หรือนี่คือลิขิตสวรรค์จริงๆ เห็นทีข้าคงยังมีโอกาส” ชายชรากล่าวลอยๆขึ้นกับตัวเองแล้วค่อยกล่าวกับเล้งปวยอย่างจริงจัง
“ฟังนะเจ้าหนูเล้งปวยด้วยอายุที่ยังไม่เต็ม 14 ปีของเจ้า ถึงกับมีพลังปราณอยู่ที่ขั้นแก่นแท้ระดับ 8 แล้ว ถ้าอย่างนี้ยังเรียกว่า ขยะแล้ว ในผืนแผ่นดินนี้ยังจะมีใครที่เป็นอัจฉริยะอยู่เหรอ” ชายชรากล่าวราบเรียบ
“ข้าอยู่ระดับ 8! ไฮ้ ! ผู้เฒ่าท่านนี้กลับทราบพลังที่แท้จริงของเรา สวรรค์ ! ท่านทราบได้อย่างไร” เล้งปวยแทบจะร้องดังๆออกมา หลังจากได้ยินชายชราบอก
“อีกอย่างถ้าเราผู้เฒ่ายืนยันว่าเรื่องนี้เจ้าช่วยได้แน่นอน อยากรู้ว่าเจ้าจะรับปากเราหรือไม่” ชายชราจ้องหน้าอีกฝ่ายตาไม่กระพริบ คล้ายคำตอบ นั้นสำคัญต่อเขาอย่างที่สุด
“ขอเพียงข้าทำได้ข้าย่อมยินดีรับปากท่านผู้อาวุโสแน่นอนขอรับ” เขากล่าวหนักแน่นตามนิสัยของเขา
“นับว่าข้าดูคนไม่ผิดจริงๆ เด็กเอ๋ยข้าจะให้เจ้าทะยานฟ้าอย่างไร้ผู้เทียมทาน เจ้ารีบกราบข้าเป็นอาจารย์ซะ”
เล้งปวยคิดขึ้นมาทันทีว่า หากผู้คนทั้งหลายมาได้ยินว่าเขาจะกราบคนสวนหลังค่อมเป็นอาจารย์พวกเขาคงจะสนุกครึกครื้นจนหัวร่อได้ทั้งวันเป็นแน่ ที่ศิษย์ขยะกราบคนสวนหลังค่อม
“ข้าผู้น้อยเล้งปวย ขอกราบคารวะท่านอาจารย์” มันคารวะอย่างนอบน้อมอย่างมิได้ลังเล มันไม่คิดมากอันใด เพียงคิดว่า ผู้ที่รู้ถึงระดับพลังอันแท้จริงของมันนั้นย่อมสมควรให้มันกราบเป็นอาจารย์ ได้อย่างแน่นอน ตอนนี้มันยิ้มอย่างอบอุ่นขึ้นมา ตลอดสามปีที่ผ่านมานี่เป็นครั้งแรกที่มีความรู้สึกคล้ายดังได้มีญาติผู้ใหญ่
“เด็กเอ๋ยตอนนี้ให้เจ้าทราบนามของเราผู้เป็นอาจารย์คือ โอ้วเทียน เท่านั้นก็พอ และตอนนี้ต้องปกปิดสถานะอันแท้จริงระหว่างอาจารย์กับเจ้าเอาไว้ก่อน ตอนนี้ ต่อหน้าคนอื่นนั้นเพียงให้พวกมันทราบว่า ศิษย์ขยะกราบ หุ้ยก่าย คนสวนหลังค่อมเป็นอาจารย์ เท่านั้นพอ
“ อาจารย์แล้วเรื่องที่ท่านว่าจะให้ข้าช่วยอะไรนั่นหละ”
“นั่นก็ยิ่งยังไม่ถึงเวลา มันคงอีกนาน ซึ่งช้าเร็วขึ้นอยู่กับเจ้านั่นเอง ตอนนี้เจ้าเพียงฝึกฝนเท่านั้น
“ป้ายนี้อันนี้เก็บไว้อาจจะมือประโยชน์ต่อเจ้า เจ้าต้องมาฝึกฝนในตอนกลางคืน เริ่มวันพรุ่งนี้ วันนี้พอแค่นี้เจ้าไปได้” พูดแค่นั้นพลันได้ยินเสียงกระดูกลั่นแกร้กๆๆ แล้วปรากฏเป็นหุ้ยก่ายชายหลังค่อมคนเดิมกลับมา
…
บริเวณหมู่ตึกของศิษย์สายนอกจะอยู่ทานด้านหน้ามีเนื้อที่เกือบครึ่งหนึ่งของสำนักหมื่นบรรพตมีศิษย์ทั้งใหม่และเก่าร่วมๆห้าหมื่นคน อาคารที่พักของศิษย์ใหม่จะแยกไกลออกมาจากศิษย์เก่า
ปกติศิษย์สายนอกจะมีการสอบเลื่อนเป็นศิษย์สายในปีละ 1 ครั้ง ถ้าสอบครบห้าปีแล้วไม่ผ่าน ต้องย้ายออกไปนอกสำนัก ไม่มีสิทธิ์มาสอบเลื่อนอีกได้
แต่ในทุกๆหกเดือนหากมีคนลงชื่อขอทดสอบก่อนกำหนดครบ 500 คน ก็จะมีการจัดให้เป็นพิเศษ
เล้งปวยตามหาลี้เพ้งจนพบ เขาพักอยู่ห้องเดียวกับเพื่อนอีกสองคน อึ้งหยูกับกู่เจียว
“อึ้งหยู กู่เจียว นี่เล้งปวยลูกพี่ใหญ่ของข้า” ลี้เพ้งบอกกับทั้งสองคนนั้น อึ้งหยูนั้นเคยเห็นและนับถือฝีมือของเล้งปวยอยู่แล้ว พอเห็นรีบออกมาทักทาย ต้อนรับอย่างดีใจไม่ต่างจากลี้เพ้งเลย ผิดกับกู่เจียวที่เป็นอัจฉริยะของตระกูลใหญ่ที่มีค่าพรสวรรค์ระดับ 4 เกือบจะได้เป็นศิษย์สายในอยู่แล้ว และมันไม่เคยเห็นเล้งปวยมาในตอนสอบ แต่ได้ยินข่าวลืออย่างหนาหูเรื่องของเล้งปวยศิษย์ขยะที่ค่าความมีพรสวรรค์เป็นศูนย์มาอย่างชัดเจน ดังนั้น พอได้ยินชื่อ ถึงกับหัวเราะเย้ยหยันออกมาดังๆ
“ฮะๆๆฮ่าๆๆนึกว่าใครที่แท้เจ้าก็เป็นศิษย์ขยะที่เขาเล่ามานี่เอง ไม่นึกว่าเจ้าจะนับถือเจ้าศิษย์ขยะที่วัดค่าได้ ระดับศูนย์ เป็นลูกพี่ได้เฮอะๆ” มันที่ปกติไม่เห็นใครอยู่ในสายตาอยู่แล้ว ในยามนี้มันยิ่งแทบจะเห็นเล้งปวยเป็นขยะไปจริงๆ ที่มันไม่แม้แต่จะอยากชายตาไปมอง
“หากเราป็นเจ้าคงกลับบ้านไปดีกว่าทนอายอยู่ได้ ยังมีล่าสุดข้าได้ยินว่าเจ้ากราบเฒ่าหลังค่อมที่เป็นแค่คนสวนเป็นอาจารย์อีกด้วย ฮ่าๆๆศิษย์ขยะกับอาจารย์ค่อม ไม่มีศักดิ์ศรีที่จะให้ข้าได้รู้จักเสียด้วยซ้ำ”ยิ่งพูดยิ่งแสดงท่าทางรังเกียจออกมาอย่างชัดเจน
“ลี้น้อย ข้ามีเรื่องอยากคุยกับเจ้า แต่ที่นี่มีสุนัขเห่าหอนอยู่ย่อมคุยไม่สะดวก เราไปที่อื่นกันเถอะ” เขาพูดเสียงราบเรียบคล้ายไม่ได้โกรธอีกคนที่เยาะเย้ยถากถางเลย แต่กู่เจียวนั้นในยามที่พบว่าไม่ว่ามันจะพูดอย่างไรอีกฝ่ายยังมีหน้าระรื่นอยู่ได้ คล้ายไม่ได้สนใจในคำพูดของมันเลยก็ทำให้มันหมั่นใส้จนโมโหขึ้นมาอยู่แล้ว พอได้ยินมันว่าตนเองเป็นสุนัขเห่าหอนเพียงคำเดียวกลับเป็นดั่งสาดน้ำมันใส่กองเพลิงขึ้นมา มันมีแววตาอันอำมหิตใคร่สังหารฉายวูบขึ้นมาทันใด
“เจ้าตัวขยะบัดซบ!! เราจะตบปากหนอนเน่าๆเป็นการสั่งสอน ที่บังอาจมาด่าเราเป็นสุนัข” สิ้นเสียงพลังปราณของมันที่อยู่ขั้นแก่นแท้ระดับ 5 พลันล้นทะลักออกมาอยู่ที่ฝ่ามือของมันจนเอ่อล้น แม้มันไม่คิดจะให้อีกฝ่ายถึงกับต้องตาย แต่ในยามที่ลืมตนมันกลับใช้พลังถึงสิบส่วนฟาดเข้าใส่เล้งปวยทันที
“ระวัง!!!!”
อึ้งหยูในยามนั้น แม้จะเคยเห็นเล้งปวยแสดงฝีมือมาบ้างแล้ว แต่ในยามที่เห็นพลังฝ่ามือของอัจฉริยะระดับ 5 อันมหาศาลที่พลันระเบิดออกมา ย่อมตื่นตนกขึ้นมาอย่างแท้จริง เขารู้ดีว่าด้วยพลังระดับนี้สามารถบดขยี้ได้แม้กระทั่งอสูรระดับ 3 ให้ตกตายภายในฝ่ามือเดียว เขาเล็งเห็นว่าชะตากรรมของเล้งปวยจะจบสิ้นไปกับหมัดนี้แน่จึงร้องเตือนสุดเสียงขึ้นมา
“โอ้ย!!!!!!!!” “ตุบ!!!”
เสีนงร้องบอกอึ้งหยู พลันช้าไปหน่อย ไม่ทันสิ้นเสียงเตือนให้ระวัง เสียงร้องอย่างโหยหวนดังขึ้นมาก่อน ตามมาด้วยเสียงที่ของหนักๆร่วงลงฟาดกับพื้นดังอย่างชัดเจน อึ้งหยูค่อยๆเปิดตามองไป พบว่ามีร่างหนึ่งล้มลงอยู่กับพื้นกำลังตะเกียกตะกายจะลุกขึ้นแต่ยังลุกไม่ได้
“อา…” เขามองอย่างตะลึง เมื่อเห็นว่าเล้งปวยยังคงยืนอยู่อย่างปกติ “ไฮ้!!! เช่นนั้น ร่างที่นอนอยู่กับพื้นนั่น ก็เป็นกู่เจียวผู้ลงมือนั่นนะสิ” เป็นอีกครั้งหนึ่งที่อึ้งหยูต้องหลุดปากออกมาว่า “สัตว์ประหลาด” พลางรีบเข้าไปประคองกู่เจียวขึ้นมาจะพามันเข้าไปในห้องพัก
“อย่าพึ่งไป” มันทั้งคู่สะดุดอยู่กับที่หันมาอย่างงงๆ “กู่เจียว !! เจ้าที่มาจากตระกูลใหญ่อันเย่อหยิ่งจองหอง ไม่เคยเห็นใครอยู่ในสายตามาตลอด มองคนอื่นแบบเหยียดหยามดูแคลนดั่งขยะจนติดเป็นนิสัย เชื่อเถอะหากเจ้าแก้นิสัยนี้ไม่ได้เจ้าจะไม่มีทางไปถึงไหน จำคำของข้าเอาไว้ให้ดี ไปได้” มันพูดเสียงราบเรียบแต่ชัดถ้อยชัดคำอย่างยิ่ง จากนั้นค่อยหันมาทางลี้เพ้งพลางพยักหน้าแล้วเดินไปนั่งที่โต๊ะใต้ร่มไม้
“พี่ปวย สั่งสอนมันบ้างก็ดี หากไปเจอคนอื่นที่โหดเหี้ยมคงไม่เพียงเท่านี้แน่ เออ เห็นพี่ว่ามีเรื่องจะคุยกะข้า พอดีข้าเองก็อยากถามพี่อยู่เช่นกัน หลังจากตอนที่วัดค่าพรสวรรค์แล้วก็ไม่เห็นพี่อีก เพียงได้ยินข่าวลือเรื่องศิษย์ขยะอะไรนั่น พี่บอกข้าหน่อยว่าต่อมามันเกิดอะไรขึ้นกับพี่บ้าง แล้วไปอยู่ไหนมา ” มันมีท่าทางกระตือรือร้นอย่างยิ่ง