บรรยากาศขณะทานมื้อเช้าในวันนี้ดูเป็ปกติหรือจะเรียกว่าดูเหมือนปกติ พระาาอัลเฟรดนั่งทานอาหารอยู่เงียบ ๆ พยายามไม่รับรู้บรรยากาศแปลก ๆ ที่อยู่รอบ ๆ ส่วนราชินีเอลิเซียก็เอาแต่ดูทุกคนทานอาหารด้วยความสนอกสนใจ เออร์วินตอนนี้ก็พยายามทำเป็ไม่รู้ไม่ชี้ เรเชลก็ทำเหมือนปกติเช่นทุกวันคือบางครั้งแกล้งทานอาหารให้ปากเธอเลอะเพื่อให้พี่ชายเธอเช็ดปากให้
และตัวการของบรรยากาศที่แปลกไปลิลิธกำลังนั่งทานมื้อเช้าด้วยท่าทีที่ดูธรรมดา แต่ออร่าที่เธอปล่อยออกมานี้ทำให้หลังเออร์วินชุ่มไปด้วยเหงื่อ เมดคนหนึ่งที่ยืนข้างลาน่า เมดคนนี้ไว้ผมสั้นที่ให้ความรู้สึกคล่องตัวั์ตาสีม่วงสงบนิ่ง ซึ่งเธอก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็เรเวน สาวใช้ส่วนตัวที่เพิ่งเข้ามาทำงานวันแรก
ตอนเช้าหลังจากที่ห้ามทัพเสร็จเออร์วินก็พาเรเวนไปหาลาน่าโดยไม่สนคำคัดค้านของลิลิธ เวลารับประทานอาหารดำเนินไปเรื่อย ๆ ในใจเออร์วินปรารถนาให้เวลานี้ผ่านไปเร็ว ๆ เขาพยายามไม่เหลือบมองพี่สาวที่ปล่อยรังสีอำมหิตอยู่ตลอดเวลา จนตอนนี้เด็กชายก็ยังหาสาเหตุความไม่พอใจของลิลิธไม่ได้เสียที เด็กชายเดาว่าส่วนหนึ่งเป็เพราะเรเวนแต่เขาก็คิดไม่ออกว่าทำไมพี่สาวถึงได้อารมณ์บูดหนักขนาดนี้
“นี่นี่ทุกคนอาหารมื้อนี้เป็ยังไงบ้างจ๊ะผักนี่แม่หั่นเองเลยนะ” ราชินีเอลิเซียพูดออกมาอย่างเริงร่า ทำเอาเออร์วินที่ได้ฟังถึงกับอึ้ง
‘แค่หั่นผักนี่ก็เอามาอวดกันได้ด้วยเหรอ’ เด็กชายคิดในใจแต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา
“นี่คุณคะรสชาติเป็ยังไงบ้างคะ ผักนี่ฉันหั่นเองเลยนะคะ”
ราชินีเอลิเซียหันไปถามพระาาอัลเฟรดผู้เป็พระสวามี อัลเฟรดที่ได้ฟังก็นิ่งก่อนจะเหลือบมองไปที่จานอาหารบนโต๊ะ แล้วจึงเหลือบขึ้นมามองหน้าภรรยาตน ก่อนจะปั้นยิ้มแล้วตอบว่า
“อะอร่อยมากเลยล่ะที่รัก ถ้าไม่ได้ผักที่คุณหั่นล่ะก็อาหารมื้อนี้คงไม่อร่อยขนาดนี้”
“ต๊ายคุณนี่ล่ะก็”
เอลิเซียเขินหน้าแดงจนตบไหล่อัลเฟรดดัง 'ป้าบ' ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่าแต่เออร์วินเหมือนจะได้ยินเสียงพ่อตนเองร้องว่า 'แอ้ก' ออกมา ขณะที่บรรยากาศกำลังถูกราชินีเอลิเซียนำพาไปลิลิธก็วางช้อนลงแล้วลุกขึ้นยืน
“ลิลิธลูกอิ่มแล้วเหรอจ๊ะวันนี้ทานน้อยจังไม่สบายหรือเปล่าเอ่ย”
ราชินีเอลิเซียถามด้วยความเป็ห่วง ลิลิธกลับตอบแม่ตัวเองไปอย่างเ็า
“ไม่เป็ไรค่ะหนูอิ่มแล้วขอตัวไปฝึกเวทย์ก่อนนะคะ”
พูดจบลิลิธก็เดินออกจากห้องไปทิ้งให้ราชินีเอลิเซียมองเธอด้วยสายตาที่เป็ห่วง
เออร์วินมองหลังเธอที่เดินออกจากห้องไปแต่ไม่ได้พูดอะไรออกมาก่อนจะหันไปใส่ใจเรเชลที่อยู่ด้านข้าง
สายวันนั้นหลังจากที่มีการประชุมขุนนางเสร็จพระาาอัลเฟรดก็มานั่งที่ห้องทำงานของตนพร้อมกับมองเอกสารบนโต๊ะทำงาน การประชุมวันนี้กลับมีเื่แปลกเกิดขึ้น เพราะขุนนางสี่ในหกคนต่างพร้อมใจกันเสนอให้สร้างโรงเรียนและโรงพยาบาลเพื่อให้ประชาชนทุกระดับชั้นได้เข้าถึงการศึกษาและการรักษาที่ดี ทั้งสี่คนนั้นดูกระตือรือล้นถึงขนาดยอมควักกระเป๋าตนเองสร้างทั้งสองอย่างนี้
แม้ไม่กล้าบอกว่ารู้ทุกอย่างแต่ถ้าเป็สันดานเห็นแก่ตัวของคนพวกนี้ล่ะก็เขามั่นใจว่าเขารู้ดีมากกว่าใครแน่ ที่เมืองเล็กเมืองนี้ยังดำรงอยู่ได้ก็เป็เพราะตัวเขากับอัครเสนาบดีดยุคกาเลออนและแม่ทัพใหญ่บารอนเอเดรียน ยังคงค้ำจุนมันไว้อยู่และคอยระวังไม่ให้สี่คนนั้นทำอะไรบ้า ๆ อัลเฟรดไม่ใช่คนโง่เขารู้ดีว่าทั้งสี่คนไม่ใช่คนที่จะมาทำอะไรแบบนี้
ขณะที่อัลเฟรดกำลังคิดอะไรบางอย่างเขาก็หยิบเอกสารบนโต๊ะขึ้นมาดูก่อนจะยิ้มออกมาพร้อมกับทำแววตาเหมือนเจอเื่น่าสนุกก่อนจะพึมพำว่า
"ฝีมือเ้าตัวแสบสินะ"
สักพักประตูห้องก็เปิดออกอัศวินคนหนึ่งเดินเข้าห้องมาค้อมกายรายงานว่า
“ทูลฝ่าาแม่ทัพใหญ่บารอนเอเดรียนขอเข้าเฝ้าพะย่ะค่ะ”
“ให้เขาเข้ามา”
อัศวินคนนั้นเดินไปเปิดประตูชายชราคนหนึ่งในชุดเกราะก็เดินเข้ามา แม้จะบอกว่าเป็ชายชราแต่ฝีเท้าของเขาหนักแน่น กำลังวังชายังดูเปี่ยมล้นเสียจนวัยรุ่นบางคนยังอาย ชายชรามีผมสีขาวโพลนหนวดดัดโค้ง ข้างเอวเหน็บดาบหนึ่งเล่ม ชายชราแตะมือที่ด้ามดาบแล้วค้อมกายทำความเคารพ
“ท่านแม่ทัพใหญ่พอได้อะไรมาบ้าง”
“ทูลฝ่าาเกี่ยวกับความเป็มาของสตรีนางนั้นกระหม่อมเองก็ยังหาไม่เจอพะย่ะค่ะ คาดว่าไม่น่าจะเป็คนที่อยู่ในละแวกแถบนี้ และกระหม่อมลองให้คนลอบตรวจสอบดูแล้วไม่พบการใช้เวทย์สะกดจิตกับองค์ชายเลยพะย่ะค่ะ”
พระาาอัลเฟรดที่ได้ฟังก็พยักหน้าช้า ๆ แล้วกล่าวว่า
“เอลิเซียบอกเราว่าผู้หญิงคนนี้มีความเป็มาไม่ธรรมดา เอลิเซียมีชาติกำเนิดที่สูงส่งภูมิความรู้ก็กว้างขวางกว่าผิดกับเราที่เป็พระาาของเมืองเล็ก ๆ สุดขอบทวีปนี่ ถ้านางบอกว่าไม่ธรรมดาก็แสดงว่าต้องมีอะไรแน่ และเราก็ไม่รู้แน่ว่าเ้าตัวแสบนั่นที่ยืนกรานมาตลอดว่าไม่้าสาวใช้ส่วนตัวนึกเพี้ยนอะไรถึงเอาสตรีนางนั้นมาเป็สาวใช้ส่วนตัวได้ ดังนั้นก็คงต้องให้พวกท่านช่วยระวังและจับตาดูนางหน่อยล่ะ”
“รับบัญชาฝ่าา”
บารอนเอเดรียนค้อมกาย พระาาอัลเฟรดหยิบกระดาษขึ้นมาแล้วพูดติดตลกว่า
“แต่คิดไปคิดมาอีกทีคนที่น่าเป็ห่วงอาจไม่ใช่เ้าเด็กนั่นก็ได้นะฮ่าฮ่าฮ่า”
บารอนเอเดรียนพาลนึกถึงเหตุการณ์ประชุมใน่เช้าขึ้นมาแล้วต้องเผลอยิ้มออกมาอย่างช่วยไม่ได้
่สายของไพร์ล็อกวันนี้อากาศดีเป็พิเศษเหล่าประชาชนต่างเริ่มออกไปทำงานของตนปกติเหมือนเช่นทุกวัน ภายในเขตสลัมเจคชายหนุ่มหัวเกรียนในชุดที่ดูซอมซ่อเดินไปตามทางพร้อมกับมีพวกพ้องตามหลังมาด้วยสองคน
เจคเป็คนที่รูปร่างสมส่วนเจาะหูทั้งสองข้างทุกย่างก้าวที่เขาก้าวเดินไปนั้นผู้คนที่พบเห็นต่างมองมาที่พวกเขาด้วยสายตาที่หวาดกลัว บางคนพยายามหลบสายตาของพวกเขาบางคนก็รีบหนีเข้าบ้านแล้วปิดประตูด้วยหวังว่าประตูไม้ซอมซ่อนี้จะปกป้องพวกเขาได้ ขณะที่ทั้งสามคนกำลังเดินอยู่นั้นกลับมีลูกบอลกลิ้งมาตรงหน้าพวกเขาแล้วมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งอายุประมาณสามถึงสี่ขวบวิ่งมาเก็บลูกบอล สีหน้าของเด็กผู้หญิงดูมีความสุขและชอบลูกบอลของเธอมากทั้งที่มันทั้งเก่าและสกปรก เจคหยุดยืนและมองเด็กผู้หญิง หนึ่งในสองคนที่มากับเจคก็พูดด้วยท่าทางวางอำนาจ
“เฮ้ย!!! ยัยเด็กเวรอยากตายหรือไงวะทำไมถึงไม่หลบไปข้างทาง”
“เอ่อ!”
เด็กผู้หญิงเงยหน้ามองพวกเจคด้วยแววตาที่ไม่ประสีประสาทันใดนั้นก็มีผู้หญิงคนหนึ่งที่รูปร่างผอมแห้งใส่ชุดที่เต็มไปด้วยรอยปะเข้ามากอดเด็กผู้หญิงคนนั้นไว้แน่นเธอจ้องมองทั้งสามคนด้วยแววตาที่หวาดกลัว แล้วอ้อนวอนทั้งน้ำตา
“นายท่านทั้งสามได้โปรดละเว้นเด็กคนนี้ด้วยเถอะค่ะ ขอร้องล่ะค่ะได้โปรด”
เจคมองไปที่ผู้หญิงคนนั้นแล้วเหลือบมองรอบข้างพบว่าเหล่าผู้คนในสลัมต่างมองเขาด้วยสายตาที่หวาดกลัว ทุกครั้งที่เจคส่งสายตากลับไปคนพวกนั้นก็พากันหลบสายตา
“แม่...”
เด็กผู้หญิงที่ถูกกอดงุนงงกับท่าทีของคนเป็แม่จึงร้องออกมาด้วยความสงสัย
“ได้โปรดเถอะค่ะช่วยละเว้นเด็กคนนี้ จะทำอะไรกับฉันก็ได้แต่ขอแค่เด็กคนนี้ ขอแค่เด็กคนนี้เท่านั้น”
“หุบปากซะ!!! ยัยพวกสวะไม่รู้หรือไงว่าทางที่พวกข้าเดิน...”
คนที่ติดตามเจคอีกคนเริ่มพูดบ้างแต่พูดไม่ทันจบก็โดนเจคตัดบท
“พอเถอะบาสเรามาทำงานนะ”
พูดจบเจคก็เดินอ้อมสองแม่ลูกคู่นั้นไปทำให้ผู้ติดตามทั้งสองต้องยอมหยุดการอาละวาดและตามเจคไปอย่างโดยดี ซึ่งหนึ่งในสองคนนั้นได้ถุยน้ำลายใส่หัวของคนเป็แม่ของเด็กผู้หญิงขณะเดินอ้อมทั้งคู่
พวกของเจคเดินมาถึงบ้านไม้เล็ก ๆ หลังหนึ่งที่ดูทรุดโทรม เจคเคาะประตูบ้านสองทีได้ยินเสียงผู้หญิงมาจากด้านใน ไม่ทันไรประตูก็เปิดออกผู้หญิงคนหนึ่งที่มีหน้าตาคมขำแต่งกายด้วยผ้าที่มีการปะชุนไปทั่ว ทันทีที่เห็นใบหน้าผู้มาเยือนเธอก็หน้าซีดทันทีเหมือนกับเห็นมัจจุราชมาเคาะบ้าน
“สวัสดีจูน”
เจคทักทายด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ
“สวัสดีเจค”
หญิงสาวที่ชื่อจูนทักทายด้วยท่าทีที่ไม่สู้ดี
“พ่อเธออยู่บ้านไหม”
“ขออีกสามวัน อีกสามวันพวกเราจะหามาจ่ายให้ฉันสัญญา” จูนเริ่มอ้อนวอนขอร้องทันทีที่เขาถามถึงพ่อเธอ แต่เจคกลับทำสีหน้าไร้อารมณ์แล้วส่ายหน้า
“ตอนแรกพวกเธอก็พูดแบบนี้ พอเรามาทวงอีกพวกเธอก็ยังคงพูดแบบนี้พวกเธอพูดแบบนี้มาหนึ่งเดือนแล้วนะ”
“ตะแต่ครั้งนี้พวกเราขออีกสามวันจริงนะ”
เจคส่ายหน้าผลักประตูซอมซ่อเดินเข้าไปในบ้านโดยไม่สนการพยายามห้ามปรามของจูนเลยแม้แต่น้อย เมื่อเข้ามาในบ้านได้เจคก็พบกับสภาพภายในบ้านที่มีเพียงแค่โต๊ะเก้าอี้และเตียงเท่านั้น สภาพของทุกชิ้นล้วนดูเก่าและทรุดโทรม
บนเตียงมีชายชราคนหนึ่งนอนอยู่เขาดูเหมือนคนไม่มีแรงและไอเป็พัก ๆ ชายชรามองมาที่เขาด้วยแววตาที่อ่อนแรง เจคเดินไปหาชายแก่
“ตาเฒ่าได้เวลาจ่ายหนี้ ถามสั้น ๆ เลยเงินอยู่ที่ไหน”
“หนี้? หนี้อะไร?” ชายชราพูดอย่างอ่อนแรง
“หนี้ที่ลูกสาวแกกู้ยืมมาซื้อโพชั่นให้แกไง”
"อะไรนะ!" ชายชราหันมามองลูกสาวด้วยแววตาที่ไม่อยากเชื่อ ก่อนหันมาอ้อนวอนขอร้องเจค “ได้โปรดเถอะนายท่านข้าขอเวลาอีกหน่อยจะใช้คืนให้แน่” ตาแก่พูดอย่างอ่อนแรงเจคส่ายหน้าแล้วตอบว่า
“เวลาน่ะไม่มีให้แกอีกแล้ว”
พูดจบก็เข้าไปกระชากคอเสื้อชายชราขึ้นมาแล้วซัดหมัดขวาไปที่หน้าอีกฝ่ายจนล้มลงไปนอนกับพื้น
“พ่อ!!!”
จูนจะเข้าไปห้ามแต่บาสที่เป็ผู้ติดตามก็กดเธอไว้กับผนังแล้วใช้เวทย์มนตร์สร้างดินล็อกตัวเธอไว้กับผนังไม่ให้ขยับไปไหน
“อยู่เฉย ๆ ไปเหอะน่า” ผู้ติดตามอีกคนหนึ่งพูดขึ้นแล้วมองการกระทำของเจคเหมือนกับมองเื่สนุก
“เงินอยู่ไหนตาเฒ่า”
เจคถามขึ้น ชายชราอีกฝ่ายไม่ตอบกลับเอาแต่นอนตัวงอไอไม่หยุด เจคจึงเตะไปที่ท้องอีกฝ่ายแล้วกระทืบซ้ำระหว่างที่ลงฝ่าเท้าจะถามว่า “เงินอยู่ไหนตาเฒ่า เงินอยู่ไหน”
จูนที่เห็นพ่อของเธอถูกทำร้ายจึงหลั่งน้ำตาออกมา ทุกครั้งที่เท้าของเจคกระทืบลงไปบนร่างของชายชราจะต้องมีเสียงดัง ‘ตุ้บ’ เสียงนั้นดังต่อเนื่องจนในที่สุดเธอทนไม่ไหวร้องบอกว่า
“พอแล้วหยุดเถอะพอได้แล้วจะยอมให้เงินแล้ว”
เจคที่ได้ฟังก็หยุดการลงมือแล้วหันมามองเธอก่อนจะหันไปสั่งให้บาสคลายเวทย์ดิน จูนจึงวิ่งไปที่มุมหนึ่งของบ้านใช้มือเปล่าขุดดินพบว่ามันร่วนผิดปกติ เธอหยิบถุงผ้าเก่าขึ้นมาแล้วโยนไปทางเจคเขารับมันไว้
“เอาไป”
เธอมองไปทางเจคแม้ว่าจะยังคงมีน้ำตาอยู่แต่สายตาของเธอนั้นเต็มไปด้วยความชิงชังและอาฆาต เจคเปิดถุงผ้าหยิบเหรียญขึ้นมานับ จูนมองเหรียญในมือเจคด้วยแววตาที่สิ้นหวังเพราะเงินนั่นเป็เงินที่เธอเก็บหอมรอมริบมาอย่างยากลำบากเพื่อซื้อยามารักษาพ่อเธอ
“ไม่ครบยังขาดอีก”
เจคมองหน้าจูน แต่เธอกลับมองกลับอย่างอาฆาตตอบกลับไปว่า
“นั่นคือทั้งหมดแล้ว ต่อให้แกฆ่าพวกเราสองพ่อลูกก็มีอยู่แค่นั้น”
เจคสบตากับจูนแล้วส่งเหรียญกลับลงในถุงก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากบ้านไปทำให้ผู้ติดตามทั้งสองที่เตรียมขู่กรรโชกต่อต้องเดินตามออกมาอย่างเลี่ยงไม่ได้
ตอนที่ออกมาจากบ้านหนึ่งในผู้ติดตามคนหนึ่งที่ชื่อว่ารอนก็ถามออกมา
“จะดีเหรอพี่เงินยังไม่ครบเลยนะ”
“ก็ได้ยินที่บอกแล้วนี่ว่านี่คือเงินทั้งหมดที่สองคนนั้นมี”
“แล้วพี่ก็เชื่อเธอเหรอ” คราวนี้บาสเป็คนพูด แต่เจคกลับไม่ตอบอะไรแล้วพาทั้งสองคนเดินออกมาจากบ้านนั้น
ตอนนี้เออร์วินได้มายืนอยู่ที่ทางเข้าสลัมด้านหลังของเขาได้มีเรเวนที่อยู่ในชุดสาวใช้เออร์วินเดินนำเธอเข้าไปในสลัมด้วยเครื่องแต่งกายของเด็กชายที่ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็คนมีฐานะทำให้ดูขัดแย้งกับเหล่าผู้คนที่อยู่ที่นี่ ทุกย่างก้าวที่เด็กชายก้าวเดินนั้นมักจะมีผู้คนที่ใช้สายตามองมาที่เขาด้วยความรู้สึกต่าง ๆ นานา ทั้งเกลียดชัง อิจฉาริษยา ละโมบและหวาดกลัว
“พอจะบอกได้ไหมว่าเรามาทำอะไรที่นี่”
เรเวนถามขึ้นพร้อมกับมองรอบข้างด้วยท่าทางไม่ใส่ใจ สำหรับกับคนเ่าั้นางไม่เห็นอยู่ในสายตาด้วยซ้ำ ถ้าอยู่เฉยก็แล้วไปแต่ถ้าคิดจะทำอะไรขึ้นมานางก็พร้อมจะลงมือ
แต่ที่ทำให้นางสงสัยก็เพราะสถานที่ที่เรียกว่าสลัมนั้นเป็ที่ ๆ ไม่ว่าจะเป็ลูกหลานขุนนางคนไหนก็ไม่ได้มีความคิดที่จะมาเหยียบเลยสักคน เพราะพวกเขาล้วนมองว่าที่แห่งนี้สกปรกเต็มไปด้วยคนชนชั้นต่ำเพราะเป็แหล่งรวมผู้คนที่มีพลังเวทย์มนตร์ต่ำ หรือไม่ก็พวกลูกนอกสมรสของพวกขุนนาง ถ้าพวกเขาจะมาก็มักจะพาทหารหรือองครักษ์ติดตามมาด้วยหลายคน และทุกครั้งที่พวกขุนนางมาที่นี่ก็ล้วนเป็ฝันร้ายของผู้คนในสลัม
“เรามาหาข้อมูล” เออร์วินตอบเรียบ ๆ
“ข้อมูลที่แห่งนี้จะไปมีข้อมูลอะไร ถ้าเ้าอยากได้ข้อมูลเ้าควรไปหานักทำนายนะ”
“ข้อแรกผมบอกพี่สาวไปแล้วว่าเมืองนี้เล็กมากมากเสียจนไม่มีนักทำนายเก่ง ๆ เลยสักคน และข้อสองไม่ได้มีเพียงนักทำนายเท่านั้นที่ให้ข้อมูลกับเราได้”
พูดจบเออร์วินก็หยุดเดินแล้วมองรอบ ๆ เหมือนจะหาอะไรบางอย่างจนไปหยุดที่ร่างของชายแก่คนหนึ่งที่นั่งกับพื้นตรงกำแพงที่ทรุดโทรม เออร์วินเดินไปหาชายชราคนนั้นพบว่าเขามีร่างกายที่ผอมซูบเนื้อตัวสกปรกมอมแมม เรเวนที่เดินตามไปคอยจับตามองชายคนนี้เพื่อไม่ให้เขาทำอะไรเด็กชาย
ชายแก่ที่เห็นเด็กผู้ชายแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าราคาแพงที่ดูหรูหราก็รู้ว่าชาติกำเนิดต้องไม่ธรรมดาแน่จึงมองเด็กชายอย่างระแวงเมื่อเห็นเขาเดินมาทางตน
“ท่านผู้สูงส่งมีอะไรให้ข้ารับใช้หรือ”
เออร์วินล้วงมือลงไปในกระเป๋ากางเกงก่อนจะควักเหรียญเงินหนึ่งเหรียญออกมา ทันทีที่เห็นเงินในมือของเด็กชายตาแก่ก็ตาลุกวาวด้วยความโลภ เออร์วินกลิ้งเหรียญบนนิ้วเล่นคล้ายกำลังหยอกเย้าชายชรา
“ข้ามีเื่จะถามเ้าหากเ้าตอบคำถามข้าได้เหรียญเงินนี้จะเป็ของเ้า”
ได้ยินเด็กชายพูดเช่นนั้นชายชราก็ตาโตเป็ไข่ห่านตาจ้องเหรียญเงินไม่กะพริบรีบใจเต้นไม่เป็จังหวะพูดว่า
“ได้สิถามมาเลยขอเพียงข้ารู้ข้าจะตอบท่านอย่างแน่นอน ได้โปรดถามข้ามาเลย”
ทันทีที่เห็นอีกฝ่ายมีท่าทีเช่นนั้นเออร์วินก็ยิ้มออกมา หากแต่ว่ารอยยิ้มของเขานั้นเมื่ออยู่บนใบหน้าที่งดงามเหมือนเด็กผู้หญิงแล้วมันกลับยากที่จะพูดว่ามันเป็รอยยิ้มของเทวดาหรือปีศาจกันแน่