นานนับชั่วยาม เสียงร้องโหยหวนดังไปทั่วบริเวณ ในใจฉีหมิงอยากตกตายตั้งแต่สิบลมหายใจแรกให้รอดพ้นจากความทุกข์ทรมานที่ได้รับ เส้นลมปราณรวมไปถึงกระดูกทั่วร่างสั่นสะท้านประดุจถูกใครบางคนบิดไปมา เป็นความเจ็บปวดที่ไม่เคยพบเจอมาก่อนในชีวิต อีกทั้งตัวเขาก็ไม่สามารถหมดสติลงไปได้ต้องแบกรับความเจ็บปวดอยู่ตลอดเวลาที่ผ่านมา จินหยางแสยะยิ้มก้มลงกระซิบข้างหูของฉีหมิง
“ตอนนี้ท่านรู้สึกเป็นอย่างไรบ้างขอรับ”
ฉีหมิงแทบไม่มีแรงแม้จะเอ่ยวาจาใดออกมาแม้แต่ครึ่งคำ เขาทำได้เพียงหรี่ตามองไปที่จินหยางเพียงเท่านั้น จินหยางใช้กระบี่ในมือตัดศีรษะของฉีหมิงพร้อมกับคว้าพุ่งทะยานกลับไปหาจางหลง จินหยางลัดเลาะไปตามชายป่า นานนับสิบลมหายใจที่เขารู้สึกว่าวิ่งวนไปมาอยู่ที่เดิม เขารีบแผ่ลมปราณออกจากร่างเพื่อตรวจสอบแต่ไม่พบสิ่งใดผิดปกติ เขาจึงใช้ความสามารถของเทียนคงแผ่ลมปราณไปที่ดวงตาหันมองรอบด้าน พบเจอพลังปราณแผ่ออกมาจากก้อนหินขนาดเล็กถูกวางทับซ้อนเอาไว้เป็นจุดตามพื้น ไม่ถึงสามลมหายใจรอบด้านของจินหยางก็ปรากฏอสูรกายหลายสิบตัวล้อมเขาเอาไว้ จินหยางเร่งโคจรลมปราณอย่างเต็มกำลังไปที่เท้าขวากระทืบลงพื้นดิน เปรี้ยง! ฝุ่นควันฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ อสูรกายหลายสิบตัวจางหายไปอย่างรวดเร็ว แต่ทว่ามันก็หายไปได้ไม่นานไม่ถึงสิบลมหายใจอสูรกายพวกนั้นก็ปรากฏกายขึ้นมาอีกครั้ง ทั้งหมดพุ่งเข้ามาโจมตีอย่างรวดเร็วจินหยางรับรู้แล้วว่าอสูรกายทั้งหมดถูกสร้างมาด้วยค่ายกลบางอย่าง เขาจึงย่อตัวลงวางศีรษะของฉีหมิงเอาไว้บนพื้น ใช้มือขวาเอื้อมไปจับด้ามกระบี่ด้านหลังชักออกมาฟาดฟันออกไปอย่างเต็มกำลัง วูบ ปราณกระบี่พุ่งทะยานพุ่งผ่านเหล่าอสูรกาย ต้นไม้หลายสิบต้นถูกตัดโค่นล้มเสียงดังลั่นฝุ่นควันฟุ้งกระจายทันใดนั้นเองเขาก็ตรวจพบใครบางคนนั่งตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวทางขวามือ เป็นชายหนุ่มอายุพอ ๆ กับจินหยางสวมเสื้อสีเทา ต่างฝ่ายต่างจ้องมองกันอย่างไม่วางตา
“เจ้าเป็นใครกัน?”
“แล้ว แล้วเจ้าละเป็นใคร? นั้นคือศีรษะของฉีหมิงแห่งสำนักทลายฟ้า เจ้าเป็นคนสังหารมันผู้นั้น?”
“ใช่ ข้าเป็นคนสังหารฉีหมิงผู้นี้เอง เจ้าเป็นคนสร้างค่ายกลนี้ใช่หรือไม่”
“เป็น เป็นข้าเอง”
จินหยางยกยิ้มเก็บกระบี่เข้าฝัก
“เจ้าไม่ต้องหวาดกลัวไป ข้ามีนามว่าจินหยางเจ้ารู้จักกับฉีหมิงผู้นี้”
“ข้ามีนามว่าต้าหมิง แน่นอนข้ารู้จักมันเป็นอย่างดี ที่ข้ามาที่นี่ก็เพื่อมาดักรอเพื่อสังหารมัน”
“เจ้ารู้จักผู้อาวุโสรั่วซินฟานหรือไม่ ก่อนข้าเดินทางมาที่นี่เขาเป็นคนแนะนำเจ้าให้แก่ข้าหากเกิดปัญหาใดให้ตามหาเจ้า”
“แน่นอนข้ารู้จักเขาเป็นอย่างดี”
“เอาเถอะตอนนี้จ้าต้องรีบกลับไปที่เมืองก่อนยังมีบางอย่างที่ต้องจัดการ”
“เรื่องท่ี่เจ้าว่าคือเรื่องของชาวเมืองใช่หรือไม่?”
“เจ้ามีทางแก้ไข”
“วางใจข้าเถอะ”
หลังจากนั้นไม่นานจินหยางก็หิ้วศีรษะของฉีหมิงพุ่งทะยานออกมาโดยมีต้าหมิงติดตามอยู่ไม่ห่าง เมื่อทั้งสองเดินทางมาถึงจุดที่จางหลงปะทะกับชาวเมือง ต้าหมิงก็รีบล้วงไปที่อกเสื้อนำขลุ่ยหยกออกมาหนึ่งเลา ทันทีที่เสียงขลุ่ยดังขับขานชาวเมืองจำนวนก็หยุดเคลื่อนไหวหลังจากนั้นทั้งหมดก็ทยอยเดินกลับไปที่เมือง มากกว่าครึ่งที่ถูกจี้สกัดจุดเอาไว้โดยจินหยางและจางหลงยังคงยืนนิ่งอยู่ สภาพของจางหลงไม่สู้ดีนักเขานั่งหอบด้วยความเหนื่อยล้า จินหยางยกยิ้มเดินข้าหาจางหลง
“ฉีหมิงถูกสังหารโดยเจ้าอย่างนั้นรึ? แล้วชายผู้นั้นเป็นใครกัน?”
“ชายผู้นั้นมีนามว่าต้าหมิงเขาคือคนไว้ใจได้ขอรับ”
“หากเจ้าบอกกล่าวเช่นนั้นก็คงไม่มีปัญหาอะไร”
จินหยางยกยิ้มหลังจากนั้นเขาก็ช่วยคลายจุดให้แก่ชาวบ้านที่เหลือ ต้าหมิงยกขลุ่ยขึ้นมาเป่าอีกครั้งชาวบ้านที่เหลือก็ทยอยกันกลับไปที่เมือง
“ต้าหมิงเจ้าสามารถช่วยเหลือชาวบ้านที่มีสภาพเหม่อลอยเช่นนั้นได้หรือไม่”
“ไม่ได้ แต่เจ้าไม่ต้องห่วงอีกไม่กี่ชั่วยามพวกเขาจะกลับมาเป็นปกติ เพียงแต่ว่าหากครั้งใดที่พวกเขาได้ยินเสียงนั้นอีกพวกเขาก็จะถูกสะกดอย่างที่เจ้าเห็น มีทางเดียวที่จะปลดปล่อยพวกเขาคือจัดการกับผู้ใช้ทักษะนั้น”
จินหยางถึงกับขมวดคิ้ว
“ทักษะนี้ร้ายกาจนัก”
“ดังนั้นรีบจัดการคนผู้นี้เสียก่อน”
จินหยางพยักหน้าตอบรับ เป็นจังหวะเดียวกับที่ต้าหมิงก้มหน้าครุ่นคิดบางอย่าง
“มีสิ่งใดขึ้นรึ?”
“ข้าพอที่จะรู้ที่ซ่อนตัวของพวกมันแต่ว่า”
จินหยางและจางหลงตื่นตกใจไม่น้อยที่ได้ยินต้าหมิงเอ่ยวาจาออกมา
“ที่ไหน?”
“เมืองซิว ตัวข้าไม่รู้รายละเอียดมากนักว่าพวกมันทำสิ่งใดที่นั่น แต่ว่าเมื่อไม่นานมีบางอย่างแปลกประหลาดเกิดขึ้นมีคนจากสำนักทลายฟ้าปรากฏตัวที่นั่นจำนวนมาก และได้มีชาวบ้านมากมายต่างหายไปตัวอย่างไร้ร่องรอย”
“จากที่ไหนไปที่เมืองซิวที่เจ้าว่าเดินทางนานหรือไม่”
“หากออกเดินทางยามเฉินจะถึงเมืองซิวย่างเข้ายามอิ่ว”
“ดีเช่นนั้นตอนนี้กลับไปที่เมืองก่อนก็แล้วกันพรุ่งนี้เช้ายามเฉินค่อยออกเดินทาง”
รุ่งเช้าย่างเข้ายามเฉินผู้คนภายในเมืองหลวงต่างไม่มีผู้ใดออกมาจากบ้านแม้แต่ผู้เดียวรวมไปถึงเหล่าทหารทั้งหมดต่างหลับใหลด้วยความอ่อนล้า ต้าหมิงก็ขับรถม้าออกจากเมืองหลวงอย่างเร่งรีบโดยมีกลุ่มพยัคฆ์เหล็กนั่งอยู่ภายใน ส่วนจินหยางนอนอยู่หลังคารถม้า
“จินหยางเจ้าจะคิดว่าจะพบเจอหัวหน้าที่หญิงสาวผู้นั้นบอกต่อเจ้าหรือไม่”
จางหลงเอ่ยถามด้วยความสงสัยภายในรถม้า
“ข้าก็ไม่แน่ใจ เราคงต้องไปที่เมืองซิวเสียก่อน”
หลังจากที่ทุกคนหยุดพักทานอาหารเที่ยงต้าหมิงก็ขับรถม้าออกเดินทางต่อย่างเข้ายามเซินต้าหมิงก็ชะลอหยุดรถม้า ด้านหน้ามีฝูงอีกานับร้อยบินวนอยู่บนท้องฟ้า มีบางส่วนลงมาจิกกินบางอย่างบริเวณพื้นดิน กลิ่นคาวเลือดเหม็นฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ ซากศพจำนวนมากกระจายไปตามพื้นประดุจผู้คนเหล่านั้นถูกสังหารหมู่อย่างโหดเหี้ยม จางหลงให้เฉินจินออกไปตรวจสอบ ไม่นานเฉินจินก็กลับมารายงาน
“เรียนท่านหัวหน้า จากที่ข้าตรวจสอบพวกเขาไม่ใช่ชาวยุทธเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาขอรับ ตามร่างกายของพวกเขาไม่มีแม้แต่บาดแผลรอยฟันหรือรอยกรงเล็บ พวกเขาตกตายโดยมีบางอย่างปะทุออกมาจากร่าง และพวกเขากำลังเดินทางออกมาจากเมืองซิว”
จางหลงหันไปมองต้าหมิง
“อีกนานเท่าไรจะถึงเมืองซิว?”
“ไม่ถึงชั่วยามก็คงถึงแล้วขอรับ”
“ดี พวกเจ้าพยัคฆ์เหล็กเตรียมตัวให้พร้อม อีกไม่นานพวกเราจะเข้าสู่เมืองซิวแล้วอย่าประมาทเด็ดขาด เพราะเราไม่รู้ว่ามีคนจากสำนักทลายฟ้ามากน้อยแค่ไหนอยู่ที่นั่นและคนพวกนั้นกำลังทำสิ่งใดอยู่"
ไม่นานรถม้าของต้าหมิงก็หยุดอยู่ที่ด้านหน้าของเมืองซิว ความเงียบเข้าปกคลุมไปทั่วบริเวณประดุจเมืองซิวทั้งเมืองเป็นเมืองร้าง รถม้าค่อย ๆ ขับเข้าไปด้านในอย่างช้า ๆ จินหยางแผ่ลมปราณตรวจสอบโดยรอบแต่ก็ไม่พบเจอสิ่งมีชีวิตใดหลงเหลืออยู่ ชั่วน้ำเดือนเขาก็สัมผัสบางอย่างทางตรอกเล็ก ๆ ทางขวามือจินหยางถีบเท้าพุ่งทะยานออกไปทางขวา
“ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ”
จินหยางกลับมาพร้อมกับเด็กชายผู้หนึ่งที่มีสภาพผอม ได้ยินเสียงท้องร้องออกมาอย่างชัดเจน
“ใจเย็น ๆ ก่อนไอ้หนูพวกข้าไม่ได้มาร้าย”
“เหอะ ข้าไม่เชื่อพวกเจ้าหรอกนะ ไม่กี่วันก่อนมีผู้คนมากมายเข้ามาที่นี่ล้วนแต่เอ่ยวาจาเช่นนั้นแต่แล้วพวกรุ่งเช้าคนพวกนั้นก็หายตัวไปพร้อมกับชาวบ้าน”
ผิงผิงยกยิ้มเอาหมั่นโถวในห่อผ้ายื่นให้แก่เด็กชาย
“เจ้าคงไม่ได้กินสิ่งใดมาหลายวัน ทานหมั่นโถวก่อนเถอะ เมื่อทานอิ่มแล้วเจ้าช่วยเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นที่นี่ให้พวกข้าฟังได้หรือไม่ว่าเหตุใดเมืองซิวแห่งนี้ถึงได้มีสภาพเช่นนี้”
เด็กชายไม่เอ่ยวาจาสิ่งใดออกมาแม้แต่ครึ่งคำเขารีบคว้าหมั่นโถวในมือของผิงผิงกัดกินด้วยความหิวโหย เฉินจินเองก็นำกระบอกน้ำมาวางเอาไว้ที่ด้านข้าง ทันทีที่เด็กชายกินหมั่นโถวจนหมดเขาก็ลงไปนอนดิ้นทุรนทุรายอยู่บนพื้นไม่ถึงสามลมหายใจร่างกายของเด็กชายก็บวมเป่งขึ้นมา จางหลงรีบสั่งให้ทุกคนถอยหลังออกไป ตูม! ร่างของเด็กชายระเบิดออกมาเลือดสีแดงสาดกระจายไปทั่วบริเวณ ทั้งหมดล้วนแล้วแต่ตื่นตกใจมีเพียงจินหยางผู้เดียวที่กำหมัดทั้งสองแน่นด้วยความโกรธแค้น แน่นอนเขารับรู้บางอย่างเกิดขึ้นที่ร่างกายของเด็กชายผู้นั้น