มีชื่อเทอร์เนอร์อยู่เพียงไม่กี่คนในสมุดโทรศัพท์นั้น และเลย์นก็ตัดสินใจว่า... การรับประทานอาหารกลางวันควรจะเลื่อนออกไปก่อน จนกว่าเธอจะใช้โทรศัพท์ภายในห้องตรวจสอบไปตามเลขหมายต่าง ๆ ให้เสร็จเรียบร้อยเสียก่อน
ห้ารายแรกปฏิเสธว่า ไม่เคยมีความรู้เกี่ยวกับผู้หญิงคนที่ชื่อมาร์ธา เทอร์เนอร์ เลย เมื่อถึงรายที่หก ขณะที่เสียงกริ่งโทรศัพท์ดังขึ้นนั้น เลย์นก็เกิดความรู้สึกหนาวเยือกเย็นขึ้นมา เมื่อคิดว่า...ก็แล้วถ้ารายนี้ตอบรับว่าใช่ล่ะ เธอจะทําอย่างไรต่อไป จะพูดอย่างไรดี
เธอรู้สึกใอยู่เป็ครู่ เมื่อมีเสียงรับสายดังขึ้นหัวใจเต้นระรัวขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล แทบจะพูดไม่ออกเอาด้วยซ้ำ
“คือ...ดิฉันต้องขอโทษด้วยค่ะ ดิฉันกําลังตามหาผู้หญิงคนหนึ่ง เธอชื่อมิสมาร์ธา เทอร์เนอร์ นะคะ” ในที่สุด เธอก็สามารถรวบรวมกําลังใจที่จะกล่าวคําพูดประโยคนั้นออกไปจนได้
ทางปลายสายอึ้งไปเป็ครู่ และแล้ว ก็มีเสียงผู้ชายตอบมาว่า
“เอ้อ...ผมคิดว่าคุณมาช้าไปหน่อยแล้วละครับ มิสมาร์ธา เทอร์เนอร์ ที่ผมรู้จักน่ะตายไปตั้งสิบปีแล้วครับ”
“ตายแล้ว...อย่างนั้นหรือคะ...แต่...มันไม่น่าเป็ไปได้เลยนี่” เลย์นไม่เคยคิดถึงเื่นี้มาก่อนเลยว่า แม่ผู้ให้กําเนิดเธอมาอาจจะตายไปแล้วก็ได้ ตลอดระยะเวลานานหลายปีที่ไม่เคยได้พบหน้าตากันเลย ความเป็ไปได้ในคําตอบนั้น ทําให้เธอนิ่งอึ้งไปด้วยความใ
“โอ...คุณคงไม่หวังว่าแกจะไม่มีวันตายหรอกนะครับ” เสียงจากปลายสายโต้กลับมา “เพราะว่าแกก็อยู่ตัวคนเดียว ไม่มีครอบครัวเลยและอายุก็ตั้งเก้าสิบสามแล้วด้วย”
“กะ...เก้า...” และแล้ว เลย์นก็เปล่งเสียงหัวเราะออกมาด้วยความโล่งใจจนบอกไม่ถูก เธอรู้แล้วมาร์ธา เทอร์เนอร์ คนที่เขากําลังพูดถึงนี้เป็อีกคนหนึ่ง “คือผู้หญิงคนที่ฉันกําลังตามหาอยู่นี่อายุน้อยกว่านั้นมากค่ะ”
“ถ้าเช่นนั้น ผมเห็นจะไม่รู้จักหรอกครับ”
“ขอบคุณมากค่ะ” เลย์นรู้สึกมือสั่นเล็กน้อยเมื่อวางหูโทรศัพท์ลง
ในแวบหนึ่งแห่งความคิดนั้น เธอเกิดความคิดขึ้นมาว่า บางที การสืบเสาะค้นหาในครั้งนี้อาจจะยุติลงแล้ว ความจริงที่ได้ตระหนัก ทําให้เธอเกิดความหวั่นไหวขึ้นมา และจําเป็ที่จะต้องแยกแยะความรู้สึกต่าง ๆ ในจิตใจออก เพื่อที่จะหาทางแก้ไขปัญหานี้ให้ได้ ตลอดเวลาสามปีที่ผ่านมาเธอได้ใช้ความพยายามที่จะติดตามหัวมารดาผู้ให้กําเนิดมาโดยตลอด แต่ความหวังที่ได้ตั้งไว้ว่า จะต้องได้พบตัวหล่อนนั้นไม่เคยเกิดขึ้นเลย ทุกครั้งที่เลย์นออกตามหา ก็มักจะเป็ไปในทํานองที่ว่า มันมีเงื่อนงําอําพรางอยู่และเป็เงื่อนงําที่จะนําเธอไปสู่ที่ไหนอีกสักแห่งเสมอ
แม้แต่ในการเที่ยวนี้ก็ตามที เธอรู้ว่าตัวเองไม่ได้เดินทางมาตามหามารดาที่เมืองวาเลนไทน์แห่งนี้ แม้ว่านั่นจะเป็ความตั้งใจอย่างที่สุดของเธอก็ตาม เลย์นไม่อยากจะเชื่อความสามารถของตัวเองเลยว่าจะทําได้สําเร็จ เพราะเมื่อมาถึงตอนนี้แล้ว เธอก็รู้ว่าอาจจะต้องพบกับทางตันเข้าอีก เพียงแต่ว่า การเดินทางเที่ยวนี้จะเป็การเดินทางเที่ยวที่ยาวที่สุดเท่านั้น แต่เลย์นได้ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวแล้วว่า เธอจะไม่ยอมให้มันเป็ทางกันอย่างที่เคยผ่าน ๆ มาแล้วอีกเป็อันขาด
ตอนที่เลย์นเดินออกจากโมเต็ลนั้น เธอห่อหุ้มร่างกายไว้ด้วยเสื้อคลุมปาร์ก้าตัวหนาหนัก ฝั่งตรงข้ามมีคาเฟ่เล็ก ๆ ตั้งอยู่ เธอรออยู่ จนกระทั่ง รถผ่านไปหมดแล้วจึงได้วิ่งข้ามไป
ภายในคาเฟ่แห่งนั้น... ออกจะคับคั่งด้วยผู้คนที่มาหาอาหารกลางวันรับประทานกัน เลย์นต้องแทรกตัวฝ่าเข้าไปในท่ามกลางหมวกปีกกว้าง กับรองเท้าบู๊ท และเสื้อคลุม หนังสัตว์ของพวกโคบาลทั้งหลาย จนกระทั่ง ถึงม้ากลมหน้าเคาน์เตอร์
ผู้หญิงคนหนึ่ง คาดผ้ากันเปื้อนไว้ด้านหน้า เลื่อนแก้วน้ำเย็นมาตรงหน้าเลย์น... พร้อมด้วยช้อนส้อมที่ห่อไว้ด้วยผ้าเช็ดปาก
“จะกินอะไรดีคะ”
“ขอแฮมเบอร์เกอร์กับกาแฟค่ะ...” เลย์นถอดถุงมือออก และยัดใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อคลุม เธอเพียงแต่ปลดกระดุมเสื้อคลุม แต่ไม่ได้ถอดออก ทั้งนี้เพราะตําแหน่งที่เธออยู่นั้นตรงกับประตูทางเข้าด้านหน้าพอดี ดังนั้น ทุกครั้งที่บานประตูเปิดเข้าเปิดออก อากาศหนาวเยือกเย็นจากภายนอก ก็จะผ่านเข้ามากระทบตัวเธออยู่ตลอดเวลา
รอบตัวเธอในยามนี้ เต็มไปด้วยเสียงพูดคุยเกี่ยวกับเื่ปศุสัตว์ กับการรอคอยลูกวัวที่จะตกในฤดูใบไม้ผลิที่จะมาถึง รวมทั้งการสนทนาที่เกี่ยวกับสภาพของลมฟ้าอากาศ ถ้วยเปล่าใบหนึ่งถูกเลื่อนมาวางตรงหน้า และมีกาแฟที่รินจากเหยือกแก้วใส่ลงให้ โคบาลหนุ่มคนหนึ่งเลื่อนถ้วยของตนมาเพื่อให้เติม และพนักงานเสิร์ฟก็ก้มหน้าก้มตาทําหน้าที่ของเธอ
“รู้สึกว่าคนมากจังนะ” เลย์นเอ่ยขึ้นอย่างตั้งข้อสังเกต
“ตอนเที่ยงก็เป็อย่างนี้แหละค่ะ...” พนักงานเสิร์ฟพยักหน้ารับ “แต่เดี๋ยวก็เงียบ พอตั้งอาหารให้ ทุกคนก็ก้มหน้าก้มตากินกัน ไม่มีใครพูดจากับใครหรอกค่ะ”
อีกยี่สิบนาทีต่อมา คําพูดของพนักงานเสิร์ฟก็ได้รับการยืนยัน เพราะเสียงพูดคุยค่อยเบาบางลง มีแต่เสียงช้อนส้อมกระทบกันอยู่ นาน ๆ จึงจะมีใครสักคนเอ่ยพูดอะไรออกมา
“คุณเห็นแล้วใช่ไหมคะ” พนักงานเสิร์ฟพูดยิ้ม ๆ ขณะที่เดินกลับมารินกาแฟเติมให้เลย์น
“ฮื่อ...” เลย์นยิ้มตอบ “เธอเป็คนที่นี่หรือ?” มันเป็ธรรมดาที่เธอจะตั้งคําถามขึ้น เพื่อที่จุดประสงค์ในการเดินทางมาวาเลนไทน์ในครั้งนี้จะได้มีความสําคัญขึ้น
“ฉันเกิดที่นี่...โตที่นี่ แล้วก็ทํางานอยู่ในแซนด์ ฮิลล์ นี่ ตลอดชีวิตเลยค่ะ...” น้ำเสียงที่ตอบ บอกถึงความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง
“ถ้าเช่นนั้น คุณก็อาจจะเคยรู้จักผู้หญิงคนหนึ่งที่ชื่อมาร์ธา เทอร์เนอร์ บ้างละมังคะ เธอย้ายมาอยู่ที่นี่เมื่อสักยี่สิบปีแล้วเห็นจะได้ และเราก็ขาดการติดต่อกันั้แ่นั้นเป็ต้นมา” แม้ว่าที่นี่จะเป็ชุมชนเล็ก ๆ แต่เลย์นก็รู้ดีว่า เธออาจจะพลาดโอกาสที่ดีไปก็ได้ ถ้าเกิดมองข้ามใครสักคนหนึ่งที่รู้จัก หรือแม้แต่เคยได้มักคุ้นกับมารดาผู้ให้กําเนิดเธอมา เพราะฉะนั้น เมื่อพบใครก็ตามที่พบจะให้คําตอบที่้าได้ เธอก็จําเป็จะต้องถามอยู่ดี
“เมื่อยี่สิบปีที่ผ่านมาแล้วหรือคะ” พนักงานเสิร์ฟเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ “แหม...มันนานมากทีเดียวนะคะ” แต่ขณะเดียวกัน เธอก็ทําท่าเหมือนจะใช้ความคิดอย่างหนักอยู่ “คิดว่าเขาชื่อมาร์ธาหรือคะ” หล่อนส่ายหน้าช้า ๆ ราวกับว่า ชื่อนั้นไม่ได้มีความหมายอะไรเลย “แล้วเขาแต่งงานกับใครล่ะคะ...?”
“เขาไม่ได้แต่งงานหรอกค่ะ”
“ถ้าเขาอยู่ที่นี่เป็เวลานานขนาดนั้น อะไร ๆ มันก็เปลี่ยนไปหมดแล้วละค่ะ ผู้หญิงสาวในเมืองนี้ไม่มีใครอยู่เป็โสดได้นาน ๆ หรอก เื่นี้ฉันรู้ดีค่ะ เพราะตัวเองก็แต่งงานมาแล้วตั้งสองครั้ง” หล่อนหยุดใช้ความคิดอีกครั้ง “ซึ่งถ้าเป็อย่างนั้นละก็ เดี๋ยวค่ะ...มีมาร์ธาอยู่คนหนึ่งชื่อมาร์ธา แอทเธอร์ตัน แต่เขาเป็นักร้องมาก่อนที่จะแต่งงานไป... แล้วก็มีมาร์ธา โฮเวอร์สัน แต่นั่นก็ยังเด็กเกินไปอีก...แล้วก็มีมาร์ก บลายสัน แต่ชื่อแรกก็มาร์กาเร็ตนี่ ไม่ใช่มาร์ธา...ฉันนึกไม่ออกเลยว่าจะมีใครอีกนอกจากนี้...แต่มันก็อาจจะเป็ไปได้นะที่เขาอาจจะแต่งงานแล้วก็ย้ายไปจากเมืองนี้แล้วก็ได้”
“ใช่” เลย์นสรุป
“เฮ้...ซูซี่ ขอกาแฟกับพายช็อกโกแลตสักชิ้นสิ” เสียงลูกค้าคนหนึ่งร้องเรียกมาจากอีกฟากหนึ่งของเคาน์เตอร์
“ได้ค่ะ” ขณะเดียวกัน เธอก็หันมาพูดกับเลย์นว่า “ขอให้โชคดีนะคะ หวังว่าคุณคงสามารถสืบได้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับเธอนะคะ”
“ขอบคุณ”
หลังจากดื่มกาแฟเสร็จแล้ว เลย์นก็เดินไปยังแถวของลูกค้าที่รอชําระเงินค่าอาหารอยู่ แม้ว่าเรือนร่างของเธอจะสูงห้าฟุตหกนิ้ว แต่ก็ยังรู้สึกว่าตัวเองเตี้ยกว่าผู้ชายที่ยืนอยู่หน้าตัวเองมาก กลิ่นอายของแต่ละคนนั้นผสมอยู่ด้วยกลิ่นของยาเส้น กลิ่นอาฟเตอร์ เชฟ และกลิ่นสาบสัตว์ที่ติดอยู่ตามเสื้อผ้า
ขณะที่เธอกําลังล้วงเศษเงินให้พอดีกับค่าอาหารอยู่นั้น เลย์นก็ถูกใครคนหนึ่งชนเข้าอย่างเต็มที่ ถึงกับเซไป กว่าจะตั้งตัวได้ ยังโชคดีอยู่มาก ที่เธอไม่ได้ทําเงินตกจากมือ
“ขอโทษนะ คุณ” เสียงแหบห้าวของผู้ชายคนหนึ่งเอ่ยขึ้น “สงสัยว่าผมจะไม่ทันเห็นว่า คุณยืนอยู่ตรงนี้”
เมื่อเลย์นเงยหน้าขึ้นมองคนที่เดินมาชนเธออย่างจังก็พบกับร่างที่ยืนตระหง่านอยู่ราวกับูเาเลากา สายตาของเธออยู่ในระดับเพียงแค่หน้าอกของเขาเท่านั้น ความหนาของเรือนร่างดูจะเนื่องมาจากเสื้อคลุมตัวใหญ่ที่เขาสวมใส่อยู่นั่นเอง เรือนกายน่าจะสูงกว่าหกฟุตมาก
“ไม่เป็ไรหรอกค่ะ...” ขณะที่เธอกล่าวคํารับรองประโยคนั้นออกไป เลย์นก็เงยหน้าขึ้นมองเขา
ด้วยเรือนร่างที่สูงใหญ่ขนาดนี้ เลย์นแน่ใจว่าเธอจะต้องพบกับใบหน้าที่ยับย่นอย่างที่เห็นจากโฆษณาขายบุหรี่ แต่แล้วเธอก็อดที่จะรู้สึกใไม่ได้เพราะใบหน้าของเขาดูจะห่างไกลจากคําว่า “มีเสน่ห์” อยู่มาก ใบหน้านั้นเป็สีน้ำตาล คล้ำแดดเกรียมลม ดวงตาคมกริบซ่อนอยู่ภายใต้ขนคิ้วหนา ๆ ที่ต่อถึงกันอยู่ หมวกปีกกว้างใบที่เขาสวมอยู่ถูกดึงลงมาหลุบหน้าผากแทบจะอําพรางใบหน้าทั้งหมดไว้ ถ้าเขาเป็ดาราภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด ก็คงจะต้องได้รับบทบาทคนเลว... หรืออาชญากรที่กระทําแต่สิ่งผิดกฎหมายเป็แน่เลย์นคิดอยู่ในใจ
ผู้ชายคนนั้นดูเหมือนจะััความรู้สึกที่เธอมีต่อเขาอยู่และริมฝีปากก็เหยียดออก ซึ่งยิ่งทําให้ใบหน้าหมดความน่าดูมากขึ้นกว่าเดิม เลย์นเองก็รู้สึกเสียใจอยู่ ที่เธอไม่สามารถอําพรางความรู้สึกที่มีต่อเขาไว้ได้ แต่แล้วเธอก็ได้เห็นเขายกมือขึ้นแตะขอบหมวกเป็การแสดงการขออภัย และเลี่ยงให้เธอก้าวออกไปยืนหน้าเขา
“ขอบคุณค่ะ...” เลย์นตอบเบา ๆ ขณะที่ก้าวเข้าไปยืนตรงนั้น