นับจากเหตุการณ์ "ตามหาแมวั์" ในวันนั้น ชื่อเสียงของชิงหลันก็เป็ที่เลื่องลือไปทั่วทั้งจวน สาวใช้คนนี้กลายเป็ตัวประหลาดในหมู่บ่าวไพร่ ด้วยพฤติกรรมเปิ่น ๆ ที่เพิ่มขึ้นทุกวัน จนทุกคนเริ่มชินชา
บางครั้งเวลาใก็เผลออุทานคำพูดแปลก ๆ ที่ไม่มีใครเข้าใจออกมา ทำเอาบ่าวคนอื่นที่ได้ยินต่างพากันมองหน้ากัน ไม่เข้าใจว่าชิงหลันพูดอะไร
และเื่ราวความผิดปกติเหล่านี้ ก็ไปถึงหูของคุณชายจนได้ จากที่เคยเป็เพียงสาวใช้คนหนึ่งซึ่งแทบไม่อยู่ในสายตา พักหลังมานี้เ้านายหนุ่มกลับลอบสังเกตพฤติกรรมของสาวใช้คนนี้อยู่บ่อยครั้ง
และดูเหมือนว่า...ชิงหลันก็ไม่เคยทำให้ผู้เป็นายต้องผิดหวังที่ตั้งตารอชมความเปิ่นของนาง
ภายในห้องหนังสือที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหมึกและกระดาษ ชิงหลันกำลังตั้งใจรินน้ำชาร้อน ๆ ลงในถ้วยให้ผู้เป็นาย นางพยายามทำทุกอย่างให้เบามือที่สุด เพราะััได้ถึงสายตาของเฟิงเหยียนที่แม้จะมองตำรา แต่กลับทำให้รู้สึกเหมือนถูกจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา
ด้วยความซุ่มซ่ามอันเป็พร์ เมื่อถูกเ้านายกดดันมากเท่าไหร่ ชิงหลันก็ยิ่งเกร็งมากขึ้นเท่านั้น และความผิดพลาดก็เกิดขึ้นจนได้ เมื่อมือเ้ากรรมดันปัดไปโดนถ้วยน้ำชาที่เพิ่งรินเสร็จใหม่ ๆ ร้อน ๆ หล่นลงไปทางที่ ‘เหยื่อ’ นั่งอยู่
ซ่า!
น้ำชาร้อน ๆ ทั้งถ้วยสาดลงบนท่อนขาและเป้ากางเกงของคุณชายเต็ม ๆ
“โอ๊ย!” เฟิงเหยียนสะดุ้งสุดตัวจนต้องยืนขึ้นสะบัดชุดเพื่อลดความร้อนที่เข้าจู่โจมมาโดยไม่ทันตั้งตัว
“เฮ้ย!! เชี่ย!” ไม่ต่างจากตัวต้นเหตุที่ใอุทานออกมาดังลั่น ทำลายความเงียบในห้องจนสิ้นซาก
ความเ็ปจากความร้อนและความโกรธฉายขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลา แต่ก่อนที่เฟิงเหยียนจะทันได้อ้าปากดุ คำอุทานแปลก ๆ นั้นก็ทำให้ทุกคำพูดหยุดชะงัก เ้านายหนุ่มเหลือบมองรอยเปียกบนกางเกงสลับกับใบหน้าที่ซีดเผือดของสาวใช้ ความสนใจในคำพูดผิดปกติของหญิงสาวมีมากกว่าความเ็ปไปทันที ชายหนุ่มเอ่ยถามเสียงเรียบ “เมื่อครู่…เ้าพูดอะไร”
“เออ…มันเป็คำอุทานประจำตัวของบ่าวเองเ้าค่ะ” ชิงหลันหน้าเจื่อน “แบบว่า…ไม่ซ้ำใครดีเ้าค่ะ”
“เ้านี่…ดูท่าสติจะไม่สมประกอบจริง ๆ” เฟิงเหยียนส่ายหัวอย่างระอา “แล้วต่อไปหัดระวังเสียบ้าง นั่นน้ำร้อน ไม่ใช่น้ำเย็น”
พูดจบเขาก็ลงมานั่งที่เก้าอี้เช่นเดิม ทำให้ชิงหลันต้องรีบถอยหลังก้มหน้าต่ำด้วยใและไม่กล้าสู้หน้าเพราะรู้ตัวว่าตัวเองทำผิด
"เ้าค่ะ! คุณชาย บ่าวขออภัยเ้าค่ะ" ชิงหลันก้มหน้าก้มตารับผิด แต่ในใจกลับสำนึกได้ไม่นาน
‘เอิ่ม...ร้อนถึงไข่ท่านไหมนะ จะเสนอตัวช่วยเป่าให้ก็เกรงใจ กลัวว่าจะโดนตบกบาลแยกเสียก่อน’
นับจากวันนั้นเป็ต้นมา ชื่อของสาวใช้ "ชิงหลัน" ก็ฝังอยู่ในความทรงจำของเฟิงเหยียน ในฐานะบุคคลอันตรายที่ต้องจับตามองเป็พิเศษไม่ว่ากรณีใด ๆ
“เ้าจะทำอะไร”
“บ่าวก็เอาน้ำมาให้ท่านล้างหน้าไงเ้าคะ ทำไมคุณชายทำท่าเหมือนกลัวบ่าว”
“เปล่า ข้าไม่ได้กลัว เ้าเอากะละมังไปวางไว้ที่โต๊ะเถอะ เดี๋ยวข้าทำเอง”
“เ้าค่ะ คุณชาย” ชิงหลันทำหน้างง ‘จะกลัวอะไรขนาดนั้น ทีหลังไม่เล่นด้วยแล้วนะ’
ใน่แรกมันเป็เพียงสัญชาตญาณระวังภัย ยามที่สาวใช้เข้ามาใกล้เกินไป เฟิงเหยียนจะเพิ่มความระมัดระวังขึ้นโดยไม่รู้ตัว ไม่ใช่เพราะเหตุผลอื่นใด แต่เพราะไม่แน่ใจว่าวันไหนของเหลวร้อน ๆ หรือของสิ่งใดจะลอยมาถูกตัวอีก
ทว่ายิ่งเ้านายหนุ่มจับตามองสาวใช้คนนั้นด้วยความหวาดระแวงมากเท่าไร ความสนใจในพฤติกรรมที่ไม่เหมือนใครของหญิงสาวก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น เป็ความสนใจที่เ้าตัวก็ยังไม่เข้าใจนัก
ณ โต๊ะอาหารยามเช้า
บนโต๊ะอาหารของตระกูลหลี่เงียบสนิทจนหลายคนอึดอัด แม้แต่บ่าวไพร่ที่คอยรับใช้ยังต้องเคลื่อนไหวอย่างช้า ๆ และระมัดระวังเพื่อไม่ให้เกิดเสียงดังรบกวนเ้านายที่นั่งทานอาหารกันเงียบ ๆ มีเพียงเสียงกระทบกันเบา ๆ ของตะเกียบและถ้วยชามเท่านั้นที่ดังขึ้นเป็ครั้งคราว
หลานซิน ภรรยาของเฟิงเหยียน นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ด้วยแผ่นหลังเหยียดตรง กิริยาทุกอย่างงดงามไร้ที่ติ สูงส่งและเ็า แต่แววตากลับว่างเปล่า ไม่ได้มองมาที่ใครหรือคนตรงหน้าเลย
เฟิงเหยียนที่ลอบมองภรรยาเป็ระยะ อยากจะเอ่ยถามสักคำว่าเป็อย่างไรบ้าง แต่ริมฝีปากกลับเม้มแน่นขยับไม่ได้ดั่งใจ มือที่จับตะเกียบค่อย ๆ คีบเนื้อย่างชิ้นที่ดีที่สุดในจาน วางลงในถ้วยข้าวของภรรยาอย่างแ่เบา เป็การกระทำเงียบ ๆ ที่เขาทำอยู่บ่อยครั้ง แม้จะแต่งงานมาเริ่มด้วยการห่างเหินก็ตาม
การเคลื่อนไหวของหลานซินหยุดลงทันที ก่อนจะเหลือบมองเนื้อชิ้นนั้นในถ้วยข้าว ก่อนจะเมินเฉยและตักอาหารอย่างอื่นเข้าปากต่อไป
“หลานซินวันนี้…อากาศดีนะ” ในที่สุดเฟิงเหยียนก็เป็ฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นก่อน
“เ้าค่ะ” หลานซินตอบรับเพียงสั้น ๆ โดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง
คำตอบที่แสนห่างเหินนั้นคือทุกสิ่งที่ชายหนุ่มจำเป็ต้องรู้ เมื่อทานอาหารเสร็จ หลานซินก็วางตะเกียบลงอย่างนุ่มนวล ลุกขึ้นยืนโดยไม่พูดอะไรอีก และเดินออกจากห้องอาหารไป ทิ้งให้เฟิงเหยียนนั่งมองตามแผ่นหลังที่ห่างเหินนั้น อาหารเลิศรสในถ้วยข้าวพลันจืดชืดไร้รสชาติไปในทันที
ตกดึกภายในห้องหนังสือ มีเพียงแสงเทียนบนโต๊ะที่สั่นไหวไปมา สร้างเงาทอดยาวบนชั้นตำรา
เฟิงเหยียนนั่งอยู่ตามลำพัง จอกสุราในมือถูกยกขึ้นจรดริมฝีปาก แล้ววางลง ก่อนจะถูกยกขึ้นอีกครั้ง เป็สิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ไปมา
ในใจที่ควรจะสงบ กลับวนเวียนไปด้วยภาพใบหน้าอันงดงามแต่เรียบเฉยของหลานซินผู้เป็ภรรยา หญิงสาวผู้ซึ่งกราบไหว้ฟ้าดินร่วมกัน ผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็ฮูหยินเอกแห่งตระกูลหลี่อย่างสมเกียรติ
เฟิงเหยียนรักและเคารพในตัวภรรยาเสมอมา แต่ทุกครั้งที่ความคิดจะก้าวล่วงไปทำหน้าที่ ‘สามี’ ในทางพฤตินัย ความละอายใจในความบกพร่องของตนเองก็ฉุดรั้งไว้เสมอ
ดังนั้น การสร้างระยะห่างที่เ็า การทำตัวหมางเมิน จึงเป็สิ่งเดียวที่ชายหนุ่มพอจะทำได้ในตอนนี้
‘อย่างน้อยที่สุด ความห่างเหินก็ยังดีกว่าการทำให้นางต้องมาอัปยศอดสูไปกับความล้มเหลวของข้า’ ความคิดนั้นทิ่มแทงในอกทุกครั้งที่ชายหนุ่มลอบมองใบหน้าของภรรยา
และในขณะที่ความคิดกำลังจมอยู่กับความทุกข์ ภาพใบหน้าที่เรียบเฉยของหลานซินพลันเลือนลางไป ถูกแทนที่ด้วยภาพดวงตากลมโตที่เบิกกว้างด้วยความใของหญิงสาวอีกคน…ชิงหลัน
ภาพของสาวใช้ที่ขึ้นชื่อว่าตัวอันตราย จู่ ๆ ก็แวบเข้ามาในความคิด แล้วมุมปากของเ้านายหนุ่มก็ยกขึ้นเป็รอยยิ้มบาง ๆ โดยไม่รู้ตัว
เฟิงเหยียนขมวดคิ้วกับปฏิกิริยาของตนเอง เหตุใดจึงมานึกถึงตัวอันตรายในยามนี้ ทั้งที่ตนไม่เคยคิดอะไรเกินเลยกับสาวใช้คนนั้นแม้สักครั้ง ‘หรือบางที อาจเป็เพราะความอ้างว้างที่เกาะกุมใจมานานเกินไป จิตใต้สำนึกจึงโหยหาสิ่งแปลก ๆ เข้ามาทำลายความน่าเบื่อหน่ายนี้’
เฟิงเหยียนวางจอกสุราลงบนโต๊ะเสียงดัง ก่อนเอ่ยปากเรียกบ่าวรับใช้ที่ยืนรออยู่หน้าห้อง “ไปตามชิงหลัน… มาพบข้าที่นี่”
“ขอรับ คุณชาย” บ่าวรับใช้ค้อมตัวรับคำแล้วจากไป ทิ้งให้ห้องหนังสือกลับสู่ความเงียบอีกครั้ง เฟิงเหยียนเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ยกยิ้มหยันให้กับการกระทำของตนเองเมื่อครู่ ‘อย่างน้อย ความวุ่นวายของคนประหลาดเช่นเ้า คงพอจะทำให้ข้าปวดหัวจนลืมเื่ของภรรยาไปได้บ้าง’