ต้นฤดูใบไม้ผลิอากาศยังหนาวนักแต่ผู้คนก็เริ่มเตรียมดินสำหรับเพาะปลูกกันแล้วหลายบ้านใช้ลาเทียมคันไถเพื่อให้ทำงานได้รวดเร็วขึ้น บ้านใดที่ไม่มีลาหากไม่ลงแรงด้วยตัวเองก็จะหยิบยืมลามาจากเพื่อนบ้านโดยจะตอบแทนด้วยการไปช่วยงานเมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยว
เทียนิชูขอหยุดงานที่โรงเตี๊ยมเพื่อกลับมาช่วยงานที่บ้านได้ห้าวันตอนนี้เด็กชายอายุได้สิบปีแล้ว ร่างกายของเขาเติบโตขึ้นมาก ิชูสูงเกินสี่เชียะ[1]ไปแล้วกล้ามเนื้อในร่างกายก็พัฒนาขึ้นมากเนื่องจากเด็กชายต้องทำงานอยู่ตลอดเวลาแต่ถึงจะเป็เช่นนั้นรูปร่างของิชูก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไรหากมองเพียงผิวเผินย่อมเห็นเพียงเด็กน้อยรูปร่างผอมบางหน้าตาเกลี้ยงเกลาราวกับคุณชายท่านหนึ่งเท่านั้น
ในยามนี้ิชูกำลังทำงานอยู่ในที่นาของครอบครัวกลางผืนดินกว้างใหญ่ที่มีสภาพเป็ดินเลนนั้น ปรากฏร่างของเด็กหนึ่งคนกับลาอีกหนึ่งตัวลาเดินนำหน้าเด็กชายจับคันไถเดินตามหลัง ช่วยกันไถพรวนหน้าดินเตรียมพร้อมสำหรับการเพาะปลูกตะวันลอยสูงขึ้นทุกขณะ อากาศเย็นทว่าแสงแดดก็ร้อนแรงไม่น้อยเสื้อตัวบางของเด็กชายชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ ร่างกายของเขาร้อนรุ่มราวกับอยู่ในฤดูร้อนแต่ยามใดที่ลมพัดมาเด็กชายก็รู้สึกหนาวเยือกจนขนลุกชันไปทั้งร่างิชูลอบถอนหายใจในระหว่างที่ปะทะกับลมเย็นสายหนึ่ง เขาคิดว่าหากปล่อยให้มารดาทำหน้าที่ไถนาอย่างที่นางตั้งใจนางคงต้องล้มป่วยลงเป็แน่
“พี่ิ! ทานข้าวเ้าค่ะ”
เสียงใสของเด็กหญิงวัยห้าขวบปีดังขึ้นจากเื้ัเมื่อิชูหันไปก็เห็นเด็กหญิงในชุดสีฟ้าสดใสยืนโบกมือเรียกอยู่บนคันนาใบหน้ากลมเกลี้ยงดุจจันทร์คืนเพ็ญแต่งแต้มไว้ด้วยรอยยิ้มไร้เดียงสาเรือนผมสีดำราวกับน้ำหมึกรวบเป็มวยเอาไว้ข้างศีรษะขับให้เด็กหญิงดูน่ารักน่าเอ็นดูขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว
ิชูส่งยิ้มให้น้องสาวอย่างเอ็นดู เทียนฮวาไม่ยอมเรียกเขาว่า“พี่ชู” เพราะไม่้าเรียกซ้ำกับผู้อื่น และยังไม่ยอมให้ผู้อื่นเรียกเหมือนกันกับตนอีกด้วยิชูปลดคันไถออกจากตัวลาและจูงมันไปหาน้องสาว เขาผูกลาไว้ใต้ต้นไม้ปล่อยให้มันกินหญ้าอ่อนที่เพิ่งโผล่พ้นดินขึ้นมาหลังฤดูหนาวผ่านพ้นไปส่วนตัวเองก็เดินไปนั่งลงข้างน้องสาวเพื่อรับประทานมื้อเที่ยง
“พี่ิล้างมือก่อนนะ”
เทียนฮวากล่าวแล้วก็เทน้ำจากกระบอกไม้ไผ่ลงบนมือของพี่ชายที่ยื่นมารออย่างรู้กันหลังจากล้างมือเสร็จ สองคนพี่น้องก็นั่งทานอาหารกันตรงนั้น มันเป็มื้อง่ายๆประกอบด้วยหมั่นโถวลูกยาวกับเนื้อตากแห้งทานแกล้มกันกับน้ำชาที่ใส่มาในกระบอกไม้ไผ่
“อร่อยไหมเ้าคะ?”
เด็กหญิงหน้ากลมเอ่ยถามพี่ชาย สองแก้มแดงปลั่งมีเศษแป้งสีนวลติดอยู่เต็มไปหมดเรียกเสียงหัวเราะขบขันจากผู้เป็พี่ชายได้เป็อย่างดี
“อร่อยสิ เ้าเองก็กินให้เยอะๆ จะได้โตไวๆ”
ิชูตอบแล้วก็ยิ้มให้น้องสาวพลางเอื้อมมือไปเช็ดเศษแป้งรอบริมฝีปากของน้องสาวอาหารมื้อนี้นับว่าถูกปากเขายิ่งนักแม้จะไม่ใช่อาหารที่หรูหราเลิศรสอะไร แต่เมื่อทานร่วมกันกับน้องสาวอาหารมื้อนี้กลับอร่อยขึ้นมากอย่างไม่น่าเชื่อ
ทั้งสองทานมื้อเที่ยงกันไม่นานก็เสร็จเรียบร้อยเทียนฮวากลับไปช่วยมารดาสานตะกร้าในบ้าน ส่วนิชูก็จูงลากลับไปไถนาต่อที่นาของพวกเขาแม้จะเรียกได้ว่ากว้างใหญ่แต่ก็ไม่ใหญ่เกินกำลังของหนึ่งคนกับหนึ่งตัวเพียงหนึ่งวันิชูก็ไถนาได้เสร็จเรียบร้อย
“พี่ิ พี่เหนื่อยหรือไม่?ดื่มชาก่อนนะเ้าคะ”
เทียนฮวาที่เฝ้ารอพี่ชายกลับบ้านรีบวิ่งเข้ามาหาพร้อมถ้วยชาในมือใบหน้าเล็กๆ ของนางประดับไว้ด้วยรอยยิ้มสดใสั์ตาเรียวคู่นั้นทอประกายเหมือนดาวบนฟ้ายามราตรี สองแก้มแดงปลั่งมีรอยเขม่าเปื้อนอยู่เล็กน้อยคล้ายเพิ่งออกมาจากหน้าเตาไฟิชูมองปราดเดียวก็รู้ว่าน้องสาวของตนคงไปช่วยมารดาทำกับข้าวอีกแล้ว
‘อา...น้องพี่ ต่อไปในภายหน้าสามีของเ้าต้องเป็ชายที่โชคดีที่สุดในโลกแน่ๆ’
ิชูทอดสายตามองเด็กหญิงตัวน้อยด้วยความรู้สึกหลากหลายห้าปีผ่านไปไวราวกับติดปีกบิน และวันที่น้องสาวตัวน้อยๆ ของเขาจะออกเรือนไปคงจะมาถึงเข้าสักวันหนึ่งคิดแล้วิชูก็อดใจหายไม่ได้ แต่เขาก็บอกตัวเองว่าอย่างน้อยๆ ก็อีกสิบปีกว่าน้องสาวจะถึงวัยที่ต้องเข้าพิธีปักปิ่นก่อนจะถึงเวลานั้นเขาจะทำให้ฮวาเอ๋อร์มีความสุขที่สุด เพราะเมื่อนางออกเรือนไปแล้วต่อให้เขาอยากดูแลนางแค่ไหนก็คงไม่อาจทำได้อย่างมากก็แค่คอยช่วยเหลืออยู่ห่างๆ เท่านั้น
“ชูเอ๋อร์ ฮวาเอ๋อร์ มาทานข้าวเร็ว”
มารดาที่เพิ่งยกสำรับอาหารเข้ามาร้องเรียกสองพี่น้องจึงรีบไปนั่งที่โต๊ะอาหารทันที
“ท่านพ่อ อาการท่านเป็อย่างไรบ้างขอรับ?”
ิชูเอ่ยถามอาการของบิดาเหมือนเช่นทุกวันขาของเทียนซานนั้นยังใช้การได้แต่ก็ไม่ดีดั่งเก่าและทุกครั้งที่อากาศเย็นลงเขาจะปวดขาข้างนั้นเป็อย่างมากจนฮูหยินเทียนต้องเอาทรายไปคั่วให้ร้อนแล้วตักใส่ถุงผ้านำมาประคบขาให้สามีเพื่อบรรเทาความเ็ปอยู่เสมอๆ
“ก็เหมือนทุกวันนั่นแหละเ้าไม่ต้องเป็กังวลไป”
เทียนซานกล่าวด้วยสีหน้าเป็ปกติ ยามนี้ขาของเขาปวดเป็อย่างมากแต่ผู้เป็หัวหน้าครอบครัวก็อดทนเพื่อไม่ให้บุตรและภรรยาต้องเป็ห่วง
“พ่อของเ้าวันนี้ไปที่ตลาดมาด้วยนะ เ้าไม่ต้องกังวลไปหรอกชูเอ๋อร์”
ฮูหยินเทียนกล่าวเสริมนางรู้ดีว่าสามียังคงต้องประคบขาอยู่ แต่หมอได้บอกกล่าวแก่ทั้งสองแล้วว่าอาการของเทียนซานไม่อาจรักษาให้หายขาดได้ ทำได้เพียงบรรเทาความเ็ปเท่านั้น
“ท่านพ่อไปตลาดมาหรือขอรับ?”
ิชูขมวดคิ้ว บิดาของเขานับแต่าเ็ก็ไม่อาจเดินไปไหนได้ไกลในหนึ่งวันสามารถดูแลสัตว์เลี้ยงได้ครบถ้วนก็ถือว่ามากแล้วแต่วันนี้บิดากลับสามารถไปตลาดได้ นี่นับว่าอาการดีขึ้นแล้วใช่หรือไม่?
“ถูกแล้ว วันนี้พ่อเอาไข่ไปขายที่ตลาดแล้วก็ซื้อสิ่งนี้มาให้เ้าด้วยชูเอ๋อร์”
เทียนซานหยิบมีดที่วางอยู่ข้างตัวขึ้นมาส่งให้ิชูความยาวรวมทั้งด้ามจับประมาณสิบชุ่น ใบมีดกว้างเกือบหนึ่งฝ่ามือหากยาวกว่านี้อีกสักหน่อยคงเรียกว่าดาบได้แล้วด้ามและปลอกมีดทำจากไม้เนื้อแข็งสีเข้ม ขัดและลงน้ำมันจนขึ้นเงาดูงามยิ่งเนื้อโลหะที่ใช้ทำใบมีดก็แข็งแรงและยืดหยุ่นกว่ามีดที่เขาใช้อยู่เป็ประจำเวลาเข้าป่า
“ขอบคุณขอรับท่านพ่อ”
เด็กชายประสานมือและค้อมศีรษะให้บิดาโดยไม่กล่าวอะไรเพิ่มเติมสองพ่อลูกต่างสื่อใจถึงกันได้ว่าแม้ิชูจะต้องแบกรับภาระหนักหนาเกินกว่าเด็กทั่วไปแต่เขาก็ไม่ได้แบกรับหน้าที่เ่าั้เพียงลำพัง บิดาของเขาพร้อมสนับสนุนในทุกเื่ยามใดที่เด็กชายรู้สึกเหนื่อยล้าก็ยังมีบ่าของบิดาให้พักพิง
[1] หน่วยวัดความยาวของจีน๑ เชียะ เท่ากับ ๓๓.๓๓ เิเ หรือ ๑/๓ เมตร