“หมายความว่าไงค่ะ” หญิงสาวทำหน้าเหวออย่างไม่เข้าใจคำพูดของเขาแต่คนที่เข้าใจก็ถึงกับแทบสะอึกธนวินท์ปากจัดเกินนิสัยชายธรรมดาทั่วไปจนผู้เป็แม่หนักใจ
“เอ่อช่างเถอะลูก” คุณวิยดาปลอบหญิงสาวแล้วก็มีความคิดที่จะสนับสนุนให้พิมพ์มณีได้ใกล้ชิดกับเขามากยิ่งขึ้นเพื่อช่วยดึงให้เขากลับมาเป็ผู้ชายเต็มตัวอย่างที่เธอ้า “ตกลงว่าก้างให้น้องไปด้วยก็แล้วกัน”
เท่านั้นเองพิมพ์มณีก็ยิ้มให้เขาอย่างผู้ที่มีชัยเหนือกว่าก่อนเดินลิ่วนำเขาไปที่รถ
“คุณแม่ครับแล้วคุณแม่จะให้เขาใส่ชุดนั้นเหรอ ไปวัดกับผม” ธนวินท์หันไปกล่าวกับมารดาด้วยท่าทางร้อนใจ
“แล้วแต่ลูกสิถ้าลูกไม่รอให้น้องขึ้นไปเปลี่ยนก่อนลูกก็ไปแวะหาซื้อชุดใหม่ให้น้องระหว่างทางก็แล้วกัน” กล่าวเท่านั้นแล้วคุณวิยดาก็หันหลังเดินกลับเข้าไปในบ้านอย่างไม่สนใจแล้วธนวินท์จะทำอย่างไรได้ละทีนี้ เขาจำต้องเดินไปที่รถที่มีหญิงสาวยืนรออยู่ข้างๆทั้งที่ไม่พอใจ และหลังจากนำของที่จะทำบุญใส่ไปไว้ในตอนหลังแล้วชายหนุ่มก็เปิดประตูด้านคนขับเข้าไปนั่งโดยที่ไม่ได้เอ่ยชวนหญิงสาวแม้สักคำแต่หญิงสาวก็เปิดประตูอีกด้านเข้าไปนั่งคู่กับเขาจนได้อยู่ดี
“วัดอยู่ไกลไหมค่ะ” หญิงสาวตีหน้าทะเล้นไปชวนเขาคุย แต่เขาก็ตีหน้าบึ้งกลับมาไม่ยอมพูดอะไรด้วยนอกจากทำการสตาร์ทเครื่องรถก่อนค่อยๆขับออกไป และเมื่อเขาเอาแต่เงียบพิมพ์มณีซึ่งเป็คนไม่ชอบความเงียบก็หาทางแก้ด้วยการยื่นมือไปกดสวิทซ์เปิดเครื่องเสียงที่มีอยู่ในรถเสียงเพลงดังกระหึ่มขึ้นมาและชายหนุ่มก็ยื่นมือไปกดปิดทันทีเช่นกัน พอเขาเอามือออกหญิงสาวก็ยื่นมือจะเข้าไปเปิดใหม่แต่คราวนี้ถูกเขาตีหลังมือเต็มแรงจนหญิงสาวถึงกับหดมือกลับมาสะบัดเร่าๆด้วยความเจ็บ
“คนบ้ามาตีฉันทำไม” หญิงสาวต่อว่าเขาด้วยน้ำเสียงเหมือนกับจะร้องไห้
“ฉัน้าความสงบไม่ชอบเสียงหนวกหู” เขาตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงห้วนๆ
“คนโรคจิต”
ชายหนุ่มไม่ได้ตอบว่าอะไรเขาขับรถต่อไปอีกไม่นานก็หาทางจอดลง ในขณะที่หญิงสาวทำหน้าบึ้งแข็งใจที่จะไม่พูดกับเขาอีก แม้จะสงสัยการกระทำของเขาอยู่เหมือนกันและเมื่อเขาลงไปจากรถ หญิงสาวก็แอบมองตาม เห็นเขาเข้าไปในในร้านขายเสื้อผ้า ครู่หนึ่งก็เห็นเขาถือถุงกระดาษเดินออกมาจากร้านหญิงสาวจึงรีบหันหน้าไปทางอื่นทำเป็ว่าไม่สนใจการกระทำของเขา
“นี่คือเสื้อผ้าที่เธอควรจะใส่ถ้าหากว่าอยากจะไปกับฉันก็จัดการเปลี่ยนซะ” เขากล่าวเมื่อเข้ามาในรถแล้ววางถุงกระดาษลงมาบนตักของพิมพ์มณีและหญิงสาวก็รีบเปิดออกดูด้วยความอยากรู้แล้วก็พบว่ามันคือเสื้อคอกลมสีขาวกับกางเกงสีเดียวกันแบบของผู้ชายตัวใหญ่โคร่งนั้นเอง
“คุณจะให้ฉันใส่ชุดนี้นะเหรอ” หญิงสาวถามเสียงสูง นึกภาพของตัวในชุดนี้อย่างสยดสยอง
“ถ้าไม่ใส่ชุดนี้ก็ลงจากรถไปซะ” เขากล่าวเสียงเ็าอย่างยืนยันให้รู้ว่าไม่ได้พูดเล่นทำเอาพิมพ์มณีถึงกับอยากจะร้องไห้นึกหาเหตุผลเป็พัลวันว่าเหตุใดตัวเองถึงต้องมาทนให้เขาข่มขู่อยู่อย่างนี้แต่เอาเถอะ ถึงจะยังนึกไม่ออกในตอนนี้แต่ไหนๆก็มาแล้วเื่อะไรจะถอยให้เสียหน้าล่ะหญิงสาวนึกอย่างมีทิฐิก่อนจัดการคลี่กางเกงออกแล้วสอดขาเข้าไปทั้งที่ยังนั่งอยู่บนเบาะรถ
ธนวินท์หันมาเห็นเข้าก็ถึงกับหน้าตาตื่นกับความก๋ากั๋นของเ้าหล่อน
“นั้นเธอจะทำอะไร” เขาถามเสียงดัง
“ก็คุณอยากให้ฉันใส่ชุดนี้ไม่ใช่เหรอ” หญิงสาวเชิดหน้าตอบ และเดินหน้าทำการสวมเสื้อผ้าที่เขาซื้อมาให้นั้นต่อไป
“ฉันไม่ได้หมายความว่าให้ใส่ซ้อนกันไปทั้งชุดเดิมและยังอยู่ในรถแบบนี้ถ้าจะเปลี่ยนฉันก็จะจอดตามปั้มน้ำมันแล้วเข้าไปเปลี่ยนในห้องน้ำก็ได้”
“ยังไงฉันก็ใส่ชุดนี้ตามที่คุณ้าแล้ว ยังจะมีปัญหาอะไรอีกล่ะ” หญิงสาวทำหน้างอ และชายหนุ่มก็ไม่มีอะไรจะพูดอีก แม้ร่างบอบบางในชุดหลวมโคร่งนั้นจะดูตลกเท่าใดก็ตาม
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
วัดที่ธนวินท์พาพิมพ์มณีไปคือวัดที่เขาเคยมาเป็ประจำซึ่งเป็วัดที่ไม่ใหญ่โตนักและอยู่ไกลออกมาถึงชานเมืองล้อมรอบไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อยทำให้บรรยากาศร่มรื่นแต่ในความคิดของหญิงสาวแล้วรู้สึกว่ามันออกจะวังเวงยังไงไม่รู้แม้แต่ในตอนสายๆที่ยังมีคนเดินไปมาให้เห็นแต่หญิงสาวก็เผลอเข้าไปเดินเบียดชิดอยู่ติดหลังของชายหนุ่มโดยไม่รู้ตัวแถมยังเหลียวล่อกแล่กไปรอบๆด้วยท่าทางหวาดๆอีกต่างหาก
“ทำท่าให้มันดีหน่อยได้ไหม” ธนวินท์เอ็ดเมื่อหันมาเห็น
“คะคุณว่าที่นี่จะมีผีไหม” หญิงสาวลืมตัวถามเขาออกไปด้วยเสียงสั่นๆ
“ก็ไหนว่าไม่กลัวผีไงล่ะ” ชายหนุ่มย้อนถามด้วยความหมั่นไส้ทำให้หญิงสาวรู้สึกตัวรีบทำท่าขึงขังขึ้นมาทันที