ปราณ จอมคนเหนือพิภพ ภาคปฐมบท

    บทที่ 41 ข้าขอท้าประลองกับเจ้า!

    บทที่ 41

    ข้าขอท้าประลองกับเจ้า!

     

            “ขออนุญาตค่ะท่านผอ.พวกเราขอปฏิเสธการแต่งตั้งตำแหน่งยุวาจารย์พิเศษค่ะ!!! ข้ายังไม่ยอมรับการตัดสินใจของท่านผอ.ข้าไม่เชื่อว่าเด็กเพียงแค่ 6 ขวบจะมีความสามารถมากมายถึงเพียงนั้นพวกเราคุยกันแล้วว่า ขอปฏิเสธการแต่งตั้งตำแหน่งยุวาจารย์พิเศษค่ะ!”

             

            พิมพ์ลภัสปรากฏกายด้านข้างเวทีประลองยืนนิ่งบริเวณอัฒจันทร์ที่กั้นไว้สำหรับชั้นปีสอง ไฟสปอร์ตไลท์ฉายมาที่เธอใบหน้าเคร่งเครียด คิ้วขมวดเข้าหากัน ท่าทางของเธอดูเย่อหยิ่งจองหองขึ้นกว่าเดิมในแววตาคู่นั้นแฝงด้วยความโกรธเคืองอย่างเป็นที่สุด

             

            ‘เจ้าหนูน้อยจะเป็นใคร ข้าไม่สนใจ แค่นั่งดูเฉยๆ ข้าก็แทบจะทนไม่ไหวอยู่แล้วเด็กบ้าอะไรกัน!!! ครอบครองสิ่งที่เป็นตำนานถึงสองเรื่องไหนจะเป็นเด็กน้อยที่บรรลุขั้นลหุยุทธ์โดยที่ยังไม่ได้เรียนด้วยซ้ำใครเป็นครูของเขากันแน่?...’

             

            พิมพ์ลภัสเป็นประธานรุ่นสองย่อมมีสิทธิ์ที่จะแสดงความคิดเห็นได้อย่างชัดเจนยิ่งกว่าคนอื่นๆ

            จากนั้นนักเรียนชั้นปีสองกว่าสิบคนก็เดินมายืนอยู่ด้านหลังพิมพ์ลภัสเพื่อสนับสนุนความคิดเห็นของเธอ!

             

            การตัดสินใจอย่างรวดเร็วของท่านผอ.โดยยังไม่ผ่านที่ประชุมคณะกรรมการ อันจะต้องมีคณาจารย์ของโรงเรียนประธานรุ่นและรองประธานรุ่นของนักเรียนชั้นปีที่สองเข้าร่วมประชุมเพื่อลงมติ

             

            แต่ในเพลานี้ท่านผอ. กระทำการอย่างเร่งด่วนโดยมิได้ผ่านความเห็นชอบพิมพ์ลภัสจึงมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็น

             

            ซึ่งลึกๆแล้ว ในใจของเธอไม่ปรารถนาให้ใครมาโดดเด่นกว่าโดยเฉพาะกับเด็กชั้นปีที่หนึ่งที่ยังไม่ได้เข้าเรียนด้วยซ้ำ และถึงแม้จะมีคนสนับสนุนตามเจตจำนงค์ของท่านผอ.ก็ตามเธอก็คิดที่จะไม่เห็นด้วยอยู่แล้วการที่เธอออกมาพูดกลับกลายเป็นผลดีสำหรับเธอยิ่งนัก!!!

             

            ความคิดเห็นแตกออกเป็น2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเห็นด้วยกับการแต่งตั้งปราณจากความสามารถอันเอกอุของเขาเองแต่อีกฝ่ายหนึ่งเห็นด้วยกับพิมพ์ลภัสว่า ปราณยังไม่เหมาะที่จะรับตำแหน่งใดๆ

             

            โดยเฉพาะรุ่นพี่ปีสองที่คิดว่าตัวเองมีความสามารถสูงกว่าคนอื่นๆ ต่างปฏิเสธความคิดของท่านผอ.โดยสิ้นเชิง

            ท่านผอ.มองหน้าปราณ เพราะเขาได้ลั่นวาจาออกไปแล้วจะเปลี่ยนแปลงตอนนี้ก็ย่อมเป็นการเสียสัจจะวาจาของความเป็นผู้ใหญ่และจะเป็นการเสียเกียรติของตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียน

             

           ปราณมองหน้าท่านผอ. เข้าใจความปรารถนาดีที่มอบให้เขาเองก็คิดอยู่แล้วว่าจะขอปฏิเสธ ขณะที่เตรียมจะพูด พิมพ์ลภัสก็เข้ามาขัดเสียก่อนจึงทำให้ปราณรู้สึกโล่งใจเพราะเขาตั้งใจจะมาเรียนที่นี่ตามที่ท่านพ่อ-ท่านแม่ปรารถนาไม่ได้ต้องการตำแหน่งใดๆ ภายในโรงเรียนด้วยซ้ำ ดังนั้นปราณจึงเอ่ยขึ้นทันทีโดยไม่ลังเล

     

            “ข้าตั้งใจแต่แรกอยู่แล้วว่าจะขอปฏิเสธตำแหน่งยุวาจารย์พิเศษและจะขอเป็นนักเรียนชั้นปีหนึ่งเฉกเช่นนักเรียนทั่วไปตำแหน่งยุวาจารย์ที่ข้าได้มาเมื่อครั้งอยู่เมืองเชียงคลองเป็นตำแหน่งที่ท่านเจ้าเมืองมอบให้เพราะข้าสามารถเอาชนะลูกชายของท่านเจ้าเมืองพร้อมทั้งเพื่อนๆอีก 8คนของเขาได้ในเวลาเดียวกันและได้ทำหน้าที่ฝึกสอนพลังฌานให้พวกเขา”

             

            ปราณหยุดหายใจเงยมองอัฒจันทร์ เสียงอู้หู กันแทบทั้งลานประลองเมื่อได้ยินว่าปราณสามารถเอาชนะคนถึง 9 คนได้ในเวลาเดียวกัน

             

            “เมื่อข้ามาถึงเมืองอโยดาก็เท่ากับว่าตำแหน่งยุวาจารย์ของข้าได้หมดลงไปแล้วเข็มกลัดยุวาจารย์ที่ข้าประดับบนอก เพื่อเตือนสติว่าข้าเป็นยุวาจารย์และไม่ควรที่จะต้องให้ตำแหน่งนี้เป็นเพียงตำนานหรืออยู่แค่ในตำราอีกต่อไปแต่บัดนี้ข้าคือนักฌานยุทธ์รุ่นเยาว์ที่เข้ารับการคัดเลือกเป็นนักเรียนของโรงเรียนมหรรณพาลัยเท่านั้น!...จึงขอปฏิเสธรับตำแหน่งที่ปรมาจารย์ปฏิมากรได้มอบให้ข้า...”

             

            ปราณหันไปหาท่านผอ.แล้วโค้งคำนับระดับเอวยาวนานกว่าปกติ

             

            “ข้าต้องขอเสียมารยาทด้วยครับท่านผอ.เพื่อมิให้เกิดความวุ่นวายใดๆ และทุกคนจะได้ไม่เกิดความบาดหมางใจเพราะข้าเป็นต้นเหตุครับ”

             

            ท่านผอ.เห็นกิริยาท่าทางของปราณที่แสดงออกต่อตนเองอย่างนอบน้อมเช่นนี้ก็บังเกิดความรู้สึกศรัทธาในตัวของเด็กน้อยผู้นี้อย่างที่เขาไม่เคยรู้สึกกับเด็กคนใดมาก่อน

             

            ‘ปราณเอ๋ย!! เจ้าเป็นเด็กที่มีความคิดสุขุมรอบคอบมองรอบด้านเสียยิ่งกว่าข้าเสียอีกเจ้าทำให้คำพูดที่ข้าเปล่งออกไป ไม่ถูกบั่นทอนความเชื่อมั่นซ้ำยังสามารถแสดงน้ำใจการไม่ยึดติดในตำแหน่งใดๆ เสียอีกคนแบบนี้เท่านั้นที่จะนำพาอนาคตของอาณาจักรให้รุ่งเรืองได้...ช่างน่าภูมิใจแทนท่านปรมาจารย์บุญและอาจรย์วรรณยิ่งนักที่อบรมสั่งสอนให้เขามีความคิดที่ยิ่งใหญ่กว่าอายุมากมายถึงเพียงนี้’

             

            เสียงฮือฮาดังกึกก้องห้องประชุมไม่มีใครคาดคิดว่าคำพูดที่พรั่งพรูออกมานั้น จะออกมาจากปากของเด็ก 6 ขวบ

             

            คำพูดคำจาของเขาไม่เหมือนเด็ก6 ขวบเลยสักนิด มีเหตุมีผล การใช้ภาษาที่งดงามนุ่มนวล ทำให้คนที่ชื่นชมเขากลับยิ่งขึ้นชมส่วนคนที่ไม่เห็นด้วยก็เปลี่ยนใจมานิยมชมชอบ

             

            ปราณหันไปมองฝั่งรุ่นพี่ปีสองแล้วโค้งคำนับอย่างสุภาพ“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้่าต้องขอประทานอภัยท่านพี่ทุกๆ ท่าน”

             

            เขาหันกลับมายังท่านผอ.แล้วโค้งคำนับในระดับเอวเท่าเดิมเหมือนครั้งแรก แล้วจึงเดินกลับไปยังที่นั่งท่ามกลางความตื่นตะลึงและงงงวยของผู้ชม

             

            โดยไม่สนใจว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรเพราะปราณเห็นว่าหน้าที่การคัดเลือกและปลดปล่อยพลังฌานยุทธ์ของเขาเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้วจึงไม่ควรเสียเวลา ยังมีนักฌานยุทธ์รุ่นเยาว์อีกหลายคนที่กำลังรอการคัดเลือก

            ทันใดนั้นก็มีเสียงปรบมือช้า2 – 3 ครั้งดังแทรกความเงียบขึ้นมาพร้อมกับเสียงกล่าวชื่นชมที่ทุ้มต่ำหนักแน่นแผ่กังวานทั่วทั้งอาคารฟังแล้วขนลุกเกรียวโดยไม่ทราบสาเหตุ

             

            “หึหึหึ...ยอดเยี่ยมมาก ยุวาจารย์ปราณช่างเป็นการกล่าวสุนทรพจน์จากใจที่ยอดเยี่ยม เจ้าช่างเป็นเด็กที่กล้าหาญกล้าตัดสินใจ หาไม่ง่ายเลยที่ในอาณาจักรแห่งนี้ จะมีเด็กวัยเยาว์แต่กล้าตัดสินใจและพูดเรื่องยากให้กลายเป็นง่าย ฮ่ะฮะฮะฮ่า”

             

            ทุกสายตาหันไปมองต้นเสียงปรากฏร่างเงาตะคุ่มสูงใหญ่ของชายที่นั่งในมุมมืดกว่าอัฒจันทร์บริเวณอื่น

             

            ปราณจำได้ชัดเจนว่าเสียงนี้เป็นเสียงของท่านลุงปราณดีใจเป็นอย่างมากที่ลุงอันเป็นที่รักและเคารพของเขาได้เข้ามาอยู่ในสถานที่แห่งนี้ด้วย

             

            ‘ท่านลุง...เสียงท่านลุงจริงๆ ด้วย...ท่านลุงมาอยู่ที่นี่นั่นก็หมายความว่า...ท่านลุงติดตามดูแลข้ามาโดยตลอดอย่างนั้นหรือ?’

             

            น้ำตาเอ่อล้นเขามิได้มีโอกาสร่ำลาท่านลุงที่หมู่บ้านพยัคฆ์คำรามแต่ตอนนี้กลับดีใจที่จะได้พบท่านลุงอีกครั้ง เขาคิดถึงท่านลุงเหลือเกินเพราะท่านลุงทำให้เขาก้าวมาถึงจุดนี้ โดยที่ตัวของเขาเองยังคาดไม่ถึง

             

            ทุกสิ่งทุกอย่างถาโถมมาหาปราณอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่เด็กอายุ 6 ขวบ จะแบกรับไหวแต่เขาก็ผ่านมันมาได้และเกิดการควบแน่นในประสบการณ์เหล่านั้นจนกลายเป็นพลังฌานยุทธ์ที่แท้จริงในวันนี้

             

            ปราณเก็บความรู้สึกนั้นเอาไว้ไม่พูดอะไรออกมา แล้วพยายามเดินไปหาท่านลุง หลังจากที่สปอร์ตไลท์ดับลง

             

            สักพักผู้คนอยู่ใกล้ต้นเสียงนั้นทยอยกันปรบมือจนดังสนั่นลานประลองอีกครั้งบรรยากาศที่เงียบเหงาดั่งแรงกดดันเมื่อครู่ กลับมาคึกคักหลายเสียงชื่นชมกับการตัดสินใจอันเด็ดขาดของเด็กน้อย

             

            พิมพ์ลภัสเธอหวังจะโดดเด่นในงานนี้อีกครั้งแต่กลับคิดไม่ถึงว่าเด็กปราณกลับพลิกบทบาทได้โดดเด่นยิ่งกว่า

             

            แถมยังกล้าปฏิเสธไม่รับตำแหน่งนั้นด้วยตัวเองซึ่งแทบไม่มีใครปฏิเสธตำแหน่งต่างๆเพราะนั่นหมายถึงความเกรงใจและให้ความเคารพต่อผู้นั้นอย่างหาที่สุดมิได้แต่เด็กปราณกลับไม่สนใจ

            เดิมทีเธอคิดว่าจะหักหน้าท่านผอ.เพราะเธอรับไม่ได้ที่ท่านผอ. แสดงความนิยมชมชอบปราณอย่างออกนอกหน้า

             

            พิมพ์ลภัสและเพื่อนๆอีกหลายคนไม่พอใจเป็นทุนเดิมอยู่แล้วที่เด็กรุ่นน้องอายุเพียง 6 ขวบซึ่งอายุต่างจากพวกเธอ 9-10 ปี จะมีความสามารถเกินคาดเดา

             

            เธอเฝ้าดูการปลดปล่อยพลังฌานยุทธ์จนสิ้นสุดและเมื่อพบว่าปราณสามารถบรรลุขั้นลหุยุทธ์ระดับ 12 ได้ ในแบบที่ไม่มีนักฌานยุทธ์ผู้ใดในอาณาจักรทำได้มาก่อนความเดือดดาลร้อนรุ่มก็ถาโถมเข้ามาอย่างไม่รู้ตัว นั่งไม่เป็นสุขกระสับกระส่ายอยากจะลงมือทำอะไรซักอย่าง

             

            เธอวางแผนกับเพื่อนๆไว้ว่าจะจัดการเจ้าเด็กปราณให้บอบช้ำจนไม่สามารถเข้าเรียนต่อได้ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีคัดเลือก แต่กลับกลายเป็นว่าท่านผอ. ได้มอบตำแหน่งยุวาจารย์พิเศษ ที่ไม่มีเคยมีปรากฏมาก่อนในมหาพิภพอาเชีย

             

            จึงทำให้เธอต้องรีบออกโรงเพื่อความชอบธรรมของโรงเรียนแต่แท้ที่จริงแล้ว เธอไม่ต้องการให้ใครมาโดดเด่นกว่านั่นเอง 

             

            ปราณได้รับเกียรติและตำแหน่งที่ยิ่งใหญ่ง่ายๆอย่างนั้นได้อย่างไร เพียงเพราะแค่เขามีพลังฌานในขั้นลหุยุทธ์ตอน 6ขวบอย่างนั้นหรือ?

             

            ในขณะที่พวกเธอฝึกฝนกันเอาเป็นเอาตายเพื่อก้าวสู่ขั้นลหุยุทธ์พิมพ์ลภัสกลับเชื่อว่าสิ่งที่ปราณแสดง มีการเตรียมขึ้นมาเพื่อใช้เฉพาะการคัดเลือกนี้เท่านั้น

             

            ความจริงคือความจริงเด็ก 6 ขวบจะมีปัญญาและประสบการณ์ต่อสู้จริงเทียบกับเด็กอายุ 16 ได้อย่างไร?

             

            ถ้าได้ต่อสู้กันจริงๆมีหรือที่เธอจะเอาชนะปราณไม่ได้ พิมพ์ลภัสเธอนึกไปมาแล้วก็อมยิ้มคิดแผนการกำหราบปราณ เพื่อจะได้สั่งสอนให้รู้เสียบ้างว่าเด็กย่อมเป็นเด็กอย่าริอ่านมาเก่งกาจกว่าผู้อาวุโสกว่าอย่างเด็ดขาดโดยเฉพาะทายาทสำนักเมฆมรกตเช่นเธอ!

             

            ก่อนที่การคัดเลือกจะดำเนินต่อไปพิมพ์ลภัสหวังจะใช้โอกาสนี้เพื่อสั่งสอนเด็กน้อยมิให้อวดดีและเพื่อเป็นการแสดงความสามารถของเธอให้เป็นที่ประจักษ์อีกด้วย

             

            “ขออนุญาตค่ะท่านผอ. และผู้ชมทุกๆ คน....”

             

            พิมพ์ลภัสก้าวเข้าสู่ลานประลองอีกครั้งเชียร์คึกคักเงียบในบัดดล

             

            “ข้าขอกล่าวอะไรเพียงเล็กน้อย ก่อนที่จะดำเนินการคัดเลือกในลำดับต่อไป...”

             

            เธอกวาดสายตามองผู้ชมช้าๆพร้อมพยายามมองไปยังจุดที่ปราณนั่งอยู่

             

            “ในนามตัวแทนของนักเรียนชั้นปีที่สองพวกเราคิดว่าสิ่งที่ปราณได้ปลดปล่อยพลังฌานออกมาในครั้งนี้น่าจะเป็นเพียงการฝึกฝนเพื่อใช้เฉพาะการคัดเลือกเท่านั้นถ้าพูดถึงอายุและประสบการณ์ต่อสู้ข้าเชื่อว่าไม่มีทางที่ปราณจะบรรลุขั้นลหุยุทธ์ได้อย่างถาวรปราณอาจจะมีฌานยุทธ์ที่ระดับ 10ซึ่งถ้าเขามีพลังฌานยุทธ์ที่แปรผันขึ้นลงเช่นนี้อาจจะไม่เหมาะกับการเป็นนักเรียนของโรงเรียนมหรรณพาลัย ตามที่ท่านผอ.ได้อธิบายไว้ตั้งแต่ช่วงเช้าแล้ว”

             

            พิมพ์ลภัสใช้จุดอ่อนเมื่อเช้าของท่านผอ.ย้อนเกล็ดมาเล่นงาน จนท่านผอ. ไปไม่เป็นได้แต่ยืนอึ้ง พิมพ์ลภัสเหลือบมองรู้ว่าตัวเองได้เปรียบจึงพูดต่อ

             

            “ผู้คัดเลือกที่ผ่านมา ถ้าดูจากใบรับรองส่วนมากจะมีพลังฌานที่ลดลงกว่าที่แจ้งไว้แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่มีพลังฌานสูงขึ้นจะสามารถรักษาระดับพลังให้เสถียรได้จริง ซึ่งทุกท่านก็ได้เห็นแล้วว่าส่วนมากมักจะเพิ่มขึ้น ซึ่งได้รับการคัดเลือก”

             

            หลายคนเริ่มคิดตามก็เห็นจริงดั่งเธอกล่าวทุกประการ

             

            “ดังนั้น การที่ปราณบรรลุถึงขั้นลหุยุทธ์ จึงน่าจะเป็นพลังฌานผกผันก็ได้มิใช่พลังฌานขั้นลหุยุทธ์ที่มีความเสถียรอย่างแท้จริง” 

             

            พิมพ์ลภัสผายมือผู้คนที่ชื่นชอบพิมพ์ลภัสเป็นทุนเดิม เริ่มเห็นด้วยกับเธอ

             

            “ข้าก็เห็นด้วยกับที่รุ่นพี่กล่าวทุกประการ!”

             

            ไฟสปอร์ตไลท์กวาดไปตามเสียงเล็กๆใสๆ ที่พูดทะลุขึ้นมาด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวจนพบต้นตอ เธอคือหงส์นรา วายุภักดิ์จากนั้นเธอก็ลุกขึ้นแล้วเดินมาที่ลานประลอง

             

            “เอาอีกแล้วยัยเด็กแสบ”

             

            เธียรธวัชมือกุมขมับแล้วลุกขึ้นยืนดูว่าเธอจะทำอะไรต่อ

             

            “ข้าก็คิดเช่นเดียวกับรุ่นพี่ สิ่งที่ปราณแสดงออกอาจจะเป็นการฝึกฝนมาเพื่อใช้เฉพาะในพิธีคัดเลือกนี้เท่านั้นการที่จะบรรลุขั้นลหุยุทธ์ จำเป็นต้องผ่านการต่อสู้และฝึกฝนอย่างหนักมาก่อนอีกทั้งฌานสมาธิยังต้องกล้าแกร่งอีกด้วย...” หงส์นราหันไปหาผู้ชมแล้วกล่าวเสียงดัง

             

            “ข้าขอถาม อายุ 6-10 ขวบมีใครที่ต้องเผชิญหน้ากับการต่อสู้จริงๆ มาแล้วบ้าง?”

             

            เริ่มมีเสียงเล็กเสียงน้อยของบรรดานักฌานยุทธ์รุ่นเยาว์ที่เพิ่งผ่านกรคัดเลือกก็ตอบว่า“ไม่มี” กันมากมาย

             

            “เห็นไหมล่ะว่าเด็กอย่างพวกเรา ไม่เคยเจอการต่อสู้ที่แท้จริงเลยสักครั้งแค่การฝึกฝนธรรมดาก็ว่ายากแล้ว การบรรลุขั้นลหุยุทธ์ด้วยอายุ 6 ขวบ จึงไม่มีทางเป็นไปได้อย่างเด็ดขาดนั่นจึงน่าจะเป็นการแสดง!...ข้าก็ไม่รู้ว่าปราณใช้วิธีใด แต่ไม่มีทางเป็นไปได้ที่เขาจะบรรลุขั้นลหุยุทธ์อย่างถาวร”

             

            พิมพ์ลภัสมองหน้าเด็กสาวตัวน้อยที่สะสวยมีเสน่ห์แล้วพยักหน้า อมยิ้มอย่างถูกใจ ‘ไม่น่าเชื่อว่าสิ่งที่ข้าคิดจะมีคนคิดเช่นข้าเหมือนกัน ยิ่งเป็นรุ่นน้องปีหนึ่งด้วยยิ่งดีเจ้าเด็กคนนี้จะเป็นปากเป็นเสียงให้กับข้าได้’

             

           หงส์นรายิ้มตอบแล้วคำนับให้  

     

           “ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว เจ้าสองคนเห็นว่ายังไงล่ะ?”

     

            ท่านผอ.กำลังงงกับการปรากฎกายของสองสาวที่ขัดจังหวะการคัดเลือกแต่ด้วยความที่ท่านผอ. ไม่เคยปิดกั้นความคิดเห็น

             

            แม้เหตุการณ์วันนี้อาจจะผิดพลาดและเกินการคาดเดาไปเยอะแต่สิ่งที่พิมพ์ลภัสพูดล้วนมีเหตุผลดังที่ตัวของเขาเองก็ได้พูดไว้ด้วนเช่นกัน

             

            “เราจะใช้วิถีของฌานยุทธ์ในการตัดสินข้าพิมพ์ลภัสขอท้าประลองยุทธ์กับปราณ!!!”

    คล้ายกับเรื่องปราณ จอมคนเหนือพิภพ ภาคปฐมบท ที่คุณอ่าน