สู้ศึกต่างโลก : ด้วยคุณสมบัติ Plus(+) แห่งลอร์ด

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 113 รังมอนสเตอร์! ห้วงมิติรอง!

            แม้พระราชวังจะพังทลายไปส่วนใหญ่แล้วแต่เทวรูปทั้งสองข้างทางยังคงสภาพสมบูรณ์

            เทวรูปด้านซ้ายเป็นเทพถือหอกยาวและโล่ใหญ่ เงยหน้าคำรามกึกก้อง

            เทวรูปด้านขวาเป็นเงาร่างเลือนราง รายล้อมด้วยหมู่มวลดารา ดูลึกลับน่าค้นหา

            “น่าสนใจ!”

            อู๋ฉือพาทุกคนมาถึงเมื่อเห็นภาพตรงหน้า ก็ก้าวขึ้นบันไดพระราชวังไป

            ที่ประตูใหญ่มีมอนสเตอร์ปรากฏขึ้นมันถือกระบี่และโล่ครบมือ และสวมชุดคลุมสีดำ

            ใบหน้าอันเป็นเอกลักษณ์ของเผ่าดารารัตติกาลนั้นไร้ชีวิตชีวาและว่างเปล่าเห็นได้ชัดว่าได้กลายเป็นมอนสเตอร์มิติไปแล้ว

            พวกมันได้กลิ่นของสิ่งมีชีวิตจึงหันกลับมามองด้วยสีหน้าเรียบเฉย พลันกระโจนเข้าใส่ทุกคนอย่างไร้สติ

            “แค่ 1 ตัวเอง แถมยังไม่มีสติปัญญาจริงๆ ด้วย”

            หลินไต้อวี้ถอนหายใจแผ่วเบาขี้เกียจที่จะลงมือ

            “ท่านลอร์ด ให้ข้าจัดการเองเจ้าค่ะ”

            ฉินเข่อชิงยิ้มอย่างอ่อนโยนนางอ้าปากพ่นลมหายใจสีน้ำเงินเข้มออกไปปกคลุมทั่วบริเวณด้านหน้าหลายสิบเมตรในทันใด!

            เปรี๊ยะ~!

            ในชั่วพริบตานั้นเองมอนสเตอร์ที่อยู่ตรงประตูใหญ่ทั้ง 2 ตัวก็ถูกแช่แข็ง

            ฉินเข่อชิงโบกมือเล็กๆทำให้รูปปั้นน้ำแข็งทั้งสองตัวแตกละเอียดไปทันทีมอนสเตอร์ทั้งสองที่อยู่ข้างในก็ตายสนิทไปอย่างไม่ต้องสงสัย

            ง่ายดายและน่าพึงพอใจยิ่งนัก!

            อันที่จริงการจุติครั้งนี้ของอู๋ฉือ ไม่ได้พบเจอโชคดีถึงขีดสุด

            อย่างเช่นตกลงไปในซากปรักหักพังของเหล่าเซียนเทพหรือพบเจอสมบัติเซียนอาวุธเทพใดๆ

            แต่ก็ไม่ได้โชคร้ายถึงขีดสุดเช่นกัน

            ที่ต้องเผชิญหน้ากับราชันปีศาจตั้งแต่แรกหรือปรากฏตัวข้างเทพมารอันโหดเหี้ยม

            ครั้งหนึ่งเคยมีลอร์ดคนหนึ่งจุติใกล้กับซากศพเทพมาร

            ทว่าแม้เทพมารจะล่มสลายไปแล้วแต่กลิ่นอายจากซากศพยังคงส่งผลกระทบต่อลอร์ดผู้นั้น!

            ลอร์ดผู้นั้นสามารถหลบหนีออกจากมิติว่างเปล่าและกลับไปรักษาตัวได้ทันแต่เขากลับโลภมากเกินไป อยากได้สมบัติจากซากศพเทพมาร

            ดังนั้นเขาจึงเสี่ยงออกสำรวจและได้สมบัติลึกลับของเทพมารมาบางส่วนมาครอบครอง

            แต่ผลที่ตามมาก็คือดินแดนทั้งหมดถูกปกคลุมด้วยกลิ่นอายเทพมาร

            เมื่อเขากลับมายังโลกแห่งความเป็นจริงเขาก็กลายเป็นผู้รับใช้ของเทพมารไปแล้ว

            ทำให้เขาเกิดการกลายพันธุ์ถึงขั้นอัญเชิญดินแดนที่กลายสภาพเป็นดินแดนบิดเบี้ยวของเทพมารมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงสร้างความเสียหายให้กับเมืองโดยตรง ก่อให้เกิดภัยพิบัติไม่ใหญ่ไม่เล็กขึ้น...

            ที่บอกว่าใหญ่...เพราะเป็นไปได้ที่ลอร์ดผู้แข็งแกร่งจะก่อความเสียหายได้อย่างมาก

            ยิ่งไปกว่านั้นด้วยการติดเชื้อจากกลิ่นอายเทพมาร พลังและการทำลายล้างก็ยิ่งน่าสะพรึงกลัวมากขึ้นอาจนำไปสู่การฟื้นคืนชีพของเทพมารได้!

            ส่วนที่บอกว่าเล็กนั้น...เป็นเพราะบนโลกมีเหล่าเซียนเทพมากมายกว่า!

            อย่าว่าแต่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเทพมารเลยแม้กระทั่งเทพมารตนหนึ่งข้ามจักรวาลมา ก็จะถูกปราบปรามลงได้อย่างเด็ดขาด

            เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด

            ลอร์ดได้ก่อปัญหามากมายจึงมีกฎหมายของโลกที่ห้ามลอร์ดอัญเชิญฮีโร่และหน่วยทหารมายังโลกแห่งความเป็นจริง!

            นี่คือกฎเหล็กที่ไม่อาจเมินเฉยได้!

            ส่วนกระดานสนทนาหมื่นโลกนั้นไม่จำเป็นต้องกังวล

            “เข้าไปข้างในกันเถอะ”

            เมื่อได้สติอู๋ฉือก็โบกมือเรียกทุกคน ตอนนี้เขารู้สึกเบื่อหน่ายเล็กน้อย

            เพราะเขาคิดว่าจะมีสงครามครั้งใหญ่แต่กลับกลายเป็นเพียงประสบการณ์ที่ไม่เป็นอันตรายเลย!

            ภายในพระราชวัง

            อู๋ฉือและเหล่าฮีโร่พร้อมด้วยหน่วยทหารพากันเดินเรียงแถวเข้าไปและไม่นานก็เข้าควบคุมพื้นที่โดยรอบได้!

            ข้างในมีมอนสเตอร์ไม่มากนัก

            รวมกันแล้วประมาณร้อยกว่าตัวส่วนใหญ่เป็นมอนสเตอร์ระดับ 10-20 เช่นพลทหารคุ้มกันชั้นยอด และทหารม้าองครักษ์ พลังของพวกมันไม่แข็งแกร่งนักพรสวรรค์และสายเลือดก็ธรรมดา

            ภายใต้กระบวนทัพเซียนฉินของทหารกล้าแห่งต้าฉินพวกมันราวกับไก่ดินสุนัขกระเบื้อง ถูกสังหารในไม่กี่วินาที!

            ไม่กี่อึดใจต่อมาในพระราชวังอันกว้างใหญ่ มีเพียงท้องพระโรงตรงกลางเท่านั้นที่ยังไม่ถูกโจมตี!

            “ประกายแสงแห่งอารยธรรม!”

            อู๋ฉือเดินเข้าไปพร้อมกับกระตุ้น ‘ดวงใจแห่งลอร์ด’ เพื่อรวบรวมร่องรอยอารยธรรมจากที่นั่น!

            ..........

            [รังมอนสเตอร์ลึกลับ]

            [คำอธิบาย:ท้องพระโรงแห่งนี้ถูกประกายแสงแห่งอารยธรรมกดดันมอนสเตอร์จำนวนมากไว้หลังจากเปิดและกำจัดมอนสเตอร์ทั้งหมดแล้ว จะได้รับรางวัลมากมาย]

            ..........

            ท้องพระโรงมีพื้นที่ประมาณ400ตารางเมตร!

            ไม่ถือว่าใหญ่มากนัก!

            อู๋ฉือมองไปรอบๆอย่างประหลาดใจพลางกล่าวว่า “รังมอนสเตอร์งั้นเหรอ?”

            “สถานที่เล็กขนาดนี้ จะมีมอนสเตอร์กี่ตัวกัน?”

            “นอกจากว่า มันจะเป็นห้วงมิติรอง!”

            อู๋ฉือครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วโบกสะบัดมือออกไป!

            ในพริบตานั้นทหารกล้าเซียนฉินก็จัดกระบวนทัพอย่างเคร่งครัดผู้ฝึกตนแต่ละคนก็รวบรวมพลังเตรียมพร้อมร่ายเวทรอยประทับและสังเกตการณ์อย่างเคร่งขรึม

            อู๋ฉือพยักหน้าให้ฮีโร่ทั้งสองแล้วเก็บรวบรวมประกายแสงแห่งอารยธรรม!

            แสงสว่างเรืองรองหลั่งไหลเข้าสู่ร่างของอู๋ฉือในฉับพลัน!

            ในเวลาเดียวกันประตูใหญ่ของท้องพระโรงพลันเปิดออกกะทันหัน เผยให้เห็นห้องโถงที่ผุพังภายใน!

            ภายในห้องโถงนั้นมีบัลลังก์ตั้งอยู่และบนบัลลังก์ก็มีชายหนุ่มเผ่าดารารัตติกาลสวมมงกุฎนั่งประทับอยู่

            ส่วนเบื้องล่างบัลลังก์นั้นมีผู้คนจำนวนมากยืนอยู่สองข้างทาง ดูเหมือนจะเป็นขุนนางและข้าราชการของเมืองนี้

            แน่นอนว่าพวกมันได้กลายเป็นมอนสเตอร์ไปแล้ว!

            ร่างกายที่ผุพังถูกหลอมรวมเข้ากับห้วงมิติรองกลายเป็นมอนสเตอร์ดวงตาที่ว่างเปล่าจ้องมองอู๋ฉือเขม็ง!

            “คนนอก!” ชายหนุ่มบนบัลลังก์พลันเอ่ยปาก

            เสียงของเขาภายใต้กฎของมิติว่างเปล่าได้เปลี่ยนเป็นภาษาที่อู๋ฉือสามารถเข้าใจได้!

            “คุกเข่า!”

            ชายร่างกำยำของเผ่าดารารัตติกาลที่อยู่ข้างบัลลังก์หันกลับมาพร้อมกับตะโกนเสียงเย็น

            คุกเข่า!?

            อู๋ฉือรู้สึกเบื่อหน่ายเล็กน้อยพลันก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว

            พื้นที่โดยรอบเปลี่ยนแปลงไปในบัดดล

            ทันใดนั้นเขาก็มายังมิติประหลาดแห่งหนึ่ง!

            “เป็นห้วงมิติรองจริงๆ ด้วย!”

            เขาไม่ประหลาดใจเลยพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ และพบกองทัพที่อยู่ไกลออกไปสองข้างของท้องพระโรง!

            เป็นกองทัพของเผ่าดารารัตติกาลที่เขาเคยเห็นในมิติภาพลวง!

            “แค่กองทัพเศษสวะ ยังคิดจะมาสู้กับฉันอีกงั้นเหรอ?”

            ใบหน้าของอู๋ฉือกระตุกเล็กน้อยเหล่าฮีโร่และหน่วยทหารของเขาต่างก็เดินตามเข้ามาในห้วงมิติรองเช่นกัน

            ขณะนั้นเองชายร่างกำยำผู้นั้นก็คำรามด้วยความโกรธ “ดูหมิ่นองค์ราชา!สมควรตาย!”

            จากนั้นทหารสองนายที่สวมชุดเกราะเต็มตัวตรงประตูใหญ่ก็เดินเข้ามาด้วยสีหน้าไร้ซึ่งความรู้สึก!

            ดูจากการเคลื่อนไหวของพวกมันเหมือนต้องการจะจัดการกับอู๋ฉือผู้ไม่เคารพกษัตริย์ให้สิ้นซาก!

            ..........

            [หัวหน้าองครักษ์ชั้นยอด]

            [ระดับ: 20]

            [พรสวรรค์: ???]

            (ละไว้)

            ..........

            ในฐานะองครักษ์ของกษัตริย์มอนสเตอร์ทั้งสองตัวนี้ย่อมมีพลังอันแข็งแกร่งตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่

            หลังจากถูกมิติว่างเปล่ากลืนกินพลังของพวกมันก็ยิ่งเพิ่มพูนขึ้น ดูน่าสะพรึงกลัวมากทีเดียว

            ทว่า...พวกมันยังไม่ทันเดินเข้ามาใกล้ ก็ถูกเหล่าสาวๆ ที่เพิ่งมาถึงเข้าโจมตีทันทีวงจันทราโลหิตลอยขึ้นสูงบนท้องฟ้า พลันพุ่งลงมาราวกับแสงโลหิต!

            ปังปัง ปัง!

            หัวหน้าองครักษ์ชั้นยอดต้านทานการโจมตีได้หนึ่งหรือสองรอบแต่ก็ต้านทานไม่ไหวเมื่อเจอการโจมตีร่วมสิบกว่ารอบ

            ยังไม่ทันเดินไปไหนไกลก็ถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมล้มลงกับพื้น

            “ดูหมิ่นองค์ราชา! สมควรตาย!”

            “ผู้บุกรุก จงตายเสีย!”

            “เจ้าพวกสารเลว!”

            ..........

            ภายในท้องพระโรงเหล่าขุนนางต่างก็หันมามองพวกของอู๋ฉือด้วยสีหน้าเย็นชา

            ชายร่างกำยำก้าวออกจากท้องพระโรงพลันโบกสะบัดมือออกไป

            กองทัพเผ่าดารารัตติกาลก็ก้าวเดินออกมามุ่งหน้าเข้าหาพวกของอู๋ฉือโดยตรง!

            ..........

            [แม่ทัพเผ่าดารารัตติกาล]

            [ระดับ: 30]

            [พรสวรรค์: ???]

            [สายเลือด: ???]

            (ละไว้)

            ..........

            “บอส!”

            อู๋ฉือเหลือบมองด้วยความสนใจรอจนทุกคนมาพร้อมหน้า แล้วก็เอ่ยปากอย่างเฉยเมยว่า “ไปเลย!”

            “เจ้าค่ะ!”

            เสียงคำรามดุจสายฟ้าฟาดดังขึ้นในพริบตา

            ทหารกล้าเซียนฉินแต่ละนายถือทวนพุ่งเข้าสังหารเวทจันทรากระจ่างก็พุ่งลงมาจากฟ้าอย่างต่อเนื่อง!

            กองทัพทั้งสองเข้าปะทะกันอย่างรุนแรง!

            “ฆ่า!”

            “ปราณกระบี่ โจมตี!”

            “เชือกผนึกเซียน ไป!”

            ..........

            ทหารกล้าเซียนฉินสวมหน้ากากสำริดราวกับเป็นอสูรเทพพวกนางรวดเร็วและโหดเหี้ยมยิ่งนัก

            ทวนยาวกวาดไปทั่วแปดทิศสังหารทหารเผ่าดารารัตติกาลไปทีละนาย ทะลวงเข้าไปได้อย่างง่ายดาย

            แม้ระดับของพวกนางจะไม่สูงนักแต่ด้วยคุณภาพระดับทองและกระบวนทัพ กลับแสดงให้เห็นถึงการบดขยี้อย่างสิ้นเชิง!

             

    คล้ายกับเรื่องสู้ศึกต่างโลก : ด้วยคุณสมบัติ Plus(+) แห่งลอร์ด ที่คุณอ่าน