บทที่ 30: หลอกลวง
เธอพยายามจะก้าวลงจากแคปซูล แต่ขาก็ไร้เรี่ยวแรงราวกับไม่ได้ขยับมาเป็ปีเธอล้มลงกับพื้น
สตาร์ดัสต์ เรล์ม?
ที่นี่คือ...สตาร์ดัสต์ เรล์ม?
แดนปลอดภัยที่เธอเฝ้าตามหามาตลอด...คือที่นี่เหรอ?
สถานที่...ที่มีสภาพเหมือนห้องเก็บศพนี่เหรอ?
เธอเงยหน้าขึ้นมองชายชุดขาว คนที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่ภาพที่แวบเข้ามาในสมองมีตัวตนและััได้จริงๆ ตอนนี้เธอได้เห็นหน้าเขาชัดๆ เป็ครั้งแรก
เขาเป็ชายไม่สูงมาก ผิวไม่ขาวแต่ก็ไม่คล้ำ อยู่ในชุดสีขาว ดวงตาคมแต่มีโครงหน้าที่อ่อนเหมือนผู้หญิงผมของเขาสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ บนใบหน้ามีสิ่งที่เธอจำได้ว่าถูกเรียกว่า ‘แว่นตา’ ไร้กรอบประดับอยู่ ปิดบังตาสีน้ำตาลเอาไว้ส่วนหนึ่ง
“ผมรอคุณมานานครับ”
ประโยคที่ดังขึ้นชัดเจนจนน่าขนลุกทำให้เธอสั่นไปทั้งตัว
แล้วเธอก็สังเกตว่าแคปซูลซึ่งเรียงรายอยู่รอบตัวมีป้ายติดอยู่ ตัวอักษรยึกยือที่ถูกพิมพ์ลงบนแผ่นเหล็กนั้น...เธอสามารถอ่านได้อย่างไม่มีปัญหาแคปซูลที่อยู่ข้างๆ เธอบรรจุร่างของ...
Name/ชื่อ: Lourna Arnaldo (ลอร์น่า อาร์นัลโด้)
Nationality/สัญชาติ: Filipina (Republic of Philippines) (ฟิลิปปินส์)
Current Age/อายุปัจจุบัน:16
Code Name/โค้ดเนม: Lourna
“ลอร์...น่า?” เสียงของเธอแหบแห้งแต่สมองไม่ได้คิดเื่นั้นเลย
ทำไมลอร์น่าถึงมาอยู่ที่นี่? เธออยู่ในแคปซูลเหมือนกัน...นั่นก็หมายความว่า...
อริสเคยเปรยถึง ‘อีกโลก’ เอาไว้
ตัวตนเดิมของเราอาจจะอยู่ในสถานที่ที่พวกเราเอื้อมไม่ถึงก็ได้ แต่ถึงยังไงสถานที่นั้นก็ต้องมีการสูญเสียอยู่ดี นั่นคือสิ่งที่เธอกล่าว
มีคนที่เธอรู้จักนอนอยู่ในโลงแก้วพวกนี้ นี่คือ...อีกโลก อย่างนั้นเหรอ? อีกโลก....ลอร์น่าในอีกโลกดูผอมซีดเซียวเหลือเกิน
ก่อนที่จะได้ทำอะไร คนใส่ชุดกันเชื้อพาตัวเธอออกไปจากห้องนั้น
...
เธอลืมตาขึ้นอีกครั้งในห้องสว่างจ้าสีขาว
ร่างกายถูกคลุมด้วยสิ่งที่เรียกว่าผ้าห่ม
เธอยกแขนขึ้นมา เทียบกับแขนของตัวเองที่มองอย่างเคยชินในบาเรียซึ่งตอนนี้เป็แค่ความทรงจำแขนของเธอที่นี่น่ากลัวกว่ามาก รอยย่นบนนิ้ว สีสันอันละเอียดอ่อนของเล็บ เส้นที่ถักร้อยเหมือนเปียสามเส้นที่พาดอยู่บนฝ่ามืออีกทั้งยังขนที่ขึ้นอย่างน่ากลัวบนแขน
ความละเอียดนี่มันอะไรกัน...? เธอยังเป็คนเดิมอยู่รึเปล่า?
แล้วที่นี่มัน...ที่ไหนกัน? ทำไมถึงได้แตกต่างจากออโรร่าบาเรีย...ต่างจากโลกที่เธอรู้จักขนาดนี้?
ทุกอย่างเป็สีขาว สะอาดเรียบร้อยขนาดที่ว่าไม่มีฝุ่นสักนิด ทุกอย่างใหม่เอี่ยมอีกทั้งยังมีััมากมายที่เธอไม่คุ้นเคยที่ร่างกายััได้
เธอผลักผ้าห่มออก ร่างกายหนักอึ้ง ผมที่เคยยาวถึงเอวก็สั้นจนเหลือแค่กลางหลัง
พอผ้าห่มออกไปจากร่างเธอก็เห็นว่าตอนนี้กำลังสวมชุดง่ายๆ ได้แก่เสื้อผู้ป่วยสีขาวและกางเกงหลวมๆ
ห้องที่เธออยู่เป็ห้องสี่เหลี่ยมสีขาว ปลายเตียงเหล็กที่เธอนอนอยู่มีสิ่งที่รูปร่างเหมือนถ้วยหนาๆสีขาวมีท่อต่อออกมา เธอจำได้ว่านี่คืออ่างล้างมือ ด้านตรงข้ามเตียงคือประตูสีขาวกลมกลืนกับผนังลูกบิดสีเงินสะท้อนแสงหลอดไฟนีออน
หลอดไฟ...เป็อะไรที่แปลกเหลือเกิน ในบาเรียทุกอย่างเหมือนมีแสงในตัวมันเองแต่ที่นี่กลับได้รับแสงจากหลอดไฟเหนือศีรษะ ส่วนที่ไม่ได้รับแสงก็มืดจนมองไม่ชัด
คนที่หยุดความคิดของเธอคือชายชุดขาวที่เปิดประตูก้าวอาดๆ เข้ามาในห้องเธอถอยหนีโดยอัตโนมัติ
“คุณคงจะสับสนล่ะสิครับ ให้ผมได้แนะนำตัวก่อน ผมคือคนที่คุณเคยเห็นบ่อยๆใน่เวลาที่คุณใช้ในโลกเสมือนจริง”
โลกเสมือนจริง?!
เธออยากะโออกไป แต่เสียงก็ไม่ยอมออกมา
“ตอนนี้ร่างกายของคุณกำลังปรับสภาพกลับสู่สภาวะปกติหลังการหลับใหลอันยาวนานหลังจากนี้คุณต้องเข้ารับกายภาพบำบัดก่อนที่จะดำเนินสู่ขั้นต่อไปของการทดลอง ก่อนหน้านั้น...”
“สตา....”
“ครับ? สตาร์ดัสต์ เรล์มเหรอ? คุณคิดถูกแล้วครับ คุณมาถึงที่ปลอดภัยแล้วจริงๆ สถานที่แห่งนี้ไม่มีผู้เล่นหรือมอนสเตอร์ที่จะทำร้ายคุณอีกต่อไปวาระสุดท้ายของคุณน่าชื่นชมครับ แต่ก็เป็ไปตามแผนที่ผมวางแผนไว้” เขาชี้ตัวอักษรที่ปักบนเสื้อกาวน์มันเขียนว่า ‘Stardust Realm Project’ “คุณไม่ได้ฝันไปหรอกครับคุณทำสำเร็จแล้วจริงๆ ‘กุญแจ’”
“อ๊ะ...”
“เรียกผมว่าดอกเตอร์ก็ได้ครับ ก่อนอื่นผมคิดว่าคุณสมควรรู้ชื่อจริงของตัวเองก่อนโค้ดเนมกับชื่อจริงของคุณเป็ชื่อเดียวกันคือ ‘ลัคนา’”
“...”
คำถามเป็ร้อยเป็พันอัดแน่น ลัคนาได้แต่อ้าปากพยายามพูดอะไรสักอย่าง ยังไม่ทันได้ถามอะไรดอกเตอร์ก็ยืนขึ้นแล้วมุ่งไปยังประตู
“เราได้ทำการปรับสมดุลร่างกายในเบื้องต้นแล้ว คุณคงจะหิวสินะครับ คริสจะพาคุณไปทานอาหารและหลังจากนั้นเราจะได้มาเริ่มกันจริงๆ ถ้าคุณทนความสงสัยได้ คุณจะได้รู้ทุกอย่าง เกี่ยวกับโลกใบโน้นและโลกใบนี้” เขาพูดเป็ปริศนาแล้วเดินออกไป ฝีเท้าส่งเสียงก้องในทางเดิน
ที่ประตู ชายหนุ่มคนหนึ่งยังอยู่ เขาตัวสูงจนหัวแทบจะชนกับขอบประตู ผมของเขามีสีทองแกมน้ำตาลผิวขาวซีดมากเมื่อเทียบกับดอกเตอร์ที่เพิ่งเดินออกไป ตาของเขามีสีฟ้าเหมือนท้องฟ้าที่ตกผลึกใบหน้ามีไรเคราจางๆ
ลัคนาจ้องมองเขาเกร็งๆ ไม่รู้ว่ามาดีหรือมาร้าย
แล้วเขาก็เผยยิ้มกว้าง
“Pretty cramped in here, eh?”
เธอเข้าใจว่าเขาหมายถึงอะไรแต่ไม่รู้จะตอบกลับไปยังไง
“สวัสดีครับ คุณเข้าใจภาษาอังกฤษไหมครับ?” คราวนี้เขาถามอีกภาษาแบบทุลักทุเล
เธอพยักหน้า
“ขอโทษนะครับที่ถามแบบนั้น” เขาพูดต่อเป็ภาษาที่เขาเรียกว่าภาษาอังกฤษ“ผมคริสโตเฟอร์ เกล เรียกว่าคริสเฉยๆ ก็ได้ ผมทำหน้าที่ดูแลสุขภาพของผู้เข้าร่วมการทดลองทุกคนตอนนี้คุณยังไม่สามารถแยกแยะภาษาที่คุณรู้ได้ แต่อีกหน่อยคุณจะเข้าใจเอง...ขอโทษเื่ความยุ่งยากด้วยนะครับ”
“ไม่เป็ไรค่ะ...แค่บอกมาก็พอ...ว่ามันเื่อะไรกัน...ทำไมทุกคน...”
“เื่นั้นคุณจะได้รู้ทีหลัง โทษที...”
เขาขอโทษบ่อยจนเธอไม่รู้จะพูดยังไง
“เอาเป็ว่า...ตอนนี้เป็เวลาห้าโมงตรง ได้เวลาอาหารเย็นแล้ว คุณคงจะหิวเชิญมาทางนี้เลยครับ ลุกไหวไหม?”
ลัคนาพยายามลุก ทว่าแขนขารู้สึกอ่อนเปลี้ย เธอเซไปมาอยู่นานกว่าจะทรงตัวได้และเดินตามคริสโตเฟอร์ เกลช้าๆ
อาหารเหรอ? ลัคนาสับสน
หลังจากใช้เวลาไปร่วมยี่สิบนาทีเธอก็มาถึงห้องกว้างที่ใหญ่ยิ่งกว่าชั้นล่างของบ้านพักโดยมีคริสคอยพยุงมีโต๊ะและเก้าอี้สีขาวสะอาดเรียงรายจนลายตา ห้องนี้มีสีสันกว่าห้องอื่น ผนังทาสีเหลืองอ่อนให้บรรยากาศโปร่งสบายหน้าต่างบานใหญ่กินพื้นที่ผนังด้านหนึ่ง โลกภายนอกฉายอยู่บนนั้น
ท้องฟ้าสีส้ม เมฆสีทอง และต้นไม้สีเขียวสุดลูกหูลูกตา พระอาทิตย์เป็สีออกแดงและแสบตาเวลามองถ้าพระอาทิตย์ตกดินจะมีแสงสีเขียวสว่างวาบเหมือนที่บาเรียรึเปล่า? ถึงจะสงสัย แต่มองผิวเผิน ท้องฟ้าของโลกนี้เหมือนเอาท้องฟ้าที่อัดแน่นไปด้วยสีสันของโลกเดิมมาทำให้ทื่อลงอย่างไรอย่างนั้น
สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือเมฆที่นี่สวยงามมาก มันหนา มีมิติ ละเอียดลออ และเปลี่ยนรูปร่างขณะเคลื่อนตัวผ่านท้องฟ้าเป็สิ่งที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน แต่ส่วนลึกๆ ก็ยอมรับว่าภาพตรงหน้าเป็เื่ปกติ
อีกอย่างที่ต่างกันคือ ทุกสิ่งในนี้คมชัดเหลือเกิน...เหมือนกับเมฆและพระอาทิตย์เป็สิ่งที่สามารถััได้จริงๆ
ละสายตาจากหน้าต่างก็เห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งนั่งเอาเส้นอะไรสักอย่างใส่ปากอยู่คนเดียวในห้องอันกว้างใหญ่การกระทำที่แปลกแต่ก็คุ้นเคยในเวลาเดียวกัน เธอรู้ได้จากส่วนลึกในสมองว่านั่นเป็การกระทำที่จำเป็ต่อการดำรงชีวิตแต่ทำไมเธอถึงไม่เคยทำมันสักครั้งตอนอยู่ในบาเรีย?
“Hello Minh! Doing fine, eh? You seempretty hungry today.”
คนที่นั่งอยู่ตรงนั้น...คือมินนั่นเอง
มินควรจะตายไปแล้วไม่ใช่เหรอ?
เธอเห็นศพของเขาด้วยตาตัวเอง...แล้วทำไมเขาถึงมานั่ง ‘กิน’ อยู่ตรงนี้ได้?!
“ซินจ่าว นา” เขาพูดโดยที่ยังมีเส้นสีเหลืองๆ อยู่ในปาก ส่งยิ้มให้เด็กสาว มันเป็รอยยิ้มสำราญใจแบบเดียวกับในบาเรีย
“รู้จักกันด้วยเหรอ? ดีจังเลย เชิญนั่งก่อนนะครับผมจะไปเอาอะไรมาให้ เดินอีกนิดไหวไหม?” คริสยิ้มแล้วพยุงเธอที่เริ่มเซอีกครั้ง
ลัคนาเดินไปตรงข้ามกับมิน ดึงเก้าอี้จากใต้โต๊ะแล้วก็นั่งลง
แปลก เธอรู้สึกเหมือนร่างกายเป็ของคนอื่น แต่พอเริ่มขยับไปเรื่อยๆ ก็เริ่มคุ้นชินกับมัน
มินวางแท่งไม้เรียวๆ สองแท่งที่ถืออยู่ในมือลง ลัคนาควานหาชื่อเรียกของมันจากก้นบึ้งของสมองสิ่งที่เธอคว้ามาได้คือตะเกียบ เป็คำแปลกที่เธอไม่เคยใช้ในบาเรียเลยสักครั้ง
พอเห็นอาหารที่มินกำลังทานอยู่ก็อดนึกถึงซิลเวสเตอร์และการเพ้อถึงข้าวมันไก่ของเขาไม่ได้แต่พอใบหน้ายิ้มแย้มของเด็กหนุ่มฉายในสมองเธอก็รู้สึกเจ็บแปลบ
เธอทิ้งพวกเขามายังสตาร์ดัสต์ เรล์ม ทั้งที่เคยพูดไว้กับฮิบิคิแท้ๆว่า...
“เป็ยังไงบ้าง? ดอกเตอร์พูดอะไรบ้างรึยังครับ?” เขาถามขัดความคิดของเธอด้วยภาษาที่แยกออกได้แล้วว่าคือภาษาอังกฤษลัคนาส่ายหน้า “คงจะได้รู้หลังทานอาหารนี่แหละ ผมน่ะ ตอนที่ตื่นขึ้นมาก็โวยวายไม่หยุดกว่าจะสงบลงได้เล่นเอาคุณหมอคริสที่อยู่ตรงโน้นปวดหัวเลย...ก็เล่นตื่นมาพร้อมกันเป็สิบๆคนเลยนี่ครับ” เขาเหลือบไปมองคริสที่ยืนรออาหารอยู่ “นาหลุดจากที่นั่นมาได้ แสดงว่าตายไปแล้วล่ะสิไม่น่าเลย เสียดายจริงๆ ในอนาคต คนในบาเรียจะเป็ยังไงต่อไปก็ไม่รู้”
ลัคนาฉุกคิดขึ้นมา
...อนาคตของคนในบาเรีย?
ถ้าตายแล้ว...ก็จะมาอยู่ที่นี่...?
หลุดออกมาจากโลกนั้น...?
แต่ว่าลอร์น่ายังไม่ออกมาจากแคปซูลเลยนี่
แสดงว่า...
การตายของเธอไม่ได้ทำให้คนในบาเรียถูกปลดปล่อยเหรอ?!
ทั้งที่คิดว่าหากสิ่งที่อุลริกและชายชุดขาวพูดเป็เื่จริงหากเธอยอมกลับมายังสตาร์ดัสต์ เรล์ม...ยอมกลับมาที่นี่ ไม่ใช่ว่าพวกเขาจะได้...
“มิน...”
“จริงสิ พูดถึงเื่นั้น” เขาพูดขัดความคิด “นารู้ชื่อจริงของตัวเองรึยัง? ผมน่ะ ชื่อ เหงียวน ดึ๊ก เม็ง”
ลัคนาทำตาปริบๆ แค่พยางค์แรกเธอก็งงแล้ว อย่าว่าแต่สองพยางค์หลังเลย
“....ขอเรียกว่ามินเหมือนเดิมได้ไหม?”
“ได้สิครับ คุณคริสเขาออกเสียงชื่อผมไม่ได้ก็เลยเรียกมินเหมือนกัน” เขายิ้มเห็นฟัน
“ฉัน...เขาบอกว่าลัคนาเป็ชื่อจริงของฉัน”
“แสดงว่าชื่อน่ารักๆ นั่นก็เป็ทั้งชื่อจริงและโค้ดเนมสินะ” เขาหยิบตะเกียบขึ้นมากินต่อ
“แล้ว...คนอื่นๆ ที่ตายแล้ว...?” ลัคนาถาม
ทำไมถึงได้มีมินอยู่ตรงนี้คนเดียว? คนอื่นเป็สิบเป็ร้อยที่ตายไปก่อนหน้านี้อยู่ไหนกัน?
“เข้าขั้นต่อไปแล้วครับ ผมสภาพร่างกายไม่ค่อยดี เขาเลยยังไม่ให้เริ่มจนบัดนี้”
“ลินินล่ะ...? เห็นใครที่ชื่อลินินบ้างไหม? เธอตายก่อนหน้าฉันแค่ครู่เดียวเอง” เธอถาม เขาทำท่าเหมือนนึกอะไรอยู่
“ถ้าพูดถึงคนหน้าหวานๆ แต่ท่าทางอารมณ์ไม่ค่อยดีคนนั้น เขาไปทำกายภาพบำบัดได้สักพักแล้วครับ”
พระอาทิตย์คล้อยต่ำทว่าในห้องยังสว่างไสวด้วยแสงไฟ บนเพดานมีเครื่องบางอย่างนูนออกมามันเป็รูปสี่เหลี่ยม มีแผงเป็ซี่ๆ และใบพัดรูปเหลี่ยมติดอยู่เหนือศีรษะคอยเป่าอากาศเย็นฉ่ำออกมา
ลัคนาก้มหน้านิ่ง ไม่เข้าใจ...ไม่เข้าใจอะไรทั้งนั้น...
สมองของเธอปฏิเสธโลกใหม่นี้ ทุกอย่างสะอาดแล้วก็แปลกตาไปหมด เกิดอะไรขึ้นกัน...?
มินตายไปแล้วแน่ๆ แต่เธอก็ตายไปแล้วเหมือนกันนี่...
“ที่นี่คือสตาร์ดัสต์ เรล์มจริงเหรอ...?”
อย่างเดียวที่ปฏิเสธไม่ได้คือ...ที่นี่ไม่มีผู้เล่นและมอนสเตอร์อยู่จริงๆ
ก่อนที่มินจะได้ตอบ คริสก็เดินกลับมาแล้วเลื่อนอาหารที่ส่งกลิ่นหอมมาตรงหน้าอยู่ดีๆ ก็มีน้ำเหนียวๆ อยู่ในปากของเธอ นี่คือ...น้ำลายไหล ใช่ไหม?
“ขอโทษที่ให้รอครับ” คริสลากเก้าอี้ข้างลัคนาแล้วนั่งลง เขากับมินก็คุยกันเป็ภาษาอังกฤษ
ลัคนาหันไปสนใจของตรงหน้า เธอหยิบกระเบื้องลักษณะประหลาดขึ้นมา
มันคือช้อนกลาง
ใช่...เธอลืมไปได้ยังไง? ความทรงจำคืนมาทีละน้อยคงเพราะการปรับสมดุลร่างกายที่คริสพูดถึงก่อนหน้านี้
มือขวาหยิบมันขึ้นมา นิ้วพยุงช้อนขึ้นอย่างเป็ธรรมชาติ โชคดีที่ร่างกายยังจำวิธีใช้เ้านี่ได้ไม่อย่างนั้นคงมีปัญหาแน่เธอจุ่มช้อนลงในของเหลวหนืดๆ สีขาวในถ้วย มันคืออาหารที่เรียกว่าโจ๊กเธอนึกได้พอดี ตอนนี้เธอกำลังจะกินอาหารเป็ครั้งแรกในชีวิต
เธออ้าปาก แล้วก็ค่อยๆ หยอดอาหารที่อยู่ในช้อนเข้าไป
รสชาติ....เป็ััหนึ่งที่เธอขาดหายไปในบาเรีย ตอนนี้รสกลมกล่อมของโจ๊กนุ่มๆละลายในปากและความหอมของมันเข้ามาเต็มจมูก จากนั้นเธอก็กลืนมันลงไป
รู้ตัวอีกที...มินก็เท้าคางมองเธออย่างสนุกสนาน ผมของเขาชี้เหมือนสมัยอยู่ในบาเรียไม่มีผิด...
นี่คือมินจริงๆ เธอไม่ได้ฝันไปแน่ๆ
แล้วลัคนาก็พูดคำหนึ่งที่เธอรู้มานาน แต่ไม่มีโอกาสได้รู้ว่ามันใช้ยังไง
“อร่อย”
เด็กสาวรู้สึกเหมือนกลับไปเป็เด็กอีกครั้ง ถึงแม้ว่า่เวลาวัยเด็กของเธอจะว่างเปล่าก็ตาม
“เป็เกียรติมากครับ” คริสพูดยิ้มๆ
“เื่หนักๆ เอาไว้ไปคุยกับดอกเตอร์แล้วกัน ตอนนี้นา...มีอะไรที่อยากจะพูดรึเปล่า?”
“ฉันอยากถามว่า...นั่นคือ...ก๋วยเตี๋ยวใช่ไหม?”
“ก็คล้ายๆ อาหารนี่เรียกว่าเฝอ”
“ฝะ....เฝอ....?”
“ไม่เลวๆ เกือบออกเสียงถูกแล้วครับ คุณคริสนี่สิสิ้นหวังจริงๆ ผมบอกว่าเฝอก็ออกเสียงว่าโฟอยู่นั่นแหละ”มินหัวเราะ คริสเกาท้ายทอย
“ก็นะ...ผมเพิ่งมาอยู่ไม่นานยังไม่ค่อยคุ้นกับภาษาหรอก อย่าว่าแต่ภาษาเวียดนามเลยตัวอักษรภาษาไทยบางตัวผมยังออกเสียงไม่ได้ด้วยซ้ำ ผมพูดได้แค่อังกฤษกับฝรั่งเศสแค่นั้น”เขาหัวเราะตาม ลัคนาทำตาปริบๆ อีกครั้ง เหมือนครั้งแรกที่เธอเข้าไปในบาเรียเลย มีแต่คำพูดที่ไม่เข้าใจเต็มไปหมด
“ผมต้องกลับห้องแล้วสิ ดีใจที่ได้คุยด้วยอีกครั้งนะ” มินยกถาดไปเก็บแล้วเดินออกจากห้องคริสนั่งมองเธอทานอย่างช้าๆ ต่อไป
“...ไม่กินเหรอคะ?”
“ปกติผมทานอาหารเย็นกว่านี้ครับ ถ้าส่งตัวคุณให้ดอกเตอร์เมื่อไหร่ผมค่อยมาทาน”เขาพูดขอตัวแล้วลุกไปอีกรอบ คราวนี้กลับมาพร้อมกับแก้วที่บรรจุน้ำดื่ม “ทานเสร็จแล้วอย่าลืมดื่มน้ำนะครับ”
ลัคนาบอกขอบคุณแล้วก็ยกน้ำขึ้นดื่ม ของเหลวไหลพรวดลงคอ
“....ฉันจะได้เจอกับคนอื่นไหมคะ?” ลัคนาถาม เล็บจิกลงบนฝ่ามือจนเจ็บคริสที่กำลังจะลุกขึ้นมองเธอด้วยสายตาอ่านยาก วางมือใหญ่บนศีรษะเธอ
“เื่นั้น ผมบอกไม่ได้เหมือนกันครับ ขอโทษด้วย”
...
ลัคนาอยู่ในห้องหนึ่ง ห้องนั้นมีสิ่งที่เรียกว่า ‘หน้าจอ’ อยู่ทั่วไปหมด และจากหน้าต่าง...ไม่สิ จากกระจกใสบานใหญ่เธอก็เห็นห้องที่มีแคปซูลเรียงราย
ทุกอย่างเป็ภาษาอังกฤษ ทุกคนพูดเป็ภาษาอังกฤษ มีแต่กลุ่มคนที่มีลักษณะภายนอกคล้ายคลึงกันเท่านั้นที่ใช้ภาษาที่ต่างออกไปคุยกันแต่พอดอกเตอร์เดินผ่านพวกเขาก็สลับกลับไปพูดภาษาอังกฤษ
ผู้คนง่วนอยู่กับหน้าจอและแผงอะไรสักอย่างที่มีปุ่มเป็ร้อย เธอนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ไม่มีพนักตัวหนึ่งห่างจากพวกเขาพอสมควรดอกเตอร์พูดอะไรกับผู้ร่วมงานสองสามประโยคก็เดินมาหา
“อาหารเป็ยังไงบ้างครับ?” คำถามแรกของเขาเป็สิ่งที่ธรรมดาจนเธอไม่ทันคาดคิดลัคนาจึงอ้ำอึ้งพักใหญ่กว่าจะตอบ
เมื่อได้รับคำตอบ ดอกเตอร์หนุ่มก็ยืนข้างเธอ สายตามองผ่านแว่นตาไปยังกลุ่มคนชุดขาวที่ง่วนอยู่กับหน้าจอเ่าั้
“ในฐานะที่คุณเป็หนึ่งในผู้เข้าร่วมโครงการวิจัยของเราเป็คนแรกๆ...ไม่สิคนแรกด้วยซ้ำ ผมจะอธิบายให้คุณฟังด้วยตัวเอง การเอาความทรงจำที่แบ๊กอัปไว้มาใส่จะทำให้การทดลองเสียสมดุลได้”เขาหันมามองลัคนา รอยยิ้มราวเทพบุตรประดับบนใบหน้า แต่ในดวงตาฉายแววเ็ป ลั
คนาไม่เข้าใจสีหน้านั้นเลยสักนิด... ทำไมเขาดูทรมานอย่างนั้น?
แต่ก็สมควรแล้วนี่...
“พวกเราเป็เพียงแค่ข้อมูลเท่านั้น ทั้งผม และคุณ” ชายในชุดกาวน์กล่าว“จักรวาล เซลล์สมอง และเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมีโครงสร้างแบบเดียวกัน เคยรู้ไหม? รินคำเป็ข้อมูล คุณเป็ข้อมูล ทุกคนที่คุณรู้จักคือข้อมูล โลกนั้นต่างจากโลกใบนี้แค่ตรงที่ความจุน้อยกว่าพวกคุณจึงเป็ได้แค่โมเดลสามมิติ ส่วนในโลกนี้มีความจุมหาศาลแต่ไม่ใช่ว่าไร้ขีดจำกัดแต่ความละเอียดนั้นน่าประทับใจ
“และในโลกนี้...มีอยู่ไม่กี่อย่างที่เท่าเทียมสำหรับมนุษย์ทุกคนโดยไม่เกี่ยงถึงเชื้อชาติเพศ อายุ หรือศาสนา หนึ่งในนั้นก็คือความตาย อีกอย่างหนึ่งคือ...โรคระบาด ไวรัสไงล่ะครับ”
ลัคนาขมวดคิ้ว
“ถ้าผมจะอธิบายทุกอย่างให้คุณเข้าใจคงต้องใช้เวลาอีกมากโข คุณคงเข้าใจคอนเซ็ปต์ง่ายๆอย่างการ ‘ป่วย’ หรือ ‘าเ็’ ไวรัสเป็สิ่งที่เข้าไปในร่างกายของคุณและทำให้ป่วยจนถึงตายได้โดยไม่ต้องให้ผู้เล่นที่ไหนมาฆ่ามันเล็กเสียจนไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังถูกมันกัดกินร่างกายอยู่ และมันสามารถแพร่ให้คนอื่นตกอยู่ในอาการแบบเดียวกับคุณได้
“เมื่อสิบเอ็ดปีก่อน เกิดการระบาดของไวรัสปริศนา สิ่งที่ทำให้มันน่ากลัวกว่าไวรัสธรรมดาคือนอกจากจะทำให้ผู้ติดเชื้อป่วยเรื้อรังแล้วยังสามารถทำให้พวกเขาแสดงพฤติกรรมบางอย่างออกมาได้นั่นคือ...การที่ผู้ป่วยรวมตัวกันเหนียวแน่นจนหลอมรวมเข้าด้วยกัน พบการระบาดครั้งแรกในมุมไบตามด้วยดากา เซี่ยงไฮ้ ลอส แองเจลิส มะนิลา... แต่นั่นไม่เกี่ยวอะไรกับผม เพราะไวรัสนี้ทำให้พวกเราค้นพบระบบควอนตัมที่สามารถเชื่อมต่อกับสมองชีวภาพได้พูดง่ายๆ คือผู้ป่วยของไวรัสนี้ได้กลายเป็ควอนตัมคอมพิวเตอร์ชีวภาพขนาดใหญ่ ต้นตอของมันอาจจะไม่ใช่ไวรัสอาจจะเป็ปรสิตหรือพรีออนก็ได้ ไม่มีใครสามารถให้คำตอบได้”
“ฉันไม่เข้าใจค่ะ” ลัคนาพูดตรงๆ
“นั่นสินะครับ คนที่ถูกล็อกอยู่ในโลกเสมือนไม่รู้สิ่งที่เกิดขึ้นกับโลกภายนอกควอนตัมคอมพิวเตอร์สามารถรองรับและประมวลข้อมูลปริมาณมหาศาลได้ นั่นคือสิ่งที่เราใช้สร้าง‘โลกเสมือนจริง’ ของคุณขึ้นมา พูดง่ายๆ ในภาษาของMTก็คงจะเป็...โลกที่คุณรู้จักเป็แค่เื่โกหกที่พวกผมแต่งขึ้น”
ลัคนาชาไปทั้งตัว รู้สึกเหมือนกำลังฟังนิทานภาษาต่างดาวอยู่
สิ่งที่ดอกเตอร์พูดออกมาจากปาก...เธอไม่เข้าใจอะไรเลย
พวกเขาเป็ใคร? ้าอะไรจากเธอ?
“้าอะไรกันแน่?”
“ผมไม่จำเป็ต้องบอกคุณหรอกครับว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงของพวกเราคืออะไร...เพราะถึงคุณรู้ไปก็ไม่มีประโยชน์”เขาพูดอย่างนั้น เดินไปใกล้กับกลุ่มคนชุดขาวโดยหันหลังให้เธอ
“มีคู่แข่งมากมายที่สร้างโลกเสมือนจริงขึ้นด้วยเทคโนโลยีต่างๆ กัน ไม่ว่าจะเป็ซูเปอร์เซิร์ฟเวอร์หรือเดอะซีดแม้แต่พยายามพัฒนาคอมพิวเตอร์เลขฐานเจ็ด... แต่ผมไม่้าของแบบนั้น ไวรัสเมื่อสิบเอ็ดปีก่อนถึงจะหายไปเฉยๆ แต่มันยังไม่จบ... เพราะไวรัสตัวเดิมได้วิวัฒนาการไปอีกขั้น” เขาหัวเราะหึๆเหมือนกำลังเล่าเื่ผีให้คนที่กลัวจนผมตั้ง
“การศึกษาปฏิกิริยาโต้ตอบระหว่างไวรัสและสมองมนุษย์คือสิ่งที่องค์กรลับของเรากำลังทำวิจัยอยู่ครับคุณเองก็ติดไวรัสนี้ ถึงคุณจะจำไม่ได้ แต่คุณและทุกคนที่คุณรู้จักเป็หนึ่งในสมาชิกโครงการวิจัยที่เรียกว่าStardust Realm Project คล้ายๆ กับอีเดนที่ผมจะสร้างด้วยมือของตัวเองนั่นแหละครับอ๋อ แต่ไม่ต้องห่วงไปว่ามันจะติดผม เพราะทุกคนที่นี่มีภูมิต้านทานทั้งนั้น”
“ถะ...ถ้าอย่างนั้น...พระเ้าของสตาร์ดัสต์เรล์มก็...”
“โอ๋? NPC ตัวนั้นเรียกผมว่าอย่างนั้นเหรอครับ? น่าสนใจ...”
ใช่จริงๆ คนที่เรียกตัวเองว่าดอกเตอร์คนนี้...คือพระเ้าของสตาร์ดัสต์เรล์ม คนที่เสือขาวเรียกด้วยความเคารพและยำเกรง เรียกโลกของเธอว่าเป็เื่โกหก เป็เพียงอีเดนที่เขาสร้างขึ้น
คนที่...ทำให้คนมากมายต้องเ็ป
“คุณอยู่เื้ัมาตลอด...คุณมองพวกเราทรมานโดยไม่ยอมยื่นมือเข้ามาช่วยเลย!”ลัคนาลุกขึ้นะโ คนอื่นๆ แถวนั้นไม่แม้แต่จะหันมามอง ส่วนดอกเตอร์ก็ยิ้มด้วยสีหน้าเดิมพูดต่อราวกับคำพูดของเธอเป็เพียงเสียงร้องของนกตัวเล็กๆ ไม่ควรค่าแก่การสนใจ
“พูดถึงเื่นั้น คุณคงจำอุลริกได้สินะครับ เขาถูกเลือกมาเพราะเป็คนที่น่าสนใจสามารถพูดได้คล่องถึงห้าภาษา เด็กหนุ่มสวิสคนนั้นเกือบทำเงื่อนไขการทดลองของผมเสียหมดผมก็เลยแก้แค้นเล็กๆ น้อยๆ โดยการส่งกลับเข้าไปในโลกนั้น ถ้าเขาตายจะเป็คนเดียวที่โดนล้างความทรงจำถึงสามรอบติดต่อกันแต่กลายเป็ว่าการต่อต้านของสมองเขาทำให้ได้ข้อมูลล้ำค่าที่เรียกว่า...ความลังเลยังไงล่ะครับ
“คนที่เหลือได้ถูกวางไว้ในเงื่อนไขเดียวกันและสถานที่เดียวกัน คลื่นสมองต่างๆของพวกเขาคือสิ่งที่เราศึกษา และอารมณ์อันหลากหลายของพวกคุณนี่เองที่ทำให้งานวิจัยของเราคืบหน้าอย่างมากความเป็...ความตาย ความหวัง...ความสิ้นหวัง ความสุข...ความทุกข์ การต่อสู้ทำให้เกิดอารมณ์ที่รุนแรงที่สุดและผลลัพธ์ก็น่าพึงพอใจทีเดียว”
ถึงลัคนาจะไม่เข้าใจสิ่งที่เขาพูดทั้งหมด แต่เธอก็เข้าใจอย่างหนึ่ง...
คนคนนี้้าให้ทุกคนเ็ป ส่วนตัวเขาก็นั่งมองการดิ้นรนของพวกเธอด้วยความพึงพอใจ
เืในกายเดือดพล่าน หมัดเหวี่ยงออกไปโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง แต่มีหรือแรงของเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆที่ไม่ได้ขยับตัวมาแรมปีจะสู้ชายหนุ่มที่โตกว่าได้
“อึก...!” เขาบิดข้อมือของเธอโดยไม่มีการออมแรง
“นี่คือความเ็ปจริงๆ ที่ไม่ใช่แค่คลื่นไฟฟ้าส่งไปยังสมองครับ เป็ยังไงบ้างถึงใจดีไหมครับ?”
“ปล่อย...”
“ถ้าคุณจะทำตัวมีปัญหาแบบนี้ ผมคงไม่มีทางเลือกนอกจากจะให้คุณข้ามขั้นกายภาพบำบัดล้างความทรงจำคุณอีกรอบแล้วส่งเข้าขั้นต่อไปครับ”
“ไม่!”
ล้างความทรงจำอีกรอบ?
คนที่ส่งพวกเธอเข้าไปในบาเรีย...คนที่จัดฉากทั้งหมดก็คือคนคนนี้...
ถ้าเธอมี ดาบป่านนี้ร่างเขาคงขาดครึ่งไปเรียบร้อยแล้ว แต่ในโลกนี้เธอกลับไร้เรี่ยวแรงเสียเหลือเกิน...ไร้เรี่ยวแรงจนน่าเจ็บใจ
คำตอบทุกอย่างที่อยากจะรู้มาตลอด บัดนี้เธอได้รู้แล้ว
และนั่น...ทำให้เธอโกรธจัด
“ปล่อยทุกคนเดี๋ยวนี้!”
“ขอยาระงับประสาทด้วยครับ”
ลัคนาดิ้นอย่างเอาเป็เอาตาย แต่เธอก็โดนทำให้หลับไปอีกรอบ
...
นี่เธอกำลังจะป่วยตายอย่างนั้นเหรอ?
จุดประสงค์ของการส่งคนไปอยู่ในโลกที่แสนอันตรายแบบนั้นไม่น่าจะใช่แค่เพราะอยากดูหรือเก็บข้อมูล
แล้วอะไรล่ะ? อะไรคือจุดประสงค์ที่แท้จริงของพวกเขา?
ความคิดเ่าั้วนไปวนมาในหัวของลัคนาขณะที่เธอนอนอยู่ในแคปซูล
ห้องที่เธอถูกพาตัวมาเป็ห้องลักษณะคล้ายห้องแรก เพียงแต่ผนัง เพดาน และพื้นเป็สีเทาในนี้มีแคปซูลมากกว่าห้องแรกสองเท่า และเธอก็โดนจับมานอนในแคปซูลว่างโดยที่ไม่อาจขัดขืนยามากมายที่ถูกฉีดเข้าเส้น
เธออยากต่อต้านให้มากกว่านี้ อยากกรีดร้องเรียกความยุติธรรมให้เพื่อน อยากะโไปว่าทุกอย่างโกหกอยากฉีกชายชุดขาวเป็ชิ้นๆ แต่เธอขยับไม่ได้เลย ความคิดมัวไปหมด ความทรงจำเองก็เริ่มตีกันยุ่งเหยิง
ปล่อยฉันไป....ฉันไม่อยากเป็แค่ตัวหมากที่จะเอาไปทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจ....
ฉันไม่ยอมรับหรอก...ฉันไม่ยอมว่าทุกอย่างเป็แค่เื่โกหก โลกนั้นเป็โลกจริงๆไม่ใช่แค่สถานที่ซึ่งถูกสร้างขึ้นด้วยมือของชายโรคจิตคนเดียว ไม่จริง ไม่จริง...
แต่ว่า...ถ้าโลกนั้นเป็เื่โกหกแสดงว่าทุกคนก็ไม่ได้ตายจริงๆ...แค่เื่นั้นเื่เดียวที่เธอดีใจไม่สิ ห้ามคิดอย่างนั้นเด็ดขาด อย่าให้ฤทธิ์ยาเข้าควบคุมสมอง...
ทำไม...แค่คำพูดของคนคนเดียวกลับทำให้โลกของเธอเหมือนจะพังครืนลงมาให้ได้?
เธอตายไปแล้วนี่
ทั้งหมดนี่อาจจะเป็แค่ความฝัน
ความฝันอันเลวร้าย
ถ้าอย่างนั้น...ถ้าเธอหลับไปจะได้เจอฮิบิคิอีกไหมนะ?
แค่หลับตา...แล้วกลับไปยังบาเรีย...
กลับไปยังโลกที่คุ้นเคย