เด็กสาวผมดำแกล้งลากเสียงยาวเกินจริง เพราะรู้ดีว่าเพื่อนเธอคนนี้เป็คนกลัวผีขนาดหนัก
เด็กสาวเ้าของห้องทำท่าใแล้วแกล้งโกรธเพื่อน “บ้า” อันนาตีแขนเพื่อนสองสามที “ราณีบ้า พูดถึงผีทำไมเนี่ย คนยิ่งกลัวๆ อยู่”
ราณีหัวเราะร่าก่อนทั้งคู่จะวิ่งแข่งกันกลับเข้าไปในห้องอย่างรวดเร็ว
เด็กสาวทั้งสองคนไม่ได้เฉลียวใจเลยว่าคืนนั้นจะเป็คืนสุดท้ายที่ได้อยู่ร่วมชมจันทร์กันอย่างมีความสุขเช่นนี้
ั้แ่วันที่อันนาเห็นรอยช้ำขนาดใหญ่ที่ใบหน้าของราณีเธอก็สังเกตได้ว่าเพื่อนรักผิดปกติไป มีอาการเซื่องซึม เหม่อลอยบ่อยครั้งไม่ค่อยยิ้ม ไม่ค่อยหัวเราะ และไม่ปล่อยมุกตลกกระจายเหมือนเมื่อก่อน
อันนาเคยถามตรงๆ แต่ราณีก็เลี่ยง บ่ายเบี่ยง ไม่ยอมตอบมักจะตอบแค่ว่าที่บ้านยุ่งๆ หรือไม่ก็เฉไฉไปพูดเื่อื่นอยู่เสมอเพื่อนคงไม่อยากให้เธอไม่สบายใจไปด้วย
ทั้งคู่ยังคงไปโรงเรียนพร้อมกันและกลับบ้านพร้อมกันทุกวันแต่พักหลังอันนาสังเกตได้ว่าราณีออกจากบ้านสายขึ้นทุกทีและมีหน้าตาอ่อนเพลียเหมือนคนนอนไม่เต็มอิ่ม
ส่วนอันนาเองก็ยุ่งวุ่นวายกับเื่การเรียนของเธอเธอรู้สึกว่าตัวเองเป็คนหัวช้า เรียนไม่ค่อยทันเพื่อนๆการบ้านก็มักจะเสร็จไม่ทันส่งเพราะราณีไม่ค่อยได้มานั่งทำด้วยกันแล้วจึงไม่มีคนช่วยสอนช่วยคิด
ความสัมพันธ์กับเพื่อนๆ ที่โรงเรียนของอันนาก็ไม่ค่อยดีเพราะเธอเป็คนขี้อาย ไม่ค่อยกล้าพูดเล่นกับใครพี่โอก็ติดเพื่อนและมักจะซ้อมกีฬาเพลินจนกลับบ้านค่ำพ่อกับแม่ก็มีเื่ยุ่งอยู่ทุกวันดูเหมือน่นี้จะไม่มีใครมีเวลาให้อันนาบ้างเลย
ยิ่งเด็กสาวกังวลมากก็ยิ่งทำให้สมาธิกระเจิดกระเจิงอาการหืดหอบที่หายไปนานก็เหมือนจะแย่ลง เธอเริ่มมีอาการเหนื่อยง่าย และหอบเป็พักๆบางวันเหนื่อยจนไม่อยากลุกจากที่นอนไปไหน เธอบอกเื่นี้กับแม่แม่ก็ทำแค่เพียงซื้อยาพ่นขวดใหม่ไว้ให้พกติดตัวใช้เวลาฉุกเฉินเท่านั้นไม่ได้ใส่ใจจะถามถึงสาเหตุที่ทำให้อาการของเด็กสาวกำเริบ
จนถึง่สอบมิดเทอม อันนาเข้าสอบแต่ละวิชาทั้งๆที่รู้ว่าตัวเองไม่พร้อมเลยสักอย่าง จนเมื่อผลสอบค่อยๆ ทยอยประกาศออกมาเด็กสาวไม่แปลกใจเลยเมื่อรู้ว่าเธอสอบไม่ผ่านกว่าครึ่ง แม้แต่วิชาพละศึกษาที่ใครๆเขาก็ได้เต็มกันหมด
เย็นวันนั้นเมื่อพ่อแม่ของอันนารู้เื่ผลสอบ ได้เรียกเธอคุยด้วยความหงุดหงิด
“ผลการเรียนของลูกทำไมเละเทะขนาดนี้ ลูกไม่ตั้งใจเรียนเลยนะอันนาหน้าที่รับผิดชอบอื่นๆ ของหนูก็ยังไม่มี กิจกรรมก็ไม่ได้ทำ กีฬาอะไรก็ไม่ได้เล่นมีแค่หน้าที่เรียนแค่นั้นก็ยังทำได้เท่านี้ ลูกมีปัญหาอะไรไหนลองบอกพ่อแม่มาซิอันนา มันเป็อย่างนี้เพราะอะไร” น้ำเสียงของพ่อหงุดหงิดเต็มประดา
“ดูพี่โอสิ กิจกรรมก็ทำ กีฬาก็เล่น เป็ตัวโรงเรียน ต้องซ้อมทุกวันแต่การเรียนก็ยังไม่ตกเลย ลูกแบ่งเวลายังไง ลูกมัวทำอะไรอยู่ หืม อันนา” แม่เองก็มีน้ำเสียงเคร่งเครียดไม่แพ้กัน
เด็กสาวก้มหน้าน้ำตาร่วงเผาะๆเวลาที่เธอทำอะไรไม่ได้ดั่งใจพ่อแม่มักลงเอยแบบนี้ อะไรๆก็มีแต่พี่โอที่ดีพร้อมไปหมดทุกอย่าง และเธอเองไม่ได้เื่สักอย่าง
“หนูก็พยายามแล้ว แต่่นี้หนู...”
แม่แย่งพูด “่ไหนลูกก็อ่อนแอเหยาะแหยะแบบนี้ตลอดทำไมนะอันนา ลูกโตแล้วนะอยู่มัธยมแล้วไม่ใช่เด็กอนุบาลที่จะเอาแต่ร้องงอแงให้ใครต่อใครทำโน่นทำนี่ให้ลูกต้องรับผิดชอบตัวเอง ต้องรู้จักหน้าที่ของตัวเอง เอาละเอาเป็ว่าั้แ่นี้ไปจนกว่าจะสอบปลายภาค งดดูการ์ตูนอ่านหนังสือแค่หนังสือที่เกี่ยวกับการเรียนเท่านั้น อินเทอร์เน็ตก็มาใช้ที่ห้องแม่ใช้เพื่อการศึกษาอย่างเดียวห้ามใช้เล่นอย่างอื่น”
“โธ่ แม่คะ” เด็กสาวคร่ำครวญแต่ดูท่าพ่อแม่คงไม่ยอมผ่อนปรนให้ง่ายๆ
อันนาเดินกลับห้องตัวเอง อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเด็กสาวรู้สึกว่าบ้านไม่น่าอยู่อีกต่อไป เธออยากไปจากที่นี่อย่างน้อยก็สักพักหนึ่ง ไปนอนค้างบ้านเพื่อนคนไหนก็ได้แล้วเด็กสาวก็นึกถึงเพื่อนรักของเธอขึ้นมา เธอกดโทรศัพท์หาราณีทันที
อันนาไม่ต้องรอสายนานนักเพราะเพื่อนรักของเธอรับสายแทบจะทันที “ฮัลโหล อันนา”
เด็กสาวได้ยินเสียงอื่นๆ ดังมาจากรอบๆตัวราณีก็รู้ดีว่าราณีไม่ได้อยู่ที่บ้านตัวเอง มีเสียงเด็กหัวเราะ เสียงลมพัดเสียงคนคุยกันดังเซ็งแซ่ไปหมด
“ราณี เธออยู่ไหนน่ะ” อันนาร้องถาม
“ฉันอยู่ที่สวนสาธารณะ ตรงชิงช้าที่เราเคยเล่นกันไงออกมาที่นี่ด้วยกันไหม”
เด็กสาวไม่ต้องตัดสินใจนานเลย “ได้ราณี รอแป๊บนึงนะ เดี๋ยวฉันตามไป”
อันนาหยิบกระเป๋าเป้ จัดข้าวของใช้เล็กๆ น้อยๆ ใส่กระเป๋าและเสื้อผ้าสองสามชุด รวมถึงสมุดบัญชีธนาคารสองสามเล่มของเธอไปด้วยแล้วแอบย่องออกจากบ้านไปเงียบๆ โดยไม่ให้ใครรู้
เมื่อเด็กสาวไปถึงสวนสาธารณะ เธอใช้เวลาไม่นานมองหาราณีที่นั่งอยู่ตรงที่เดิมที่พวกเธอเคยเล่นกันมาั้แ่เด็กๆ เด็กสาวเดินตรงเข้าไปหาเพื่อนทันที
“ราณีฉันมาแล้ว”
เมื่อราณีเงยหน้าขึ้นมองอันนาคนที่เป็ฝ่ายประหลาดใจกลับเป็เด็กหญิงผู้มาใหม่ทันทีใบหน้าราณีตอนนี้บวมช้ำโดยเฉพาะมุมปากด้านขวามีรอยแตกบวมเืไหลซึมและดวงตาของราณีแดงก่ำเหมือนเพิ่งผ่านการร้องไห้
“ราณี! ตายแล้ว” อันนาใ“ปากเธอแตก ไปหาหมอกันไหมราณีเดี๋ยวฉันพาไป” อันนาห่วงใยเพื่อนมาก
เด็กสาวผิวสีน้ำผึ้งส่ายหน้า “ไม่ต้องหรอกอันนา เดี๋ยวก็หาย”
อันนาพูดเสียงเครียด “คราวนี้ฉันไม่ยอมแล้วนะราณีเธอต้องเล่าให้ฉันฟังแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอกันแน่ ใครเป็คนทำร้ายเธอ”
ราณีคอตกพลางยิ้มเศร้าๆ “ที่จริงฉันก็ไม่ได้อยากปิดบังอะไรเธอหรอกนะเพียงแต่ไม่อยากให้เธอมาเครียดไปกับฉันด้วยอยากให้เวลาที่เราอยู่ด้วยกันมีแต่เื่ดีๆ มากกว่า”
ราณีเล่าเื่ปัญหาของที่บ้านเธอให้กับเพื่อนรักฟัง ว่า่หลังๆพ่อเธอเมาเหล้าและทำร้ายเธอกับแม่เป็ประจำ บางทีก็ลามไปถึงน้องๆจนเธอกับแม่ปรึกษากันว่าอาจจะเอาน้องๆไปฝากไว้ที่บ้านยายที่ต่างจังหวัดก่อนสักระยะหนึ่ง
เมื่อสักครู่เธอกลับบ้านไปก็พบพ่อกับแม่มีปากเสียงกันอีกตามเคยเมื่อเข้าไปห้ามก็โดนลูกหลงมาด้วย มิหนำซ้ำพ่อยังไล่เธอไปให้พ้นไม่ต้องกลับมาที่บ้านอีกเธอเลยเก็บกระเป๋าเสื้อผ้าออกมานั่งที่นี่เพื่อระงับอารมณ์กำลังคิดอยู่พอดีว่าอยากจะขอลี้ภัยไปนอนค้างที่บ้านอันนาสักคืนสองคืนแต่อันนาก็โทรเข้ามาเสียก่อน
เด็กสาวร่างสูงฟังแล้วก็ถอนหายใจยาว “เฮ้อ ที่บ้านฉันก็พอกันพ่อกับแม่เพิ่งจะเม้งฉันมาเมื่อกี๊นี้เอง ดูสิฉันก็เก็บกระเป๋ามาเหมือนกันถ้าอย่างงั้นสงสัยเราสองคนคืนนี้คงต้องไปหาที่นอนบ้านเพื่อนคนอื่นๆกันเสียแล้วละราณี”
เด็กสาวทั้งสองคนช่วยกันไล่ชื่อเพื่อนๆ ทีละคน เพื่อนในห้องเรียนของทั้งสองส่วนใหญ่อาศัยอยู่กับพ่อแม่และครอบครัวคงไม่มีครอบครัวไหนสนับสนุนให้เด็กหนีบ้านอย่างเธอสองคนไปพักค้างด้วยแน่ๆ
แล้วราณีนึกถึงเพื่อนในห้องเดียวกันคนหนึ่งที่พักอยู่หอพักใกล้ๆโรงเรียน ราณีร้องเสียงดัง “นึกออกแล้วเวยาห์ไงล่ะ อันนา” ราณีทำตาโตดีใจ“เพื่อนห้องฉันเองฉันเคยช่วยเหลือเวยาห์บ่อยๆ เื่งานเื่การบ้าน คราวนี้ถ้าฉันจะขอความช่วยเหลือจากเขาบ้างนิดหน่อยก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร”
ราณีโทรหาเวยาห์แล้วเล่าเื่ให้ฟัง น้ำเสียงของเวยาห์มีท่าทางอึดอัดอึกอักเหมือนอยากจะพูดอะไรแต่ก็ไม่พูด แต่ก็บอกว่าให้มาที่ห้องก่อนได้เด็กสาวทั้งสองคนจึงเดินทางไปที่พักของเวยาห์
เวยาห์เด็กสาวผมแดงร่างอวบกัดเล็บ มีท่าทางวิตกกังวลจนดูออก
“พวกเธอจะหลบอยู่ที่นี่กันก็ได้นะ แต่คงได้ไม่นานนักหอนี้มีอาจารย์เป็ผู้ดูแล ห้ามเด็ดขาดไม่ให้คนนอกเข้ามานอนค้าง”
“ถ้าไม่มีใครบอกเขาก็คงไม่รู้กันหรอกเวยาห์” ราณีพยายามเกลี้ยกล่อม
อันนาพูดบ้าง “เรามาขออยู่ด้วยไม่นานนักหรอกจ้ะเวยาห์แค่เื่ที่บ้านพวกเราคลี่คลายลงบ้างเราก็จะกลับแล้ว”
เด็กสาวผมแดงถอนหายใจ หน้าตากังวล “พวกเธอก็พูดง่ายๆ ไม่ลองมาเป็ฉันดูบ้างถ้าถูกจับได้ มีหวังฉันโดนไล่ออกจากหอแน่”
ราณีกับอันนาสบตากันนิดหนึ่ง แล้วราณีก็หันไปพูดต่อ “เอาเป็ว่า พวกเราขอร้องเธอแล้วกันเวยาห์เราจะอยู่กันเงียบๆ ไม่สร้างปัญหา สักสองสามวันเราก็ออกไปแล้วละจ้ะ”
เวยาห์พยักหน้าอย่างเสียไม่ได้แล้วก็หลีกทางยอมให้อันนากับราณีเข้าไปในห้อง
ในห้องพักของเวยาห์อยู่บนอาคารชั้นห้าเป็ห้องเล็กๆที่มีแค่เตียงกับตู้เสื้อผ้า ไม่มีเครื่องปรับอากาศ ไม่มีพัดลมจะใช้ห้องน้ำต้องออกไปใช้ห้องน้ำรวมที่มุมตึกแต่เด็กสาวทั้งสองก็ไม่ได้คิดว่าลำบากอะไร กลับรู้สึกเหมือนได้ผจญภัยนิดๆ
เด็กสาวทั้งสองหาเื่คุยกันและหัวเราะกันได้อย่างสนุกสนาน ปัญหาต่างๆดูเหมือนจะตามพวกเธอเข้ามาที่นี่ไม่ได้อีกต่อไป ทั้งสองรู้สึกเหมือนเพิ่งได้รับอิสระจากพันธนาการแห่งความทุกข์ที่มัดอยู่
เด็กสาวทั้งสองตกลงพร้อมใจกันปิดโทรศัพท์ เพื่อไม่ให้ใครติดต่อได้แต่อันนาสงสารแม่กลัวแม่ห่วงเลยส่งข้อความไปบอกก่อนว่าตอนนี้พักอยู่บ้านเพื่อนแม่ไม่ต้องเป็ห่วงอีกสองสามวันจะกลับ แล้วก็ปิดโทรศัพท์ไป
เวยาห์ขอตัวออกไปทำธุระข้างนอกกลับเข้าห้องมาราวสามทุ่มด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เมื่อเพื่อนถามก็พูดแต่ว่าไม่มีอะไร ไม่มีอะไร
ประมาณเวลาสี่ทุ่ม ์ก็พังครืนความสนุกสนานของอันนาและราณีจบลงเมื่อเสียงรถยนต์ของบ้านอันนามาจอดที่หน้าตึกหอพักและหลังจากนั้นพ่อแม่ของอันนาและแม่ของราณีก็ปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตูห้อง
“อันนา ราณี อยู่ที่นี่ใช่ไหม เปิดประตูซิ” เสียงแม่ของอันนาร้องเรียกเสียงแข็ง
เด็กสาวทั้งสองยืนหน้าซีดเผือดอยู่กลางห้อง ทำอะไรไม่ถูกเป็เวยาห์ที่เดินไปเปิดประตูให้ผู้ใหญ่ทั้งสามเดินเข้ามา
“แม่รู้ได้ยังไงว่าเราอยู่ที่นี่” ราณีหันไปถามแม่ของเธอแม่ของเธอหันไปมองเวยาห์