีบถามว่า

            “ว่ามาสิจะให้รับปากอะไร?”

            เออร์วินเดินมายืนตรงหน้าลิลลี่ก่อนจะพูด

            “ผมขอให้คุณช่วยสัญญาได้ไหมครับว่าไม่ว่าอนาคตจะเป็นยังไงผมอยากให้คุณซื่อสัตย์และจงรักภักดีต่อผม”

            เออร์วินพูดออกไปตรงๆ ในบรรดาสามพี่น้องคนที่รู้ถึงจุดประสงค์ของเขามีเพียงแค่ลูซี่พี่สาวคนโตเท่านั้น สำหรับเออร์วินที่ต้องการให้พวกเธอมาเป็นผู้คุ้มกัน เขาจึงไม่ต้องการที่จะให้ลิลลี่ถูกค่านิยมของสิ่งที่เรียกว่าเกียรติแห่งอัศวินดึงเธอให้ห่างจากเขา เพราะจากการที่เออร์วินค้นพบศักยภาพอันน่าถึงของเผ่ามารหูสัตว์ซึ่งไม่เพียงแต่จากตำรา แต่ยังเห็นกับตาตัวเองว่าลูซี่มีศักยภาพขนาดไหนโดยเฉพาะเรื่องพละกำลัง เรเวนที่ใส่กำไลเหล็กถ่วงน้ำหนักรวมกันแค่แปดกิโลก็เต็มกลืน ในขณะที่ลูซี่ตอนนี้เธอรับน้ำหนักรวมถึงหนึ่งร้อยกิโลแต่กลับยังเดินตัวปลิว เมื่อมีตัวหมากที่น่าทึ่งนี้อยู่ตรงหน้าทั้งสามคนเออร์วินก็ไม่ต้องการปล่อยพวกเธอไปแม้แต่คนเดียว

            ลูซี่นิ่งไปทันทีเมื่อได้ยินข้อเสนอที่เออร์วินยื่นให้น้องสาวเธอ แม้เธอจะรู้ว่าไปสักวันเรื่องแบบนี้จะต้องเกิดแต่เธอก็ไม่นึกว่ามันจะเกิดเร็วขนาดนี้ จนตอนนี้เธอยังไม่รู้เลยว่าเป้าหมายที่แท้จริงของเด็กผู้ชายคนนี้คืออะไรกันแน่ เขาต้องการเพียงแค่ปฏิรูปเมืองตามที่เขาพูดหรือไม่ แล้วแผนการทั้งหมดของเขาเป็นยังไง ความไม่รู้มากมายเหล่านี้ทำให้เธออดรู้สึกหวาดหวั่นไม่ได้ แต่ว่ามันก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะต่อต้านในสิ่งที่เขาทำ เพราะถึงยังไงเออร์วินก็ปฏิบัติกับพวกเธอดีมาโดยตลอด และสิ่งที่เขาเรียกร้องจากพวกเธอก็เป็นอะไรที่สมเหตุสมผล

            ลิลลี่ถามเขากลับไปว่า

            “เพียงแค่สัญญาก็พอใช่ไหม?”

            “ใช่ครับ...”

            เออร์วินพูดยังไม่ทันจบลิลลี่ก็ตัดบทเขาทันที

            “ตกลง”

            “ฮะ?”

            “ฉันสัญญาว่าจะจงรักภักดีต่อนายเพียงคนเดียว”

            เออร์วินนิ่งค้างไปทันทีเขาสงสัยว่ทำไมมันช่างง่ายป่านนี้เชียว ทั้งที่เขาเตรียมคำพูดมากมายที่ใช้ทั้งขุ่ทั้งปลอบเธอแท้ๆ ลิลลี่ที่เห็นดังนั้นก็พูดว่า

            “นี่ฉันสัญญาตามที่เธอว่าแล้วนะดาบนั่นเป็นของฉันถูกไหม”

            เออร์วินกลืนน้ำลายลงคอก่อนจะถามว่า

            “คุณลิลลี่ไม่คิดสักนิดหน่อยหรอครับ?”

            สิ่งที่เออร์วินถามลูซี่กับเรเวนก็สงสัยเช่นกัน ส่วนโซอี้นั้นสมาธิของเธอจดจ่ออยู่กับหนังสือตรงหน้าเท่านั้นคล้ายกับว่าเธอไม่รับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นภายในห้อง

            “น่ะนั่นสิลิลลี่เธอเข้าใจในสิ่งที่เขาพูดไหม” ลูซี่ถามน้องสาวของเธอ

            ลิลลี่กอดอกเอียงคอมองเขาแล้วถามกลับด้วยความสงสัย

            “ทำไมต้องคิดด้วยล่ะ?”

            เออร์วินตอบว่า

            “ก็มันเป็นการตัดสินใจถึงชีวิตของคุณเลยล่ะสิครับและอย่างที่คุณลูซี่พี่ของคุณถามว่าคุณเข้าใจในสิ่งที่ผมพูดไหม?”

            ลิลลี่พยักหน้าหงึกๆ ก่อนจะตอบว่า

            “ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรนี่เพราะก่อนที่จะเริ่มฝึกในวันแรกนั้นก็ได้สาบานกับไลลาไว้แล้ว”

            “สาบาน? กับไลลา?”

            เออร์วินทวนคำด้วยความมึนงงเขาไม่เข้าใจว่าสิ่งที่เขาขอให้เธอสัญญาในวันนี้เกี่ยวข้องอะไรกับความสัญญาที่ให้ไว้กับไลลา

            “อื้มก็สัญญาไว้ว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นฉันจะต้องซื่อสัตย์และจงรักภักดีต่อเจ้าชายโรคจิตเพียงคนเดียวเท่านั้น”

            เออร์วินที่ได้ฟังก็นิ่งไปทันทีเขาไม่เข้าใจว่าทำไมไลลาถึงให้เธอสาบานแบบนี้ ไลลาได้อะไรจากคำสาบานนี้กันแน่ ข้อสันนิษฐานและการคาดเดามากมายถึงสาเหตุการกระทำของไลลาผุดขึ้นในหัวของเออร์วินไม่หยุดแต่ก็ไม่พบอันไหนที่เป็นไปได้

            “อ๊ะ!” อยู่ๆ ลิลลี่ก็ทำท่าตกใจพร้อมกับเอามือปิดปากก่อนจะพูดว่า “ไลลาสั่งไว้ว่าให้เก็บคำสาบานนี้ไว้เป็นความลับและก็ห้ามให้ใครรู้เด็ดขาดโดยเฉพาะเจ้าชายโรคจิต”

            ลูซี่ที่ได้ยินน้องสาวของตนพูดเช่นนี้ก็ถึงกับต้องกุมขมับ เรื่องที่สัญญาว่าจะเก็บเป็นความลับก็ยังหลุดออกมาได้ ตอนนี้เธอรู้สึกสงสัยว่ามันดีจริงๆ เหรอที่น้องสาวเธอจะได้เป็นอัศวิน ส่วนเออร์วินมองหน้าลิลลี่ในความรู้สึกที่ทำอะไรไม่ถูก ลิลลี่ยังคงพูดต่อว่า

            “ดังนั้นช่วยลืมๆ มันไปเถอะนะแล้วก็เอาเป็นว่าในเมื่อฉันสัญญาแล้วดาบเล่นนั้นเป็นของฉันใช่ไหม”

            พูดจบลิลลี่ก็วิ่งผ่านเออร์วินไปเธอก้มลงหมายจะหยิบดาบขึ้นมาพบว่ามันหนักใช้ได้ แต่สำหรับเธอที่เลือกฝึกดาบใหญ่ตั้งแต่วันแรกที่ได้เข้าเป็นอัศวินฝึกหัด น้ำหนักของดาบเล่มนี้มันไม่เหนือบ่ากว่าแรงเลยสักนิด ลิลลี่กลั้นหายใจยกดาบขึ้นมาก่อนจะจับมันพาดบ่าเธอ

            “โอ๊ะ หนักใช้ได้เลยนะนี่แต่แบบนี้นี่แหละที่ฉันชอบ” พูดจบลิลลี่ก็แบกดาบออกจากประตูไปอย่างชิลๆ พร้อมกับเสียงดังตึงๆ เพราะน้ำหนักของดาบที่เธอถือ ในขณะที่เออร์วินยังคงยืนงงอยู่อย่างนั้น

            เขาไม่เข้าใจไลลาว่าทำไมเธอถึงให้ลิลลี่สาบานแบบนั้น ไลลาต้องการอะไรไม่สิไม่ใช่แค่แค่ไลลาแต่ต้องทั้งบารอนเอเดรียนและออกัสด้วยต่างหาก พวกเขาเหล่านี้ต่างทั้งเคารพและให้เกียรติเขา ซึ่งสวนทางกับค่านิยมของทวีปอาร์เคนัสที่ควรจะปฏิบัติกับเขาเหมือนกันขยะ สำหรับแผนการของเออร์วินที่ต้องการปฏิรูปเมืองนี้เขาไม่ต้องการให้มีปัจจัยแทรกซ้อนที่คุมไม่ได้โผล่ออกมา

            เออร์วินยืนนิ่งความคิดมากมายในหัวแล่นไปมาไม่หยุดจนได้ยินเสียงดัง ตึงๆ อีกครั้ง เขามองไปที่ประตูพบว่าลิลลี่โผล่หน้าเข้ามาภายในห้องพร้อมกับขมวดคิ้วมองสลับไปมาระหว่างลูซี่พี่สาวตนกับเรเวน

            ลูซี่ที่รู้สึกว่าน้องสาวของตนมีท่าทีแปลกๆ จึงถามว่า

            “มีอะไรหรือเปล่า?”

            ลิลลี่มีครุ่นคิดแวบหนึ่งก่อนจะถามว่า

            “พี่ลูซี่กับเธอเป็นคนรักกันเหรอคะ?”

            เออร์วิน ลูซี่และเรเวนพากันทำหน้างง แม้แต่โซอี้ที่แต่สนใจหนังสือบนโต๊ะอยู่ตลอดเวลาก็ยังละสายตาจากหนังสือขึ้นมามองลิลลี่

            ลิลลี่ดูลำบากใจก่อนจะพูดว่า

            “ก็พอดีตอนที่หนูเปิดประตูเข้าห้องมาหูเห็นพวกพี่สองคำกำลังเอ่อ...”

            ลูซี่กับเรเวนหน้าแดงทันที

            “ไม่ใช่นะลิลลี่เธอกำลังเข้าใจผิดแล้ว” ลูซี่รีบพูดแย้งทันทีในขณะที่เรเวนก็ได้แต่ร้องอู้อี้เพราะปากถูกมัดไว้

            “หนูน่ะไม่มีปัญหาหรอกนะคะที่พี่ลูซี่จะคบหากับผู้หญิงด้วยกันแต่ช่วยเลือกสถานที่หน่อยสินะ แล้วอีกอย่างทั้งคนไม่อายกันบ้างเหรอคะที่ทำแบบนั้นต่อหน้าเจ้าชายโรคจิต”

            ลิลลี่พูดเป็นน้ำไหลไฟดับพร้อมกับแสดงสีหน้าเที่ยงธรรมประหนึ่งผู้อาวุโสกำลังอบรมสั่งสอนผู้เยาว์

            “ไม่ใช่นะลิลลี่ที่เธอเห็นไม่ใช่แบบนั้นที่เธอเห็นนั่นเป็นการฝึก” เธอหันไปหาเออร์วิน “เจ้าชายเองก็ช่วยพูดด้วยสิเพคะว่าที่เธอเห็นนั้นมันไม่ใช่อย่างที่เธอคิด”

            เออร์วินยิ้มให้ลิลลี่

            “ใช่ครับที่ทั้งสองทำเป็นการฝึก”

            ลิลลี่หันมาทางเออร์วิน

            “โกหกมันจะมีการฝึกแบบนั้นได้ยังไงถ้าจะฝึกก็คงเป็นการฝึกเรื่องอย่างว่าล่ะสิท่า”

            “ไม่ใช่นะ” ลูซี่รีบแย้งทันที

            “อู้อู้อี้อี้” เรเวนก็ไม่น้อยหน้า

            เออร์วินรีบอธิบายให้ลิลลี่ฟังว่า

            “ไม่ใช่นะครับคุณลิลลี่เป็นการฝึกจริงๆ ที่คุณเห็นนั้นการฝึกเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้ร่างกายซึ่งสำคัญมากสำหรับการฝึกทักษะและศิลปะการต่อสู้ครับ”

            ลิลลี่ทวนคำที่เธอไม่เคยได้ยินด้วยความงุนงง

            “ทักษะและศิลปะการต่อสู้?”

            “ก็อย่างที่ผมจับคุณทุ่มหรือเหวี่ยงได้ทั้งทั้งที่พละกำลังของผมด้อยกว่าคุณลิลลี่ไงครับ”

            ลิลลี่ที่ได้ฟังก็นึกภาพตอนที่เธอกำลังจะพุ่งเข้าไปเอาดาบใหญ่ทั้งสองครั้ง ซึ่งโดนเออร์วินขัดขวางได้ทั้งสองครั้ง ลิลลี่ตาเป็นประกายทันทีเธอแบกดาบใหญ่วิ่งตึงๆ เข้าไปหาเออร์วิน

            “สิ่งนั้นสามารถฝึกได้เหรอ?”

            “ฝึกได้ครับแต่ต้องปูพื้นบานร่างกายก่อนซึ่งสิ่งที่คุณเห็นนั้นเป็นคุณลูซี่กำลังช่วยเสริมความยืดหยุ่นให้พี่สาวโดยเริ่มจากการฉีกขาให้กว้าง180องศาครับ”

            “180องศา?”

            ลิลลี่ทวนคำอย่างงุนงงอีกครั้งส่วนลูซี่กับเรเวนนั้นเข้าใจความรู้สึกของเธอดี เพราะตอนที่พวกเธอได้ยินคำนี้ครั้งแรกก็งุนงงไม่ต่างกัน

            “180องศาคือการทำขาเป็นเส้นตรงน่ะครับ”

            ลิลลี่พยักหน้าเข้าใจก่อนจะถามเขาอีกว่า

            “แล้วนอกที่เจ้าชายโรคจิตใช้เหวี่ยงเรายังมีอย่างอื่นอีกมั้ย?”

            เออร์วินยิ้มให้ลิลลี่

            “มีเยอะเลยครับ”

            ลิลลี่ตาเป็นประกายยิ่งกว่าเดิมหางสุนัขที่ด้านหลังของเธอส่ายไปมาไม่หยุด เธอเข้ามาใกล้เออร์วินจนหน้าทั้งคู่ห่างกันไม่ถึงฟุต

            “จริงเหรอ นี่งั้นเธอช่วยฝึกเราด้วยได้มั้ยแล้วถ้าเราฝึกเสร็จแล้วจะจับหมีตัวใหญ่ๆ ทุ่มได้หรือเปล่า”

            “คือว่า... คุณลิลลี่ฝึกเพื่อเป็นอัศวินอยู่แล้วไม่ใช่เหรอครับ”

            ลิลลี่ตอบว่า

            “ก็เราอยากเป็นอัศวินที่เก่งๆ นี่ฝึกทักษะและศิลปะการต่อสู้ไปด้วยก็น่าจะช่วยให้เก่งขึ้นไม่ใช่เหรอ?” ลิลลี่ยื่นหน้าของเธอเข้ามาใกล้อีกจนจมูกของทั้งคู่เกือยแตะกัน “และอีกอย่างนะเราสาบานไปแล้วด้วยว่าจงรักภักดีกับเจ้าชายโรคจิตเพียงคนเดียว ถ้าเราเก่งขึ้นก็จะเป็นผลดีกับเจ้าชายโรคจิตไม่ใช่เหรอ?”

            เออร์วินถอยหลังไปหนึ่งก้าวเพื่อรักษาระยะห่างก่อนจะตอบเธอไปว่า

            “ถ้าอย่างนั้นผมจะลองหาเวลาฝึกให้คุณดูนะครับ”

            เมื่อได้ฟังคำตอบลิลลี่ก็โดดร้องไชโยหนึ่งทีแล้วก็เซจนเกือบล้มเพราะน้ำหนักดาบ เมื่อตั้งหลักได้เธอก็หันมายิ้มให้เขา

            “สัญญานะว่าจะช่วยฝึกเรา”

            เออร์วินพยักหน้า

            “สัญญาครับ”

            ลิลลี่ที่อารมณ์ดีก็เดินแบกดาบไปที่ประตูแต่ก่อนที่เธอจะเดินออกจากประตูเธอก็หันมาพูดกับเออร์วินว่า

            “พอดูดีๆ แล้วเจ้าชายโรคจิตก็หน้าตาใช้ได้เลยนี่แถมยังทำอาหารเก่งอีกด้วย อืม...” แล้วลิลลี่ก็ทำหน้าครุ่นคิดก่อนจะเปลี่ยนเป็นตัดสินใจอะไรบางอย่างได้ “ตัดสินใจแล้วเมื่อเราโตขึ้นเราจะมีลูกกับเจ้าชายโรคจิตเอง”

            “ฮะ?” เออร์วินอุทานออกมาพร้อมกับยืนนิ่งไปทันที

            ส่วนลูซี่กับเรเวนนิ่งค้างไปทันทีในขณะที่โซอี้เอามือขวาที่เหลือเพียงข้างเดียวปิดปากที่อ้าค้างด้วยความตกตะลึง ลิลลี่กลับไม่สนใจปิกิริยาของพวกเธอพูดอีกว่า

            “งั้นเราไปล่ะอย่าลืมสัญญาที่จะสอนทักษะและศิลปะการต่อสู้ให้เรานะ”

            พูดจบเธอก็แบกดาบเดินออกจากห้องนอนไปอย่างสบายอารมณ์ทิ้งทุกคนไว้อย่างนั้น ลูซี่หันมามองเออร์วินที่ยืนนิ่งเป็นรูปปั้น

            “เจ้าชายเพคะคือว่าลิลลี่ยังเป็นเด็กจึงยังไม่ประสีประสานัก ขอเจ้าชายทรงโปรดอย่าได้คิดเป็นจริงเป็นจังเพคะ”

            “ครับเข้าใจดีครับว่าเธอยังเป็นเด็ก”

            เออร์วินหันมายิ้มให้ลูซี่เขาคิดว่าลิลลี่คงเป็นกรณีเดียวกันกับน้องสาวต่างมารดาเรเชลที่บอกว่าจะเป็นเจ้าสาวของเขาที่คิดอะไรไร้เดียงสาแบบเด็กๆ เออร์วินพูดกับลูซี่อีกว่า

            “ไม่ต้องห่วงหรอกครับผมไม่จำใส่ใจหรอก”

            ลูซี่ที่ได้ฟังก็ถอนหายใจออกมาเธอไม่กลัวถ้าในอนาคตเออร์วินจะรับลิลลี่เป็นอนุภรรยา แต่เธอกลัวว่าเมื่อเขาได้ยินที่ลิลลี่พูดจะเข้าใจว่าลิลลี่ไม่เจียมตนเพราะเขาเป็นเจ้าชาย เป็นอีกครั้งที่ลูซี่รู้สึกว่าโชคดีที่คนที่ช่วยเหลือเธอคือเรเวนทำให้เธอได้เจอกับเจ้าชายเออร์วินผู้นี้ เพราะผู้เป็นคนอื่นผลลัพธ์มันไม่มีทางออกมาเป็นแบบนี้แน่ ส่วนสิ่งที่ลิลลี่พูดนั้นลูซี่กลับไม่คิดมากเพราะที่เผ่าของเธอนั้นเปิดกว้างเรื่องแบบนี้ และการมีลูกก็เป็นหน้าที่ของทุกคนภายในเพื่อการดำรงไว้ซึ่งเผ่าพันธ์ในโลกที่โหดร้ายนี้


    คล้ายกับเรื่องอาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง ที่คุณอ่าน