เส้นทางอสุรา

    บทที่ 42 ถ่วงเวลา

    บทที่ 42 ถ่วงเวลา


    แม้ในมือเพิ่มมาด้วยดาบไม้ซึ่งมีพลังจิตวิญญาณสรรพสิ่งลึกล้ำ แต่ทว่าเมื่อยืนประจันหน้ารถม้าทั้งสามเพียงลำพังก็ทำให้เฉินซือหยางตรึงเครียดไม่น้อย เสียงจากขลุ่ยเสียงเดียวยังเล่นงานกายาที่แข็งแกร่งของมันจนชะโลมด้วยโลหิตได้ ย่อมหมายความว่าเมื่อใดที่เพลงขลุ่ยถูกบรรเลงออกมาเป็นท่วงทำนอง กายาที่แข็งแกร่งราวภูษาของมันก็อาจจะถึงคราวที่แตกสลายไม่เหลือชิ้นดี


    อาศัยเพียงดาบไม้เล่มนี้อาจต่อต้านและเบี่ยงสะท้อนพลังจิตวิญญาณของศัตรูได้ในช่วงแรกๆ แต่หากสู้เนิ่นนาน พลังจิตวิญญาณของผู้อื่นจักถูกดูดซับสะสมในตัวดาบไปเรื่อยๆ น้ำหนักของดาบก็อาจส่งผลต่อการต่อสู้เช่นเดียวกัน มันได้พานพบสถานการณ์ที่จวนตัวยากเห็นหนทางออกแล้ว หากมันคิดที่จะรอดชีวิตผ่านพ้นคืนนี้ มันต้องยืนหยัดจนกว่าซุนหลงจะพร้อม!


    เฉินซือหยางมองดาบบรรพตคั่นฟ้า พลางมองไปยังตำแหน่งเศษซากปรักหักพัง ในที่ตรงนั้นเสียงของดาบจรดใต้หล้าเรียกหามัน แต่ด้วยระยะที่ห่างไกล มันจึงมิอาจละสมาธิจากการต่อสู้เพื่อไปเอาดาบได้ เมื่อไร้ดาบทั้งห้า เคล็ดวิชาทางกายภาพที่แข็งแกร่ง พลิกแพลง แลยากคาดเดาจึงมิอาจถูกใช้ออก พลังการโจมตีโต้ตอบของชายหนุ่มจึงดูลดน้อยลง


    เมื่อมองอย่างไรก็เสียเปรียบแก่ศัตรูทุกทาง เช่นนั้นเฉินซือหยางจึงจำต้องอาศัยชิงลงมือจู่โจมก่อน การรอรับพลังโจมตีของฝ่ายตรงข้ามเพียงอย่างเดียวก็มิต่างจากการนั่งรอความตายให้คืบคลานเข้าหา คิดเช่นนี้กำลังทั้งหมดจึงถูกรวมรั้งไว้ที่ต้นขา มันย่อตัวลงเล็กน้อยก่อนดีดกายยันพื้นพุ่งทะยานด้วยความเร็วสูง ตัวมันในตอนนี้มีดีที่พลังทางกายภาพ จึงอาศัยความรวดเร็วเพื่อชิงช่องว่างจากศัตรู ยิ่งช่องว่างลดลง ความได้เปรียบทางกายภาพที่มีประสิทธิภาพมากในระยะประชิดยิ่งจะมีผล มันต้องชิงจังหวะและใช้วิธีการต่อสู้รูปแบบนี้เท่านั้น


    เห็นเพียงฝุ่นดินที่ถูกตะกรุยเป็นกลุ่มก้อน ร่างในชุดคลุมดำซึ่งกลืนไปกับราตรีเดือนมืดก็ไหววูบในฉับพลัน ดาบไม้ถูกตวัดฟาดฟันออก เสมือนไร้คมแต่แรงกดดันจากสายลมที่มากับดาบกลับนำพาความรู้สึกให้ผู้คนราวกับว่ากำลังเผชิญคมดาบที่หนักหน่วงที่สุดในแดนดาราแห่งนี้ เป็นผลในคนบนรถม้าต้องขมวดคิ้วเป็นปมอีกรอบ ด้วยระดับพลังจิตวิญญาณที่เป็นศูนย์ของชายหนุ่มไม่เพียงพอให้คนบนรถม้าต้องเหลือบแลด้วยซ้ำ แต่เพราะไร้พลังจิตวิญญาณทว่ากลับสามารถฟาดฟันดาบที่เหนือความคาดหมายครั้งแล้วครั้งเล่า นี่ทำให้คนบนรถม้ามิอาจจะมองข้ามชายหนุ่มได้เลยจริงๆ เสียงแห่งท่วงทำนองเพลงขลุ่ยจากรถม้าคันที่อยู่ฝั่งซ้ายจึงดังขึ้น มันไม่คิดประมาทคมดาบที่เต็มไปด้วยพละกำลังอันมหาศาล พลังจิตวิญญาณรูปตัวอักษรที่แผ่พุ่งจากตัวขลุ่ยจึงปกคลุมครอบตัวรถม้าที่มันนั่ง จิตสังหารแห่งดาบแผ่พุ่งมายังมันอย่างเห็นได้ชัด ทิศทางของเงาร่างดำมืดที่วูบไหวก็ชัดเจน บุรุษหนุ่มคิดจัดการมันเป็นคนแรก มันถึงได้บรรเลงเพลงขลุ่ยที่ผสานจิตวิญญาณให้ลอยเด่นท่ามกลางคืนเดือนมืดรอตั้งรับ


    ทว่าการต่อสู้ของเฉินซือหยางนั้นพลิกแพลงและยากคาดเดา เห็นกับตาว่าเพลงดาบและตัวของมันมุ่งไปที่รถม้าฝั่งซ้าย การฟาดฟันดาบก็กำลังจะจรดลงยังพลังเพลงขลุ่ยเบื้องซ้ายนั่น แต่แล้วเหมือนมีกำแพงไร้ลักษณ์กั้นขวาง พอดาบและร่างของชายหนุ่มไปถึงรัศมีเพลงขลุ่ย มันก็พลันวกกลับราวกับถูกกำแพงดีดสะท้อนออกมาก็ปาน แต่ตรงหน้าหาได้มีกำแพงหรือมีแรงส่งอันใดไม่ ชายหนุ่มอาศัยเพียงกำลังขา มันใช้ขาขวาที่เตะออกสะกิดพื้นดินเบื้องหน้าส่งร่างให้ทะยานวกเปลี่ยนทิศทางอย่างกระทันหันและเหนือความคาดหมาย


    เห็นเช่นนั้นคนบนรถม้าฝั่งซ้ายถึงกับตะลึงงัน

    “กล้ามเนื้อขาของมันทำมาจากสิ่งใด"


    อาศัยเพียงกำลังขาและร่างกายล้วนๆ เฉินซือหยางกลับแปรเปลี่ยนทิศทางได้อย่างกระทันหันอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้ สภาวะดาบที่ฟันออกก็วกกลับปานแสงที่หักเห ทิศทางที่มุ่งไปครานี้เป็นตำแหน่งของคนบนรถม้าฝั่งขวา อาศัยวิธีการเคลื่อนไหวที่เหนือความคาดหมายโจมตีคนมิให้ทันตั้งตัว


    “ย่าห์!!”


    เฉินซือหยางคำรามก้องพร้อมกับเกร็งท่อนแขนรวบรวมพลังร่างกายทั้งหมดมาที่นั่น มันฟันดาบไม้เพียงฉับเดียว เป็นการฟันที่หนักหน่วงไร้ลังเล จุดที่ดาบฟันก็เล็งอย่างแม่นยำทั้งที่ไม่เห็นตำแหน่งของคนที่นั่งภายในรถม้า ดาบนี้ดาบเดียวสามารถปลิดชีพคนได้ ทว่ามิใช่กับคนที่อยู่บนรถม้าผู้นั้น


    “ข้ารู้สึกถูกใจในวิธีการต่อสู้ของเจ้าจริงๆ แต่น่าเสียดายที่เจ้าเลือกข้างไปก่อนแล้ว"


    คนที่อยู่บนรถม้าฝั่งขวามิได้ตื่นตระหนกหรือทำตัวไม่ถูกแต่อย่างใด ด้วยตัวมันย่างใกล้สู่วัยชรา ผ่านการต่อสู้มาแทบทุกสถานการณ์ กลลวงหรือการพลิกแพลงต่างๆ มันเจอมาแทบทั้งหมด อาศัยแค่การหลอกโจมตีนี้มิอาจคุกคามมันได้ มือของมันจับที่พิณโบราณเจ็ดสายอยู่นานแล้ว เพียงเห็นท่าร่างและวิถีดาบของชายหนุ่มที่วกกลับมายังตน ปลายนิ้วของมันก็ดีดสายพิณอย่างเป็นจังหวะ เสียงท่วงทำนองเพลงพิณเคลื่อนผ่านรถม้า เส้นสายพลังจิตวิญญาณที่ราวกับแส้แห่งสวรรค์ก็ฟาดออกโดยพลัน ตัดขวางเข้าใส่ร่างของเฉินซือหยางอย่างถนัดถนี่ ยังไม่ทันมองตามเงาร่างสีดำที่เคลื่อนไหว สัมผัสได้อีกทีก็มีเสียงโครมใหญ่ดังขึ้นบริเวณตำแหน่งของซากปรักหักพังแห่งร้านค้าอาวุธแล้ว


    “เพียงดาบที่ทื่อด้านเล่มเดียว กับพละกำลังที่สูงกว่าคนทั่วไปเล็กน้อยยังกล้าคิดประจันหน้าข้า... เหอะ ช่างไม่รู้จักเจียมตัวจริงๆ ตายไปทั้งที่ไม่มีโอกาสได้สำนึกเสียใจซะเถอะ"


    อาศัยคนที่ไร้พลังจิตวิญญาณกับดาบไม้เล่มหนึ่งจะต้านทานพลังจิตวิญญาณเหนือสามัญระดับหนึ่งที่เข้าสู่ขั้นผสานจิตวิญญาณกับอาวุธคู่กายได้อย่างไร หนึ่งการบรรเลงเพลงพิณโบราณเจ็ดสายอย่างเต็มกำลังเมื่อครู่ ร่างของชายหนุ่มคงขาดเป็นสองท่อนอย่างมิต้องสงสัย


    คนที่อยู่บนรถม้าฝั่งขวาเพราะเป็นคนลงมือจึงคิดเช่นนั้น เมื่อไร้ตัวเกะกะขวางมือของเท้าแล้ว มันจึงหันไปยังซุนหลงหมายสังหารคนให้จบสิ้นภารกิจเสียที

    “ส่วนเจ้ายิ่งน่าขันนัก กลับกล้าฝากความหวังไว้ที่ขยะตนหนึ่ง เช่นนั้นเจ้าก็จงรีบตายไปพร้อมกับความหวังอันลมๆ แล้งๆ นั่นของเจ้าเสีย”


    ขณะจะดีดพิณบรรเลงท่วงทำนองขึ้นอีกครั้ง เสียงเศษซากกระจัดกระจายก็ดังขึ้นอีกรอบ เห็นเพียงฝุ่นดินกลุ่มหนึ่งลอยคลุ้ง คมดาบสองสายก็ฟันเข้าใส่รถม้าของมันจนแทบพังทลายไป ดีที่มือดีดพิณส่งพลังจิตวิญญาณออกไปสกัดได้เสียก่อน


    “อะไร!”


    คมดาบสองสายเกิดจากดาบสองเล่มในมือของบุรุษหนุ่ม บุรุษที่มันพึ่งจัดการไปเมื่อครู่ นอกจากที่มันยังไม่ตาย ดูเหมือนในมือและบนหลังของมันจะเพิ่มมาด้วยดาบจำนวนห้าเล่มที่ดูแปลกตาและพิสดารเป็นอย่างมาก

    “เจ้ายังไม่ตาย"


    เฉินซือหยางกระโดดตีลังกาม้วนตัวถอยฉากจากเส้นสายพลังจิตวิญญาณที่ราวกับแส้ที่ฟาดออก มันมองไปยังรถม้าคันที่อยู่ขวามือ ปากก็กล่าวว่า

    “ต้องขอบคุณพลังของท่าน หากข้าอาศัยความเร็วของตนเองเพื่อไปเอากล่องอาวุธนี้คงไม่ทันการณ์”


    คนบนรถม้าฝั่งขวาหรี่ตา

    “หมายความว่า…"


    การชวนคุยนับเป็นหนึ่งวิธีการดึงเวลาได้เช่นกัน เฉินซือหยางจึงกำชับดาบในมือไว้แน่นและตอบออกไป 

    “ข้าเองก็ไม่คิดว่าอาศัยแค่ดาบไม้เล่มเดียวจะทำอะไรพวกท่านได้ แต่การรอถูกโจมตีฝ่ายเดียวก็คงมิอาจรอดเช่นกัน จะไปเอาอาวุธซึ่งหน้าก็คงไม่เร็วพอ จึงจำเป็นต้องหยิบยืมแรงส่งจากพลังโจมตีที่หนักหน่วงของเพลงพิณนั่น ข้าจึงจะไปถึงตำแหน่งอาวุธของข้าได้ภายใต้เวลาเพียงเสี้ยว”


    สายตาคมวาวของคนบนรถม้าคันที่อยู่ตรงกลางมองผ่านม่านผืนบางที่ปิดบนหน้าต่างมายังร่างของชายหนุ่ม ขณะที่เสียงจากคนซึ่งอยู่บนรถม้าฝั่งซ้ายก็ดังขึ้นอย่างสนใจ

    “แต่ข้าก็ไม่เข้าใจ คนผู้หนึ่งจะบ้าบิ่นถึงขั้นกล้ารับพลังโจมตีที่หนักหน่วงเพียงเพื่อเป็นแรงส่งให้เคลื่อนที่ได้เร็วขึ้นอย่างนั้นหรือ และพลังจิตวิญญาณของศิษย์พี่ข้าก็มิใช่คนที่ไร้พลังจิตวิญญาณอย่างเจ้าจะสามารถใช้เป็นแรงส่งได้”


    เฉินซือหยางเพียงยิ้มมุมปากเล็กๆ มันไม่ตอบคำ เพราะนี่ก็คือความลับให้มันใช้ยืนหยัดต้านทานกับคนเหล่านี้ เป็นความลับที่เกิดจากดาบ เป็นพลังจำเพาะที่อยู่บนดาบไม้ แม้ดาบไม้จะมีความคมที่ไม่สูงล้ำเทียบเท่าดาบจรดใต้หล้า แต่มันคือดาบที่สามารถเบี่ยงวิถีพลังจิตวิญญาณได้ทุกรูปแบบ เพราะเป็นเช่นนี้ชายหนุ่มจึงกล้าที่จะทะยานเข้าหาพลังจิตวิญญาณที่สูงล้ำเหนือกว่าพลังทางกายภาพของตนอย่างไม่เกรงกลัว และเพราะเช่นนี้มันจึงกล้าคิดแผนใช้พลังโจมตีของฝ่ายตรงข้ามเป็นแรงส่งให้พุ่งไปหากล่องอาวุธ


    แต่ดาบบรรพตคั่นฟ้ารับพลังจิตวิญญาณมหาศาลที่โจมตีเข้าใส่ ตอนนี้น้ำหนักของมันจึงเพิ่มพูนขึ้นอย่างมาก พลังกายภาพที่มีความจำเพาะจากโครงสร้างแห่งมังกรบรรพกาลก็มิอาจจะลบล้างหรือสลายได้ในระยะเวลาอันสั้น ดาบไม้ในตอนนี้จึงหนักอึ้งยากฟาดฟัน มันจึงใส่ลงยังกล่องอาวุธแทนที่ดาบธรรมดาเล่มหนึ่ง ซึ่งดาบนั่นก็หักไปจากการถูกพลังเพลงขลุ่ยลอบโจมตีเมื่อคราแรกพอดี ชายหนุ่มแบกดาบไม้อันหนักอึ้งที่ใส่ในกล่องอาวุธด้านหลัง ใช้พลังทางร่างกายที่พิเศษสลายการสะสมของพลังจิตวิญญาณผู้อื่นไปเรื่อยๆ ส่วนมันก็ร่ายรำเพลงดาบที่เหลือชิงจู่โจมเพื่อไม่ตกเป็นเป้าแก่ฝ่ายตรงข้ามก่อน


    การสนทนาเกิดได้เพียงชั่วครู่ บุรุษที่ใช้ขลุ่ยผู้นั้นไม่เปิดโอกาสให้มันได้กล่าวมากความ ขณะที่มันกล่าววาจาแสร้งถามประโยคนั้น มันก็ได้ส่งพลังจากขลุ่ยออกมาด้วย


    เฉินซือหยางไม่พลั้งเผลอ แม้ตอนสนทนามันก็กำชับดาบไว้แน่นอยู่เสมอ พอเห็นฝ่ายตรงข้ามลอบลงมือ มันก็ชิงเคลื่อนไหวไปก่อน


    “เป็นสัณชาตญาณที่น่าเหลือเชื่อ หากไม่เห็นกับตาว่าเจ้าไร้ค่า ข้าคงคิดว่าเจ้าเป็นยอดฝีมือระดับเดียวกันกับพวกเราไปแล้ว"

    วาจาของมันเสมือนเอ่ยชมชายหนุ่ม แต่แววตาคู่นั้นฉายชัดถึงความดูแคลน อีกทั้งมันแม้กล่าววาจาแต่มือก็ควงขลุ่ยให้เกิดเสียงอยู่ตลอด มันมิได้ใช้ปากเป่า แต่มันอาศัยการแกว่งแขนให้อากาศเคลื่อนผ่านจนเกิดเสียงบนขลุ่ยเอง นับเป็นการดึงความสนใจจากศัตรูด้วยการสนทนา แล้วก็ลอบเล่นงานศัตรูในทุกจังหวะที่มีโอกาส คนประเภทนี้นับเป็นคนที่รับมือได้ยากอย่างแท้จริง


    คราแรกเฉินซือหยางก็ถูกเสียงขลุ่ยคำเดียวของคนผู้นี้ลอบเล่นงานอย่างไม่ทันตั้งตัว มันลอบเล่นงานโดยไม่สนศักดิ์ศรี ไม่สนแม้กระทั่งว่าวิธีการนี้หน้าขายหน้าสิ้นดีที่ลอบเล่นงานคนที่มีระดับฝีมือต่ำกว่าตน และเพราะมันเป็นคนไม่สนวิธีเช่นนี้ จึงเป็นคนที่ยากรับมือมากที่สุดในสายตาของเฉินซือหยาง


    พลังจิตวิญญาณรูปตัวอักษรที่เกิดจากท่วงทำนองเพลงขลุ่ยบินว่อนไปทั่วอาณาบริเวณราวกับเหล่าภมรหนองแมลง ก่อนก่อรวมพุ่งทะลวงใส่ทิศทางการเคลื่อนที่ของเฉินซือหยาง ชายหนุ่มต้องอาศัยการวาดเพลงดาบที่พลิกแพลง ล่อหลอก ยากคาดเดาเข้าต้านทาน แต่ดาบของมันนอกจากดาบจรดใต้หล้าและดาบสีดำที่เต็มไปด้วยปริศนา ที่เหลือก็ล้วนแต่เป็นดาบธรรมดาถึงขั้นชั้นต่ำไร้พลังจิตวิญญาณสรรพสิ่ง พอปะทะพลังจิตวิญญาณที่แผ่พุ่งจึงแตกหักบิ่นสลายในทันตา


    เสียงกระหึ่มดังสะท้อนไปทั่วบริเวณ ร่างของเฉินซือหยางหมุนเคว้งหลายตลบ แขนขาชาด้านปวดแปลบ อาศัยแค่เพลงดาบไร้อัตลักษณ์ทั้งห้ามิอาจต่อต้านพลังอำนาจแห่งพลังปาฏิหาริย์ได้เลยจริงๆ ดาบไม้ที่ด้านหลังตอนนี้ก็ยังหนักมากยากจะตวัดฟันต้านรับพลังจิตวิญญาณ คงเหลือเพียงดาบจรดใต้หล้าและดาบดำให้มันได้ใช้ปัดป้องชีวิต


    “เจ้าจะทนได้ซักเท่าไหร่"

    บุรุษบนรถม้าฝั่งซ้ายยังคงไม่เป่าขลุ่ย มันกล่าววาจาแต่มือกวัดแกว่งไปมาใช้อากาศทำให้เกิดเสียง การเป่าของมันทำให้พลังรุนแรงหนักหน่วง แต่การกวัดแกว่งให้เกิดเสียงด้วยอากาศส่งให้พลังมีความพิสดารมากขึ้น มันใช้ความพิสดารของพลังจิตวิญญาณหมายกำราบความพิสดารจากเพลงดาบ


    เฉินซือหยางทำได้แค่ฟันดาบสองเล่มปัดป้องพลังจิตวิญญาณมิให้คุกคามชีวิต จะอาศัยช่องโหว่ตอบโต้ยังกระทำไม่ได้ ดาบในมือที่ใช้ได้ก็เหลือแค่สองเล่ม ความพิสดารของเพลงดาบจึงลดลง จะดึงเอาดาบที่เหลือในมิติของจินเยว่ ดาบเหล่านั้นก็ล้วนแต่เป็นดาบชั้นต่ำเอาออกมาก็ไม่มีประโยชน์ ส่งให้มันทำได้แค่ฟาดฟันดาบสองเล่มนี้ ฟาดฟันไปจนกว่าจะไม่มีแรงให้ยกดาบ


    ดาบดำในมือสะบัดฟันพลังจิตวิญญาณที่เคลื่อนเข้ามาราวมหานที แม้ใช้พลังทางร่างกายเต็มกำลัง แต่ก็มิอาจสะท้อนหรือเบี่ยงพลังเหล่านั้นได้ พลังเพลงขลุ่ยจึงทะลวงเข้าใส่ร่างของชายหนุ่มอย่างถนัดถนี่ ต้องรีบตวัดดาบจรดใต้หล้าขึ้นขวางเพื่อรักษาชีวิต มันจึงถูกพลังจิตวิญญาณนั่นซัดกระเด็นถอยหลังไปไกล แต่ถึงกระนั้นชายหนุ่มก็ยังกัดฟันเกร็งกำลังที่ท่อนขาสองข้างถีบทะยานส่งร่างของตนให้พุ่งเข้าหารถม้าคันที่อยู่ซ้ายมืออย่างเร็ว ดาบดำและดาบจรดใต้หล้าเงื้อขึ้นพร้อมกับร่างที่ทะยานกลางอากาศ สองดาบนี้มันหมายฟาดฟันทำลายคนไปพร้อมกับรถม้า


    “ตายยากตายเย็นเสียจริง”


    ครานี้บุรุษในรถม้าคันนั้นหยุดแกว่งขลุ่ย รอจนร่างของเฉินซือหยางทะยานฟันดาบลงมาเหนือหลังคารถม้า มันก็พลันยกขลุ่ยขึ้นมาเป่าเป็นท่วงทำนองที่เร่งเร้าถี่กระชั้นทันใด ภายในรถม้าจึงก่อเกิดพลังรูปตัวอักษรขนาดใหญ่ทะลวงซัดร่างของเฉินซือหยาง ส่งร่างของชายหนุ่มให้ปลิวละลิ่วราวว่าวที่ขาดจากป่าน!