พอแสงอาทิตย์ปรากฏออกมาในยามเช้าเย่วชิงก็มาอยู่หน้าค่ายเพื่อเตรียมออกเดินทาง นางเศร้าใจนิดหน่อยเมื่อไม่เห็นแม้แต่เงาร่างของแม่ทัพใหญ่มีก็เพียงแต่ฝานซื่อที่ปรึกษาของ “ท่านน้า” มายืนยิ้มเยาะ มองดูนางจัดเตรียมเสบียงให้อาหารม้า คนแซ่ฝานผู้นี้ยิ่งดูก็ยิ่งขัดใจนัก แววตากลอกกลิ้ง จมูกงุ้ม บ่งบอกถึงความเป็นเจ้าเล่ห์แต่กลับมีบทบาทในกองกำลังเมฆขาวมากยิ่งกว่าผู้ใด
“รีบจัดข้าวของออกเดินทางแม่ทัพหลี่สั่งให้ทหารสองนายขี่ม้าคุมเจ้าออกเดินทางไปจนถึงเมืองอู๋เฉิน”
เย่วชิงไม่แม้แต่จะหันหน้ามามือลูบคลำขนม้าแล้วพูดคุยกับมันราวกับว่าสามารถสื่อสารกันได้ความจริงแล้วคนก็ส่วนคน ม้าก็ส่วนม้า แต่ถ้าจะให้สนทนากับฝานซื่อขอคุยกับสัตว์โต๊ะ เก้าอี้ เสียยังจะดีกว่า
“เจ้าขอทานน้อยข้าพูดน่ะได้ยินหรือไม่ อย่าชักช้า ข้ายังต้องเตรียมการต้อนรับคุณหนูอีก”
นางหันมาทางคนพูดคิ้วขมวด รู้สึกไม่สบอารมณ์กับสิ่งที่ได้ยินเท่าใดนัก แม้จะเข้าใจแล้วว่าเอียนซีนับเป็นสตรีดีงามผู้หนึ่งเป็นโฉมสะครามสะท้านเมืองและยังเคยได้ช่วยเหลือชีวิตของนางมาแล้วแต่ครั้นได้ยินคนแซ่ฝานกล่าวถึง “คุณหนูเอียน” ด้วยน้ำเสียงยำเกรงเช่นนั้นก็ทำให้รู้สึกหมั่นไส้ขึ้นมาเสียอย่างนั้นแหละ
“รู้แล้ว”เย่วชิงตอบด้วยน้ำเสียงห้วน แล้วกระโดดขึ้นม้าทันที
ฝานซื่อเลิกคิ้วแล้วหัวเราะเสียงเสียดหู พลางผายมือไปทางประตูออกจากค่ายมีทหารสองคนอยู่บนหลังม้ารออยู่ก่อนแล้วเย่วชิงเหลียวมองไปทางด้านหลังครั้งหนึ่งแล้วควบม้าออกไป เมืองอู๋เฉินเป็นเมืองเล็กๆที่เงียบสงบคาดว่าเดินทางราวหนึ่งชั่วยามก็จะถึงแล้วตอนนั้นย่อมจะมีทางสลัดหนีจากทหารสองคนที่ควบคุมมาอาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะวกกลับมาที่ค่ายของกองกำลังเมฆขาวแต่ในยามศึกสงครามของกองกำลังต่างๆ ใกล้ก่อตัวขึ้น อาจจะไม่ใช่เรื่องยากที่จะแอบติดตามท่านน้าไปในสมรภูมิรบขอเพียงอยู่ห่างๆ อย่าให้คนแซ่ฝานจับได้ก็เพียงพอแล้ว
ทุกอย่างเป็นไปตามความคิดของเย่วชิงทุกประการพอเดินทางมาถึงเมืองอู๋เฉิน (ไร้บาป) ทหารสองคนก็คล้ายผ่อนคลายลงอยูในกองทัพมานานนับเดือนได้เห็นความคึกคักของเมืองเล็กๆ มองร้านรวงสองข้างทางอย่างสนใจแถมมีอิสตรีหน้าตาจิ้มลิ้มลอบมองอย่างตลอดเวลาชายชาติทหารอย่างไรก็มีช่วงเวลาเสียสมาธิไปบ้างเย่วชิงพาทหารสองคนมานั่งดื่มสุราในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง ชวนคุยโน่นนี่ไม่หยุดกว่าคนทั้งสองจะรู้ตัวก็เมาหลับคาโต๊ะไปแล้ว
สบโอกาสแล้ว
เย่วชิงตั้งใจทิ้งทหารสองคนนั้นไว้ในโรงเตี๊ยมและเตรียมเดินทางออกจากเมืองยังไม่ทันขึ้นหลังม้าเห็นบุรุษหนุ่มสองคนขี่ม้าผ่านมา คนหนึ่งรูปร่างท้วม จมูกใหญ่พูดไปหัวเราะไป อีกคนมีรูปร่างผอมกว่า นัยน์ตาโต คิ้วเรียวยาว
นางยืนหลบอยู่หลังม้าคู่ใจของตัวเองรอจนทั้งสองคนขี่ม้าผ่านไปแล้วจึงยื่นหน้าออกมาดูแม้เห็นเพียงแวบเดียวก็จำมันทั้งคู่ได้แล้ว นางมิเพียงรู้จักดีแต่ยังเดินทางร่วมกันมายังดินแดนแห่งนี้พร้อมกันอีกด้วย
เรียว และอากิ คนสนิทของศิษย์พี่นั่นเอง
เย่วชิงพลันนึกถึงแผนการบางอย่างขึ้นมาได้เปลี่ยนใจจากการขี่ม้าออกจากเมืองด้วยการเดินตามหลังคนทั้งคู่ไป อากิเจ้าอ้วนเป็นคนกินเก่ง หิวง่ายราวกระเพราะรั่วอยู่ตลอดเวลา ส่วนเรียวเจ้าผอมชอบดื่มสุรา เคล้านารี แวะเข้าเมืองมาอย่างนี้คงไม่จากไปง่ายๆ แน่
น่าแปลกนักทำไมศิษย์พี่ถึงไม่ร่วมเดินทางมาด้วย
……………………………………….
หวูไว่แยกกับนายพลซื่อชางหลังจากแผนกล่อมให้ผู้นำอัศวินดำเปลี่ยนใจไม่สัมฤทธิ์ผล
แต่สิ่งที่ชายหนุ่มกังวลไม่ใช่เพียงเรื่องความขัดแย้งระหว่างกองทัพอัศวินดำกับกองกำลังเมฆขาวเท่านั้นยังมีเรื่องของนักรบปีศาจที่กลับมาอีกครั้งและยังแฝงไว้ด้วยความอำมหิตในการลงมือ ทูตซ้ายภูตมรณะที่เอาหน้ากากสวมปิดบังใบหน้าตัวเองไว้ยิ่งมาก็ยิ่งร้ายกาจ
และจอมบงการก็คือหวังจุนหลง
หวูไว่ยังไม่ได้จากไปไหนได้แต่นั่งอยู่ในป่าไผ่ด้วยพบว่ามีความผิดปกติหลายอย่างเกิดขึ้นกับตัวเองและอาจจะมีส่วนสัมพันธ์กันเหมือนใยแมงมุม
เขานึกถึงความฝันประหลาดของตัวเองท่านนักพรตจางเหลียงผู้ก่อตั้งป่าสำราญมาปรากฏตัวอยู่ในฝันนั้นมีคำพูดหลายอย่างที่ฟังดูคลุมเครือ ไม่อาจทำความเข้าใจได้โดยง่าย จำได้แต่ว่าท่านได้เตือนให้เขาอย่าได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสงครามครั้งใหม่รีบเดินทางกลับไปยังหลี่เต๋อโดยเร็ว อย่าได้เสียสละตัวเองไปมากกว่านั้นอีก
“มารไม่อาจดำรงอยู่ได้ในความว่างเปล่ามันจะดำรงเผ่าพันธุ์หรือขยายตัวได้ก็ต่อเมื่อจิตใจเต็มไปด้วยความวุ่นวาย”
คำกล่าวของนักพรตจางเหลียงยังผนึกแน่นในความทรงจำในตอนแรกชายหนุ่มเข้าใจไปว่าท่านหมายถึงคำสอนให้รู้ลึกละทิ้ง ปล่อยวาง แต่หลังจากผ่านเหตุการณ์ปะทะกับเหล่านักรบปีศาจในครั้งล่าสุดหวูไว่มีลางสังหรณ์ว่ามันอาจจะเกี่ยวข้องกับพลังบางอย่างที่ติดตัวเขามาแต่กำเนิด
หวูไว่นึกถึงกระบี่อ่อนที่ท่านนักพรตมอบให้คิดถึงพลังปราณซึ่งไม่อาจคงสภาพได้ หรือว่าการสอดมือเข้าไปเกี่ยวข้อง ช่วยเหลือปกป้องผู้อ่อนแอกว่ามีแรงสะท้อนกลับมามากกว่าที่คิด
หวูไว่ไม่อยากมองอะไรในแง่ร้ายเขาเดินทางกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเพราะความต้องการพบคนที่มีความผูกพันด้วยหากแต่มีโอกาสทำอะไรได้ก็จะไม่ยอมหลีกหนีอย่างเด็ดขาด
มารไม่มีทางก่อกำเนิดในจิตใจเขาได้แน่นอน
ราชันน้อยแหงนมองป่าไผ่ที่แกว่งไกวไปมาแล้วนั่งลงทำสมาธิ เปิดปราณทั่วร่างคราวนี้รู้สึกได้ถึงปราณเย็นแผ่กระจายไปทั่วทั้งร่างแต่ทันใดนั้นในห้วงสำนึกกลับมีเงาดำสายหนึ่งผุดวาบขึ้นมาแล้วคล้ายกับโอบล้อมร่างของเขาไว้ไม่เพียงเท่านั้นเงาดำคล้ายมีชีวิตมันลากเลื้อย ชอนไชเข้าสู่ผิวหนังด้านใน
หวูไว่หลับตาเม้มริมฝีปากแน่น รู้สึกได้ว่ามีความเจ็บปวดแทรกซ้อนขึ้น
เงาดำกับปราณเย็นคล้ายกำลังต่อสู้กันอยู่ภายในผลัดกันรุก-รับไม่อาจบอกได้ว่าฝ่ายใดได้เปรียบ ฝ่ายใดเพลี่ยงพล้ำ
ทันใดนั้นเหมือนมีเส้นใยสีขาวมีเงาสว่างปรากฏขึ้นอีกสายหนึ่งเห็นเส้นใยนั้นเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วและแผ่กระจายเป็นวงกว้างดูคล้ายจะต้านการรุกคืบของเงาดำเอาไว้ได้เงาดำพลันอ่อนแรง ล่าถอยออกมาจากร่างกายของหวูไว่แล้ว
เขาลืมตาตื่นขึ้นรู้สึกแน่นหน้าอกอย่างบอกไม่ถูก ทันใดนั้นถึงกับกระอักเลือดคราบสีแดงไหลเปรอะเปื้อนริมฝีปาก
หวูไว่ล้มลงกับพื้นมองเห็นเส้นใยสีขาวบางๆ ล่องลอยอยู่ตรงหน้า มันคือผีเสื้อ
ทันใดนั้นภาพของ “อาจารย์ปู่” ปรากฏอยู่ในห้วงสำนึกและพูดเสียงแผ่วเหมือนสายลมกระซิบกับเขา เพียงประโยคเดียวว่า
“เย่วชิง”
ราชันน้อยทวนคำพูดอาจารย์ปู่แล้วก็หมดสติลงไป
……………………………………..
เย่วชิงปล่อยให้ทั้งสองคนนั่งอยู่ในห้องรับรองในเหลา มีโฉมงามสองนางอยู่เป็นเพื่อนราวหนึ่งชั่วยามก็ลอบเข้าไปในห้องและยืนหลบอยู่หลังม่านนึกเห็นใจสองคนสนิทของศิษย์พี่ที่นานครั้งถึงจะได้มีเวลาเสพสุขเช่นบุรุษทั่วไปแถมมีเวลากลับมาเยี่ยมถิ่นเกิดได้ไม่นานก็ต้องกลับไปยังอาณาจักรในฝัน
“นางมารน้อยนั่นวุ่นวายยิ่งท่านผู้เฒ่าให้นางเดินทางรวมมากับพวกเราทำไมกันดูสิแค่ลงจากเรือได้ไม่เท่าไหร่ก็เที่ยวซุกซนไปทั่ว”
“ท่านผู้เฒ่าตามใจนางจนเสียคนแม้กระทั่งหวูไว่ของพวกเราก็ดูจะใจดีกับภูตน้อยจนเกินไป เจอนางเมื่อไหร่ล่ะก็ข้าจะ…”
เย่วชิงได้ยินคำสนทนานั้นรอยยิ้มพลันสลายใช้มือเลิกม่านสีดำขึ้น เห็นคนทั้งสองนั่งดื่มสุราดวงตาปรือหาได้สังเกตคนผู้หนึ่งเดินเข้ามาแต่อย่างใดไม่นางขยิบตาไล่อิสตรีหน้าตาจิ้มลิ้มให้เดินออกไปจากห้อง
“นินทาคนสนุกดีหรือไม่คำก็มารร้าย คำนึงก็ภูตน้อย”
เรียวและอากิหันมาตามเสียงนั้นพลันมีสีหน้าตื่นตระหนกและผุดลุกขึ้นพร้อมกัน
“เย่วชิงเจ้าๆ…” เรียวพึมพำ
“เจ้ามาได้เช่นไร”เจ้าอ้วน-อากิถามเสียงสั่น“พวกเรามิได้”
ไม่รอให้สองคนนั่นพูดพร่ำเพ้ออะไรอีกเย่วชิงกระโจนพรวดไปถึงตัวใช้นิ้วบิดหูของคนทั้งคู่ พูดเสียงลอดไรฟันออกมาว่า
“ซาตี๋ทั้งสองมิพบพานนานหลายเดือนสบายดีหรือไม่”
เรียวและอากิมีสีหน้าเหยเกยกมือขอโทษเป็นพัลวัน ร้องเรียกแม่นางเย่วผู้ใจดีไม่ขาดปากเห็นอย่างนั้นอารมณ์ค่อยดีขึ้นมาหน่อยนึง
“นั่งลงรินสุราด้วย”
เจ้าผอม-เรียว คิดเร็วทำไวกว่าคู่หูรีบหยิบป้านสุราแล้วเทลงจอกส่วนอากิก็รับลูกได้เร็วทันกันยื่นสุราให้กับนาง
“สุรารสดีเชิญดื่ม”
เย่วชิงหัวร่อในใจสนุกสนานกับการแกล้งคนยิ่งนัก เอื้อมมือรับจอกสุราแล้วดื่มทำอย่างนี้สามครั้งจึงคลายใจลง ปล่อยให้ทั้งสองคนนั่งร่วมโต๊ะ แล้วเข้าเรื่องทันที
“พวกเจ้าจะไปที่ใด”
“ตามหาคุณหนูเอียน”เรียวว่า
“ใช่ที่ไหนมาพาเจ้ากลับไปพบศิษย์พี่ต่างหากเล่า”
เอียนซีปิดปากหัวร่อพบว่าทั้งสองคนไม่พูดเท็จแน่ หากแต่คำกล่าวของเจ้าผอมกลับน่าสนใจยิ่งกว่าไปตามหาเอียนซี-หงสาคะนองศึกย่อมหมายถึงว่าได้กลับไปในกองกำลังเมฆขาวอีกครั้งสอดคล้องกับความต้องการของนางอยู่ก่อนแล้ว
“ไปหาคุณหนูเอียนกันดื่มสุราให้หมดแล้วรีบไปทันที”
เรียวและอากิมองหน้าแล้วกลืนน้ำลายลงคอพวกมันอาจสงสัย ไม่เข้าใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น หากแต่ระหว่างเดินทางนางย่อมมีวิธีเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ฟังอย่างย่นย่อแต่เข้าใจได้ไม่ยากนับตั้งแต่นางลอบหนีมาพบเข้ากับ “ท่านน้า”แล้วก็รายละเอียดปลีกย่อยคงไม่จำเป็นต้องบอกกล่าวเล่าแต่เพียงว่านางเอกระหกระเหินไปถึงเมืองเกียะหยูแล้วบังเอิญได้ทำงานรับใช้แม่นางเอียนซีโฉมงามล่มเมืองคงเพียงพอแล้ว
“พวกเจ้าสองคนรู้หรือไม่คุณหนูเอียนกำลังตกอยู่ในอันตราย รีบเร่งเดินทาง”
เรียวและอากิมีสีหน้าแปรเปลี่ยนไม่หยุดยั้งคล้ายลังเลใจว่าจะเชื่อคำกล่าวของมารน้อยอย่างนางดีหรือไม่ แต่เย่วชิงย่อมคาดเดาได้ว่าเอียนซีมิเพียงมีความสำคัญต่อศิษย์พี่เท่านั้นทั้งยังเคยเป็นผู้บังคับบัญชาของคนทั้งสองมาก่อนด้วย อย่างไรเสียก็ไม่ยอมรามือหนีหน้าอย่างแน่นอน
เรียวและอากิคล้ายมีเป้าหมายอยู่ก่อนแล้วสามารถลัดเลาะมาถึงหุบเขาสูงแห่งหนึ่งแม้ท้องฟ้าจะถูกปกคลุมไปด้วยม่านราตรี แต่เมื่อเย่วชิงกับพวกซ่อนตัวอยู่หน้าผาด้านหนึ่งแล้วมองลงไปยังพื้นด้านล่างเห็นแสงไฟสว่างดุจกลางวันกระโจมทหารตั้งอยู่เป็นระเบียบ มีทหารชุดดำเดินวนเวียนไปมาช่างบังเอิญนักที่กองกำลังของอัศวินดำมาตั้งค่ายพักอยู่ใกล้กัน
เย่วชิงพลันขมวดคิ้วหันไปมองคนนำทางทั้งสอง เป้าหมายในการออกมาคือตามหาแม่นางเอียนซีมิใช่หรือไยผิดแผนไปเช่นนั้นได้
“ทำไมพวกเจ้า…”
ถามไปยังไม่ทันขาดคำเห็นความเคลื่อนไหวบางอย่างเกิดขึ้นเห็นกลุ่มคนคลุมหน้าแต่งตัวในชุดรัดกุมลัดเลาะมาตามถนนแคบด้านหน้าที่เย่วชิงกับพวกหลบอยู่สังเกตท่าทีคนพวกนั้นคงมีวิทยายุทธ์ไม่เบาในมือกุมดาบเอาไว้คล้ายเตรียมลงมือทุกขณะ
หรือว่าเป้าหมายในการลงมือจะเป็นค่ายทหารอัศวินดำทางเบื้องล่างนั่น
เย่วชิงมีความเคลื่อนไหวแล้วนางพุ่งออกจากที่ซ่อนคล้ายต้องการดักทางกลุ่มคนคลุมหน้าเหล่านั้นไว้
ทันใดนั้น คนผู้หนึ่งในกลุ่มพลันชะงักเท้าลง
เย่วชิงสาวเท้าเข้าหามีความรู้สึกว่ากลุ่มคนเหล่านี้คล้ายกับว่าเป็นมิตรมากกว่าศัตรูมั่นใจว่าในค่ายทหารด้านล่างนั่นอาจจะมีอู๋ซีอยู่ด้วย
“พวกเจ้ามาอยู่นี่ได้อย่างไร”
เสียงของหัวหน้ากลุ่มคนคลุมหน้าทำให้เย่วชิงสะดุ้งเพราะเป็นเสียงของสตรี และดูเหมือนว่าไม่ได้พูดกับนางคนเดียวเท่านั้นแต่ยังกล่าวกับเรียวและอากิทางด้านหลังอีกด้วย
สตรีในชุดคลุมหน้าหัวร่อเบาๆปลดแพรคลุมหน้าออก เพียงเห็นเสี้ยวหน้ารูปไข่ รอยยิ้มกระจ่างก็จำได้ทันทีว่าเป็นใครกัน
คุณหนูเอียนซี-หงสาคะนองศึกนั่นเอง
เย่วชิงเข้าใจถึงเหตุผลที่เรียวและอากิพานางมาซุ่มอยู่บริเวณผาสูงแห่งนี้แล้วที่แท้คุณหนูเอียนและกองกำลังติดตามส่วนหนึ่งคือหน่วยสอดแนมที่ตามมาดูความเคลื่อนไหวของกองทัพอัศวินดำนั่นเองคุณหนูเอียนคงไปพบท่านน้ามาก่อนแล้ว
“พวกเจ้ามาได้อย่างไร”เอียนซีถามซ้ำ “เรียว และ อากิ คิดถึงพวกเจ้านัก”
เย่วชิงฟังแล้วตื่นตระหนกลืมนึกไปว่าหากคุณหนูเอียนมาพบว่าตนอยู่ร่วมกับคนสนิทสองคนของศิษย์พี่ความลับแตกแน่เพราะคุณหนูเอียนย่อมไม่รู้จักเย่วชิง ที่เป็นสตรี รู้จักก็แต่ “อาเฟย”ที่เป็นหนุ่มน้อยผู้น่าสงสาร ไร้ญาติขาดมิตร มาตามหาศิษย์ผู้พี่อยู่ในเกียะหยู
ตายละวา…
“อาเฟยเจ้าร่วมทางมากับสองคนนี้ได้อย่างไร หรือว่าพบกันโดยบังเอิญ”
อาเฟยตัวปลอมกลืนน้ำลายลงคอหันไปขยิบตากับคนทั้งสอง เห็นพวกมันจ้องมา ไม่รู้ว่าเข้าใจหรือไม่อย่าบอกความลับไปเชียวนา หมดสนุกกันเลยทีนี้
“คุณหนูเอียนคือว่า…”
ในยามนั้นบนท้องฟ้าเห็นพลุไฟถูกจุดขึ้นแล้วได้ยินเสียงชายเสื้อปะทะลมดังขึ้นอย่างไม่ขาดสายมีทหารกลุ่มหนึ่งกำลังรุกไล่เข้ามา
หงสาคะนองศึกชักกระบี่ในมือเช่นเดียวกับทหารของกองกำลังเมฆขาวถอดแพรคลุมหน้าออกดาบในมือชูขึ้นเห็นประกายวาววับในคืนเดือนมืด
อยากอยู่ในสมรภูมิรบได้เห็นทหารกองกำลังเมฆขาวปะทะกับกองทัพอัศวินดำ ก็สมใจแล้วแต่เย่วชิงไม่คิดว่าจะมาเจอในสถานการณ์เยี่ยงนี้ นางคิดว่าตัวเองฉลาดแต่ขาดความเฉลียวไปหน่วยตอนแรกคิดแค่ว่าให้คนสนิทของศิษย์พี่พากลับไปสถานการณ์สู้รบของสองกองกำลังไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะมาบังเอิญเจอคุณหนูเอียนเช่นนี้
เย่วชิงยืนนิ่งเห็นคุณหนูเอียน พร้อมด้วยทหารคนอื่นปะทะกับทหารอัศวินดำแล้วชั่งใจไม่ถูกว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี จะเข้าไปช่วยคุณหนูดีหรือไม่แต่นางเป็นแค่อาเฟยคนรับใช้ไร้พิษสงเท่านั้น หากแสดงฝีมือออกไปจะดีหรือ
ระหว่างลังเลไม่รู้ว่าจะเดินหน้าหรือถอยหลังดีได้ยินเสียงอากิหันมาตะโกนเรียกว่า เย่วชิง สถานการณ์ย่ำแย่ยังไม่รีบลงมืออีกหรือ
ครั้นเห็นคุณหนูเอียนจ้องมามาดวงตาของนางเหมือนมีคำถาม ทำให้เย่วชิงตัดสินใจทันที
เย่วชิงก้าวถอยหลังหมุนกายไปอีกทางหนึ่ง แล้วออกวิ่งทันที
…………………………..
ผ่านไปราวหนึ่งเค่อเย่วชิงมายืนหอบหายใจอยู่ตรงเชิงเขา ไม่แน่ใจว่าตัวเองทำถูกหรือผิด แต่นางบอกกับตัวเองว่ายังไม่พร้อมที่จะให้คนอื่นได้รับรู้ตัวจริงไม่อยากให้คนรู้ว่าอาเฟยไม่ใช่อาเฟย แต่เป็นเย่วชิง
และเป็นสตรีมิใช่บุรุษอีกต่างหาก
ความจริงนางรู้อยู่แก่ใจว่าต่อให้คุณหนูเอียนซีทราบเรื่องราวทั้งหมดก็ไม่ลำบากใจเท่าใดนักหากแต่หวั่นเกรงว่าเป็นคนอีกผู้หนึ่งต่างหาก
หาก“ท่านน้า” ทราบว่านางปลอมแปลงตัวเข้าไปใกล้ชิดด้วยเหตุผลบางอย่างแถมยังปิดบังเพศที่แท้จริงไว้ด้วย แม่ทัพใหญ่แห่งกองกำลังเมฆขาวจะยอมให้โดนเด็กน้อยคนหนึ่งหลอกลวงได้อีกหรือคงเสียใจ ผิดหวัง หรือเลิกสนใจนางไปตลอดแน่
โอย ทำไมถึงห่วงใยความรู้สึกของคนอื่นเช่นนี้น่ะเย่วชิงเอ๊ย
“เจอกันอีกแล้วนะอาเฟย”
น้ำเสียงนั้นคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูกเมื่อหันขวับไปเห็นร่างสูงใหญ่ของคนผู้หนึ่งนั่งอยู่บนหลังม้า รอยยิ้มเหยียดนัยน์ตาแฝงประกายบางอย่างที่ทำให้นางรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ อย่างบอกไม่ถูก
“อู๋ซี”
แม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพอัศวินดำก้าวลงจากหลังม้า
“เจ้าหนีข้าไม่พ้นหรอกสงสัยเพราะเรามีวาสนาต่อกันกระมัง”
เย่วชิงไม่ทันขยับตัวก็เห็นดาบใหญ่เล่มหนึ่งทาบลงบนไหล่สัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยียบของดาบสีดำที่กดทับลงมา
หมดสิ้นกัน…