หลังจากการตัดสินใจเข้าร่วมของเหล่าไซบอร์ก พวกเขาไม่รอช้าที่จะเปิดเผยข้อมูลทุกอย่างที่รู้เกี่ยวกับแผนของเซคทาว เสียงของผู้นำกลุ่มไซบอร์กเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “เซคทาวกำลังวางแผนโจมตีอีกครั้ง…พรุ่งนี้” คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศภายในค่ายเงียบงัน ทุกคนจับจ้องที่เขาด้วยความตื่นตัว
“พวกเขาเริ่มด้วยกองกำลังเคลื่อนที่เร็วครั้งก่อน เพื่อทดสอบและเบี่ยงเบนความสนใจ” เขากล่าวต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เป้าหมายหลักของพวกเขาคือชิงตัวโอซิริสก่อนที่กองกำลังการ์เดี้ยนจะมาถึง”
อาคิระขมวดคิ้วพลางมองแผนที่บนโฮโลแกรม เขาสงสัยว่าการโจมตีครั้งต่อไปจะเป็นแบบไหน ก่อนที่ไซบอร์กอีกคนจะกล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “แต่สิ่งที่พวกเรารู้…การบุกครั้งก่อนมันแค่บทนำ พวกเขาเตรียมกองกำลังชุดที่สองไว้แล้ว และมันเลวร้ายกว่าครั้งแรกมาก”
เมื่อข้อมูลเกี่ยวกับกองกำลังชุดที่สองถูกเปิดเผย อาคิระถึงกับนิ่งอึ้ง น้ำลายติดคอ เขารู้สึกเหมือนหายใจลำบากในขณะฟัง “กองกำลังครั้งนี้จะเน้นการโจมตีระยะไกลล้วนๆ” ไซบอร์กคนหนึ่งกล่าว “พวกมันจะบุกด้วยรถถังโจมตีหนักที่อยู่แนวหน้าคอยคุ้มกันรถถังระยะไกล มันเก่งทั้งการป้องกันและการโจมตีระยะประชิดอย่างรุนแรง”
คำบรรยายทำให้มิเรลถอนหายใจลึก ยูเอะกำมือแน่นด้วยความกังวล
ไซบอร์กอีกคนหนึ่งพูดต่อ “ส่วนที่ร้ายกว่าคือการโจมตีจากระยะไกล ประกอบด้วยกระสุนโปรเจคไทล์ที่โจมตีจากมุมสูงจึงป้องกันได้ยาก จรวดระยะไกลที่สร้างความเสียหายรุนแรง และสไนเปอร์เลเซอร์ที่ซุ่มยิงจากระยะที่คุณมองไม่เห็น”
อาคิระกำหมัดแน่น ความเครียดเริ่มสะสมในดวงตา แต่คำพูดที่ตามมาเหมือนกระหน่ำซ้ำ “และที่เลวร้ายที่สุด…เซคทาวร่างนักธนู” น้ำเสียงของไซบอร์กเปลี่ยนไป กลายเป็นความหวาดกลัวที่แทบปิดไม่มิด
“นักธนู?” ดราโก้ทวนคำด้วยความสงสัย แต่ไซบอร์กตอบกลับด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่แฝงไปด้วยความกลัว “มันไม่ใช่นักธนูธรรมดา ท่ายิงของมันคล้ายหน้าไม้ แต่มันยิง ปริซึมโฟตอนเลเซอร์ พลังของมันสูงจนสามารถสะท้อนทุกสิ่งที่มันสัมผัสได้ ไม่ว่าจะแข็งแกร่งแค่ไหน”
อาคิระพยายามทำใจให้สงบ แต่คำบรรยายยังคงต่อเนื่อง “ในการยิงแต่ละครั้ง มันจะปล่อยแสงมาหกครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งสร้างความเสียหายมหาศาล แค่ครั้งเดียวก็ทำให้พื้นที่กลายเป็นเถ้าถ่าน หากยิงครบหนึ่งชุด…มันจะกลายเป็นวินาศสันตะโรโดยสมบูรณ์”
ความเงียบครอบงำอีกครั้ง อาคิระรู้สึกถึงเหงื่อที่เริ่มผุดขึ้นบนหน้าผาก เขาไม่สามารถเพิกเฉยต่อภัยร้ายนี้ได้อีกต่อไป ในที่สุดเขาก็หันมามองทุกคนในทีม ดวงตาเปี่ยมไปด้วยความกังวลแต่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นเช่นกัน
“เราต้องถอย…ตอนนี้เลย!” เสียงของเขาสั่นเล็กน้อย แต่หนักแน่นพอที่จะดึงสติทุกคนกลับมา
คำสั่งนี้ไม่ใช่แค่คำประกาศ แต่มันคือแผนการเดียวที่จะรักษาชีวิตของพวกเขาในตอนนี้!
คำสั่งของอาคิระทำให้ทุกคนในทีมถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ความตกใจปรากฏในสายตาของพวกเขา แต่ไม่มีใครกล้าคัดค้าน พวกเขาต่างรู้ดีว่าคำสั่งนี้ไม่ได้มาจากความหวาดกลัว แต่เป็นการประเมินสถานการณ์ที่เลวร้ายเกินกว่าจะยื้อไว้ได้อีกต่อไป
อาคิระสูดลมหายใจลึกก่อนจะพูดต่อ “อีลิน่า ขอความช่วยเหลือการ์เดี้ยนโดยเร็วที่สุด ขอให้มารอรับเราในจุดที่ใกล้ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”
อีลิน่าพยักหน้า น้ำเสียงของเธอหนักแน่นเมื่อรับคำสั่ง “ได้ ฉันจัดการเอง” เธอหยิบอุปกรณ์สื่อสารขึ้นมา เริ่มส่งข้อความด้วยความเร่งด่วน
อาคิระหันไปมองโอซิริสที่ยืนรอคำสั่งอยู่ “โอซิริส ส่งข้อมูลทุกอย่างให้คาสโตร์ เราต้องการแผนรับมือจากเขา และความช่วยเหลือเพิ่มเติมจากฐานอื่น” เขาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง ก่อนจะเว้นจังหวะสั้นๆ “และ…ขอโทษด้วยที่เราต้องทิ้งเมืองตัวอย่างที่น่าประทับใจนี้”
โอซิริสก้มหน้าชั่วครู่ ก่อนจะเงยขึ้นมาพร้อมรอยยิ้มเศร้า “มันน่าใจหายนะ ที่สิ่งที่ฉันสร้างด้วยความตั้งใจต้องมาถูกทำลายแบบนี้…แต่ถ้าพวกเราไม่รอดชีวิตไป ก็ไม่มีความหมายอะไรอยู่ดี เราต้องรอดก่อน แล้วค่อยสร้างขึ้นมาใหม่อีกครั้ง”
“ใช่ค่ะ” ยูเอะเสริมด้วยรอยยิ้มที่พยายามปลอบประโลมทุกคน “เราจะสร้างมันขึ้นมาใหม่ด้วยกันนะคะ” น้ำเสียงอ่อนโยนของเธอช่วยบรรเทาความหนักอึ้งในใจของโอซิริสได้บ้าง
มิเรลพูดต่อด้วยความมุ่งมั่น “อันดีนจะช่วยเต็มที่ เดี๋ยวฉันจะขอแรงจากเอลเฟกรีนอีกด้วย มันจะต้องออกมาดีแน่ถ้าเราได้รับความร่วมมือจากดินแดนแห่งธรรมชาติ”
ยูเอะหันไปหามิเรล ดวงตาเปล่งประกาย “หมายถึงพี่ลีอันหรอคะ? เขาต้องช่วยเราอยู่แล้วค่ะ!”
ดราโก้ที่ยืนฟังอยู่นานเผยยิ้มอบอุ่น แต่ไม่พูดอะไร ขณะที่อาคิระกลับยิ้มเพียงเล็กน้อย แต่ในใจเต็มไปด้วยความสงสัยเกี่ยวกับชื่อที่ถูกพูดถึงซ้ำๆ นี้ ลีอันเป็นคนแบบไหนกันแน่ ทำไมทุกคนถึงไว้วางใจเขานัก?
อีลิน่าเดินเข้ามาหาโอซิริส พร้อมจับมือเธอเบาๆ น้ำเสียงของเธออ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยมีใครได้ยินมาก่อน “ไม่เป็นไรนะ ยังไงพี่ก็จะช่วยเต็มที่ พี่จะไม่ยอมสูญเสียเธอไปอีกแล้ว…เสี่ยวหลิน ไม่สิ โอซิริส” คำพูดนั้นเต็มไปด้วยความห่วงใย และชื่อเก่าที่หลุดออกมาทำให้โอซิริสนิ่งไปชั่วขณะ
เธอเงยหน้าขึ้น รอยยิ้มกว้างกลับมาอีกครั้งแม้แววตาจะยังมีความเศร้าซ่อนอยู่ “ค่ะ พี่” คำตอบสั้นๆ แต่มากพอที่จะสร้างความมั่นใจให้ทั้งคู่ยืนหยัดต่อไป
บทสนทนาสั้นๆ นี้ แม้จะเต็มไปด้วยอารมณ์ แต่ก็กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ทุกคนพร้อมก้าวต่อไป แม้ข้างหน้าจะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนก็ตาม!
ในช่วงบ่าย พวกเราทุกคนเร่งเก็บข้าวของกันอย่างเต็มที่เพื่อเตรียมตัวเคลื่อนย้ายไปยังฐานการ์เดี้ยน บรรยากาศในค่ายเต็มไปด้วยความรีบเร่ง ราวกับกำลังแข่งกับเวลา ทุกคนทำงานหนักโดยไม่มีใครบ่นแม้แต่น้อย เพราะเรารู้ดีว่านี่คือช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต การทำงานอย่างต่อเนื่องผ่านมื้อเย็นไปโดยไม่มีใครหยุดพักจริงจัง เรากินข้าวไปพร้อมกับทำงานไป คล้ายกับคนที่กำลังปั่นงานโอทีในคืนก่อนถึงเส้นตาย
เราวางแผนไว้ว่าจะออกเดินทางในช่วงกลางคืน หวังใช้ความมืดเป็นเครื่องพรางตัวจากศัตรู แต่เพียงแค่ช่วงพลบค่ำ เสียงดังผิดปกติก็ดังก้องมาจากทิศทางที่กองกำลังเซคทาวตั้งอยู่ เสียงเหมือนพลุ แต่กลับไม่มีแสงระยิบระยับบนท้องฟ้า มีเพียงเสียงแหลมหวีดหวิวที่แทรกเข้าไปถึงแก้วหู ทุกคนหยุดชะงัก มองหน้ากันอย่างสับสน ก่อนเสียงโลหะหนักพุ่งผ่านอากาศมาด้วยความเร็วสูง จะทำให้คำถามในหัวเรากลายเป็นความตื่นตระหนก
ตู้ม!
แรงระเบิดจากโลหะขนาดใหญ่ที่ตกลงมากระแทกพื้นอย่างรุนแรง ทำให้ทุกคนแตกตื่น เสียงร้องเตือนดังขึ้นจากทั่วทุกมุมค่าย “มันมาแล้ว!” บางคนตะโกนพร้อมวิ่งหนีสุดชีวิต แต่มีเพียงเสียงหนึ่งที่ดังกว่าทุกคน
“อพยพเดี๋ยวนี้! เดี๋ยวนี้เลย!” อาคิระตะโกนพร้อมโบกมือสั่งการ
ทุกคนรีบคว้าสัมภาระเท่าที่หาได้ทันก่อนวิ่งหนีออกจากค่าย ระเบิดโลหะยังคงหล่นลงมาจากฟ้าราวกับสายฝนแห่งความตาย ทุกครั้งที่มันกระแทกพื้น เสียงระเบิดดังกึกก้องและเปลวไฟก็ลุกโชนขึ้นรอบบริเวณ ทหารไซบอร์กบางคนวิ่งเข้ามาเตือน “นี่คือรถถังโปรเจคไทล์ พวกมันยิงมาจากที่ไกลๆ! เราต้องหนีเท่านั้น!”
ทุกคนพยายามหนีไปตามเส้นทางที่เราเตรียมไว้ล่วงหน้า แต่เหมือนโชคชะตาจะเล่นตลก เส้นทางที่เตรียมไว้กลับถูกจรวดระยะไกลของศัตรูโจมตีจนเกิดไฟลุกท่วมปิดทาง เราติดอยู่ในสถานการณ์คับขัน และยังไม่ทันได้ตั้งหลักดี การยิงสไนเปอร์เลเซอร์ก็เริ่มต้นขึ้น
อาคิระกัดฟันแน่น ความคิดในหัวพลุ่งพล่าน เขาหลอกเรา…แผนโจมตีวันพรุ่งนี้ที่เราได้ยินมา มันเป็นข้อมูลลวงทั้งหมด เขาสะดุดใจกับความจริงที่ปะทุในหัว เซคทาวจงใจส่งข้อมูลผิดๆ เพื่อให้เราประมาท แล้วใช้โอกาสนี้โจมตีเราก่อนกำหนด…ร้ายกาจมาก
ลำแสงสีแดงเจิดจ้าพุ่งผ่านความมืดราวกับแส้แห่งความตาย มันยิงมาจากช่องว่างในอาคารสูงที่เซคทาวเคยฟันตึกเปิดทางไว้ตั้งแต่การบุกครั้งแรก อาคิระที่ยืนคุมสถานการณ์ถึงกับกัดฟันแน่นเมื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น
“นี่เขาวางแผนมานานขนาดนี้เลยเหรอ…การบุกครั้งแรกก็แค่ปูทางสำหรับครั้งนี้ นี่มันบ้าจริงๆ!”
ลำแสงจากจรวดระยะไกลสาดส่องลงมาพร้อมเสียงปะทุและแรงระเบิดที่ตามมาอย่างไม่ปรานี ลำแสงสีแดงจากสไนเปอร์เลเซอร์พุ่งผ่านความมืดดั่งเงาแห่งความตาย ความเสียหายจากการโจมตีรอบนี้รุนแรงจนทุกคนแทบจะหมดกำลังใจ หลายชีวิตต้องสูญเสียไปท่ามกลางเสียงกรีดร้องของพวกเรา
แต่ดูเหมือนความเลวร้ายยังไม่จบเพียงเท่านี้ เสียงตะโกนดังมาจากเหล่าทหารไซบอร์ก “หาที่กำบัง! หาที่กำบังเดี๋ยวนี้!” เสียงนั้นสะท้อนซ้ำไปมา ขณะที่ทุกคนรีบก้มต่ำหรือลงนอนราบ อาคิระหันมองไปยังทิศที่เซคทาวอยู่ สายตาของเขาจับจ้องแสงสว่างจ้าจากระยะไกล มันดูเหมือนแสงสปอร์ตไลท์ที่ควรให้ความหวัง แต่ในสายตาของเขามันกลับเป็นแสงที่บ่งบอกถึงความสิ้นหวัง
แสงนั้นไม่ใช่แสงธรรมดา มันคือ ปริซึมโฟตอนเลเซอร์—อาวุธร้ายแรงที่สามารถแยกการป้องกันทุกชนิดให้พังทลายได้ภายในพริบตา แสงนั้นยิงตรงมาที่ประตูที่เซคทาวเคยฟันเปิดไว้ในตอนเช้า เมื่อแสงกระทบ ประตูนั้นระเบิดกระจุยราวกับกระดาษเปียกน้ำ เศษซากกระเด็นกระจัดกระจายไปทั่ว แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นคือแสงจากปริซึมโฟตอนเลเซอร์ไม่ได้หยุดแค่ตรงนั้น
มันเด้งสะท้อนกับทุกพื้นผิวที่สัมผัสได้ ไม่ว่าจะเป็นผนังตึก เศษโลหะ หรือแม้แต่กำแพงหิน แสงพุ่งไปมาราวกับระลอกคลื่นที่ไร้จุดสิ้นสุด ความร้อนและพลังทำลายล้างของมันเปลี่ยนพื้นที่โดยรอบให้กลายเป็นนรกบนดิน เสียงหวีดร้องและแรงสั่นสะเทือนกระจายไปทั่ว
แต่ในความหายนะกลับมีโชคดีเล็กๆ เมื่อแสงที่สะท้อนนั้นทำลายส่วนหนึ่งของกำแพงด้านหลัง เผยให้เห็นช่องทางแคบๆ ที่ดูเหมือนจะใช้หลบหนีได้ อาคิระมองเห็นทันที เขาตะโกนสุดเสียงเพื่อดึงสติทุกคนกลับมา “หนีไปทางนั้น! ทางนั้นเร็วเข้า!”
ทุกคนรีบพุ่งตัวไปยังช่องทางที่ว่าท่ามกลางความชุลมุน แต่นั่นไม่ใช่ทางที่เหมาะสำหรับการหนีเลย ช่องทางนั้นเป็นเนินสูง ซึ่งโดยปกติถือเป็นเป้าหมายชั้นดีสำหรับศัตรูที่มีการโจมตีระยะไกล การปีนขึ้นเนินในสถานการณ์เช่นนี้ไม่ต่างจากการเปิดเผยตัวเองให้ศัตรูเห็นอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ความโกลาหลและการยิงสุ่มของเซคทาวในยามค่ำคืนช่วยให้เราพอมีโอกาส หลายคนใช้จังหวะที่ศัตรูกำลังเล็งเป้าหมายอื่นหนีขึ้นเนินด้วยความเร็วสูงสุด แม้หัวใจจะเต้นแรงด้วยความกลัว แต่แรงใจที่จะเอาชีวิตรอดทำให้ทุกคนกัดฟันสู้
เมื่อเราขึ้นถึงยอดเนิน มันกลับกลายเป็นจุดกำบังให้เราโดยไม่คาดคิด เซคทาวยังคงยิงจรวดและเลเซอร์ใส่พื้นที่เดิมด้านล่าง ไม่รู้ว่าพวกเราหลบมาได้ไกลแค่ไหนแล้ว
หลังจากรวบรวมคนได้ครบ ทีมของเราก็เร่งรีบมุ่งหน้าไปยังจุดนัดพบกับการ์เดี้ยนโดยไม่ลังเล ทิ้งไว้เพียงภาพของเนินที่ถูกไฟไหม้จากแสงเลเซอร์จนกลายเป็นเถ้าถ่าน และแสงสว่างวูบวาบของเปลวไฟที่ยังลุกโชติช่วงในความมืด
คืนนี้…มันคือแสงแห่งหายนะที่เราจะไม่มีวันลืม แต่เรารู้เพียงอย่างเดียว—เราต้องรอดให้ได้!