ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    เล่มที่ 6 บทที่ 155 ถึงคราวของเจินเหริน (1)

            สวีหยางอี้ประสานมือพลางถอยลงจากเวทีพร้อมกับไป๋เสอ

            ภายบรรยากาศในงานประมูลที่ชวนให้หายใจไม่สะดวกจากพลังกดดันวิญญาณจากผู้ฝึกตนกึ่งจินตันและจินตันเจินเหรินทั้งสิบสองคนเขาจำเป็นต้องพัก

            แต่ขณะที่เขาลงเพิ่งจากเวที ก็พบกับผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่สิบกว่าคนถือม้วนหยกมากมายเดินเข้ามาหาเขา

            “นี่คือ?” สวีหยางอี้มองทุกคนอย่างสงสัย

            “สหายเพิ่งเข้าร่วมงานประมูลเป็นครั้งแรกสินะ” ไป๋เสอระบายยิ้มแจ่มใส“การประมูลของจินตันเจินเหรินกับผู้ฝึกตนต่ำกว่าจินตันลงไปเหมือนโลกสองใบที่ต่างกันราวกับฟ้ากับเหว”

            ไป๋เสออดยิ้มหน้าระรื่นขึ้นไม่ได้ แม้แต่คนโง่ก็ดูออก หลังจากวันนี้เป็นตนไปค่าตัวของสวีหยางอี้และค่าจ้างของกองกำลังทัณฑ์สวรรค์จะพุ่งทะยานไปในจุดที่ทุกคนคาดไม่ถึงอย่างแน่นอน!

            และราคาหุ้นของกองกำลังทัณฑ์สวรรค์ก็จะพุ่งสูงขึ้นอย่างทบทวี!

            ตอนนี้พลังของเขาอาจยังมีไม่มาก แต่การที่สวีหยางอี้สามารถหนีรอดจากโศกนาฏกรรมจูหงเสวี่ยในคราวนั้นซ้ำยังเป็นผู้ชนะ มีปรมาจารย์โอสถคอยหนุนหลังแบบนี้อนาคตของเขาหลังจากนี้จะต้องรุ่งโรจน์เกรียงไกรจนไม่อาจคาดเดาได้อย่างแน่นอน

            “เอ๊ะ? รบกวนรุ่นพี่ช่วยอธิบายหน่อยครับ”สวีหยางอี้ไม่ใช่พวกยกตนข่มไพร่ แม้ผู้ใหญ่เอ็นดู เขาประสานมือคลี่ยิ้มเอ่ย

            “ฉันขอพูดเกริ่นก่อนแล้วกัน” ไป๋เสอคลี่ยิ้มเล็กน้อย“เดี๋ยวอีกสักพักสหายจะรู้เอง... แต่ฉันขอบอกเอาไว้ก่อนม้วนหยกพวกนี้เป็นอุปกรณ์เวทมนตร์ที่บันทึกทรัพย์สมบัติ วัตถุเวทมนตร์และสิ่งของล้ำค่าเอาไว้ตั้งแต่ระดับC ไปจนถึงระดับ SSS”

            กำลังจะบอกว่า...การประมูลสินค้าของผู้ฝึกตนระดับจินตัน...​ไม่ได้ประมูลกันด้วยหินวิญญาณงั้นเหรอ?

            สวีหยางอี้เลิกคิ้ว เขาจับใจความที่ไป๋เสอต้องการจะสื่อได้ทันที

            ภายในใจของเขาพลันร้อนรุ่มขึ้นในบัดดล

            เช่นนั้น เหล่าจินตันเจินเหรินจะประมูลกันด้วยอะไร?

            ด้วยคัมภีร์วิชาเวทหรือคัมภีร์วิชายุทธ์? หรือ...สมบัติล้ำค่าที่เห็นได้แค่ในหนังสือ?

            และแล้วเวลาพักยี่สิบนาทีก็จบลง

            ครั้นสวีหยสงอี้เดินขึ้นเวทีอีกครั้งก็พบว่าแขกทุกคนยังอยู่ครบไม่มีใครขอตัวกลับก่อนแม้แต่คนเดียว บรรยากาศในงานก็ร้อนระอุขึ้นเรื่อยๆ !

            มีบางอย่างภายในงานเปลี่ยนไป!

            ม่านแสงขนาดใหญ่คล้ายจอโปรเจคเตอร์ส่องทาบบนอากาศเหนือเวทีขึ้นไปด้านบนบันทึกรายชื่อจำนวนมากอยู่อย่างแน่นเอี๊ยด!

            หลังจากกวาดตามองดู สวีหยางอี้ก็ถูกบางรายชื่อตรึงเอาไว้ทันที

            “ดอกฝิ่นแห่งปารมิตา[1] เติบโตหนึ่งร้อยปีเบ่งบานหนึ่งร้อยปี ออกผลหนึ่งร้อยปี อีกหนึ่งร้อยปีตกผลภายในผลอุดมไปด้วยพลังปราณหยิน เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ฝึกตนที่ฝึกวิชาเวทปราณหยินจัดอยู่ในระดับ A”

            “หม่อนไร้ผล เติบโตบนชั้นเมฆเหนือยอดเขาคุนหลุนขึ้นไปสามพันเมตรไม่มีรูปทรงของผล เป็นเพียงเส้นใยที่ถูกรังสรรค์ขึ้นเป็นพลังปราณของโลกธาตุอันบริสุทธิ์หนึ่งพันปีออกผลสิบลูก อีกหนึ่งพันปีออกผลอีกหนึ่งร้อยลูก จัดอยู่ในระดับ S”

            รายชื่อแต่ละชื่อทำเอาเขาตาลายไปเลย ในเวลาเดียวกันก็รู้สึกตื่นเต้นกับโลกผู้ฝึกตนใบนี้

            ตอนนี้ เขาอยากไปบนยอดเขาคุนหลุนและขึ้นไปดูต้นไม้ไร้รูปร่างที่อยู่เหนือยอดเขาขึ้นไปสามพันเมตรนั่นว่าหน้าตาเป็นอย่างไร

            เขาอยากดำลงไปใต้ก้นสมุทรลึกสองพันเมตรนั่นเพื่อลงไปดูว่าตำหนักจากทองสำริดทั้งหลังที่ไม่มีสนิมเกาะทั้งที่ผ่านมาหลายร้อยปีว่ามันมหัศจรรย์ขนาดไหน

            “นี่สิ โฉมหน้าที่แท้จริงของโลกใบนี้” เขาคลี่ยิ้มและเดินไปยืนกลางเวที“คนธรรมดาจะรู้ลึกตื้นหนาบางของผืนแม่น้ำมหาสมุทรได้อย่างไร”

            บรรยากาศในงานต่างจากก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิงเสียงวุ่นวายพลันสลายเหลือเพียงความเงียบกริบ

            ประตูบานหลักของศาลาทั้งสิบสองหลังเปิดร่า แต่มองเห็นด้านในไม่ชัดเจนมีเพียงแสงวิเศษขมุกขมัวที่สกัดกั้นพลังจิต

            “แขกผู้มีเกียรติทุกท่าน” ไป๋เสอตะเบ็งเสียงออกจากลำคอดังฟังชัดเขาพยายามสะกดความตื่นเต้นเอาไว้แต่นี่มันการประมูลของผู้ฝึกตนขั้นจินตันทั้งหมดในประเทศหวาซย่าเชียวนะ! 

            หากทำงานนี้สำเร็จลุล่วง ชื่อเสียงของเขาจะต้องโด่งดังกระฉ่อนไปทั่ววงการแน่นอน!

            “ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปขอเริ่มการประมูลโอสถวิเศษห้าเม็ดสุดท้ายอย่างเป็นทางการ” เขาพูดเสียงสดใส“โดยทางโรงประมูลสินค้าจินโต้วของพวกเรา...ขอเริ่มเปิดประมูลด้วยด้วยโอสถวิเศษชนิดยารองเพียงเม็ดเดียวจากห้าเม็ดเป็นเม็ดแรก!”

            สวีหยางอี้ยืนคลี่ยิ้ม ยารองเพียงเม็ดเดียวงั้นเหรอ? ในมือของเขายังมีอีกเยอะ

            แต่ของที่มีน้อยย่อมมีค่าถ้าการประมูลครั้งนี้เปิดประมูลยารองทั้งหมดสิบเม็ดแล้วแบบนี้จะส่งขับความล้ำค่าของยารองออกได้อย่างไร

            “เจ้าหนู... หยุดพูดให้มากความได้แล้ว”เสียงแก่ชราพร่าแหบดังขึ้นอีกครั้งหลังจากหายไปนาน “ฉันรอจนหงุดหงิดแล้ว”

            “ขอรับ” ลมหายใจของไป๋เสอถี่กระชั้น พลันรีบปัดมือขึ้นจากนั้นโอสถวิเศษชนิดยารองสามลายเส้นก็ลอยขึ้นเหนือฝ่ามือ

            “ขอเรียนเชิญท่านอาวุโสทุกท่าน... เสนอราคาได้!”

            บรรยากาศในงานเงียบกริบจนได้ยินเสียงหายใจและเสียงหัวใจเต้นดังแผ่ว

            ประหนึ่งพายุฝนกระหน่ำเคลื่อนตัวใกล้ถึงผืนมหาสมุทรความเงียบสงัดที่ฉาบหน้าอยู่ แท้จริงซุกซ่อนพายุคลั่งชวนหวาดหวั่น!

            ที่น่าแปลกก็คือ แม้แต่เหล่าจินตันเจินเหรินก็ไม่เปล่งเสียงออกเช่นกัน!

            “สหายทั้งหลายไม่ลงมือหรอกหรือ?” ไม่รู้ผ่านไปนานเพียงใดน้ำเสียงอารมณ์ดีก็ดังมาจากศาลาสีม่วงเป็นเสียงของจินตันเจินเหรินที่ไม่ได้ลงทะเบียนที่ชื่อว่าเยว่ฉงเหรา “เช่นนั้น...อย่าหาว่าฉันไม่เกรงใจแล้วกัน”

            ยังไม่ทันสิ้นสุดเสียงพูด ศาลาทั้งหลังก็เปล่งแสงสว่างขึ้น

            “ซู้ด...” ผู้ฝึกตนขั้นจู้จีคนหนึ่งสูดลมหายใจเย็นวูบวาบเข้าปอดหนึ่งเฮือกจ้องมองศาลาหลังนั้นอย่างตื่นเต้น ภายในปรากฏแสงศักดิ์สิทธิ์ทองอร่ามสอดส่องประหนึ่งความมืดมิดถูกชะล้างกลายเป็นตอนเที่ยงวันคล้ายแสงศักดิ์สิทธิ์นี้ส่องทุกสิ่งอบอุ่นนุ่มละมุนชวนให้รู้สึกสบายตัวทั่วทั้งร่างทำเอาพวกเขาเหมือนหยุดเข้าไปอยู่ที่มิติแห่งเซียน!

            พลังปราณเข้มข้นหล่อหลอมกลายเป็นมือทองอร่ามข้างหนึ่งที่กำลังกำหมัดอยู่กินรัศมีพื้นที่กลางอากาศสิบกว่าเมตร จากนั้นก็ค่อยๆ คลายมือออกปรากฏดอกกล้วยไม้รัตติกาลจากพืชพรรณบุปผชาติจากแดนเซียน

            ดูเหมือนช้า หากแต่เร็ว ทั้งที่เป็นการเปลี่ยนแปลงเพียงไม่กี่วินาทีครั้นแบออกจนสุดกลางฝ่ามือพลันปรากฏต้นกล้าเขียวอ่อนหนึ่งต้นที่กำลังส่ายไหวตามแรงลม

            ดวงแสงคล้ายหมู่ดาวแพรวพราวโปรยปรายลงบนต้นกล้าอ่อนสีเขียวมรกตทั้งลำต้นต่อให้เป็นหยกน้ำแข็งก็ยังไม่เขียวมรกตใสโปร่งแสงเท่าต้นกล้าอ่อนต้นนี้! ยามเพ่งมองเข้าไปกลับไม่เห็นอีกฝั่งหากแต่รู้สึกคล้ายดวงวิญญาณถูกดูดเข้าไปก็ไม่ปาน!

            หลังจากต้นกล้าอ่อนต้นนี้ปรากฏขึ้น ดวงตาทุกคนภายในงานก็ส่องประกายกล้ามเนื้อบนไปหน้าพวกเขานิ่งค้าง บ้างก็เกร็งกระตุกรำไร!

            “นี่เป็นพลังของจินตันเจินเหริน...”ผู้ฝึกตนมากมายเหม่อมองภาพเบื้องหน้าอย่างเคลิบเคลิ้มประหนึ่งว่ากำลังชมภาพยนต์ 3D เทคนิคการถ่ายทำขั้นสูง

            ในเวลาเดียวกันผู้เฒ่าคนหนึ่งยกมือลูบแก้มตัวเองอย่างควบคุมไม่อยู่“ต้นกล้าต้นนี้... เป็นพลังปราณงั้นเหรอ? ทำไมผิวหนังขั้นจู้จีของฉันรู้สึกเหมือนถูกบางอย่างเสียดแทง?”

            “ต้องอัดแน่นพลังปราณมากมายขนาดไหนถึงทำออกมาได้ขนาดนี้?” “เกรงว่านี่อาจไม่ใช่ต้นกล้า... แต่อาจเป็นแร่ธาตุวิญญาณกระมัง!”“น่ากลัว... บีบอัดพลังปราณจนเป็นรูปร่างที่วิจิตรชัดเจนได้ขนาดนี้”

            “สิ่งนี้...” ทันใดนั้น น้ำเสียงเจือแววตกใจเล็กน้อยดังขึ้นกลางอากาศดึงสติทุกคนออกมาจากห้วงภวังค์ และพากันหันไปมองที่ศาลาสีเหลืองทันที

            จวี้หลิงเจินเหริน!

            “หนึ่งร้อยยี่สิบปีก่อนหน้านี้...” จวี้หลิงเจินเหรินค่อยๆ พูดหวนความหลังโดยไม่สนใจอาการตกใจของคนอื่นแม้แต่น้อย“ตอนที่สำรวจพื้นที่รอบนอกของวิหารชิเชนอิตซา[2] ในสำนักของพวกเรามีศิษย์ขั้นจู้จีทั้งหมดหนึ่งร้อยห้าสิบคนพวกเราตามร่องรอยของอสรพิษขนนก[3] แต่ก็ไม่พบร่องรอยใดๆ...ทว่ากลับพบกับเมล็ดพันธุ์ที่ดูเหมือนจะถูกย้อมด้วยโลหิตแห่งเทพหนึ่งเม็ด”

            จวี้หลิงเจินเหรินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเรียบเรียบนิ่งทว่าทุกคนในงานรวมถึงสวีหยางอี้ต่างฟังอย่างลุ่มหลงคล้อยตามราวต้องมนตร์สะกด

            วิหารชิเชนอิตซา... อสรพิษขนนก...

            หรือว่า... โบราณสถานของอารยธรรมที่หายสาบสูบในโลกนี้จะมีร่องรอยของเทพเจ้าของอารยธรรมนั้นๆ อยู่จริงๆ?

            หรือว่าอสรพิษขนนกจากยุคสมัยที่เหล่าทวยเทพปกครองมวลมนุษย์จะมีอยู่บนโลกนี้จริงๆ?

            ถ้าไม่มี แล้วทำไมบุคคลระดับจินตันเจินเหรินถึงต้องข้ามน้ำข้ามทะเลไปที่วิหารชิเชนอิตซาในประเทศเม็กซิโกด้วย?

            แล้วในอนาคต... ตัวเองจะมีวันๆ นี้ไหม?

            ไม่มีใครพูดแทรก ทว่าน้ำเสียงของจวี้หลิงเจินเหรินก็หยุดชะงักลงโทนเสียงพลันเย็นฉียบ “ช่วงที่ฉันกำลังจะคว้าเมล็ดนี้มา กลับต้องแย่งชิงกับผู้ฝึกตนขั้นจินตันท่านหนึ่งที่มีหมอกโลหิตห่อหุ้มอยู่ที่น่าแปลกก็คือสหายผู้นั้นใช้พลังเวทในแบบฉบับของโลกผู้ฝึกตนในประเทศหวาซย่าโดยเฉพาะกระบวนท่าฝ่ามือศูนตาของอีกฝ่าย ฉันคนนี้ไม่มีวันลืม... สหาย...”

            น้ำเสียงของจวี้หลิงเจินเหรินเจือจิตสังหารขึ้นมารำไร“วันนั้นเป็นนายงั้นเหรอ?”

            เสียงสีของเยว่ฉงเหรายังคงอารมณ์ดี“สมบัติล้ำค่าย่อมตกเป็นของผู้ที่มีวาสนาคู่ควรไม่ใช่หรือ?”

            “ช่างเถอะ...” ตอนนี้น้ำเสียงของจวี้หลิงเจินเหรินเยือกเย็นดั่งน้ำแข็ง“แต่ว่า... คู่ต่อสู้ในวันนั้นกลับไม่ได้มีจินตันเจินเหรินแค่คนเดียว หลังจากฉันล้มเหลววันนั้นก็กลับมาหาข้อมูลอยู่พักใหญ่แล้วในที่สุดก็ยืนยันได้หนึ่งเรื่อง...”

            “สหาย...นายกล้ายอมรับต่อหน้าเทียนฉายเจินเหรินหรือไม่ว่าจินตันเจินเหรินที่ร่วมมือกับนายในวันนั้นเป็นคนจากตระกูลวลาด[4]แห่งโลกผู้ฝึกตนตะวันตก?”

            “อะไรนะ?” “เป็นพวกเขางั้นเหรอ?” “เป็นไปไม่ได้...”

            ผู้ฝึกตนวัยรุ่นคนหนึ่งได้แต่มองผู้ฝึกตนอาวุโสที่พากันสีหน้าแตกตื่นก่อนเอ่ยถาม “ท่านผู้นำครับ... ตระกูลวลาดที่ว่า... คืออะไรเหรอครับ?”

            “นายเด็กเกินไปแล้ว...” ท่านผู้นำตระกูลสูดลมหายใจเข้าลึกๆพลางตบไหล่เขาเบาๆ “นายคิดว่าในโลกใบใหญ่นี้มีผู้ฝึกตนและสังคมโลกผู้ฝึกตนแค่ในประเทศหวาซย่าของพวกเราประเทศเดียวเหรอ?”

            “รอก่อนแล้วกัน... วันหนึ่งที่นายบรรลุขั้นจู้จีได้ นายจะเข้าใจเอง...”

            “นี่เป็นชื่อตระกูลผู้ยิ่งใหญ่ของต่างประเทศชื่อแรกที่นายควรจำให้ได้...โดยผู้ตระกูลราชวงศ์มีชื่อว่า วลาด แดร็กคิวล่า... โดยพระโอรสของพระองค์มีพระนามเต็มๆว่า วลาด เซเปส ดรากูน... วลาดที่ 3 เจ้าชายแห่งวาลาเคีย... หรือวลาดนักเสียบ...”

            ท่ามกลางบรรยากาศในงาน เยว่ฉงเหราได้แต่แสยะยิ้มเยือกเย็นไม่ปริปากพูด

            บรรยากาศตอนนี้เงียบกริบทั่วทั้งงานผ่านไปเนินนานเทียนฉายเจินเหรินจึงเอ่ยปากพูดเสียงเรียบนิ่ง“โลกของสังคมผู้ฝึกตนในประเทศนั้นมีเขตแดนผนึกตั้งแต่สมัยโบราณกาลมาจนถึงปัจจุบันยกตัวอย่างเช่นมหาเขตแดนอาคมสังหารเซียนเก้าพิภพของประเทศหวาซย่า ความลับนี้ผู้ฝึกตนขั้นจู้จีขึ้นต่างรู้กัน”

            “สำหรับผู้ฝึกตนประเทศอื่นตั้งแต่ขั้นจินตันขึ้นไป หากย่างกรายเข้าเขตพื้นที่ประเทศอื่นก็จะต้องเขตแดนอาคมของประเทศนั้นๆตัดทอนพลังลง บนโลกนี้มีมหาเขตแดนอาคมพิทักษ์ประเทศที่ทรงพลังที่สุดอยู่ไม่กี่ประเภทมหาเขตแดนอาคมสังหารเซียนเก้าพิภพแห่งหวาซย่า มหาเขตแดนท้าวพรหมเทพแห่งชมพูทวีปมหาเขตแดนตำหนักทวยเทพโอลิมปัสแห่งกรีซทั้งหมดนี้จัดอยู่ในเขตแดนอาคมพิทักษ์ประเทศที่ทรงพลังที่สุดในโลก ถ้าหากวันนั้นสหายเยว่ได้ร่วมมือกับผู้ฝึกตนขั้นจินตันของประเทศนั้นจริงๆก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ และไม่มีอะไรเสียหาย”

            “ท่านอาวุโสไม่ลองพิจารณาตรวจสอบเรื่องนี้หรือ?” จวี้หลิงเจินเหรินแค่นเสียงเย็นชา“เบาะแะร่องรอยของเรื่องนี้เกี่ยวโยงไปถึงหนึ่งในมหาปีศาจชั่วร้ายระดับโลกเลยก็ว่าได้ทั้งยังมีคำสั่งสังหารที่แปะอยู่ที่ CSIB มาเป็นเวลาร้อยกว่าปี!อีกทั้งปีศาจตัวนั้นมีค่าหัวถึงห้าหมื่นแปดพันล้านเหม่ยจิน (ดอลลาร์) ...”

            “พอแค่นี้” เทียนฉายเจินเหรินพูดเสียงเรียบ “ต่อได้”

            จวี้หลิงเจินเหรินไม่เอ่ยปากพูดอะไรขึ้นอีก แต่ทุกคนในงานรวมถึงสวีหยางอี้เลือดลมพลุ่งพล่านขึ้นทั่วร่างกาย!ใบหน้าเริ่มแดงเรื่อ!”

            ประเดี๋ยวเลือดลมกลับมาเป็นปกติ ประเดี๋ยวพลุ่งพล่านขึ้นกลางหัว!เป็นแบบนี้ซ้ำไปวนมา!

            ในเวลาเดียวกัน เสียงลมหายก็ดังคลอเคลียใบหูทุกคนอย่างชัดเจน!

            “นี่...​เป็นเสียงลมหายใจที่อัดอั้นจากความโมโหของจวี้หลิงเจินเหริน!”สวีหยางอี้พยายามต่อต้านความรู้สึกวิงเวียนวูบวาบเอาไว้และเงยหน้ามองศาลาของจวี้หลิงเจินเหรินอย่างหวั่นสะพรึง

            นี่เป็นคลื่นลมหายใจของจินตันเจินเหรินที่ส่งผลกระทบต่อผู้ฝึกตนระดับต่ำกว่า!

            ผ่านไปหลายวินาที ในที่สุดลมหายใจก็กลับมาเป็นปกติผู้คนในงานเหงื่อตกกันทั่วหน้า

            น้ำเสียงของเยว่ฉงเหรายังคงสดใสไม่เปลี่ยนแปลง “ที่มาที่ไปของต้นไม้ต้นนี้สหายจวี้หลงได้อธิบายไว้อย่างชัดเจนแล้ว ใช่แล้ว บนโลกนี้มีแค่ต้นเดียว...”

            จากนั้นมือสีทองขนาดใหญ่ก็เขย่าเล็กน้อยใบไม้ขนาดเล็กเท่าเล็บมือจากใบไม้หลายพันใบบนต้นค่อยๆ ลอยร่วงลงมา

            “ขอเสนอราคา”

            บรรยากาศแตกตื่นขึ้นอีกครั้ง!

            “มัน... ถูกย้อมด้วยโลหิตแห่งเทพจริงๆ เหรอเนี่ย? นี่มันของขวัญจากสรวงสวรรค์ชัดๆ!” ผู้ฝึกตน​ผู้เฒ่าคนหนึ่งจ้องมองใบไม้เขียวมรกตที่ร่วงหล่นลงมาอย่างตาเหลือกตาลานอีกนิดเกือบพุ่งเข้าไปคว้ามาแล้ว แต่ถูกสติที่เหลือติดตัวอยู่ไม่มากรั้งเอาไว้

            “ไม่รู้ว่ามีอิทธิฤทธิ์อะไร...” ผู้ฝึกตนขั้นจู้จีวัยกลางคนคนหนึ่งคล้ายมีเปลวไฟปะทุออกมาจากดวงตา“แต่สิ่งนี้อุดมไปด้วยพลังปราณบริสุทธิ์เข้มข้นมหาศาลขนาดอยู่ไกลแบบนี้ยังรู้สึกมีบางอย่างแทรกซึมทิ่มแทงเข้าไปตามผิวหนัง!อยากรู้จริงๆ ว่าสิ่งนี้ทำอะไรได้!”

            ไม่มีใครรู้ถึงพลังอิทธิฤทธิ์ของมัน

            แต่ถ้ามันสามารถดึงดูดผู้ฝึกตนขั้นจินตันสองคนจากหวาซย่าและผู้ฝึกตนขั้นจินตันจากต่างประเทศอีกหนึ่งคนให้ต่อสู้แย่งชิงกันได้ขนาดนี้เกรงว่ามูลค่าของมันคงไม่อาจประเมินค่าได้อย่างแน่นอน!

            สวีหยางอี้ก้าวเท้าออกมาหนึ่งก้าว ทว่าเสี้ยววินาทีนั้น อยู่ๆเขารู้สึก... มีแรงสั่นคลอนเกินต้านทานสั่นสะท้านออกมาจากจุดทะเลลมปราณ!”

            จาก... หนอนไหมตัวนั้น!

            หนอนไหมที่ปกติเงียบสงบ ตอนนี้ อยู่ๆ ก็บ้าคลั่งขึ้นมาและพยายามใช้ลำตัวอ้วนท้วมนุ่มนิ่มของมันกระแทกกรงพลังจิตที่สวีหยางอี้สร้างขึ้นมาขังมันที่ทะเลลมปราณก่อนหน้านี้แต่พลังของมันยังมีน้อยเกินไป จึงไม่เป็นผล

            สวีหยางอี้หลุบตาต่ำ สงบสติอารมณ์ และกลับไปยืนอยู่ที่เดิมนิ่งๆ

            ใบไม้ที่ดูเหมือนค่อยๆ ร่วงหล่นลงมาอย่างเชื่องช้าลอยลงมาบริเวณจอแสงขนาดใหญ่ เพียงพริบตา ตัวหนังสือที่ปรากฏบนจอแสงก็รวนไปหมด!

            สวีหยางอี้มองไปที่จอแสงอย่างไม่กะพริบตา เมื่อครู่ไป๋เสออธิบายให้เขาฟังหากแสงเปลี่ยนเป็นสีเขียว ของวิเศษระดับ C สีฟ้า แทนระดับ Bและ...

            สีม่วง!

            คือระดับ A!

            นาทีนี้ แม้แต่เยว่ฉงเหราก็ยังตกตะลึงเขานึกไม่ถึงว่าใบไม้ใบอ่อนที่เพิ่งเกิดนี้เป็นของวิเศษระดับ A !

            สายตาของเขาส่องลอดผ่านมองไปยังต้นกล้ากลางฝ่ามือตัวเองอย่างลุ่มลึกพลางครุ่นคิด...แล้วทั้งต้นจะอยู่ในระดับไหน?

            หรือว่า... อสรพิษขนนกมีอยู่บนโลกนี้จริงๆ ? หรือว่าเคยมีอยู่?ตอนนี้นั้นเมล็ดพันธุ์เม็ดนี้ย้อมโลหิตแห่งเทพจริงๆ เหรอ?

            ทั้งที่ตัวเอง... ขึ้นมายืนอยู่บนจุดสูงสุดของโลกอย่างขั้นจินตันแล้วโลกใบนี้ ยังมีความลับที่ตัวเองไม่รู้อยู่อีกหรือ?

            หรือว่า... ระดับจินตันเจินเหรินมีวาสนาไม่มากพอที่จะตามหาเบาะแส?

            “สีม่วง!” “ของวิเศษระดับ A !” “พระเจ้า!เพิ่งเสนอราคา ก็เปิดด้วยของวิเศษระดับ A เนี่ยนะ! นี่สินะการประมูลของจินตันเจินเหริน” “เหอะๆ ผ่านวันนี้ไปได้ ฉันก็นอนตายตาหลับแล้ว...”

    --------------------------------------------------------------------------------

    [1] ปารมิติเป็นชื่อที่มาจากพระสูตรที่สำคัญและเป็นที่นิยมยิ่งในพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน ชื่อ"ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร" มีความหมายตามตัวอักษรว่า"พระสูตรอันเป็นหัวใจแห่งปฏิปทาอันยวดยิ่งแห่งความรู้แจ้ง" หัวใจของพระสูตรว่าด้วยการเห็นแจ้งในรูปเป็นความว่างเปล่า เกิดมหาปัญญาเห็นแจ้งในความว่างเปล่าเป็นรูป เกิดมหากรุณา

    [2] ชิเชนอิตซา (ภาษาสเปน: Chichén Itzá) เป็นแหล่งโบราณคดีขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นโดยชาวมายาของประเทศเม็กซิโกเป็นส่วนหนึ่งของเมืองจำนวนมากมายซึ่งพวกมายาได้สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ของเทพเจ้าผู้ทรงกระหายพระโลหิตลักษณะโดยทั่วไปเป็นรูปเหลี่ยมลดขั้นเป็นชั้น ๆ บนเนื้อที่ราว 6.4 ตารางกิโลเมตรมีบันไดกลาง ตรงกลางสร้างเป็นปราสาทเหลี่ยมทึบสูงขึ้นไปใช้เป็นที่ทำพิธีสังเวยเทพเจ้าโดยใช้เด็กสาวโยนลงไปถวายเทพเจ้า

    [3] อสรพิษขนนกคือเทพเจ้าที่โด่งดังและเป็นที่รู้จักมากที่สุดองค์หนึ่งของอารยธรรมอเมริกากลางโบราณโดยเฉพาะชาวแอสเท็กซ์ในประเทศเม็กซิโก

    [4] วลาด เป็นตระกูลผู้ปกครองอาณาจักรวาลาเคียสมัยศตวรรษที่15 เป็นต้นกำเนิดของตำนานแดร็กคิวล่า

     

    คล้ายกับเรื่องยุทธเวทผลาญปีศาจ ที่คุณอ่าน