(จบ)พฤกษาวิญญาณกับสงครามมนุษย์พิฆาตเทพมังกร

    ตอนที่ 75 ห้องแรงโน้มถ่วง

            ขณะที่หวงเยี่ยยืนอยู่บริเวณหน้าห้องแรงโน้มถ่วง สายตาของชายหนุ่มยังคงจับจ้องผ่านกระจกพิเศษเข้าไปภายในด้วยความสนใจที่ไม่ได้ปกปิด รอบด้านไม่ได้มีเพียงเขาผู้เดียว หากยังมีนักเรียนอีกหลายคนที่มายืนมุงดูภาพการฝึกอันหนักหน่วงเบื้องหน้าเช่นเดียวกัน


            เมื่อบางคนหันมาเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยของชายหนุ่ม รอยแปลกใจพลันปรากฏบนสีหน้า


            เสียงกระซิบค่อยๆดังขึ้นทีละสาย ก่อนจะกลายเป็นวงสนทนาขนาดย่อม


            “เจ้าชายน้อยหวงเยี่ยนี่นา”


            “เขามายังสถาบันมังกรพิโรธเพื่อจะฝึกฝนร่างกายเหรอ?”


            คำเอ่ยนั้นเต็มไปด้วยความประหลาดใจ


            “เหอะๆ ไม่หรอกมั้ง ยังไงห้องแรงโน้มถ่วงก็เกินกำลังของนักเรียนชั้นปีหนึ่งที่ร่างกายกำลังเติบโต”


            เสียงโต้แย้งดังขึ้นอย่างมีเหตุผล


            “นั่นสินะ ต่อให้จะเป็นนักล่ามังกรระดับสาม แรงโน้มถ่วงยี่สิบเท่าก็อาจจะเกินกำลังไปแล้ว!”


            “งั้นเขาคงมาฝึกแค่ประมาณสิบเท่าหรือเปล่า?”


            “ถูกต้อง! เห็นพวกที่อยู่ภายในห้องไหม ทุกคนต่างก็เป็นนักล่ามังกรระดับสามขั้นแรกเริ่ม หรือไม่ก็ขั้นกลาง”


            “แต่พวกเขาทั้งหมดก็แทบจะทนแรงโน้มถ่วงยี่สิบเท่าไม่ไหวเลย”


            คำพูดเหล่านั้นลอยปะปนกับเสียงหายใจหนักๆของผู้ที่เพิ่งออกจากห้องฝึก


            บางคนถึงกับต้องพยุงตัวเองด้วยกำแพง บางคนทรุดนั่งลงกับพื้นทันทีที่พ้นประตูออกมา


            เสียงพูดคุยเพิ่มความคึกคักขึ้นเรื่อยๆ บางคนรีบส่งสัญญาณเรียกเพื่อนที่ฝึกอยู่ในลานใกล้เคียงให้มาดูเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น


            “รีบมาเร็ว หวงเยี่ยจะเข้าใช้ห้องแรงโน้มถ่วง!”


            ความสนใจถูกดึงดูดอย่างรวดเร็ว หวงเยี่ยเองก็ไม่ได้สนใจเสียงซุบซิบเหล่านั้นมากนัก


            ตัวของเขายืนประเมินค่าด้วยสายตานิ่งลึก จากนั้นจึงก้าวเดินตรงไปยังห้องหนึ่งที่ยังคงว่างอยู่


            ประตูอัตโนมัติเปิดออก พลางเดินผ่านกลุ่มนักเรียนที่เพิ่งออกมาจากห้องด้วยสภาพอิดโรย กล้ามเนื้อสั่นไหว เส้นเลือดปูดนูน เหงื่อไหลอาบทั่วร่าง สีหน้าซีดเผือดราวกับเพิ่งผ่านสนามรบ บางคนยังคงหอบหายใจอย่างรุนแรง


            นักเรียนปีสองหลายคนที่เห็นท่าทีของชายหนุ่มรีบเอ่ยเตือนโดยไม่ลังเล


            “หวงเยี่ย!”


            “เจ้าเป็นเพียงนักล่ามังกรระดับสอง เต็มที่ก็อาจทนรับแรงโน้มถ่วงได้สิบเท่าเท่านั้น!”


            “ถ้ามากเกินไปกว่านั้นอาจทำให้ร่างกายของเจ้าต้องระเบิดออกเลยก็ได้นะ”


            อีกคนที่เพิ่งออกมาจากห้องก็เอ่ยเสริม ทั้งยังหอบหายใจไม่ขาดสาย


            “ถูกต้องแล้ว! ขนาดพวกเราเป็นนักล่ามังกรระดับสาม แต่การอยู่ในแรงโน้มถ่วงระดับยี่สิบเท่าก็เกือบฝืนขีดจำกัดไปจริงๆ”


            “เพราะงั้นเจ้าก็อย่าลืมนะ พวกเราขอเตือนด้วยความหวังดีในฐานะนักเรียนของมหาวิทยาลัยเทพอสูรด้วยกัน!”


            คำพูดนั้นเต็มไปด้วยความจริงใจ ทำให้ตัวของหวงเยี่ยหยุดฝีเท้าเพียงครู่หนึ่ง ดวงตาของเขามองไปยังชายปีสองเหล่านั้นอย่างสงบ


            “ขอบใจนะ”


            สายตาหลายคู่จ้องมองปฏิกิริยาของเขา บางคนคาดหวังจะเห็นความโอหัง บางคนรอคอยคำโต้เถียง


            แต่ชายหนุ่มกลับไม่แสดงท่าทีใดนอกจากความนิ่งสงบ เขาก้าวเข้าไปในห้องว่างนั้นโดยไม่เร่งรีบ ประตูปิดลงเบื้องหลังด้วยเสียงแน่นหนา


            ภายในห้องกว้างประมาณสิบเมตร แสงไฟสีขาวส่องสว่างทั่วทั้งพื้นที่ พื้นและผนังเป็นโลหะพิเศษที่สะท้อนประกายเย็น


            หวงเยี่ยยืนอยู่กลางห้อง หายใจเข้าออกช้าๆ ขณะที่บริเวณด้านนอก กลุ่มนักเรียนยังคงจับจ้องผ่านกระจกใสด้วยความใคร่รู้


            “เขาจะเปิดระดับเท่าไร?”


            “อย่าบอกนะว่าเกินสิบเท่า?!”


            “ถ้าเป็นสิบเท่าก็ยังพอรับได้!”


            เสียงสนทนาเต็มไปด้วยการคาดเดา ขณะที่ชายปีสองคนหนึ่งบ่นพึมพำออกมาและจ้องมองไปยังหวงเยี่ยอย่างไม่ละสายตา


            “หวังว่าเขาจะฟังคำเตือน!”


            ภายในห้อง หวงเยี่ยที่ยืนอยู่เพียงหนึ่งเดียวภายในห้องแรงโน้มถ่วง ดวงตาของเขาสงบนิ่ง ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างชัดเจน


            “แรงโน้มถ่วง 10 เท่า!”


            ทันทีที่เสียงนั้นถูกส่งเข้าสู่ระบบควบคุม ปัญญาประดิษฐ์ภายในห้องตอบรับด้วยเสียงสังเคราะห์เรียบเย็น พร้อมตัวเลขบนแผงแสดงผลที่เริ่มกะพริบ ทำให้ด้านนอกกระจกนิรภัย บรรดานักเรียนที่ยืนจับจ้องต่างเบิกตากว้าง บางคนแทบเผลอร้องออกมาโดยไม่ทันยั้งคิด


            “ดะ..เดี๋ยวก่อน!”


            “นี่เจ้าไม่ควรจะเพิ่มแรงโน้มถ่วงภายในห้องรวดเดียวนะ!”


            “มันจะต้องไล่ไปทีละหนึ่ง สอง หรือสาม ทำไปเรื่อยๆจนกว่าร่างกายจะรับไม่ไหว เพื่อทำให้ร่างกายและเส้นชีพจรโลหิตเกิดการปรับ…”


            คำอธิบายยังไม่ทันจบ


            “ครืนนนนนนนนนนนน!”


            เสียงกลไกหนักแน่นพลันดังสะท้อน พร้อมกับแรงกดทับสิบเท่าที่แผ่ลงมาพร้อมกันทั่วทั้งพื้นที่อันจำกัด อากาศดูเหมือนจะข้นหนืดขึ้นทันที พื้นโลหะสะท้อนเงาร่างของชายหนุ่มที่ถูกแรงมหาศาลบดทับลง


            “...............!!”


            ร่างของหวงเยี่ยสั่นสะท้านเพียงชั่วขณะ หัวเข่าเกือบแตะพื้น แผ่นหลังโค้งลงเล็กน้อยราวกับแบกรับหินผาทั้งลูก ใบหน้าคมคายของเขาเผยแววประหลาดใจอย่างชัดเจน กล้ามเนื้อทั่วร่างเกร็งตึง เส้นเอ็นที่คอและแขนปรากฏเด่นชัด


            เขาสัมผัสได้ถึงน้ำหนักของตนเองที่เพิ่มพูนขึ้นไปอีกสิบเท่า ทุกการหายใจหนักอึ้งดั่งสูดอากาศที่อัดแน่นด้วยเหล็กกล้า


            เสียงหอบแผ่วดังลอดออกจากริมฝีปาก


            ทว่าเพียงไม่กี่อึดใจ หวงเยี่ยก็ข่มจิตลง ตั้งหลักให้มั่นคง ฝ่าเท้าทั้งสองกดแน่นกับพื้นราวกับหยั่งรากลงลึก ลมหายใจค่อยๆปรับจังหวะ


            ทันใดนั้นพลังวิญญาณภายในร่างของเขาก็เริ่มโคจรอย่างเป็นระบบ วิชาขับเคลื่อนพลังธาตุพฤกษาระดับราชาถูกปลุกขึ้นอย่างไม่เร่งร้อน


            กระแสพลังราวกับเถาวัลย์อ่อนช้อยไหลเวียนผ่านเส้นชีพจรโลหิต เสริมสร้างกล้ามเนื้อและกระดูกที่กำลังถูกบีบแน่นจากแรงกดทับ


            พลังวิญญาณเคลื่อนไหวอย่างสงบ ไม่แตกกระจาย ไม่ปั่นป่วน


            มันไหลผ่านเส้นสายภายในอย่างต่อเนื่อง เสริมแกร่งประสิทธิภาพของทุกส่วนในเวลาอันรวดเร็ว


            ร่างที่เกือบทรุดลงเมื่อครู่ค่อยๆยืดตรง ฝ่าเท้าที่เคยสั่นสะเทือนกลับหยุดนิ่ง ไหล่ที่แบกภาระหนักอึ้งคลายตัวลงเล็กน้อย


            ไม่นานนัก หวงเยี่ยก็ยืนอยู่ท่ามกลางแรงโน้มถ่วงสิบเท่าได้อย่างมั่นคง


            เขาลองขยับแขน


            หมุนข้อมือ


            ก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างช้าๆ ทุกการเคลื่อนไหวแม้ยังหนักหน่วง แต่กลับไม่ถึงกับฝืนจนผิดรูป


            ด้านนอก นักเรียนหลายคนเผลอกลืนน้ำลาย


            “ร้ายกาจ ฝึกฝนครั้งแรกก็สามารถควบคุมร่างกายและพลังวิญญาณได้ในทันที นี่เขาเป็นสัตว์ประหลาดหรือยังไงเนี่ย?!”


            “ใช่แล้ว แกพูดถูกต้องทุกอย่าง เพราะภายใต้แรงโน้มถ่วงที่รุนแรง มันจะทำให้ร่างกาย ประสาทสัมผัส การตอบสนอง หรือกระทั่งการควบคุมพลังวิญญาณลำบากเป็นอย่างมาก พลังวิญญาณจะไม่ต่างอะไรไปจากสายน้ำที่เหนียวหนืด ไหลช้า หนัก และไม่ตอบสนองตามใจคิด!”


            นักเรียนปีสองอีกคนชี้ไปยังภาพภายในห้อง


            “แต่ดูสิ หวงเยี่ยคนนี้สามารถควบคุมพลังวิญญาณให้ผสานไปทั่วทั้งร่างกายได้ในทันที!”


            คำกล่าวนั้นเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ


            ภายใต้แรงกดทับสิบเท่า การยืนทรงตัวให้มั่นคงยังถือว่ายากเย็น แต่หวงเยี่ยกลับสามารถขยับร่างกายได้อย่างเป็นธรรมชาติ


            มีหลายคนรีบนำสมาร์ทโฟนออกมา เปิดกล้องบันทึกภาพหน้าจอกระจกนิรภัยที่สะท้อนร่างของหวงเยี่ยภายใน


            “ต้องเก็บไว้”


            “เรื่องแบบนี้ไม่ได้เห็นกันง่ายๆ”


            แสงจากหน้าจอมือถือสะท้อนบนใบหน้าของผู้บันทึก ดวงตาของพวกเขาเปล่งประกายตื่นเต้น


    คล้ายกับเรื่อง(จบ)พฤกษาวิญญาณกับสงครามมนุษย์พิฆาตเทพมังกร ที่คุณอ่าน